| |
เยี่ยมห้องวิเคราะห์น้ำ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจันทบุรี
ตอน การวิเคราะห์ (Nitrite) |
|
| |
เว็บเพจเยี่ยมห้องวิเคราะห์น้ำ
ผมจะแบ่งการนำเสนอออกเป็นหลายตอน สำหรับหน้านี้คือหน้าที่
2 ขอนำเสนอตอน การวิเคราะห์ไนไตรท์
(Nitrite) ประกอบด้วย 6 หัวข้อย่อย
(สนใจชมตอนอื่นๆ คลิ๊กที่ห้องวิเคราะห์น้ำ)
|
1.
หลักการวิเคราะห์ไนไตรท์ 2.
ภาพขั้นตอนการวิเคราะห์ไนไตรท์
3.
ภาพขั้นตอนการเตรียมน้ำยาเคมี |
|
4.
ภาพขั้นตอนการเตรียมสารละลายมาตรฐานไนไตรท์
5. ภาพขั้นตอนการทำชุดเทสคิตท์ไนไตรท์
6. ไนไตรท์กับผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
|
| |
|
|
|
| |
|
| |
1.
หลักการวิเคราะห์ไนไตรท์ |
|
| |
 |
วิธีการวิเคราะห์ไนไตรท์ที่นำเสนอเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมใช้กันแพร่หลาย
โดยใส่น้ำยาเคมีลงในน้ำ จากนั้นน้ำยาเคมีจะทำปฏิกริยากับไนไตรท์ที่มีอยู่ในน้ำ
เกิดเป็นสารประกอบ Azo dye ซึ่งสารตัวนี้มีสีชมพู
หากไนไตรท์มากสารตัวนี้ก็จะเกิดมาก
|
 |
ดังนั้นหากในน้ำมีไนไตรท์น้อย
สีชมพู
ก็จะจาง หากในน้ำมีไนไตรท์มาก
สีชมพู
ก็จะเข้ม วิธีวิเคราะห์แบบนี้เรียกว่า
Colorimetric method หรือ การวิธีวิเคราะห์ด้วยการเปรียบเทียบความเข้มของสี |
 |
แต่เราคงไม่ต้องการจะรู้แค่น้ำมีไนไตรท์น้อยหรือมาก?
เท่านั้นนะครับ แล้วเราจะรู้ปริมาณไนไตรท์จริงๆ
ได้อย่างไร? ก็มี 2 วิธีครับ |
 |
วิธีแรก
ทำสารละลายมาตรฐานไนไตรท์ที่มีความเข้มข้นต่างๆกัน
ในช่วงความเข้มข้นของไนไตรท์ที่เราคาดว่ามีในน้ำที่ต้องการวิเคราะห์
เช่น ที่ผมทำอยู่สำหรับบ่อเลี้ยงกุ้ง มีความเข้มข้น
0 - 1 mg-N/L (ทำเผื่อเทสท์คิต) จากนั้นก็เติมน้ำยาเคมีลงไป
สารละลายมาตรฐานไนไตรท์ก็จะเกิดสีชมพู จางหรือเข้มก็ขึ้นกับความเข้มข้นของไนไตรท์
คราวนี้เราก็จะมีสีชมพูมาตรฐาน
นำเปรียบเทียบกับสีชมพูของน้ำตัวอย่าง
ก็จะรู้ปริมาณไนไตรท์ได้ครับ (ชุดเทสท์คิตที่จำหน่ายกันก็ใช้หลักการนี้ครับ) |
 |
วิธีที่สอง
ทำสารละลายมาตรฐานไนไตรท์ที่มีความเข้มข้นต่างๆกัน
จากนั้นก็เติมน้ำยาเคมีลงไป สารละลายมาตรฐานไนไตรท์ก็จะเกิดสีชมพู
