 |
| คุณปรีชา
มนัสถาวร |
|
ฟาร์มมาตรฐาน
CoC ของจังหวัดจันทบุรี ที่อยากแนะนำให้รู้จักเป็นฟาร์มของ
คุณปรีชา มนัสถาวร ทนายความหนุ่มจากกรุงเทพมหานคร
ชึ่งพลิกผันตัวเองมาสู่วงการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ
เรามาฟังความคิดเห็นของคุณปรีชาเกี่ยวกับแนวคิดและการจัดการฟาร์ม
เข้ามาสู่วงการเลี้ยงกุ้งได้อย่างไร
เดิมทีเดียวเห็นว่าการเลี้ยงกุ้งกุลาดำเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ
จึงเข้าสู่วงการเมื่อปี 2544 โดยเริ่มแรกได้วางระบบฟาร์มไว้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นระบบการจัดการเลี้ยงและสาธารณูปโภคภายในฟาร์มเพราะเห็นว่าการเกษตรต้องมีการพัฒนา
จึงพยายามมองหาระบบการจัดการที่เป็นมาตรฐาน โดยการเข้าร่วมประชุมและสัมมนาต่างๆที่หน่วยงานของภาครัฐและเอกชนจัดขึ้น
เริ่มจากการที่เน้นระบบการเลี้ยงเป็นสำคัญ เลี้ยงอย่างไรจึงจะได้ผลผลิตมาก
ส่วนการรักษาสิ่งแวดล้อมนั้น ฟาร์มได้วางระบบไว้รองรับการทิ้งน้ำ
|
|
| ในกรณีที่มีการจับกุ้งคราวละหลายบ่อพร้อมกัน
ร่องน้ำทิ้งภายในฟาร์มจึงมีขนาดกว้างและยาวเพื่อรองรับการระบายน้ำได้อย่างเพียงพอ |
| |
|
| |
|
|
ระบบการเลี้ยงของฟาร์มให้ความสำคัญกับการให้อากาศ
ระบบหลักที่ใช้คือใบพัดตีน้ำและท่อลมใต้น้ำ
โดยวางเครื่องให้อากาศ จำนวนใบพัดตีน้ำ 12 ใบ/แขน
จำนวน 8-10 แขน/บ่อ เน้นการวางใบพัดให้ได้มุมที่พอเหมาะรวมเลนเข้าสู่กลางบ่อ
ให้กุ้งมีพื้นที่สะอาดอยู่
ระบบให้อากาศเสริม มอเตอร์ 3 แรงม้า/บ่อ (ท่อลมใต้น้ำ)
ส่วนการใช้แอร์เจ็ตเสริมนั้นจะต้องพิจารณาที่ปริมาณ
DO ในช่วงเช้า สภาพพื้นบ่อและปัจจัยอื่นด้วย มิเช่นนั้นอาจเกิดผลเสียได้
้
การให้อาหาร ให้วันละ
4 มื้อ อาหารใส่ยอประมาณ 3-5 กรัม/อาหาร 1 กก. ระยะเวลาเช็คยอจะเริ่มที่
3 ชั่วโมงและปรับเป็น 2 ชั่วโมงจนกระทั่งจับกุ้ง
ใช้ยอจำนวน 4 ยอ/บ่อ อาหารจะเดินหว่านรอบบ่อในแนวของใบพัดตีน้ำ
เริ่มให้อาหาร 100,000
ตัว/อาหาร 1 ก.ก.และในช่วง 20 วันแรกปรับเพิ่มประมาณ
2 วันต่อ 1 ขีด ดูว่าเพิ่มอาหารน้อยเนื่องจากระยะแรกเน้นการเตรียมบ่อให้มีอาหารธรรมชาติ
แต่ที่สำคัญคือ หากกุ้งว่ายวนรอบบ่อจะต้องลองหยอดอาหารลงไป
ถ้ากุ้งมาแย่งกินจึงจะเพิ่มอาหารมากขึ้น ส่วนกุ้งโตจะปรับอาหารด้วยการเช็คยอ
การดูแลสุขภาพกุ้งมีการตรวจเช็คเป็นประจำทุกวันเพราะต้องปรับการจัดการต่างๆให้ดีก่อนที่จะเกิดปัญหา
เช่น เพิ่มการให้อากาศ ใช้จุลินทรีย์ช่วยในการปรับปรุงพื้นบ่อ
