การเพาะพันธุ์ปลาหมอสี

 

การเพาะพันธุ์ปลาหมอสี  

     

                  ปลาหมอสีเป็นปลาน้ำจืด    จัดอยู่ในตระกูลCICHLIDS  มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน ทวีปแอฟริกา  อเมริกากลาง  และอเมริกาใต้  มีรูปร่างลักษณะคล้ายปลาหมอไทยและปลานิล แต่มีสีสันสดใส สวยงาม และแตกต่างไปตามสายพันธุ์ ปลาหมอสีมีหลากหลายสายพันธุ์ การตั้งชื่อของปลาหมอสีจะตั้งตามแหล่งกำเนิด เช่น ปลาหมอสีที่มีถิ่นกำเนิดจากทะเลสาบมาลาวี    ทะเลสาบวิกตอเรีย  และทะเลสาบแทงแกนยิกา  ในทวีปอัฟริกามีหลายสายพันธุ์และมีความสวยงามมาก  จึงมีผู้นิยมนำมาเลี้ยงเป็น ปลาตู้สวยงามเป็นจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศ

                ปลาหมอสีมีอุปนิสัยค่อนข้างหวงที่อยู่ของตัวเอง  จึงเป็นปลาที่ค่อนข้างก้าวร้าวและมักจะทำร้ายปลาอื่นๆ ที่เข้ามาในบริเวณที่อยู่ของมันเสมอ  ปลาหมอสีเป็นปลาที่กินทั้งพืชและสัตว์ อาหารของมันได้แก่ แพลงค์ตอน ตัวอ่อนของแมลง  และสัตว์น้ำขนาดเล็กอื่นๆ   ปลาหมอสีเมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดแตกต่างกันไปตามชนิดของสายพันธุ์  ปลาหมอสีที่มีอายุ 3 เดือนขึ้นไปก็สามารถผสมพันธุ์กันได้แล้ว

                ปัจจุบันความนิยมในการเลี้ยงปลาหมอสีมีเพิ่มมากขึ้น  เพราะสีสันที่ฉูดฉาดสดใส หลากหลายสี ทั้งสี เหลือง น้ำเงิน ห้า แดง ส้ม เผือก และชนิดที่มีลวดลายต่าง ๆ สายพันธุ์ของปลาหมอสีที่นิยมและเป็นที่ต้องการของตลาด  ได้แก่  มาลาวีเหลือง  มาลาวี 5 สี  มาลาวีน้ำงิน  มาลาวีแดง  รีวูเลตัส   ซีบร้าเรด  ซีบร้าบลู  หมอแคระและ ฟรอนโตซา เป็นต้น

 

 

 

               

การเพาะพันธุ์

การเลือกพ่อแม่พันธุ์โดยสังเกตจากลักษณะของอวัยวะเพศนั้นค่อนข้างยาก  แต่ถ้าดูด้วยตาเปล่าจะสังเกตเห็นว่าปลาหมอสีบางพันธุ์ตัวผู้จะใหญ่กว่าตัวเมียและบางพันธุ์ตัวผู้จะมีสีสด  ส่วนตัวเมียจะมีสีซีดกว่า  พ่อแม่พันธุ์ที่ดีต้องเป็นปลาที่สมบูรณ์  ว่ายน้ำว่องไว  ปราดเปรียว   ที่สำคัญต้องเป็นปลาที่ไม่ผ่านการเร่งหรือย้อมสี  และมีอายุ 6 เดือนขึ้นไป

                ภาชนะที่ใช้เพาะพันธุ์ใช้ตู้กระจกขนาด 36 นิ้วเพราะสามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของแม่ปลาได้ง่าย  ทาสีตู้ทั้ง 3  ด้าน  เพื่อป้องกันปลาตื่นตกใจ เมื่อเตรียมพ่อแม่พันธุ์และสถานที่เรียบร้อยแล้ว  จึงปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงไปในอัตราส่วน  พ่อพันธุ์ 1 ตัว ต่อแม่พันธุ์ 5 ตัว  ซึ่งตู้ขนาด

36 นิ้ว  สามารถปล่อยพ่อพันธุ์ได้ 3 ตัว และแม่พันธุ์ได้ถึง 15 ตัว  โดยตัวผู้จะไล่จับคู่กับตัวเมียเอง

               การผสมพันธุ์เมื่อตัวเมียเริ่มวางไข่ตัวผู้ก็จะปล่อยน้ำเชื้อผสมกับไข่  และเนื่องจากปลาหมอสีส่วนใหญ่เป็นปลาที่อมไข่  เมื่อตัวผู้ปล่อยน้ำเชื้อเสร็จแล้วปลาตัวเมียก็จะมาอมไข่ไว้และทำเช่นนี้เรื่อยไปจนไข่หมด  ซึ่งปลาหมอสีจะอมไข่ได้ครั้งละประมาณ 30-40 ฟอง  จากนั้นตัวผู้ก็จะไปผสมกับตัวอื่นต่อไป  มีปลาหมอสีบางชนิดที่วางไข่กับพื้นโดยไม่อมไข่ไว้เหมือนกันแต่พบได้น้อยมาก

