ปลาสวยงามศักยภาพการวิจัยและพัฒนาระบบการตลาดและการส่งออก

ของประเทศไทย

Ornamental Fish : Research and Develop Potential for Market and Export System
in Thailand

 

พลพจน์ กิตติสุวรรณ์* นนทรี  ปานพรหมมินทร์๒  และ สมเกียรติ มณีฉาย

สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดอ่างทอง  กรมประมง

สถาบันวิจัยสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ  กรมประมง

 

วิธีการศึกษา

 

1 ศึกษาชนิดของปลาสวยงามที่มีการเลี้ยงในประเทศไทย

                        ทำการศึกษาวิจัยจากเอกสาร (Documentary Research) โดยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับชนิด ลักษณะทั่วไป จากหนังสือ, วารสาร, เอกสารวิชาการ, บทความ, งานวิจัย และเวปไซด์ต่างๆ โดยจำแนกปลาสวยงามที่รวบรวมได้ออกเป็นกลุ่มๆ ของปลาสวยงามชนิดต่างๆที่มีการเลี้ยงและส่งออกในประเทศไทยด้วย

 

2 ศึกษาองค์ประกอบของการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับปลาสวยงามในประเทศไทย

        ทำการสำรวจเกษตรกรผู้ผลิตปลาสวยงามในประเทศไทย ทำการสำรวจโดยใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) โดยใช้แบบสอบถามปลายเปิดเชิงลึกเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจปลาสวยงาม มีรายละเอียดเกี่ยวกับ ชื่อ นามสกุล ของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาสวยงาม ที่อยู่ปัจจุบัน และ/หรือที่อยู่ที่ใช้เลี้ยงปลาสวยงาม เบอร์โทรศัพท์ ขนาดของพื้นที่ที่ใช้เลี้ยง และชนิดของปลาสวยงามที่ทำการเลี้ยงในปัจจุบัน รวบรวมข้อมูลทะเบียนเกษตรกร จากศูนย์สารสนเทศ กรมประมง ฟาร์ม และเอกชนที่เกี่ยวข้องจำนวน 35 ราย

 

 

 

3 ศึกษาตลาดคู่ค้าสินค้าปลาสวยงามต่างประเทศที่สำคัญ

        ทำการศึกษาวิจัยจากเอกสาร โดย ทำการรวบรวมสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการส่งออกปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำของไทย การนำเข้าปลาสวยงามของประเทศเพื่อนบ้าน ที่เป็นผู้ผลิต และส่งออกปลาสวยงามที่สำคัญ เช่น สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลย์เซีย โดยการค้นจากเอกสาร สืบค้นจาก internet ค้นจากข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

4 รวบรวมแหล่งค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับปลาสวยงามในประเทศไทย

        ทำการศึกษาวิจัยจากเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการส่งออกปลาสวยงาม จากการ สุ่มสำรวจข้อมูลจากด่านศุลกากร และด่านตรวจสัตว์น้ำท่าอากาศยานกรุงเทพฯ เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ เดือน ตุลาคม 2548 และ เก็บข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมศุลกากร สถาบันสุขภาพสัตว์น้ำจืด ส่วนตรวจการค้าสัตว์น้ำ กรมวิชาการเกษตร

 

5 ศึกษาทางด้านการตลาดปลาสวยงามในประเทศไทย

        การศึกษาทางด้านการตลาด เนื่องจากข้อมูลทางด้านการตลาดนั้นมีจำกัดในการศึกษาถึงระบบการตลาดปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำสวยงามจะใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้เพาะเลี้ยงและผู้ประกอบการต่างๆในที่เกี่ยวข้องกับการกระจายของสินค้าปลาสวยงาม ไปยังผู้ซื้อปลายทาง โดยใช้หลักของการสัมภาษณ์แบบเฉพาะเจาะจง ขณะนี้ได้สัมภาษณ์แล้วทั้งสิ้นจำนวน 33 ราย

 

- ขั้นตอนและวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล

  1. รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับชนิดปลาสวยงามของไทยที่มีการส่งออกและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกปลาสวยงามจากการศึกษาวิจัยจากเอกสาร (Documentary Research)
  2. สำรวจข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจส่งออกปลาสวยงามจากการสำรวจโดยใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview)
  3. วิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้โดยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis)

 

ผลการศึกษา

 

1 ศึกษาชนิดของปลาสวยงามที่มีการเลี้ยงในประเทศไทย

1.1 ปลาไทย ปลาสวยงามที่สำคัญทางเศรษฐกิจของไทย ที่เป็นชนิดดั้งเดิมของไทย ได้แก่ปลา กลุ่มต่างๆ

กลุ่มปลาตะเพียน เช่น หางไหม้ ทรงเครื่อง กาแดง ตะเพียนทอง ปลาบ้า ยี่สก ซิวต่างๆ

กลุ่ม catfish (มีหนวด) ได้แก่ กด แขยง ก้างพระร่วง เนื้ออ่อน

กลุ่มที่มีอวัยวะช่วยหายใจ ได้แก่ กัด กระดี่ สลิด แรด จูบ

กลุ่มปลาหมู

กราย สลาด

ตะพัด

น้ำผึ้ง

                    ปลาเหล่านี้ส่วนใหญ่ (90%) มาจากการเพาะเลี้ยง ที่จับมาจากธรรมชาติมีเพียง 10%

 

1.2  ปลาที่มีถิ่นกำเนิดจากต่างประเทศ

กลุ่มออกลูกเป็นตัว ที่นิยมเลี้ยงกันแพร่หลาย ได้แก่ ปลาหางนกยูง (Poecilia reticulata)
ปลาเซลฟิน มอลลี่ (Poecilia latipinna) ปลามอลลี่ (Poecilia sphenops) ปลาเซลฟิน (Poecilia velifera)
ปลาสอด (Xiphophorus helleri) ปลาแพลตี้ (Xiphophorus maculatus) ปลาวาเรียตัส (Xiphophorus variatus)

กลุ่มที่วางไข่ ที่นิยมเลี้ยงกันแพร่หลาย ได้แก่ปลาทอง (Carassius auratus) ปลาเทวดา (Pterophyllum scalare) ปลาออสการ์ (Astronotus ocellatus) ปลาหมอสี (Cichlasoma spp) Aulonocara nyassa, Aulonocara spp., Haplochromis spp., Pseudotropheus spp., ปลาปอมปาดัวร์ (Symphysodon discus) เป็นต้น

หมายเหตุ ปลาเหล่านี้มาจากการเพาะเลี้ยงทั้งหมด

 

ปลาจากการเพาะเลี้ยง ของเกษตรกรไทยมีอยู่ประมาณ 200ชนิด ที่สำคัญได้แก่

 

ปลากัด (Betta splendens)

ปลาหางไหม้ (Balantiocheilus melanopterus)

ปลาน้ำผึ้ง (Gyrinocheilus aymonieri)

ปลาทอง (Carassius auratus)

ปลาทรงเครื่อง (Epalzeorhynchos bicolor)

ปลาหมอสี (Aulonocara spp.)