จางหรือเข้มก็ขึ้นกับความเข้มข้นของไนไตรท์ แล้วนำไปวัดกับเครื่องวัดการดูดกลืนแสงหรือ
สเปคโตรโฟโตมิเตอร์ ซึ่งหลักการของเครื่องคือ
ปล่อยแสงผ่านน้ำที่เติมน้ำยาเคมีจนมีสีชมพู
ไปยังตัวรับแสงอิเลคทรอนิค หากสีชมพูจางแสงก็จะผ่านได้มาก
ตัวรับแสงก็อ่านค่าว่า น้ำนั้นมีค่าดูดกลืนแสง (Absorbance)
ต่ำ ทางกลับกัน หากสีชมพูเข้มแสงก็จะผ่านได้น้อย
ตัวรับแสงก็อ่านค่าว่า น้ำนั้นมีค่าดูดกลืนแสงมาก
เราก็จะได้ค่าการดูดกลืนแสงมาตรฐานที่สัมพันธ์กับความเข้มข้นไนไตรท์
โดยความสัมพันธ์จะเป็นเชิงเส้นตรงในช่วงแรกที่ความเข้มข้นของไนไตรท์ต่ำ
เมื่อความเข้มข้นไนไตรท์สูงถึงระดับหนึ่ง สัมพันธ์จะเปลี่ยนเป็นเส้นโค้ง
|
 |
สำหรับความเข้มข้นของไนไตรท์
นิยมใช้หน่วย น้ำหนักของไนโตรเจนต่อปริมาตรน้ำ
1 ลิตร คือ มิลลิกรัมไนโตรเจน/ลิตร หรือ
มิลลิกรัม/ลิตรไนไตรท์-ไนโตรเจน
แต่บางครั้งอาจเขียนสั้นๆเป็น มิลลิกรัม/ลิตร
หรือ มก./ล. ก็เป็นที่เข้าใจกัน
ตัวย่ออังกฤษก็ mg-N/L หรือ mg(NO2-N)/L
ซึ่งแอมโมเนียและไนเตรทก็ใช้หน่วยวัดแบบนี้ครับ
เนื่องจากองค์ประกอบมีไนโตรเจนเหมือนกัน (รายละเอียดใน
กรรณิการ์ 2544; นิคมและยงยุทธ 2546) |
|
| |
|
| |
2.
ภาพขั้นตอนการวิเคราะห์ไนไตรท์ |
|
| |
|
| |
|
| |
3.
ภาพขั้นตอนการเตรียมน้ำยาเคมี |
|
| |
|
| |
4.
ภาพขั้นตอนการทำสารละลายไนไตรท์มาตรฐาน |
|
| |
|
| |
|
| |
5.
ภาพขั้นตอนการทำชุดเทสท์คิตไนไตรท์ และการใช้ |
|
| |
 |
บรรจุน้ำยาเคมีครับ ในภาพกำลังเติมน้ำยาซัลฟานิลาไมด์บรรจุลงขวด
25 ซีซี ชื่อข้างขวดที่ติดสติ๊กเกอร์ คือ ไนไตรท์
1 (วัดได้ประมาณ 100 ตัวอย่าง)
แล้วเติมน้ำยาเอ็นอีดีบรรจุลงขวดใหม่อีกขวดจำนวน
25 ซีซี ชื่อข้างขวดที่ติดสติ๊กเกอร์ คือ ไนไตรท์
2
|
 |
ปิดฝาตัวหยด และฝาเกลียว |
 |
ีเวลาใช้ก็ง่ายมากครับ
ตวงน้ำที่ต้องการวัดให้ได้ตามขีดที่กำหนด
หยดน้ำยาไนไตรท์ 1 จำนวน 4 หยด
เขย่าให้เข้ากัน รอ 2 นาที
หยดน้ำยาไนไตรท์ 2 จำนวน 4 หยด
เขย่าให้เข้ากัน รอ 8-10 นาที |
 |
นำมาเทียบสีกับสีมาตรฐานครับ
(สีมาตรฐานของเราเตรียมไว้ 11 สี เทียบได้กับความเข้มข้นไนไตรท์
0.005, 0.01, 0.02, 0.04, 0.06, 0.08, 0.1, 0.2,
0.4, 0.8 และ 1.0 มก.-ไนโตรเจน/ล.) |
|
| |
|
| |
6.