                ไข่ที่ได้รับการผสมพันธุ์แล้วแม่ปลาจะอมไว้ในปาก ซึ่งเราสังเกตว่าใต้คางของแม่ปลาจะอูมออกมาชัดเจน เหงือกจะอ้าออกเพื่อ ให้น้ำไหลผ่านในช่องปากตลอดเวลา   เมื่อครบ15 วัน   ลูกปลาจะเริ่มฟักเป็นตัว ระยะนี้เราสามารถนำแม่ปลามาเปิดปากเพื่อนำลูกปลาออกมาแล้วนำไปอนุบาลต่อไป การเปิดปากแม่ปลาควรทำด้วยความรวดเร็วและระมัดระวังมิเช่นนั้นแม่ปลาอาจเกิดการบาดเจ็บได้

 

 

 

 

การอนุบาลลูกปลา

            ลูกปลาที่ได้นำไปอนุบาลในตู้กระจก   โดยให้อาหารจำพวกไรแดงขนาดเล็กวันละ  2  ครั้ง  ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวัน  ในการเปลี่ยนถ่ายน้ำควรใช้สายยางขนาดเล็กค่อย ๆ ดูดน้ำพร้อมกับขี้ตะกอนก้นตู้ออกไป  (ระหว่างดูดน้ำต้องระวังลูกปลาจะถูกดูดติดไปกับสายยางด้วย)  ควรดูดน้ำออกประมาณ 2 ใน 3 ของปริมาณน้ำในตู้แล้วจึงเติมน้ำใหม่ให้เท่าเดิม

                หลังจากอนุบาลลูกปลาได้  15 วัน  จึงเปลี่ยนอาหารเป็นอาหารเม็ดขนาดเล็กแทนไรแดง ปลาที่มีอายุได้ 1 เดือนขึ้นไป ก็สามารถนำออกสู่ตลาดได้แต่ก่อนที่จะนำปลาหมอสีไปจำหน่าย ต้องมีการนำปลาไปเตรียมในบ่อสัก 1-2 สัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อเร่งให้ปลามีสีสดขึ้น การเร่งสีควรเร่งด้วยวิธีการให้อาหารเท่านั้น การฉีดฮอร์โมนหรือให้กินอาหารผสมฮอร์โมนเพื่อเร่งสี อาจช่วยให้ปลามีสีสดก็จริง แต่วิธีการนี้ไม่ควรใช้เพราะจะทำให้ปลาบอบช้ำและมีอายุสั้น

                ปลาหมอสีที่นำไปเลี้ยงในตู้ มักจะเลี้ยงหลายตัวและหลายพันธุ์รวมกันจึงจะเกิดความสวยงาม ยามเมื่อแหวกว่ายอวดสีสัน แต่เนื่องจากปลาหมอสีเป็นปลาที่มีพื้นฐานนิสัยก้าวร้าว ควรเลี้ยงปลาที่มีขนาดไล่เลี่ยกันและสายพันธุ์จากแหล่งเดียวกัน ปล่อยลงตู้พร้อมกัน จำนวนปลาอย่างน้อย 15  ตัวขึ้นไป

               

โรคปลาหมอสี

                โรคปลาหมอสีนั้นมีอยู่ 2-3 ชนิด เช่นเดียวกับปลาอื่นๆ ทั่วไปก็คือ

 1. โรคจุดขาวในหน้าหนาวหรือในช่วงหน้าฝน หรือในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ อาการคือ ซึม ไม่กินอาหาร และมีจุดขาวเกาะตามลำตัวและเหงือก ซึ่งสาเหตุเกิดจากเชื้อโปรโตซัว  ยาที่ใช้รักษาโรคคือฟอร์มาลีนในอัตรา  15-25  ppm.  (1.5-2.5  ซีซี / น้ำ  100  ลิตร)  โดยแช่ปลาในตู้นาน  2-3  วัน  ทำซ้ำ  2-3  ครั้ง  หลังจากการเปลี่ยนน้ำในอัตราความเข้มข้นเท่าเดิม  โดยทำห่างกันครั้งละ  2-3  วัน

2. โรคที่เกิดจากเชื้อรา ซึ่งสาเหตุมาจากปลาที่กัดกันจนเป็นแผลโดยที่เจ้าของไม่ทันสังเกตเห็น ทำให้เชื้อราที่มีอยู่ในน้ำอยู่แล้วเข้าไปทำให้แผลเปิด การรักษาให้แช่ปลาป่วยด้วยน้ำยาฟอร์มาลีน  ในอัตรา  25-30  ppm.  หรือ  2.5-3.0  ซีซี / น้ำในตู้  100  ลิตร  แช่นาน  3  วัน  ต่อการรักษา  1  ครั้ง  ถ้าปลายังไม่หายป่วยให้รักษาซ้ำอีกครั้ง 

3. โรคท้องอืด เกิดจากกระเพาะและลำไส้อักเสบ เพราะมีการติดเชื้อแบคทีเรีย ถ้าเป็นในระยะเริ่มต้นอาจใช้ยาปฏิชีวนะผสมอาหารให้กินก็อาจรักษาได้

 

                การตลาด ตลาดภายในประเทศเป็นปลาที่มีคุณภาพปานกลาง ราคาไม่สูงมากเกินไป สำหรับตลาดต่างประเทศ ต้องการปลาที่มีคุณภาพ แข็งแรง ไม่ป่วยหรือเป็นโรคง่าย