เป็นต้น ซึ่งการตัดสินใจปรับการจัดการจะดูที่สภาพน้ำและกุ้งเป็นสำคัญ
ดังนั้นที่ฟาร์มจะพบการเกิดโรคในช่วงสถานการณ์ที่มีโรคระบาด(ตัวแดงดวงขาว)
หรือพบโรคขี้ขาวบางครั้งเท่านั้น ซึ่งหากพบการเกิดโรคระบาดรุนแรงจะกำจัดทิ้งและปิดระบบป้องกันการแพร่ระบาดสู่บ่ออื่นๆ |
|
 |
| เช็คยอ
(สะพานคอนกรีตมั่นคง) |
|
|
| |
 |
ที่กรองน้ำสำหรับหมักจุลินทรีย์
และผสมอาหาร |
|
|
จุลินทรีย์ที่ใช้มีการเตรียมใช้อย่างไร
?
ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์
ซึ่งมีวางจำหน่ายถังละ 30 ลิตร นำมาหมักโดยมีส่วนผสม
1. น้ำจืด 170 ลิตร
2. สุราขาว 2 ขวด (1,500 ซีซี)
3. น้ำตาลทราย 10 กิโลกรัม
4. เกลือ 2 กิโลกรัม
5. อาหารกุ้ง 2 กิโลกรัม
ผสมรวมกันในถัง 200 ลิตร คนให้เข้ากัน ปิดฝาทิ้งไว้
7 วัน ก่อนนำไปใช้คนให้เข้ากันอีกครั้ง
และใช้ในอัตราส่วน 5 6 ลิตร/ไร่ |
|
 |
| เก็บอาหารบนแท่นพลาสติก |
|
|
| |
|
|
|
การเติมน้ำระหว่างการเลี้ยง
จะพิจารณาคุณสมบัติน้ำ ช่วงฤดู และสภาวะโรคระบาด
หากสภาพน้ำมีปัญหาต้องทรีตน้ำด้วย คลอรีน บีเคซี
หรือไอโอดีน ตามความเหมาะสม และใช้ใบพัดตีน้ำ
ก่อนนำน้ำไปใช้
ระหว่างเลี้ยง
มีการสุ่มกุ้งด้วยแหขนาด 8 ศอก เดือนละไม่เกิน
2 ครั้ง โดยเริ่มสุ่มครั้งแรกเมื่อเลี้ยงได้ 75
วัน |
|
 |
บ่อพักน้ำเล็ก
1 ใน 5 บ่อ
สำหรับทรีตน้ำ
|
|
|
| |
ระหว่างการเลี้ยงเคยประสบปัญหาอะไรบ้าง
?
ปัญหาของการเลี้ยงที่เคยเจอส่วนมากจะเป็นเรื่องของโรคระบาดและกุ้งไม่โตซึ่งมาจากปัจจัยหลายๆอย่างทั้ง
การจัดการฟาร์ม รวมถึงลูกพันธุ์ที่คุณภาพไม่ดี ซึ่งฟาร์มจะใช้วิธีการลดอัตราการปล่อยและลดการใช้ปัจจัยการผลิตที่ไม่จำเป็น
เพื่อลดต้นทุน เพราะ หากเป็นกรณีที่กุ้งไม่โตเราก็สามารถเลี้ยงในระยะยาวได้
แต่ก็ต้องดูปัจจัยอื่นๆด้วยเช่นเรื่องของราคาหรือในกรณีเกิดโรคระบาดความเสียหายก็จะน้อยลง
ราคาที่เปลี่ยนแปลงขึ้นลงก็เป็นปัญหาต่อการวางแผนการเลี้ยงเหมือนกันบางครั้งวิเคราะห์จากปริมาณกุ้งและสถานการณ์แล้วราคาน่าจะดีแต่ก็กลับตรงกันข้ามทำให้เราประสบปัญหาการขาดทุนได้
อย่างไรก็ตามเมื่อเราลงทุนทำฟาร์มแล้วการวางแผนการจัดการจึงเป็นสิ่งสำคัญ
เช่น การลดพื้นที่การเลี้ยงในช่วงที่มีความผันผวนของราคาหรือหลีกเลี่ยงการเลี้ยงช่วงที่มีการระบาดของโรค
ก็จะสามารถลดความเสี่ยงลงได้
|
| |
 |
|
การจัดการฟาร์มของเจริญถาวรฟาร์มมีจุดที่แตกต่างจากฟาร์มอื่นๆอย่างไร
?
