ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 มิถุนายน 2545

ปัญหายาตกค้างในกุ้งกุลาดำ
อมรชัย สมเจตน์เลิศเจริญ

กลับไปสารบัญ

 

 

 

     วิกฤตการณ์ที่ประเทศไทยประสบกับปัญหาเรื่องยาตกค้างในกุ้งกุลาดำที่ส่งไปขายยังประเทศในสหภาพยุโรป ก่อให้เกิดความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ของหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาสารตกค้างดังกล่าว คณะรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เป็นอย่างมากและได้มีการประชุมเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อให้เกิดผลกระทบกระเทือนในการส่งออกกุ้งกุลาดำซึ่งถือว่าเป็นรายได้ที่สำคัญของประเทศน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติในการแก้ปัญหาเรื่องสารตกค้างในกุ้งกุลาดำ 3 ครั้งดังต่อไปนี้
     1. มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2545
ให้กรมประมงและกรมปศุสัตว์ตรวจสอบสินค้าอย่างเข้มงวด โดยให้มีการตรวจสอบสารตกค้างที่ประเทศปลายทาง (ในกรณีที่สินค้าได้ส่งถึงปลายทางแล้ว) โดยห้องปฏิบัติการของภาคเอกชน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ากุ้งกุลาดำจากประเทศไทยไม่มีสารตกค้างต้องห้ามอยู่ ถ้าสินค้ายังไม่ได้ส่งออกให้ ้มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดอีกครั้ง สำหรับในกรณีที่สินค้ากำลังอยู่ระหว่างการเดินทางไปประเทศปลายทาง ให้มีการเรียกคืนสินค้ากลับเพื่อนำมา ตรวจสอบสารตกค้าง
     2. มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2545
ประกาศควบคุมการนำเข้ายา เภสัชเคมีภัณฑ์ เกลือของเภสัชเคมีภัณฑ์ และเภสัชเคมีภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปเข้ามาในราชอาณาจักรจำนวน 16รายการ โดยอาศัยประกาศกระทรวงพาณิชย์ ตามพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าพ.ศ. 2522 โดยประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับนี้ได้มีผลบังคับใช้แล้วหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 119 ตอนพิเศษ 45ง วันที่ 24 พฤษภาคม 2545
     3. มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2545
อนุมัติการตรวจสอบ ติดตาม ป้องกันการใช้ยาต้านจุลชีพในกุ้งและไกโดยอนุมัติงบประมาณในการดำเนินการในปีแรกสำหรับกรมปศุสัตว์และกรมประมง เป็นจำนวนเงิน 200 ล้านบาท และ 174 ล้านบาท ตามลำดับ