ปลาเสือสุมาตรา (Puntius  tetrazona)

ปลาเทวดา (Pterophyllum scalare)

ปลากาแดง (Epalzeorhynchos  frenatus)

ปลาออสก้า (Astronotus  ocellatus)  

ปลาชะโด (Channa  micropeltes)

ปลาเทศบาล (Hypostomus  plecostomus)

ปลาตะเพียนทอง (Barbodes schwanenfeldii)

ปลาเสือเยอรมัน (Gymnocorymbus  thayeri)

ปลาปอมปาดัวร์    (Symphysodon aequifasciata)

ปลาเสือเยอรมัน (Capoeta  tetrazona)

ปลาแฟนซีคาร์พ (Cyprinus carpio)

ปลาม้าลาย (Brachydanio  rerio)

ปลาหางนกยูง (Poecilia reticulata)

ปลามอลลี (Poecilia  latipinna

 

                        ฟาร์มที่ทำการผลิตปลาเหล่านี้ จะแบ่งตามพื้นที่ค่อนข้างชัดเจน เช่นปลากัดเพาะมากในจังหวัดนครปฐม ปลาทอง ปลาหางนกยูงและอื่นๆ เพาะมากในจังหวัดราชบุรี ปลาปอมปาดัวร์ และปลาราคาแพงอื่นๆ เพาะมากในกรุงเทพฯ ทั้งนี้แหล่งเพาะพันธุ์ในต่างจังหวัดจะอยู่ใกล้ระบบคลองชลประทาน ฟาร์มเพาะเลี้ยงทุกฟาร์มจะต้องขึ้นทะเบียนกับกรมประมง ซึ่งจะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจตราสภาพสุขอนามัยในฟาร์มเป็นประจำ

              ปลาที่รวบรวมจากธรรมชาติ ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ปลาที่ได้จากการรวบรวมในธรรมชาติมีเพียง 10% ผู้รวบรวมเป็นชาวประมงรายย่อยที่ทำงานเป็นกลุ่มกระจายอยู่ทั่วประเทศ ประกอบด้วยปลา ตามตารางผนวกที่ 3  ที่สำคัญได้แก่

· ปลาก้างพระร่วง (Kryptopterus  bicirrhis) แหล่งที่พบขณะนี้ได้แก่  จันทบุรี สุราษฎร์ธานี สงขลา และป่าพรุในจังหวัด ยะลา นราธิวาส และปัตตานี (รายงานการสัมมนาปลาสวยงาม, 2545) ปลาก้างพระร่วงเป็นปลาที่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงในน้ำที่ลึกและใสสะอาด อุปกรณ์ในการจับจะใช้สวิงที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 70 เซนติเมตร แล้วหาไม้มาทำเป็นด้ามถือให้มีความยาวของด้ามประมาณ 1 เมตร วิธีการจับคือ เอาสวิงวางไว้ใต้น้ำแล้วเอาปลาดุกสดที่ขูดเนื้อมาละลายน้ำ ให้เกิดกลิ่นคาวเป็นเหยื่อล่อให้ปลาก้างพระร่วงออกมากินเหยื่อ ช่วงเวลาในการจับมักจะเป็นเวลากลางคืนระหว่างเวลา 19.00 – 24.00 น. ซึ่งจะจับได้มากกว่าเวลากลางวัน เมื่อจับปลาได้นำมาพักในบ่อที่เตรียมไว้ เพื่อดูสภาพว่ามีความอุดมสมบูรณ์หรือไม่ (จิตรลดา, 2548)

· ปลาซิวข้างขวาน ในวงการปลาสวยงาม ปลาที่พบมี 2 ชนิด คือ ขวานใหญ่และขวานเล็ก ซึ่งขวานใหญ่ปัจจุบันไม่มีขายในท้องตลาดแล้ว ส่วนขวานเล็กแบ่งออกได้เป็น ขวานจันทบุรี และขวานใต้ โดยพ่อค้าจะใช้ขวานจันทบุรีแทนขวานใหญ่เมื่อมีใบสั่งซื้อสินค้า

·  ปลาปล้องอ้อย Acanthophthalmus  kuhlii รวบรวมได้มากจากแหล่งน้ำทางภาคใต้

· ปลาหมูอารีย์พันธุ์เล็ก (Botia sidthimunki)  ปลาหมูอารีย์ที่เป็นที่ต้องการคือ ปลาหมูอารีย์พันธุ์เล็ก ซึ่งขณะนี้มีเอกชนเพาะได้แล้วแต่ข้อมูลไม่เป็นที่เปิดเผย

· ปลาปักเป้าสมพงษ์ หรือ ปักเป้าตาแดง (พบมากในแม่น้ำโขง)

· ปลาเสือตอ (ทั้ง 2 ชนิด ลายใหญ่ และลายเล็ก) ปลาเสือตอลายใหญ่ ขณะนี้สูญพันธุ์ไปจากแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่มีบางหน่วยงานรวบรวมพ่อแม่ปลาไว้ ส่วนปลาเสือตอลายเล็กมีจำนวนลดน้อยลงทุกที ข้อมูลในการเพาะปลาเสือตอลายใหญ่พบว่ามีปัญหาเรื่องการอนุบาล

 

2 ศึกษาองค์ประกอบของการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับปลาสวยงามในประเทศไทย

2.1 องค์ประกอบของตลาดปลาสวยงาม

การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการส่งออกปลาสวยงามประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่สำคัญๆ หลายส่วน คือ ผู้เลี้ยงปลาสวยงาม, ผู้รวบรวม, ผู้ขายปลีก และผู้ส่งออกปลาสวยงาม

ผู้เลี้ยงปลาสวยงาม

ในการทำการเพาะเลี้ยงปลาสวยงามของประเทศต่างๆจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เช่นในประเทศสิงคโปร์ การเพาะเลี้ยงปลาส่วนใหญ่จะเป็นการเพาะเลี้ยงภายในครอบครัวและมีการสนับสนุนทางด้านเทคนิคต่างๆจากทางรัฐบาล ส่วนในประเทศฟิลิปปินส์การเพาะเลี้ยงปลาส่วนใหญ่จะเป็นการเพาะเลี้ยงแบบพื้นบ้านไม่ค่อยมีการใช้เทคโนโลยีมากนัก โดยผู้เลี้ยงปลาส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ที่แออัดและมีการจัดการสภาพแวดล้อมอย่างไม่ถูกสุขอนามัยเท่าที่ควร ส่วนในประเทศ Guyana การเพาะเลี้ยงปลาจะทำได้โดยการเลี้ยงในอ่าง หรือหลุมที่ขุดลงไปในทรายและใช้ผ้าใบรองรับน้ำฝน

        การเลี้ยงปลาสวยงามนั้น เป็นธุรกิจที่ไม่ยุ่งยาก ขอเพียงแต่มีจิตใจเมตตา มีความอดทนเอาใจใส่ หมั่นสังเกต ลงทุนไม่มากนัก ให้ผลตอบแทนในระยะสั้น และสม่ำเสมอ ควรมีความรู้ทางวิชาการเข้ามาเกี่ยวข้องบ้างเพื่อให้ประสบผลสำเร็จยิ่งขึ้น ถ้าจะเริ่มต้นเลี้ยงปลาสวยงาม นอกจากเตรียมความพร้อมในด้านของจิตใจแล้ว ต้องมาพิจารณาในแง่ของความรู้พื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงปลาสวยงาม โดยพิจารณาประการแรกเกี่ยวกับธรรมชาติของผู้นิยมเลี้ยงปลาสวยงามเพื่อเป็นงานอดิเรก