ไนไตรท์กับผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ |
|
| |
 |
ปกติแล้วไนไตรท์ในแหล่งน้ำธรรมชาติมีปริมาณต่ำมาก
เท่าที่ผมตรวจสอบเอกสารที่รายงานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ
บริเวณชายฝั่งหรือแม่น้ำลำคลอง พบว่าส่วนใหญ่จะมีค่า
0.00XX mg-N/L หรือ 0.000X
mg-N/L แต่บางครั้งก็พบว่าแหล่งน้ำธรรมชาติบางแห่งมีไนไตรท์ถึง
0.0XXX mg-N/L สำหรับแม่น้ำจันทบุรี
และแม่น้ำเวฬุ (แม่น้ำในจังหวัดจันทบุรีที่มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งมาก)
มีปริมาณไนไตรท์เฉลี่ย 0.00XX
mg-N/L สามารถดูรายละเอียดได้ที่ห้องวิเคราะห์น้ำครับ
|
 |
ความเป็นพิษของไนไตรท์ต่อสัตว์น้ำ
มีรายงานว่า สำหรับสัตว์เลือดแดง ไนไตรท์ทำปฏิกริยากับฮีโมโกลบิน
ได้เมทธิโมโกลบิน ซึ่งไม่สามารถขนถ่ายออกซิเจนได้
แล้วไนไตรท์เท่าไร? จึงจะเป็นพิษต่อสัตว์น้ำ ก็ต้องตอบว่าขึ้นกับปัจจัยหลายประการ
เช่น ชนิดสัตว์น้ำ ขนาดหรืออายุของสัตว์น้ำ สภาพบ่อ
ความหนาแน่นของการเลี้ยง คุณภาพน้ำอื่น (ความเค็มของน้ำ
แอมโมเนีย ออกซิเจน เป็นต้น) |
 |
ลองมาดูตัวอย่างชนิดสัตว์น้ำ
และความเค็มกับการทนไนไตรท์
ปลาเรนโบว์ เทราท์ อายุ 1 ปี ในน้ำจืด
ไนไตรท์ 0.55 mg-N/L
ทำให้ปลาตาย 55 เปอร์เซ็นต์ ใน 24 ชั่วโมง
ปลาชินุกค์ แซลมอน (ปลานิ้ว) ในน้ำจืด
ไนไตรท์ 19.00 mg-N/L
ทำให้ปลาตาย 50 เปอร์เซ็นต์ ใน 48 ชั่วโมง
ปลาชินุกค์ แซลมอน (ปลานิ้ว) ในน้ำเค็ม
ไนไตรท์ 1070 mg-N/L
ทำให้ปลาตาย 10 เปอร์เซ็นต์ ใน 48 ชั่วโมง
Americah Oyster (โตเต็มวัย)ในน้ำเค็ม ไนไตรท์ 658
mg-N/L
ทำให้หอยตาย 50 เปอร์เซนต์ ใน 96 ชั่วโมง
Malaysian Prawn ในน้ำเค็ม
ไนไตรท์ 8.60 mg-N/L
ทำให้กุ้งตาย 50 เปอร์เซ็นต์ ใน 96
ชั่วโมง
(มั่นสินและไพพรรณ 2544) |
 |
ปริมาณไนไตรท์ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ
มักจะมีค่าสูงขึ้นตามระยะเวลาการเลี้ยงซึ่งเกิดจากอาหารและการขับถ่ายของสัตว์น้ำ
ยกตัวอย่างการเลี้ยงกุ้งบ่อดินขนาด 5 ไร่ (มะลิและคณะ
2544) ในชุดควบคุม 4 บ่อ
เมื่อเลี้ยงไป 1 เดือน ไนไตรท์เฉลี่ย 0.008 mg-N/L
เมื่อเลี้ยงไป 3 เดือน ไนไตรท์เฉลี่ย 0.109 mg-N/L
เมื่อเลี้ยงไป 4 เดือน ไนไตรท์เฉลี่ย 0.641 mg-N/L
สำหรับที่ศูนย์ฯ ของเราบางครั้งตรวจพบไนไตรท์ในบ่อเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรที่มีอายุ
4 เดือน สูงมากถึง 0.8 - 1 mg-N/L
ก็มีครับ ซึ่งสำหรับกุ้งแล้วไนไตรท์ ระดับ 0.3 mg-N/L
ก็ถือว่าไม่ค่อยดีแล้ว หากมีปัจจัยอื่นที่ไม่ดีเสริม
กุ้งก็มักมีปัญหา เช่น โตช้ากว่ากุ้งรุ่นอื่น |
 |
แต่ในบ่อคอนกรีตที่ใช้อนุบาลสัตว์น้ำ