ไม่ได้แตกต่างอะไรกับฟาร์มอื่นๆมากนักในเรื่องวิธีการเลี้ยง
ที่ต่าง คงเป็นเรื่องของการวางผังฟาร์ม
มากกว่า เช่น บ่อพักน้ำและคลองส่งน้ำ ฟาร์มเจริญถาวร
จะมีบ่อพักน้ำเชื่อมต่อกับคลองส่งน้ำยาวไปตลอดฟาร์มตั้งแต่หัวจรดท้ายฟาร์มและใช้ประตูน้ำกั้นระหว่างบ่อพักน้ำและคลองส่งน้ำ
ส่วนในคลองส่งน้ำก็จะกั้นเป็นบ่อเล็กๆ
ซึ่งแต่ละบ่อจะมีประตูน้ำเชื่อมถึงกันทั้งหมด
เวลาใช้งานสามารถกั้นแต่ละบ่อเพื่อเตรียมน้ำที่ใช้ในการหมุนเวียนระหว่างการเลี้ยงทำให้ประหยัดค่าปัจจัยการผลิตอีกทางหนึ่ง
|
ด้านซ้ายบ่อเลี้ยง
ด้านขวาคลองส่งน้ำ
ที่แบ่งเป็นบ่อพักน้ำแยกส่วน |
|
|
|
| |
การจัดการฟาร์มหลังการจับกุ้งก็คงเป็นอีกจุดที่แตกต่าง
เช่น การจัดการน้ำทิ้ง เรามีร่องน้ำทิ้ง ซึ่งมีขนาดกว้างและยาวมาก
(ยาวประมาณ 1900 เมตร) และได้ปรับปรุงเล็กน้อย
สำหรับระบบบำบัดน้ำในร่องน้ำ โดยใช้กระสอบทรายกั้นร่องน้ำเป็นช่วงเหมือนฝายน้ำล้นเพื่อเป็นการลดความเร็วของกระแสน้ำและเป็นการดักตะกอนและใช้แอร์เจ็ตช่วยเพิ่มอากาศเพื่อให้การย่อยสลายของเสียสมบูรณ์
เก็บกักไว้ก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมหรือนำกลับมาใช้ใหม่แล้วแต่กรณี
ในบางครั้งอาจมีการใช้ไอโอดีนหรือคลอรีน ทรีตน้ำก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมด้วย
เมื่อได้ปรับปรุงการจัดการต่างๆแล้วจึงยื่นคำขอรับการรับรองฟาร์มมาตรฐาน
ซี โอ ซี จากกรมประมงและได้รับการรับรองฟาร์มมาตรฐานเป็นเวลา
2 ปี โดยจะมีเจ้าหน้าที่ของกรมประมงเข้ามาเยี่ยมเยือนเสมอเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้อง
|
|
 |
สูบน้ำลงร่องน้ำทิ้ง
(ยาว 1,900 ม.พื้นที่ประมาณ 12 ไร่) |
|
|
| |
|
|
|
| |
 |
ผลผลิตของฟาร์ม |
 |
|
|
แนวคิดเกี่ยวกับสถานการณ์และแนวโน้ม
? (พฤษภาคม 2547)
เริ่มแรกการลงทุนในการวางระบบฟาร์มนั้นคิดว่าในระยะเวลา
2-3 ปี ก็สามารถที่จะคืนทุนและทำกำไรได้ แต่ในการเลี้ยงกุ้งนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคากุ้งหรือเรื่องของการเลี้ยงเพราะการเลี้ยงกุ้งให้ได้กุ้งไซส์ดี