วัตถุประสงค์ของการเลี้ยงปลาสวยงาม แบ่งได้ดังนี้

1. กลุ่มผู้นิยมเลี้ยงปลาเริ่มต้น  มีส่วนแบ่งตลาดสูงแต่มีราคาต่ำ กลุ่มนี้จะนิยมซื้อปลาที่มีราคาถูก ประมาณตัวละ 5-25 บาท ได้แก่ กลุ่มปลาออกลูกเป็นตัว เช่น หางนกยูง, สอด, แพลทตี้, มอลลี่, ออสก้าร์, ปล้องอ้อย, เล็บมือนาง, เสือสุมาตรา, กระดี่, เทวดา คาร์พ, ซัคเกอร์, ซิวข้างขวาน และปลาไทย เช่น กาแดง, ทรงเครื่อง, หางไหม้, สวาย ฯลฯ

2. กลุ่มที่ต้องการปลาหลากหลายชนิด มีส่วนแบ่งตลาดต่ำ ราคาต่ำ แต่ต้องการขายเพื่อให้เกิดความหลากหลายของสินค้า ได้แก่ ปลากราย, สลาด, เทโพ ฯลฯ

 3. กลุ่มผู้นิยมปลาที่มีความชำนาญเป็นพิเศษ  มีส่วนแบ่งตลาดต่ำ แต่มีราคาสูง ผู้เลี้ยงปลาในกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่ที่พบมักเป็นผู้ที่มีความรักและผูกพันธ์ มีความชอบเฉพาะ และมักจะนิยม

ปลาที่มีสีทอง, ส้ม, มุก มีความเชื่อในเรื่องของการนำสิ่งดีๆให้แก่ชีวิตและธุรกิจ ราคาปลาที่นิยมซื้อมาเลี้ยง มีตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป ได้แก่ กลุ่มปลาทอง, ตะพัด, หมอสี, ปอมปาดัวร์ ฯลฯ

 นอกจากนั้นเป็นผู้ที่มีความสนใจและชอบปลาที่มีความแปลก หายาก ราคาของปลาส่วนใหญ่จะเป็นไปตามความชอบของผู้เลี้ยง เมื่อเลี้ยงปลาไประยะเวลาหนึ่ง จะพัฒนาจากการเลี้ยงปลาเป็นงานอดิเรกเปลี่ยนแปลงไปสู่การเลี้ยงปลาเพื่อเป็นธุรกิจต่อไป

ผู้รวบรวม

 ผู้รวบรวมจะรับซื้อปลาจากเกษตรกรที่จับปลาสวยงามจากธรรมชาติหรือผู้เพาะเลี้ยงปลาสวยงาม เพื่อขายส่งต่อให้แก่ผู้ส่งออก และทำการส่งออกปลาสวยงามไปตามประเทศต่างๆอีกทีหนึ่ง

ผู้ขายปลีก

ซื้อปลาสวยงามมาจากผู้เพาะปลาสวยงามที่นำมาขายในตลาดปลาสวยงามโดยตรง ซึ่งตลาดของผู้ค้าปลีกที่สำคัญคือ ตลาดซันเดย์ จตุจักร หรืออาจซื้อจากผู้รวบรวมอีกต่อหนึ่งซึ่งจะทำให้ราคาต้นทุนของปลาสูงขึ้น และทำการขายให้กับผู้เลี้ยงปลาสวยงามเพื่อเป็นงานอดิเรกเป็นส่วนใหญ่

       

 

ผู้ส่งออกปลาสวยงาม

ผู้ส่งออกจะซื้อปลามาจากผู้รวบรวมหรือซื้อโดยตรงกับผู้เพาะเลี้ยงปลาก็ได้ โดยใช้วิธีการจ้างโดยตรงกับผู้เก็บรวบรวม เมื่อได้ปลามาผู้ส่งออกจะนำปลามากักกันและตรวจโรคเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคไปยังปลาอื่นๆภายในฟาร์ม และเพื่อปรับสภาพของปลาให้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่อยู่ในที่กักขัง ระยะเวลาในการปรับสภาพของปลาไม่แน่นอนอาจเพียง 3-4 วัน หรืออาจจะนานถึง 3-4 เดือน ขึ้นอยู่กับสุขภาพของปลาและความเห็นของผู้ส่งออกเอง ตัวอย่างเช่น ผู้ส่งออกปลาสวยงามของประเทศบราซิล ที่ทำการเก็บรวบรวมปลาจากปากลุ่มน้ำอะเมซอน จะนำปลาที่รวบรวมได้มาพักโดยใช้ถังพลาสติกขนาดความจุ 45 ลิตร หรือใช้ตู้กระจกขนาด 60-120 ลิตร  หรือ ถังคอนกรีตขนาด 1,000-5,000 ลิตร ส่วนน้ำที่ใช้จะเป็นน้ำบาดาล

        อย่างไรก็ตามผู้ส่งออกปลาสวยงามต้องมีใบอนุญาตสำหรับการส่งปลาออกจากประเทศที่เป็นถิ่นกำเนิดของปลานั้นๆ ในการส่งออกแต่ละครั้งจำเป็นต้องตรวจสอบการติดเชื้อโรค ตรวจใบรับรอง และต้องเสียค่าธรรมเนียมก่อนที่จะทำการขนส่งปลาออกนอกประเทศ

 

2.2 แหล่งเพาะเลี้ยงปลาสวยงามที่สำคัญในประเทศไทย

การขยายตัวของตลาดปลาสวยงามทำให้เกิดอาชีพการเพาะเลี้ยงปลาสวยงามรายย่อยกระจายอยู่ทั่วประเทศ จากข้อมูลฟาร์มที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมงพบว่า ฟาร์มปลาสวยงามส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดราชบุรี (จำนวน 792 ฟาร์ม คิดเป็น 73.9% ของจำนวนฟาร์มปลาสวยงามทั้งหมดในประเทศไทย) โดยมีชนิดปลาที่ผลิตเป็นจำนวนมาก 12 ชนิด ได้แก่ ปลาทอง (179 ฟาร์ม) ปลาสอด (114 ฟาร์ม) ปลาหางนกยูง  (71 ฟาร์ม)  ปลาตะเพียนทอง (57 ฟาร์ม)  ปลาคาร์พ (12 ฟาร์ม) ปลาหางไหม้ (8ฟาร์ม)  ปลาบอลลูน (6 ฟาร์ม) ปลาหมอสี    (6 ฟาร์ม) ปลากาแดง (6 ฟาร์ม) ปลาทรงเครื่อง (4 ฟาร์ม) ปลากาดำ (2 ฟาร์ม) และปลาน้ำผึ้ง (1 ฟาร์ม)  สัดส่วนการผลิตปลาชนิดต่างๆแสดง และตารางที่ 1 (ศูนย์สารสนเทศ, การสำรวจ) และภาพที่ 1  

 

ภาพที่ 1 สัดส่วนปลาชนิดต่างๆ ที่มีการเพาะเลี้ยงในจังหวัดราชบุรี

ตารางที่ 1 จำนวนฟาร์มเพาะเลี้ยงปลาสวยงาม ที่จดทะเบียนฟาร์มกับกรมประมง

จังหวัด

ชนิดที่ผลิต

จำนวนฟาร์ม

พื้นที่ (ไร่)

1.ราชบุรี

ปลาสวยงามรวม

326

1975

 