ส่วนมากพบว่ามีค่าต่ำ ระหว่าง 0.000X
mg-N/L
ไปจนถึง 0.00XX mg-N/L (โรงเพาะฟักของศูนยฯ
ก็มีค่าประมาณนี้) สาเหตุที่ไนไตรท์ต่ำกว่าบ่อดินมีหลายประการมาก
เช่น ระยะเวลาอนุบาลสั้น มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมากกว่า
น้ำที่นำมาใช้ฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนซึ่งก็ไปกำจัดไนไตรท์จนหมด
มีการดูดเก็บตะกอน และไม่มีการสะสมไนโตรเจนที่พื้นเหมือนบ่อดิน
เป็นต้น |
 |
ดังนั้นหากมีการเลี้ยงสัตว์น้ำแบบต่อเนื่องจึงควรมีข้อมูลของคุณภาพน้ำในบ่อที่เลี้ยง
เพราะสัตว์น้ำแต่ละชนิด สภาพบ่อแต่ละแบบ อายุการเลี้ยง
ก็จะมีปริมาณไนไตรท์ต่างกันไป การมีข้อมูลคุณภาพน้ำของการเลี้ยงในรุ่นที่ผ่านมาก็จะใช้อ้างอิงได้หากเกิดปัญหา
ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำสามารถนำตัวอย่างน้ำมาตรวจคุณภาพได้ฟรี
ที่ ศูนย์ฯ หรือ สถานีฯ ที่สังกัดกรมประมงในจังหวัดต่างๆ
(สำหรับศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจันทบุรี
สามารถนำน้ำมาตรวจวิเคราะห์ได้ฟรี 6 รายการ รายละเอียดชมที่
ห้องวิเคราะห์น้ำ)
|
 |
|
|
| |
|
| |
|
| |
| |
กรรณิการ์ สิริสิงห์.
2544. เคมีของน้ำ น้ำโสโครก และการวิเคราะห์. พิมพ์ครั้งที่
3 370 หน้า |
| |
นิคม ละอองศิริวงศ์
และยงยุทธ ปรีดาลัมพบุตร. 2546 วิธีวิเคราะห์น้ำเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง
กลุ่มงานวิจัยระบบและการจัดการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง
สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จังหวัดสงขลา
สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมง. 211 หน้า |
| |
มะลิ บุณยรัตผลิน มาลินี วิชชาวุธ
และชนิทร์ แสงรุ่งเรือง. 2544. การใช้ปุ๋ย NaNO3
เพื่อปรับปรุงการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ. เอกสารวิชาการฉบับที่
35 /2544 กองเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง.
28 หน้า |
| |
มั่นสิน ตัณฆุลเวศม์ และไพพรรณ พรประภา.
2544. การจัดการคุณภาพน้ำและการบำบัดน้ำเสียในบ่อเลี้ยงปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ
เล่ม 1 การจัดการคุณภาพน้ำ. ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณืมหาวิทยาลัย. 319 หน้า. |
| |
ไมตรี ดวงสวัสดิ์ และจารุวรรณ
สมศิริ. 2528. คุณสมบัติของน้ำและวิธีวิเคราะห์.
ฝ่ายวิจัยสิ่งแวดล้อมสัตว์น้ำ สถาบันประมงน้ำจืดแห่งชาติ
กรมประมง. 115 หน้า. |
| |
APHA, AWWA and WPCF.
1980. Standard Method for the Examination Water
and Wastewater 15th ed. American Public Health
Publisher Inc., New York. 1,134 pp. |
|