กรมประมงกับการแก้ไขปัญหาเรื่องสารตกค้างในกุ้งกุลาดำ
ในส่วนความรับผิดชอบของกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีแนวทางและแผนปฏิบัติต่าง ๆ ในเรื่องสารตกค้างในสัตว์น้ำโดยเฉพาะในกุ้งกุลาดำ ที่ดำเนินการไปแล้ว ดังนี้
     1. กรมประมงในฐานะที่เป็น Competent Authority ได้ทำการตรวจวิเคราะห์คลอแรมฟินิคอลในสินค้าก่อนการส่งออก 100 % หากตรวจพบในปริมาณที่เกินกว่า 0.3 ส่วนในพันล้าส่วน (ppb) จะไม่อนุญาตให้ส่งออก เริ่มดำเนินการตั้งแต่ตุลาคม 2544 เป็นต้นมาและตรวจวิเคราะห์ไนโตรฟูแรน ตั้งแต่ 15 กุมภาพันธ์ 2545
     2. สินค้ากุ้งกุลาดำจากบริษัทใด ที่ได้รับแจ้งจากสหภาพยุโรปว่าเป็นไปตามมาตรฐานของทางสหภาพยุโรป กรมประมงจะระงับการออกใบรับรองส่งออกเป็นการชั่วคราวทันที และให้บริษัทดังกล่าวจัดทำแผนการแก้ไขปัญหา พร้อมกับระยะเวลาในการดำเนินการ เพื่อให้กรมประมงพิจารณา หลังจากที่กรมประมงทำการตรวจสอบแผนการแก้ไขปัญหาจนแน่ใจแล้วว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่สหภาพยุโรปกำหนด กรมประมงจึงจะออกใบ รับรองส่งออกให้กับบริษัทต่อไป
     3. กรมประมงได้สุ่มเก็บตัวอย่างเคมีภัณฑ์และตัวอย่างกุ้งกุลาดำเพื่อตรวจหาคลอแรมฟินิคอลตั้งแต่ปลายปี 2544และเมื่อตรวจพบจะทำการแจ้งไปยังชมรมผู้ค้าปัจจัยการผลิต และส่งเจ้าหน้าที่ไปให้คำแนะนำแก่เกษตรกรถึงผลเสียและห้ามใช้ยาดังกล่าว
     4. กรมประมงได้สุ่มตรวจไนโตรฟูราน และคลอแรมฟินิคอลในอาหารกุ้งที่เก็บจากโรงงานผลิตอาหารกุ้ง
     5. ตรวจสอบสารตกค้างในกุ้งกุลาดำที่ตลาดกลางเพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังฟาร์มได้
     6. กรมประมงได้จัดซื้อเครื่องวิเคราะห์หาคลอแรมฟินิคอลและคอลัมน์ ในการตรวจหาไนโตรฟูรานเพิ่มเติมให้แก่ศูนย์/สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งทั่วประเทศ เพื่อให้บริการแก่เกษตรกรในการตรวจสารตกค้าง
     7. จัดอบรมเกษตรกรในพื้นที่ที่มีการเลี้ยงกุ้งในหัวข้อเรื่องการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำคุณภาพ ในเดือนมีนาคม 2545 ในพื้นที่ 8 จังหวัด จำนวน 11 ครั้ง มีเกษตรกรเข้าร่วมประมาณ 1,000 ราย
     8. กรมประมงร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้จัดอบรมเจ้าหน้าที่ของกรมประมงให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติอาหาร 2522 และพระราชบัญญัติ 2510 และได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในการดำเนินการออกตรวจค้นร้านขายอาหารและยาสัตว์ เพื่อไม่ให้มียาและอาหารที่วางจำหน่างโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
     9. จัดอบรมการใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์สารตกค้างให้แก่เจ้าหน้าที่กรมประมงและเจ้าหน้าที่ของโรงงานแปรรูป
     10. กรมประมงร่วมกับสำนักมาตรฐานและตรวจสอบสินค้าเกษตร จัดทำแผ่นพับจำนวน 2 ชุดคือ
          1) ยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ควรใช้ในการเลี้ยงกุ้งและ
          2) กุ้งไก่ไทยไร้สารตกค้าง
เพื่อใช้ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการใช้ยาที่ถูกต้อง ยาที่ห้ามใช้และยาที่ใช้ได้เมื่อจำเป็นแจกจ่ายแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเลทั่วประเทศ
     11. กรมประมงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกรมฯ ติดตามการใช้ยาของเกษตรกรอย่างใกล้ชิด และจัดทำบัญชีคลีนิคโรคสัตว์น้ำของภาคเอกชน
     12. กรมประมงส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงกุ้งกุลาดำแบบรักษาสิ่งแวดล้อมตามแนวทาง Code of Conduct (CoC)โดยมุ่งเน้นการผลิตที่ปลอดภัยมีคุณภาพและการผลิตทุกขบวนการ ตั้งแต่ฟาร์มถึงการส่งออกเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2545 ฯพณฯรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบใบรับรองฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล โรงเพาะฟักและอนุบาลกุ้งทะเลตามมาตรฐาน CoC ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจำนวน 23 ราย และโรงเพาะฟักจำนวน 3 แห่ง
     13. กรมประมงได้จัดทำระบบการแก้ไขปัญปัญหาสารตกค้างในสินค้าสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงอย่างครบวงจร และเป็นระบบที่กรมประมงได้แจ้งให้สหภาพยุโรป อเมริกา และแคนนาดาได้รับทราบอย่างเป็นทางการแล้ว
      14. กรมประมงได้จัดทำโครงการตรวจสอบติดตามป้องกันยาปฏิชีวนะตกค้างในผลผลิตกุ้ง โดยเสนอขอใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ ในวงเงิน 574 ล้านบาท ระยะดำเนินงาน 5 ปี
     15. กรมประมงได้ประสานกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมศุลกากร กรมปศุสัตว์ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมการค้าต่างประเทศ และสำนักมาตรฐานและตรวจสอบสินค้าเกษตรในการจัดทำรายละเอียดของยาเภสัชเคมีภัณฑ์ และเกลือของเภสัชเคมีภัณฑ์ เพื่อประกอบการจัดทำ ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการนำเข้ายา เภสัชเคมีภัณฑ์ เกลือของเภสัชเคมีภัณฑ์ และเภสัชเคมีภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปเข้ามาในราชอณาจักร