ปลาสอด

114

544

 

ปลาทอง

179

681

 

ปลาตะเพียนทอง

57

271.5

 

ปลาหางนกยูง

71

112.7

 

ปลาคาร์พ

12

107

 

ปลาบอลลูน

6

5

 

ปลาหมอสี

6

5.25

 

ปลาหางไหม้

8

17.25

 

ปลาทรงเครื่อง

4

7.25

 

ปลากาแดง

6

12

 

ปลากาดำ

2

3

 

ปลาน้ำผึ้ง

1

1

2.นครปฐม

 

159

152.4

3.กรุงเทพมหานคร

 

42

615

4.นครสวรรค์

 

27

15.25

5.ภูเก็ต

 

19

1.48

6.ชลบุรี

 

7

8

7.สิงห์บุรี

 

5

2.4

8.พิษณุโลก

 

3

0.75

9.สุพรรณบุรี

 

3

30

10.พิจิตร

 

2

 

11.สุราษฎร์ธานี

 

2

 

12.พระนครศรีอยุธยา

 

2

9

13.อ่างทอง

 

1

6

14.สมุทรสงคราม

 

1

0.5

15.ระยอง

 

1

 

16.ชัยภูมิ

 

1

1

17.ปทุมธานี

 

1

.03

18.ลำปาง

 

1

1.5

19.ประจวบคีรีขันธ์

 

1

1

20.นครศรีธรรมราช

 

1

0.25

21.ตรัง

 

1

0.5

 

ที่มา: ศูนย์สารสนเทศ, กรมประมง

 

รวม

1,072

4,587

3. ศึกษาตลาดคู่ค้าสินค้าปลาสวยงามต่างประเทศที่สำคัญ

        ประเทศปลายทางของการส่งออก มี 63 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ คูเวต การ์ต้า มอลต้า ยูเครน ลัทเวีย ลิทัวเนีย บัลกาเรีย มัลดีฟ พม่า เติร์กเมนิสถาน ฮ่องกง รัสเซีย เวียตนาม จีน สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ ไอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมันนี สเปน สวีเดน ออสเตรีย ฮังการี  โรมาเนีย กรีซ ฟินแลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ เชค เบลเยี่ยม โปรตุเกส อิตาลี เดนมาร์ค นอร์เวย์ โปแลนด์ สโลวาเนีย โครเอเซีย บราซิล มาเลเซีย อินโดนีเซีย บังคลาเทศ อินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา อิสราเอล อาหรับ(สหรัฐอาหรับเอมิเรส) อียิปต์ ตุรกี ออสเตรเลีย ลิเบีย จอร์แดน ซีเรีย บาร์เรน โอมาน อิหร่าน อัฟริกาใต้ มาดากัสการ์ และ แคนาดา โดยมีรายละเอียดในตารางที่ 2

 

ตารางที่ 2 สถิติการส่งออกปลาสวยงามจากประเทศไทยไปยังประเทศต่างๆระหว่างปีพ.ศ. 2544-2548 (ข้อมูลจากกรมศุลกากร; หน่วยปริมาณ-เมตริกตัน; มูลค่า-ล้านบาท)

ประเทศผู้นำเข้า

2544

 

2545

 

2546

 

2547

 

2548*

 

 

ปริมาณ

มูลค่า

ปริมาณ

มูลค่า

ปริมาณ

มูลค่า

ปริมาณ

มูลค่า

ปริมาณ

มูลค่า

1.สหรัฐอเมริกา                                     

319126

68.7

543273

88.4

529835

86.4

448697

82.4

270921

66.5

2.ฮ่องกง                                            

150480

14.3

311166

18.0

156345

18.0

392614

42.7

442886

50.6

3.ญี่ปุ่น                                          

40160

7.4

58502

10.8

59397

15.6

57799

23.0

29444

19.4

4.สิงคโปร์                                          

56300

7.8

149950

25.7

195700

31.9

164049

31.5

50259

18.4

5.ไต้หวัน                                          

62212

5.2

118125

14.5

153347

17.8

122961

17.5

84425

16.4

6.เยอรมัน                          

11111

2.0

18715

4.9

40476

17.3

39122

22.7

15211

14.2

7.เนเธอร์แลนด์                                     

3449

1.9

8792

1.5

23328

7.4

20921

12.7

15619

13.5

8.มาเลเซีย                                         

30367

5.7

33157

6.6

46963

14.5

114419

27.4

60290

13.0

9.อิหร่าน                                           

0

0

7276

4.1

12951

7.7

11574

12.8

13732

10.3

10.สหราชอาณาจักร                                    

5864

1.9

15573

2.5

21963

6.9

41719

11.9

17885

10.2

11.อื่นๆ

221892

35.1

301571

4.8

211972

84

425508

112.3

263859

79.51

รวม

900961

150

1566097

225

1625847

307

1839383

397

1264531

312

 

หมายเหตุ ข้อมูลปี 2548 เฉพาะ 3 ไตรมาศแรก

 

4 รวบรวมแหล่งค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับปลาสวยงามในประเทศไทย

        ปริมาณการผลิตเป็นข้อมูลที่ประเมินได้ยากมาก เพราะแต่ละฟาร์มจะปกปิดข้อมูลดังกล่าว นอกจากนั้นการประเมินจากการส่งออกก็ทำได้ยาก เพราะข้อมูลจากกรมศุลกากรจะบันทึกไว้เป็นน้ำหนัก และยังเป็นไปได้ด้วยว่า การส่งออกบางล็อตอาจส่งในประเภทของปลาเนื้อ (คุณวิฑูรย์ เทียนรุ่งศรี, การสัมภาษณ์: 9 ธันวาคม 2548) แต่จากการประเมินตัวเลขการส่งออกระหว่างปี พ.ศ. 2543-2547 จากสถาบันสุขภาพสัตว์น้ำประมาณได้ว่า ปลาสวยงามส่งออกมีราคาระหว่าง 4.1-8.2 บาท/ตัว เฉลี่ย ตัวละ 6.7 บาท จากข้อมูลกรมศุลกากรแสดงว่ามูลค่าการส่งออกของไทยเท่ากับ 397 ล้าน ในปี พ.ศ. 2547 ซึ่งเท่ากับปลาสวยงามจำนวนประมาณ 59 ล้านตัว

                        ส่วนข้อมูลจากด่านตรวจสัตว์น้ำ ท่าอากาศยานกรุงเทพฯ ซึ่งได้ทำการสำรวจระหว่างเดือนตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ.2548 แสดงว่า ในแต่ละเดือนมีการส่งออกปลาสวยงามประมาณ 7-9 ตัว คิดเป็นมูลค่าประมาณ 21-27 ล้านบาท ซึ่งเมื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปประเมินปริมาณปลาที่ผลิตต่อปี ได้จำนวนประมาณ 96 ล้านตัว และมูลค่าต่อปีประมาณ 252-324 ล้านบาท

                        สำหรับปริมาณปลาสวยงามที่ขายสำหรับตลาดในประเทศ ก็ไม่มีการรวบรวมข้อมูลเช่นเดียวกัน คงมีแต่ข้อมูลจากการประมาณการณ์ของกรมประมง ประมาณว่ามีผู้เลี้ยงปลาสวยงามเป็นงานอดิเรกทั่วประเทศ 350,000 คน (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, 2546)

