1.จัดสรรพื้นที่เสื่อมโทรมหลังป่าชายเลน จำนวน 728 ไร่ สำหรับราษฎร 113 ครัวเรือน 
เข้าประกอบอาชีพการเลี้ยงกุ้งทะเล ดำเนินการโดยกรมป่าไม้ กรมประมง จังหวัดจันทบุรี ธนาคาร
เพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร และกรมส่งเสริมสหกรณ์
            ปัจจุบันมีกลุ่มสมาชิกผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ 208 ราย ในพื้นที่รอบอ่าวคุ้งกระเบน 1,083.50 ไร่ มีผลผลิตประมาณปีละ 3,000-5,000 ตัน มีมูลค่า 4-500 ล้านบาท

2.ส่งเสริมให้ราษฎรที่เข้าร่วมโครงการเลี้ยงกุ้งทะเล ป้องกันมลภาวะ และรักษาสิ่งแวดล้อม
โดยการสร้างบ่อเก็บตะกอนเลน และปลูกป่าชายเลนหลังแปลงนากุ้งของตนเอง 
ตลอดจนการให้บริการวิชาการด้านคลินิกโรคสัตว์น้ำ และการวิเคราะห์คุณภาพน้ำและดิน
ดำเนินการโดยกรมประมง และกรมป่าไม้

3.อนุรักษ์ป่าชายเลนที่สมบูรณ์จำนวน 610 ไร่  รอบอ่าวคุ้งกระเบน
และป่าบกบนเขาต่างๆ  ให้คงอยู่ และอุดมสมบูรณ์ตลอดไป 
โดยการให้ความรู้แก่ราษฎรในโครงการฯ พร้อมทั้งศึกษาวิจัย
ระบบนิเวศน์ป่าไม้ และออกตรวจตราปราบปราม
จัดสร้างสะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน
มีความยาว 1,793 เมตร ลดเลี้ยวเข้าไปในป่าชายเลน เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางด้านระบบนิเวศวิทยาป่าชายเลนในรูปแบบ “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” แก่นักเรียน นักศึกษา 
และผู้สนใจทั่วไป ดำเนินการโดยกรมป่าไม้ และกรมประมง

       ปัจจุบันป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบนเป็นป่าชายเลนที่สมบูรณ์ที่สุด
ในจังหวัดจันทบุรี มีพันธุ์ไม้ป่าชายเลนทุกชนิด โดยมีพันธุ์ไม้
ป่าชายเลนเดิม 49 ชนิด ในปี 2538 เพิ่มขึ้น 34 ชนิด เป็น 128 ชนิด
ในปี 2554 มีมวลชีวภาพของป่า 24.13 ตัน/ไร่ สามารถกักเก็บคาร์บอนได้ 11.52 ตัน/ไร่ คิดเป็นมูลค่าคาร์บอนได้เท่ากับ 14,671.64 บาท/ไร่

4.ฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ ด้วยการปลูกป่าชายเลนเพิ่มเติมทุกปี  รวมพื้นที่ปลูกป่าชายเลนบริเวณอ่าวคุ้งกระเบนและหลังแปลงนากุ้ง
ประมาณ 690 ไร่ เพื่อเป็นแหล่งศึกษาด้านนิเวศน์ป่าชายเลนแก่ผู้สนใจและมุ่งหวังให้ป่าชายเลน
ได้ดูดใช้ธาตุอาหารที่เกิดจากกิจกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเลของโครงการฯ ดำเนินการโดยกรมป่าไม้ และกรมประมง
5.อนุรักษ์และจัดการหญ้าทะเลที่มีอยู่ในอ่าวคุ้งกระเบน
จำนวน 617 ไร่ ให้อุดมสมบูรณ์ตลอดไป
เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเลวัยอ่อนและวัยรุ่น 
อีกทั้งยังเป็นแหล่งที่ใช้ธาตุอาหารต่างๆ
ที่เกิดจากกิจกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเลของโครงการฯ
อีกด้วย ดำเนินการโดยกรมประมง
        อีกทั้งเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของพะยูน
ทำให้พะยูนหวนคืนสู่อ่าวคุ้งกระเบนตั้งแต่ปี พ.ศ.2549