มาตรการป้องกันและแก้ไขสารตกค้างในสินค้ากุ้งตามมติคณะรัฐมนตรี

มาตรการระยะสั้น

1. เรียกสินค้ากุ้งที่อยู่ระหว่างเดินทางและไม่มีความมั่นใจในเรื่องสารตกค้างให้นำกลับมาตรวจสอบใหม่
2. ตรวจสอบสินค้ากุ้งที่ส่งออกไปต่างประเทศ 100%
3. ให้บริการตรวจสอบสารตกค้างแก่เกษตรกรในพื้นที่ชายฝั่งทะเล ตามศูนย์/สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง
4. กรมประมงจัดทำหนังสือไปยังประเทศผู้ส่งออกวัตถุดิบกุ้งเข้ามาในประเทศไทย โดยผ่านทางสถานทูต ได้แก่ประเทศจีน อินเดีย อินโดนีเซีย บังคลาเทศ มาเลเซีย และพม่า เพื่อให้ผู้ส่งออกของประเทศเหล่านั้นจัดทำใบปลอดโรค (Health Certificate) จากประเทศต้นทางมาแสดงพร้อมกับ สินค้าที่นำเข้ามาในประเทศไทย พร้อมทั้งประสานกับสำนักคณะกรรมการอาหารและยา ในการตรวจสอบใบปลอดโรคอีกทางหนึ่งด้วย
5. ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับผลเสียของสารตกค้างในสินค้ากุ้ง และแนวทางในการผลิตกุ้งปลอดสารตกค้างผ่านสื่อต่าง ๆ
6. รณรงค์และประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับผลเสียของสารตกค้าง ผ่านบริษัทค้าอาหารสัตว์น้ำ/เคมีภัณฑ์ โดยจัดทำฉลากติดถุงอาหาร

มาตรการระยะยาว

1. ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงกุ้งระบบชีวภาพ ตามแนวทาง Code of Conduct เพื่อให้ได้กุ้งคุณภาพปลอดจากสารตกค้าง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
2. กรมประมงมีแผนการควบคุมและตรวจสอบยาปฏิชีวนะที่ห้ามใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งจะควบคุมทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่ฟาร์มถึงโรงงาน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดเวลา โดยดำเนินการดังนี้

 

- ตรวจสอบในระดับฟาร์มและจัดทำหนังสือกำกับการซื้อ-ขายกุ้งกุลาดำ (Movement Document) ทุกครั้งที่มีการซื้อขาย
- ปรับปรุงทะเบียนผู้เลี้ยงกุ้งทะเลให้เป็นปัจจุบันเพื่อประโยชน์ในการจัดทำ Movement Document และการตรวจสอบ
- สร้างความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกุ้ง เรื่องความสำคัญของการผลิตกุ้งปลอดสารตกค้าง

3.ประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในการเร่งรัดและลดขั้นตอนในการจดทะเบียนยาสัตว์น้ำเพื่อเกษตรกรมียาสัตว์น้ำที่ได้มาตรฐานให้เลือกใช้มากขึ้น
4.ศึกษาและวิจัยหาตัวยาชนิดใหม่พื่อใช้ในการรักษาโรคสัตว์น้ำแทนยาสัตว์น้ำปัจจุบันที่ประสบปัญหาการดื้อยาของเชื้อและศึกษาวิจัยหาทาง และศึกษาวิจัยหาทางเลือกอื่นในการป้องกันโรคเพื่อทดแทนการใช้ยาในการรักษาโรคสัตว์น้ำ อาทิเช่น การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาการ ป้องกันโรค การใช้สารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน การใช้โปรไบโอติก การจัดการระบบการเลี้ยง ที่จะทำให้กุ้งแข็งแรง ไม่เป็นโรคได้ง่าย เป็นต้น
5. ให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำถึงการใช้ยาสัตว์น้ำที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ
6. มีโครงการเฝ้าระวังในเรื่องชนิดของยาที่ใช้ในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ และพัฒนาการของการดื้อยาของเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคในเรื่องของการควบคุมยาซึ่งเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากการตกค้างของยาคลอแรมฟินิคอลและยาไนโตรฟูแรนในเนื้อสัตว์หรือผลิตผลที่ได้จากสัตว์ อาจทำให้เกิดอันตรายหรือความเป็นพิษต่อผู้บริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์นั้น กระทรวงสาธารณสุขได้มีคำสั่งกระทรวงที่ 578/2531 เพิกถอนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยาที่มีคลอแรมฟินิคอล อนุพันธ์และเกลือของยาชนิดนี้ รวมทั้งเกลือของอนุพันธ์ผสมอยู่ ที่นำมาใช้ในสัตว์ที่ใช้บริโภคเป็นอาหาร (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 106 ตอนที่ 16 ลงวันที่ 31 มกราคม 2532) และได้ประกาศให้คลอแรมฟินิคอลเป็นยาควบคุมพิเศษ (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่มที่ 119 ตอนพิเศษ 50ง ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2545) สำหรับยาไนโตรฟูแรนมีคำสั่งกระทรวงสาธารณสุขที่ 451/2545 เพิกถอนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยาทุกตำรับที่มีตัวยาไนโตรฟูราโซน (หรือเกลือของไนโตรฟูราโซน) และยาฟูราโซลิโดน (หรือเกลือของฟูราโซลิโดน)