 

ตารางที่ 3 มูลค่าการส่งออกปลาชนิดต่างๆของประเทศไทย 20 อันดับแรก ปี2544-2547

 

มูลค่าการส่งออกปี2544

ลำดับ

รายชื่อปลาส่งออก พ..2544

มูลค่า (ล้านบาท)

ปริมาณ ( ตัว )

ชื่อวิทยาศาสตร์

ชื่อสามัญ

1

Betta  splendens

ปลากัด

13.57

1,500,537

2

Symphysodon  aequifasciata

ปลาปอมปาดัวน์

12.68

169,262

3

Cyprinus  carpio

ปลาคาร์พ

7.38

125,918

4

Carasius  auratus

ปลาทอง

6.08

215,514

5

Balantiocheilus  melanopterus

ปลาหางไหม้

3.14

884,318

6

Poecilia  reticulata

ปลาหางนกยูง

2.87

1,008,044

7

Gyrinocheilus aymonieri

ปลาน้ำผึ้ง

2.19

758,337

8

Hypostomus  plecostomus

ปลาเทศบาล

1.83

562,941

9

Acanthophthalmus  kuhlii

ปลาปล้องอ้อย

1.42

421,733

10*

Epalzeorhynchos  bicolor

ปลาทรงเครื่อง

1.99

691,194

11

Kryptopterus  bicirrhis

ปลาก้างพระร่วง

1.03

195,023

12

Epalzeorhynchos  frenatus

ปลากาแดง

0.97

532,910

13

Astronotus  ocellatus

ปลาออสก้า

0.96

198,317

14

Crossocheilus  siamensis

ปลานกกระจอก,น้ำผึ้ง

0.83

320,845

15

Epalzeorhynchos  erythrurus

ปลากาแดง

0.67

211,880

16

Hyphessobrycon  rubrostigma

ปลาน้ำผึ้ง

0.57

86,185

17

Lebistes  reticulattus

ปลาหางนกยูง

0.44

207,650

18

Channa  micropeltes

ปลาชะโด

0.40

260,210

19

Epalzeorhynchus  kalopterus

ปลาเล็บมือนาง

0.38

190,265

มูลค่าการส่งออกปี2545

 

ลำดับ

รายชื่อปลาส่งออก ..2545

มูลค่า (ล้านบาท)

ปริมาณ ( ตัว )

ชื่อวิทยาศาสตร์

ชื่อสามัญ

1

Symphysodon  aequifasciata

ปลาปอมปาดัวน์

25.69

206,060

2

Betta  splendens

ปลากัด

17.66

2,846,221

3

Balantiocheilus  melanopterus

ปลาหางไหม้

16.85

1,517,793

4

Carasius  auratus

ปลาทอง

11.78

440,860

5

Aulonocara  sp.

ปลาหมอสี

7.37

117,454

6

Poecilia  reticulata

ปลาหางนกยูง

6.09

1,148,007

7

Cyprinus  carpio

ปลาคาร์พ

6.03

309,330

8

Gyrinocheilus aymonieri

ปลาน้ำผึ้ง

5.30

1,439,307

9

Hypostomus  plecostomus

ปลาเทศบาล

3.96

800,291

10

Astronotus  ocellatus

ปลาออสก้า

3.76

368,958

11

Crossocheilus  siamensis

ปลานกกระจอก,น้ำผึ้ง

3.11

690,887

12

Poecilia  latipinna

ปลาสอด

2.87

456,469

13

Colisa  lalia

ปลากระดี่แดง

2.70

128,570

14

Lebistes  reticulattus

ปลาหางนกยูง

2.62

2,382,000

15

Epalzeorhynchos  frenatus

ปลากาแดง

2.10

892,023

16

Kryptopterus  bicirrhis

ปลาก้างพระร่วง

2.02

275,579

17*

Epalzeorhynchos  bicolor

ปลาทรงเครื่อง

3.95

905,911

18

Acanthophthalmus  kuhlii

ปลาปล้องอ้อย

1.58

448,420

19

Capoeta  tetrazona

ปลาเสือเยอรมัน

1.52

160,049

 

มูลค่าการส่งออกปี2546

 

ลำดับ

รายชื่อปลาส่งออก ..2546

มูลค่า (ล้านบาท)

ปริมาณ ( ตัว )

ชื่อวิทยาศาสตร์

ชื่อสามัญ

1

Betta splendens

ปลากัด

45.05

3,727,032

2

Symphysodon aequifasciatus

ปลาปอมปาดัวน์

20.63

387,051

3

Pangasius hypophthalmus

ปลาสวาย

20.44

1,555,156

4

Cyprinus carpio

ปลาคาร์พ

18.39

1,649,168

5

Poecilia reticulata

ปลาหางนกยูง

11.72

2,823,780

6

Balantiocheilos melanopterus

ปลาหางไหม้

9.24

2,571,977

7

Gyrinocheilus aymonieri

ปลาน้ำผึ้ง

8.13

2,099,643

8

Carassius auratus auratus

ปลาทอง

6.26

1,050,598

9

Astronotus ocellatus

ปลาออสก้า

4.41

722,825

มูลค่าการส่งออกปี2546 (ต่อ)

 

ลำดับ

รายชื่อปลาส่งออก ..2546

มูลค่า (ล้านบาท)

ปริมาณ ( ตัว )

ชื่อวิทยาศาสตร์

ชื่อสามัญ

10

Epalzeorhynchos bicolor

ปลาทรงเครื่อง

3.29

1,440,590

11

Epalzeorhynchos frenatum

ปลากาแดง

3.18

2,035,827

12

Kryptopterus bicirrhis

ปลาก้างพระร่วง

3.00

627,793

13

Hypostomus plecostomus

ปลาเทศบาล

2.82

1,186,584

14

Poecilia latipinna

ปลาสอด

2.33

699,668

15

Crossocheilus siamensis

ปลานกกระจอก, น้ำผึ้ง

2.29

1,081,862

16

Aulonocara sp.

ปลาหมอสี

1.89

263,390

17

Panulirus resicolor

ปลาหางนกยูง

1.62

2,030

18

Pangio kuhlii

ปลาปล้องอ้อย

1.35

479,810

19

Cynoglossus microlepis

ปลาชะโด

1,25

13,805

20

Cichlasoma sp.