6.สร้างแปลงพ่อแม่พันธุ์หอยนางรมในอ่าวคุ้งกระเบน
เพื่อให้เกิดการแพร่ขยายพันธุ์ลูกหอย ปริมาณหอยที่เพิ่มขึ้น
จะบริโภคแพลงก์ตอนที่เกิดจากธาตุอาหาร
อันอุดมสมบูรณ์ของกิจกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเล ทำให้ปริมาณแพลงก์ตอน
ที่อยู่ในแหล่งน้ำของอ่าวคุ้งกระเบนมีปริมาณลดลง
นอกจากนี้ราษฎรยังสามารถเก็บลูกหอยที่เกิดขึ้นไปเลี้ยง
ก่อให้เกิดอาชีพเสริมรายได้ และป้องกันการเกิดมลภาวะ
ในเรื่องปริมาณแพลงก์ตอนที่มีมากเกินไปอีกด้วย ดำเนินการโดยกรมประมง
7.ส่งเสริมให้ราษฎรเลี้ยงหอยนางรมแบบแขวนตามบริเวณคลองน้ำทิ้ง
จากบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ซึ่งหอยนางรมที่เลี้ยงจะเจริญเติบโตได้ดี 
และใช้แพลงก์ตอนที่มาจากบ่อเลี้ยงกุ้งเป็นอาหารได้อย่างดี
ทำให้ปริมาณแพลงก์ตอนลดลงก่อนที่น้ำทิ้งจะไหลลงสู่อ่าวคุ้งกระเบน
ดำเนินการโดยกรมประมง
8.เพาะพันธุ์สัตว์น้ำชายฝั่ง คือ  กุ้งแชบ๊วย  กุ้งกุลาดำ  ปลากะพงขาว  ปลากะรัง ปลาการ์ตูน     
และปูม้า ปีละไม่น้อยกว่า 20 ล้านตัว  ปล่อยลงบริเวณป่าชายเลน และแหล่งหญ้าทะเลในอ่าวคุ้งกระเบน
เพื่อเพิ่มผลผลิตและมุ่งหวังให้สัตว์น้ำวัยอ่อนที่ปล่อยเลี้ยงตัวอยู่ในอ่าวคุ้งกระเบนใช้อาหารธรรมชาติ
ที่อุดมสมบูรณ์อันเกิดจากกิจกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเล มีผลทำให้เกิดการสมดุลของธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม ดำเนินการโดยกรมประมง
9.สร้างที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเล ตลอดจนอนุรักษ์ปะการังธรรมชาติ
ปลาการ์ตูนและหอยมือเสือ บริเวณทะเลหน้าอ่าวคุ้งกระเบน
และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อให้สัตว์น้ำที่เจริญเติบโตในอ่าวคุ้งกระเบน
ใช้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยเพื่อแพร่ขยายพันธุ์ต่อไป
ดำเนินการโดยกรมประมง
10.ชลประทานน้ำเค็มเพื่อการเลี้ยงกุ้งทะเล ศูนย์ศึกษา
การพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ได้จัดสร้างระบบชลประทานน้ำเค็มเพื่อการเลี้ยงกุ้งทะเล
รอบอ่าวคุ้งกระเบน โดยทำการจัดระบบน้ำทะเล
ที่ใช้เลี้ยงกุ้งทะเลแยกออกจากระบบน้ำ ที่ผ่านการเลี้ยงกุ้งทะเล ทั้งนี้เพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวของพื้นที่เลี้ยงกุ้งทะเล
และป้องกันการแพร่ระบาดของโรคกุ้งทะเลอันอาจจะเกิดขึ้น
บริเวณอ่าวคุ้งกระเบนเปิดใช้งานเมื่อปี พ.ศ. 2542
11.การทำปุ๋ยหมักดินเลนนากุ้ง เป็นรูปแบบการเปลี่ยนของเสียจากการเลี้ยงกุ้งทะเล
ให้เกิดประโยชน์ อีกทั้งยังเป็นการป้องกันมลภาวะ
อันเกิดจากการเลี้ยงกุ้งทะเลรอบอ่าวคุ้งกระเบน โดยนำดินเลนหรือสารอินทรีย์จากการเลี้ยงกุ้งทะเล
แปรสภาพเป็นปุ๋ยหมัก ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์
ทางด้านการเกษตรได้ ดำเนินการโดยกรมประมง
และกรมพัฒนาที่ดิน ต้นทุนการผลิต
ประมาณ 1.12 บาท/กิโลกรัม

12.ดูแลให้ความรู้ในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต และผลกระทบสิ่งแวดล้อมแก่ราษฎรที่อยู่ในเขตพื้นที่โครงการอย่างต่อเนื่อง ดำเนินการโดยกรมพัฒนาชุมชน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด  สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดจันทบุรี และกรมประมง

13.ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพัฒนา ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ
       ได้ดำเนินการจัดศึกษาดูงานแบบผสมผสานตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
โดยบริการแก่ผู้ศึกษาดูงานในรูปแบบการท่องเที่ยวแบบพัฒนา  ศึกษาพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต  
ประกอบด้วย เส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา แปลงวิชาการเกษตรปลูกพืชผักสาธิต เกษตรทฤษฎีใหม่ และแปลงปศุสัตว์เลี้ยงสัตว์สาธิต ซึ่งนอกจากจะได้รับความรู้ทางวิชาการที่สามารถนำไปปฏิบัติหรือประกอบอาชีพแล้ว ยังได้รับความเพลิดเพลินเสมือนเป็นการพักผ่อนอีกด้วย มีผู้เข้าเยี่ยมชมปีละไม่น้อยกว่า 500,000 ราย/ปี
 การดำเนินการท่องเที่ยวเชิงพัฒนาของศูนย์ฯ จึงได้รับรางวัลยอดเยี่ยม “กินรีทอง” ประจำปี พ.ศ.2543 ประเภทส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และรางวัลดีเด่น “กินรีเงิน” ประจำปี พ.ศ.2545 ประเภทองค์การส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยว จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
           ได้รับรางวัลมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวประจำปี 2554 และรางวัลมาตรฐานห้องน้ำสาธารณะเพื่อการท่องเที่ยวระดับสากลตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555 ถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 จากกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา


ติดต่อ-สอบตามข้อมูลได้ที่ : ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ   E_mail :kkbrdsc@yahoo.com