คุณภาพดี ไม่ใช่เรื่องง่ายจะด้วยสาเหตุของลูกพันธุ์กุ้ง
สิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลงหรือการจัดการเลี้ยงของฟาร์มล้วนเป็นปัจจัยสำคัญทั้งสิ้น
ปัจจุบันฟาร์มได้ปรับลดอัตราการปล่อยเหลือประมาณ
40,000-60,000 ตัว/ไร่ การจัดการต่างๆเน้นระบบชีวภาพเป็นสำคัญเพื่อเป็นการฟื้นฟูสภาพของน้ำและดินที่ถูกใช้ไปอย่างหนักให้กลับมาสู่สภาพที่ดีอีกคร้ง
เพื่อการเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน ซึ่งผลที่ได้พบว่ากุ้งมีสุขภาพดี
ตัวสวย การจัดการต่างต่างๆก็ง่ายขึ้น เมื่อได้เช่นนี้แล้วสิ่งที่เราเป็นห่วงก็คือเรื่องของลูกพันธุ์เพราะหากได้ลูกพันธุ์คุณภาพดี
อัตราการรอด การเจริญเติบโตดี เรื่องของราคาขายอยู่ในจุดที่ทำกำไรให้เราบ้างเล็กน้อยเราก็สามารถที่จะอยู่ได้
เพราะเชื่อว่าหากเราสามารถผลิตกุ้งคุณภาพดีป้อนห้องเย็นได้
ห้องเย็นก็จะขายได้ราคาดีซึ่งส่งผลทั้งระบบ ทำให้การเลี้ยงกุ้งเป็นไปอย่างยั่งยืน
ประกอบกับในปัจจุบันกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปได้ขยายตัวเพิ่มเป็น
25 ประเทศ ซึ่งมีมาตรฐานการครองชีพต่างกัน เชื่อว่าย่อมส่งผลต่อการนำเข้าอาหาร
เช่นการเพิ่มปริมาณการนำเข้าหรือลดมาตรฐานการตรวจสอบลงทำให้การส่งออกของเราดีขึ้นแนวโน้มของราคากุ้งก็จะดี
อย่างไรก็ตามเราจะรอให้กลุ่มสหภาพยุโรปลดมาตรฐานการตรวจสอบอย่างเดียวคงไม่เป็นผลดีเพราะจะทำให้เราเสียตลาดอื่นๆได้
เช่น ญี่ปุ่นหรือสหรัฐอเมริกา เราควรเร่งสร้างมาตรฐานการผลิตให้เป็นไปตามที่ตลาดต้องการ
จะดีกว่าเพื่อสร้างมาตรฐานและความยั่งยืนให้กับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำของไทย |
| |
|
|
|
| |
|
| |
คัดลอกไปใช้กรุณาแจ้งเว็บมาสเตอร์
ยกเว้นเพื่อการศึกษาที่ไม่ใช่ธุรกิจหรือค้ากำไร
|
|
| |
| สุดท้ายนี้
ขอขอบคุณ คุณปรีชา มนัสถาวร เจ้าของเจริญถาวรฟาร์ม
ที่สละเวลาให้ข้อมูล บันทึกภาพ และอนุญาตให้เผยแพร่เนื้อหาที่มีประโยชน์ทางเว็บไซต์
และขอขอบคุณคุณสามารถ ศรีอินกิจ และคุณจิราภรณ์
บำรุงกิจ นักวิชาการประมง จากทีมงานซีโอซี ที่สัมภาษณ์และจัดเตรียมข้อมูลให้ครับ |
|