ปลาหมอสี

1.17

91,676

มูลค่าการส่งออกปี2547

 

ลำดับ

รายชื่อปลาส่งออก ..2547

มูลค่า (ล้านบาท)

ปริมาณ ( ตัว )

ชื่อวิทยาศาสตร์

ชื่อสามัญ

1

Cyprinus carpio

ปลาคาร์พ

25.72

2,274,015

2

Betta splendens

ปลากัด

17.35

4,753,350

3

Symphysoden aequifasciatus

ปลาปอมปาดัวร์

16.73

525,486

4

Poecidia reticulate

ปลาหางนกยูง

7.71

3,162,387

5

Carssius auratus

ปลาทอง

7.34

1,101,380

6

Gyrinocheilus aymonieri

ปลาน้ำผึ้ง

7.17

3,221,124

7

Pangasius hypophthalmos

ปลาสวาย

6.89

2,305,777

8

Astronotus ocellatus

ปลาออสการ์

6.69

884,983

9

Balantiocheilos melanopteros

ปลาหางไหม้

6.49

3,896,776

10

Epalzeorhynchos frenatus

ปลากาแดง

5.26

4,257,587

 

หมายเหตุ: ตามข้อมูลกรมประมงแยกข้อมูลสำหรับ Labeo bicolor ออกเป็นอีกชนิดหนึ่ง แต่ในรายงานนี้ได้นำมารวมกัน

 

5 ศึกษาทางด้านการตลาดปลาสวยงามในประเทศไทย

ไทยยังมีโอกาสสร้างฐานลูกค้าใหม่ และเพิ่มปริมาณมูลค่าการส่งออกปลาสวยงามในตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าประเภทปลาไทย โดยจะสังเกตได้จากปริมาณการนำเข้าที่สูงสม่ำเสมอทั้ง 3 เดือนที่ทำการสำรวจ และความนิยมค่อนข้างกว้างขวาง ตลาดสหรัฐฯต้องการปลาสวยงามพื้นบ้านของไทยในปริมาณมาก โดยเฉพาะปลากัดไทย นอกจากนั้นส่งไปตลาดยุโรปและเอเชีย ซึ่งตลาดยุโรปมักจะสั่งซื้อปลาเป็นบางช่วงที่มีความต้องการสูงๆเท่านั้น

 

สรุปและวิจารณ์ผลการศึกษา

 

        ปลาสวยงามนั้น แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้สามกล่ม กลุ่มแรกคือ ปลาที่เก็บรวบรวมจากธรรมชาติ เช่น ปลาซิวหนู ปลาซิวข้างขวาน ปลาหมูคอก ปลาตองลาย ปลาเสือตอ ปลากระทิงไฟเป็นต้น กลุ่มที่สองคือปลาที่ได้จากการเพาะเลี้ยงในประเทศ ซึ่งมีทั้งปลาพื้นเมืองของไทย และปลานำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ปลากาแดง ปลาน้ำผึ้ง ปลาตะพาก ปลาหมูหางแดง ปลากัด ปลาปอมปาดัวร์ ปลาเทวดา ปลาหมอมาลาวี ปลาหางนกยูง เป็นต้น กลุ่มที่สาม คือปลาที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ปลาอโรวาน่าแดง ปลาอโรวาน่าทองอินโดนีเซีย ปลาอโรวาน่าทองมาเลย์เซีย ปลาแบลคซีบร้า ปลาไบเคอร์ ปลาฟรอนโตซ่าบลูแซร์ ปลาคราวน์เตทตร้า ปลาโดราโด้ เป็นต้น (Amornrat, 2005) ซึ่งประเทศไทยน่าจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะเพาะเลี้ยงปลาสวยงามได้แทบทุกชนิด ถ้ามีการส่งเสริม และศึกษาอย่างจริงจัง

        ปลากัดเป็นปลาชนิดที่ส่งออกมากที่สุด โดยส่งออกปีละประมาณ 1.3-4.7 ล้านตัว คิดเป็นมูลค่า 11-45 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2543-2546 (เพิ่ม +23.5%, +30%, +155% ในปี 2544-2546) มูลค่าการส่งออกปลากัดลดลง 61% ในปี 2547 อย่างไรก็ตามปริมาณปลากัดที่ส่งออกไม่ได้ลดลง โดยมีอัตราการเพิ่ม 15%, 89%, 32% และ 27.6% ในปี 2544-2547 ตามลำดับ 

                        ปลาปอมปาดัวร์ เป็นชนิดปลาที่ส่งออกในมูลค่าที่สูงรองลงมา และมีแนวโน้มที่ดี แม้จะมีทั้งปริมาณและมูลค่าลดลงบ้างระหว่างปี 2546-2547 โดยมีอัตราการเปลี่ยนแปลงมูลค่าเท่ากับ +34%, +104%, -20% และ -19% ในปี 2544-2547 ตามลำดับ และเนื่องจากเป็นปลาราคาสูง จึงมีปริมาณการส่งออกไม่มาก โดยส่งออกปีละประมาณ 150,000 ตัว ในปี 2543 และเพิ่มเป็น 2 เท่าในปี 2546 และเพิ่มเป็น 525,000 ตัวในปี 2547

                        ปลาคาร์พเป็นชนิดที่มีแนวโน้มการส่งออกเพิ่มอย่างชัดเจน โดยในมีอัตราการเพิ่มมูลค่าการส่งออก 32%, -18%, +200% และ +39% ในปี พ.ศ. 2544, 2545, 2546 และ 2547 ตามลำดับ โดยปริมาณการส่งออกเพิ่มจาก 290,000 ตัวในปี 2543 เป็น 2.3 ล้านตัวในปี 2547

                        ปลาหางนกยูงเป็นปลาอีกชนิดหนึ่งที่มีแนวโน้มการส่งออกเพิ่มขึ้น โดยปริมาณเพิ่มขึ้นจาก 560,000 ตัว ในปี 2543 เป็น 3.2 ล้านตัวในปี 2547 (อัตราการเพิ่มระหว่าง 10-150%) มูลค่าการส่งออกมีความแปรปรวนเล็กน้อย โดยมีอัตราการเปลี่ยนแปลง เท่ากับ -42%, +106%, +95% และ -34% ในปี 2544-2547 ตามลำดับ 

                  ปลาหางไหม้เป็นอีกชนิดหนึ่งที่มีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นโดยลำดับ เช่นเดียวกับปลาทอง แต่กลับพบว่ามูลค่าไม่เพิ่มขึ้น ทั้งสองชนิด

        ธุรกิจปลาสวยงามในประเทศไทย ค่อนข้างมีความซับซ้อน มีผู้ผลิต ผู้รวบรวม ผู้ค้าคนกลาง  ผู้ขายปลีก และผู้ขายส่งมากมาย ซึ่งอาจทำหน้าที่ซ้ำซ้อนกันอยู่ อีกทั้งปลาสวยงาม เป็นสิ่งที่ต้องอาศัย ความรู้สึกทางศิลปะ เป็นตัวตัดสินซึ่งจะส่งผลในด้านของราคาของปลาแต่ละชนิด แต่ละสายพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งข้อได้เปรียบดังกล่าว จะเป็นสิ่งที่ช่วยในการทำกำไรในการซื้อขายได้เป็นอย่างดี   และเป็นสิ่งดึงดูดให้ผู้คนหันมาประกอบอาชีพดังกล่าวมากขึ้น  แต่ก็มีปลาบางกลุ่มที่มีความแน่นอนในเรื่องของราคา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นปลาที่เพาะพันธุ์ได้จำนวนมาก หรือ รวบรวมจากธรรมชาติได้จำนวนมาก นอกจากนั้นธุรกิจปลาสวยงามยังมีข้อได้เปรียบอีกหลายอย่าง อาทิเช่น ใช้เวลาในการเพาะเลี้ยงสั้น ใช้เนื้อที่จำกัด แต่สามารถทำเป็นอาชีพหลัก หรืออาชีพเสริมได้เป็นอย่างดี สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมต่างๆในการเพาะเลี้ยงได้ง่าย และที่สำคัญมีปลาสวยงามมากมายหลากหลายชนิด ให้เลือกเพาะเลี้ยง เมื่อตัวใดตัวหนึ่งถึงทางตัน ก็สามารถหันไปจับตัวอื่นได้เรื่อยๆไม่สิ้นสุด จะเห็นได้ว่าประเทศไทยนั้น เป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกปลาสวยงามที่สำคัญรายหนึ่งของโลกมานานกว่า 30 ปี โดยมีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 50 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (อมรรัตน์และพรพรรณ, 2548; Sermwatanakul, 2005)

