English Version
ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 2545
(ปัจจุบัน)
วารสารข่าวโรคสัตว์น้ำ
ฉบับย้อนหลัง
AAHRI Newsletter
Volume 11 Number 1, June 2002

(MS Word 116 Kb)

ปัญหายาตกค้างในกุ้งกุลาดำ
ไปดูการเลี้ยงกุ้งขาวแบบพัฒนาที่เปรู
ปัญหาการเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน
ฟ้าทะลายโจร

(MS Word 101 Kb)

บทบรรณาธิการ

ผู้ที่อยู่ในวงการเกี่ยวข้องกับสัตว์น้ำคงจะไม่มีใครที่ไม่รู้เรื่องปัญหายาตกค้างในเนื้อกุ้งที่ส่งออกไปขายให้กับกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของชาติอยู่ในขณะนี้เราเคยเจอปัญหาญี่ปุ่นตรวจพบยาออกซีเตตราซัยคลินในเนื้อกุ้งและเผาทำลายสินค้ามาแล้วเมื่อปี 2538ตอนนั้นผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายออกมารณรงค์ต่อต้านเรื่องการใช้ยาออกซีเตตราซัยคลิน และออกโซลินิคแอซิด จนปัญหาคลี่คลายไปได้ ักษาตำแหน่งการเป็นผู้นำในการส่งออก ผลิตภัณฑ์กุ้งกุลาดำของโลกไว้ได้ แต่เพียง 6 ปี ผ่านไป เราก็กลับมาผจญกับปัญหาเดิมอีกเพียงแต่เปลี่ยนผู้ร้ายมาเป็นคลอแรมฟินิคอลและไนโตรฟูราน ซึ่งเป็นปัญหาหนักกว่าปี 2538 เพราะยาต้านจุลชีพทั้ง 2 ตัวนี้ สหภาพยุโรปและอเมริการห้ามใช้ในสัตว์เลี้ยงเพื่อการบริโภค โดยเด็ดขาด
 

คำถาม อยู่ที่ว่าคนไทยเราไม่เคยเรียนรู้ถึงความผิดพลาดในอดีตแล้วนำมาใช้แก้ปัญหา อย่างเบ็ดเสร็จกันเลยหรือ ระยะเวลาผ่านไปเพียง 6 ปี ชื่อได้ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการกุ้งน่า จะเป็นกลุ่มคนชุดเดิมเป็นส่วนใหญ่ ทุกฝ่ายรู้ว่าการมียาต้านจุลชีพตกค้างในเนื้อกุ้งจะทำให้ ขายกุ้งไม่ได้ แต่ทำไมจึงมีการนำยาต้องห้ามมาใช้กันอีก
 

คำตอบ มีอยู่ว่า ผู้ใช้จำนวนมากไม่รู้ว่าตัวเองใช้ยาอะไรในการรักษาโรคกุ้ง คนขายยาและ อาหารหลายคนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังขายยาต้องห้าม รือขายอาหารรวมทั้งหัวอาหารที่มียา ต้องห้ามปนอยู่ คนเหล่านี้น่าสงสารและไม่ควรจะได้รับการลงโทษ ยาต้านจุลชีพต้องห้ามเหล่านี้ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดหรือฟาร์มกุ้งได้เอง แต่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งรู้ว่ากำลังขายยาต้องห้าม เหล่านี้ในธุรกิจการเลี้ยงกุ้ง ทำไปเพราะต้องการผลกำไรอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงผลเสีย ที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของประเทศ อยากถามว่าหัวใจเขาทำด้วยอะไร? คิดบ้างหรือไม่ว่า เขาเป็นผู้ทำลายธุรกิจการเลี้ยงกุ้งของเราอย่างเลวร้ายที่สุด และท้ายที่สุดคนเหล่านี้ก็จะเอาตัวรอดหนีออกไปจากวงการกุ้ง เพื่อประกอบธุรกิจอย่างอื่นที่มีโอกาสทำเงิน ได้ดีกว่า ละอาจทำให้เกิดปัญหากับประเทศชาติซ้ำอีกก็ได้ ดังนั้นเกษตรกรควรพยายาม หลีกเลี่ยงการใช้ยาต้านจุลชีพให้มากที่สุด ้าหากจำเป็นต้องให้ใช้ให้เลือกใช้ชนิดที่มีการ ยอมรับให้ใช้ได้ และต้องถอนยาก่อนจับขายตามเวลาที่กำหนด โรงงานแปรรูปกุ้งก็ต้องเข้มงวด ในการรับซื้อกุ้ง รวมถึงตรวจสารตกค้างในกุ้งสดก่อนเข้าโรงงานมากขึ้น ทางด้านกรมประมง จะต้องดำเนินการให้ความรู้ที่ถูกต้องกับเกษตรกร ร้านค้าเวชภัณฑ์และอาหารรายย่อย คลินิค โรคสัตว์น้ำของเอกชนเกี่ยวกับการใช้ยาต้านจุลชีพ และเดินหน้าเต็มตัวในการจดทะเบียน ฟาร์มเฝ้าระวังสารตกค้างในกุ้งอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง หากทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ปัญหา อย่างจริงจังและจริงใจแล้วเชื่อว่าเราคงจะฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราคงจะใช้บทเรียนทั้งของปี 2538 และ 2544-45 นี้ มาปรับปรุงการเลี้ยงกุ้งของไทย ให้ปลอดจากสารตกค้างตลอดไป


**********************************************************

สถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำ
กรมประมง
ถนนพหลโยธิน ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพฯ 10900
Tel: 0-2579-4122, 0-2579-6803, 0-2579-6977
Fax: 0-2561-3993

e-mail: aahri@fisheries.go.th

**********************************************************