                        ในประเทศไทยนั้น ศูนย์กลางการค้าปลาสวยงาม จะอยู่ที่ ตลาดซันเดย์ จตุจักร กรุงเทพ สถานที่ดังกล่าว จะเป็นที่รวบรวม ผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ตลอดจนลูกค้าในหลายๆระดับ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ปลาที่วางขายมีทั้งปลาที่เพาะพันธุ์ในประเทศไทย โดยมาจากจังหวัดแถบ นครปฐม และราชบุรี เป็นส่วนใหญ่ ส่วนน้อย จะมาจากจังหวัดอื่นๆ เช่น นครสวรรค์ เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นแหล่งซื้อขาย ปลาสวยงามที่นำเข้าจากต่างประเทศ ตลอดจนปลาแปลก ปลาหายากต่างๆ มากมายนัก นอกจากนั้น กรุงเทพ ยังมีตลาดนัดปลาสวยงามอีกมากมาย ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง คือ ตลาดนัดสนามหลวงสอง ซึ่งมีผู้นิยมไปหาซื้อปลาสวยงามมาเลี้ยง หรือมาจำหน่ายต่อมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบัน ได้มีการขยายพื้นที่ขายของตลาดดังกล่าวออกไปอีก เพื่อรองรับกำลังซื้อที่มากขึ้นเรื่อยๆ ในตลาดแห่งนี้จะมีราคาจำหน่ายปลาสวยงามไว้ค่อนข้างสูงกว่าที่อื่น เนื่องจากเป็นผู้ค้าคนกลางจะรับปลามาขายต่อ จากตลาดซันเดย์ หรือไม่ก็ จากราชบุรี แต่ตลาดแห่งนี้มีข้อได้เปรียบในด้านของสถานที่ที่กว้างขวาง สะดวกในการจอดรถ และการเดินทางเนื่องจากไม่มีปัญหาด้านการจราจร จึงเป็นที่นิยมของนักเลี้ยงปลา และผู้ค้าปลามากมาย ที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นเป็นอย่างดี นอกจากนั้น ในกรุงเทพ ยังมีตลาดปลาสวยงามย่อยๆอีกมากมายนัก ไม่ว่าจะเป็น ตลาดจตุจักรมีนบุรี ตลาดไท วงเวียนใหญ่ ฯลฯ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ปลาสวยงามส่วนใหญ่ ล้วนมาจากแหล่งเดียวกัน คือ ตลาดซันเดย์แทบทั้งสิ้น ราคาจึงสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง ของนักเลี้ยงปลาสมัครเล่นทั่วไป ในบริเวณดังกล่าว (อมรรัตน์และพรพรรณ, 2548)

                        ในต่างจังหวัดนั้น ตลาดปลาสวยงามที่เป็นที่นิยมเป็นอันดับหนึ่ง ก็น่าจะเป็น ตลาดสหกรณ์ปลาสวยงาม จังหวัด ราชบุรี ตลาดแห่งนี้ ถือเป็นที่รวบรวมเกษตรกร ผู้เพาะเลี้ยง ปลาสวยงามของไทยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยเป็นปลาที่เพาะเลี้ยงกันในจังหวัดราชบุรี และจังหวัดใกล้เคียง เช่น นครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี เป็นต้น มีร้านค้าส่วนน้อยที่จำหน่ายปลานำเข้า ดังนั้น  ตลาดดังกล่าว จึงเป็นที่นิยมของผู้ค้าปลาและผู้ส่งออกทั่วประเทศไทย ที่จำหน่ายปลาสวยงามของไทย เช่น ปลากาแดง ทรงเครื่อง ตะเพียนทอง ตะพาก ปลากัด  เป็นต้น หรือปลาสวยงามต่างประเทศที่เพาะพันธุ์ได้แล้วในประเทศไทย เช่น ปลาสอด ปลามอลลี่ ปลาหางนกยูง ปลาเทวดา ปลาหมอสี ปลาแพะ เป็นต้น ตลอดจนปลาที่รวบรวมจากธรรมชาติ เช่น ปลา ซิวข้างขวาน ปลาน้ำหมึก ปลาซิวใบไผ่ ปลาก้างพระร่วงเป็นต้น เนื่องจากได้ซื้อกับผู้ผลิต และผู้รวบรวมโดยตรงในราคาที่ถูกมาก

              นอกจากตลาดการค้าปลาสวยงามในประเทศแล้ว ประเทศไทย ยังจัดเป็นประเทศผู้ส่งออกปลาสวยงามรายใหญ่รายหนึ่งของโลก โดยมีมูลค่าการส่งออก ปลาที่ส่งออกเป็นมูลค่าอันดับหนึ่งคือปลากัด

        ตลาดต่างประเทศของไทยนั้นมีสามกลุ่มใหญ่ๆได้แก่ ตลาดสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และ ญี่ปุ่น ในตลาดสหภาพยุโรปนั้น ถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีมูลค่าการนำเข้าประมาณ 70.21 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2533 และเพิ่มเป็น 113.13 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2539 โดยมีแนวโน้มการขยายตัวสูงขึ้นตลอด ในตลาดสหภาพยุโรปนั้นจะนำเข้าปลาสวยงามจากสิงคโปร์มากที่สุด รองลงมาเป็นปลาสวยงามที่จับจากธรรมชาติในอเมริกาใต้ สำหรับมูลค่าการนำเข้าปลาสวยงามจากประเทศไทยได้มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆในช่วงเวลาที่ผ่านมา กล่าวคือ จากประมาณ 1.32 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2533 เพิ่มเป็น 3.85 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2538 โดยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 20.86 ต่อปี ส่วนตลาดญี่ปุ่น เป็นตลาดที่ใหญ่อันดับสองของโลก รองจากสหภาพยุโรป มีมูลค่าการนำเข้าประมาณ 71 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2538 โดยนำเข้าจากสิงคโปร์ ซึ่งส่วนหนึ่งสิงคโปร์มีการนำเข้าจากประเทศไทย และมาเลเซีย แล้วส่งต่อไปยังญี่ปุ่นอีกต่อหนึ่ง รองลงมาเป็นการนำเข้าจาก ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย สำหรับการนำเข้าจากประเทศไทยมีสัดส่วนประมาณ ร้อยละ5.42 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด (Chapman et al.,1997) ปลาสวยงามที่เป็นที่นิยมในตลาดญีปุ่น ได้แก่ปลาขนาดเล็ก จำพวกปลาหางนกยูง ปลากลุ่มเตทตร้า บาร์บ ซิคลิด ปลากัด ส่วนใหญ่ ญี่ปุ่นจะเน้นปลาที่หายาก สวยงาม หรือมีลักษณะพิเศษต่างๆ เช่น ปลาเผือก ปลาสั้น ปลาแพลตตินั่ม โดยให้ราคาที่สูงมาก ทั้งนี้ ญี่ปุ่นนั้น ถือเป็นผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญ กับเรื่องพวกนี้มาก หรือเรียกง่ายๆว่า เล่นปลาและดูปลาเป็นนั่นเอง ดังดูได้จาก ปลาแฟนซีคาร์พ และ ปลาทอง ที่เพาะพันธุ์จากญี่ปุ่น ต่างจากตลาดสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกัน ประมาณ 30 ล้านคนนิยมเลี้ยงปลาสวยงามเป็นงานอดิเรก แต่ส่วนใหญ่มักดูความแตกต่างระหว่างปลาสวย กับปลาไม่สวยไม่ออก แต่จะเลี้ยงตามใจชอบเท่านั้น ตลาดสหรัฐอเมริกา ถือเป็นตลาดนำเข้าปลาสวยงามเขตร้อนที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก แหล่งนำเข้าที่สำคัญ อยู่ที่ ลอสแองเจลิส ซาน ฟรานซิสโก ไมอามี นิวยอร์ก และ ชิคาโก โดยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยระหว่างปี 2534-2538 ร้อยละ 7.7 ต่อปี มูลค่าการนำเข้าอยู่ระหว่าง 36-49 ล้านเหรียญสหรัฐ ปลาที่นำเข้านั้น เป็นปลาสวยงามน้ำจืดจากทวีปเอเชียมากที่สุด โดยนำเข้าปลาที่เพาะเลี้ยงจากประเทศไทยมากที่สุด ประมาณ ร้อยละ 20.23 รองลงมาคือสิงคโปร์ และฮ่องกง (Oliver, 2001)

ประเทศไทยส่งออกปลาสวยงามไปยัง 96 ประเทศทั่วโลก โดยมีมูลค่าการส่งออก 397 ล้านบาทในปี 2547 อัตราการขยายตัว 50% ในปี 2545, 36% และ 29% ในปี 2546 และ 2547 ในปี 2548 แม้จะมีข้อมูลสำหรับ 3 ไตรมาศแรกเท่านั้น แต่มูลค่าการส่งออกก็สูงถึง 312 ล้านบาทแล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ มาเลเซีย มูลค่าการส่งออกปลาสวยงามของไทย (ข้อมูลปี 2546) คิดเป็น 18.5% และ 54% ของประเทศทั้งสองตามลำดับเท่านั้น

ผู้นำเข้าปลาสวยงาม 10 อันดับแรก (ข้อมูลปี 2548) ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ มาเลเซีย อิหร่าน และ สหราชอาณาจักร ตามลำดับ ลูกค้ารายใหญ่ของประเทศไทยคือ สหรัฐอเมริกา นำเข้าคิดเป็น 20% ของการนำเข้าปลาสวยงามจากประเทศไทยทั้งหมด อย่างไรก็ตามปริมาณการนำเข้าจากไทยสู่สหรัฐอเมริกา ถดถอยลงเล็กน้อย (ภาพที่  ) สหรัฐฯลดการนำเข้าปลาสวยงามจากไทย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เริ่มหันไปนำเข้าปลาสวยงามเพิ่มขึ้นจากฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น มาเลเซีย โคลัมเบีย จีนและเวียดนาม   ดังนั้นผู้ส่งออกปลาสวยงามของไทยต้องเริ่มจับตาคู่แข่งรายใหม่โดยเฉพาะจีนและเวียดนาม (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, 2546) ประเทศที่นำเข้าปลาสวยงามจากประเทศไทยมากรองลงมาคือ ฮ่องกง และญี่ปุ่น ซึ่งมีแนวโน้มการขยายตัวชัดเจน

ธุรกิจอีกอย่างที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง คือ ธุรกิจนำเข้าปลาสวยงามจากต่างประเทศ เนื่องจากประเทศไทยมีผู้นิยมเลี้ยงปลาสวยงามกันเป็นจำนวนมาก มีรสนิยมในการเลี้ยงปลาแตกต่างกันออกไป ผู้เลี้ยงบางกลุ่มจะให้ความสนใจ ในปลาที่มีลักษณะแปลกประหลาด ปลาหายาก หรือ ปลาที่มีลักษณะสวยงาม ที่ไม่สามารถพบเห็นได้ในประเทศไทย ปลากลุ่มดังกล่าว จะเป็นปลาพื้นเมืองของประเทศอื่นๆ และยังไม่สามารถเพาะพันธุ์ได้ในประเทศไทย มีลักษณะแปลก สวยงาม หรือมีความหายาก เป็นที่ถูกใจของเหล่าบรรดาผู้บริโภคกลุ่มนี้ ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นผู้มีฐานะดี เช่น ปลากระเบนโพลกาดอท ปลาปอดออสเตรเลีย ปลาซีบร้าไทเกอร์ ปลาเสือตอปาปัวนิวกีนี เป็นต้น อีกทั้งยังมีกลุ่มลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งนิยมปลาที่มีลักษณะแปลก เช่น ปลาสั้น หรือ shot body ปลาที่มีสีและลวดลายแปลกไปจากปลาปกติ ปลาแพลตตินั่ม ปลาเผือก ฯลฯ ซึ่งปลาเหล่านี้บางชนิด จะมีราคาสูงมาก ถึงแม้จะมีผู้บริโภคและผู้ผลิตปลากลุ่มนี้จำนวนน้อยเมื่อเทียบกับลูกค้าปลาทั่วไป แต่ ปลาแต่ละตัวนั้น มีมูลค่าสูงกว่ามาก บางตัว ราคานับแสน นับล้าน และนอกจากนี้ ยังมีลูกค้าสำคัญคือประเทศญี่ปุ่น ที่ต้องการปลาลักษณะแบบนี้โดยไม่จำกัด และมีระดับราคาสูงมาก จึงเป็นสิ่งที่ไม่น่ามองข้ามเป็นอย่างยิ่ง

เอกสารอ้างอิง

 

จิตรลดา ศรีตระกูล. 2548. การวิเคราะห์การตลาดส่งออกปลาสวยงามของประเทศไทย. รายงานการศึกษาค้นคว้าอิสระ. บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

วันเพ็ญ มีนกาญจน์ และกาญจนรี พงษ์ฉวี. 2543. พรรณไม้น้ำสวยงาม. สถาบันวิจัยสัตว์น้ำสวยงามและ

สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ, กรมประมง. 123 หน้า.

พวงผกา คมสัน. 2547. ขั้นตอนการส่งออกพรรณไม้น้ำและการขอใบรับรองปลอดศัตรูพืช. หน้า 115 - 129,

ใน เอกสารประกอบการฝึกอบรมการใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการผลิตพรรณไม้น้ำเพื่อการส่งออก.

สถาบันวิจัยสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ, กรมประมง.

อมรรัตน์ เสริมวัฒนากุล และ พรพรรณ พุ่มพวง. 2548. ตลาดปลาสวยงาม. เอกสารเผยแพร่ฉบับที่ 6/2548.

สถาบันวิจัยสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ, กรมประมง. 82 หน้า.

Chapman, F.A., Fitz-Coy, S.A., Thunberg, E.M., Adams, C.M. 1997. United States of America trade

on ornamental fish. Journal of the World Aquaculture Society 28 (1): 1-10.

Oliver, K. 2001. The Ornamental Fish Market. Food and Agriculture Organization of the United

Nations, Globefish, Fisheries Industries Division. 63 pp.

Sermwatanakul, Amonrat. 2005. The Current State of Ornamental Fish Industry in Thailand.

Extension Paper No. 2/2005. Ornamental Fish and Aquarium Plants Research Center, Department of Fisheries.  26 pp.