หน้าแรกศูนย์พัฒนาประมงพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 ... 10
 51 
 เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2013, 02:23:20 pm 
เริ่มโดย frog - กระทู้ล่าสุด โดย frog

ปากพนังร่วมใจจัดงานน้ำพระทัยรินหลั่งเทิดพระเกียรติในหลวง เกษตรกรร่วมประกวดแพะภาคใต้คึก

วันนี้ (4ก.ค.56) ที่บริเวณโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นประธานในการเปิดงาน น้ำพระทัยรินหลั่ง ลุ่มน้ำปากพนังร่มเย็น โดยมีนายโกวิทย์ เพ่งวานิชย์รองเลขาธิการ กปร.ร่วมกิจกรรมการจัดงานน้ำพระทัยรินหลั่ง ลุ่มน้ำปากพนังร่มเย็น ซึ่งจัดขึ้นขึ้นเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณสร้างโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

และได้พลิกฟื้นชีวิตของประชาชนใน อ.ปากพนัง และจังหวัดใกล้เคียงให้สามารถกลับมาประกอบอาชีพเกษตรกรได้อีกครั้งในการพลิกฟื้นดินเปรี้ยวที่ถูกทิ้งรกร้างจากการทำนากุ้งให้กลับมาใช้ในการปลูกข้าวและปัญหาน้ำเค็มที่รุกล้ำพื้นที่ทางการเกษตรจนไม่สามารถทำอะไรได้ให้สามารถใช้น้ำได้ปกติ ภายในงานจะมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับโครงการของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อประชาชนตลอดจนการประกวดผลงานทางการเกษตรต่างๆ โดยได้รับความสนใจจากประชาชนเข้าร่วมชมงงานจำนวนมากโดยงานจะจัดในวันที่ 5-7กรกฎาคม 2556 นี้

ประกวดแพะภาคใต้คึกคักเกษตรกรนำแพะร่วมประกวดจำนวนมาก

จากนั้นนายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีฯ เป็นประธานเปิดงานประกวดแพะ เนื่องในงานน้ำพระทัยรินหลั่ง ลุ่มน้ำปากพนังร่มเย็นโดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดได้จัดให้มีการประกวดแพะในภาคใต้ โดยมีเกษตรกรจากทั่วภาคใต้นำแพะเข้ามาร่วมประกวดจำนวนมาก ซึ่งการประกวดแพะในครั้งนี้มีทั้งหมด 12ประเภท และมีการประกวดเมนูอาหารที่ปรุงจากเนื้อแพะซึ่งการจัดงานในครั้งนี้เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกษตรกรเกิดการตื่นตัวในการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะ,การพัฒนาสายพันธ์การแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ระหว่างเกษตรกรเจ้าหน้าที่ในการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงพระเพื่อให้เกิดความยั่งยืนรองรับการเป็นศูนย์กลางการผลิตแพะเพื่อการส่งออก

สำหรับจังหวัดนครศรีฯมีการเลี้ยงแพะจำนวน20,731ตัวเกษตรกร1,889 ครัวเรือนถือเป็นฐานการผลิตแพะที่สำคัญของภาคใต้จังหวัดหนึ่งนอกจากเลี้ยงเพื่อบริโภคแล้วยังส่งออกไปจำหน่ายในพื้นที่ภาคใต้ตอน่ลางและยังสามารถรองรับอุตสาหกรรมการผลิตอาหารฮาลาลและเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ซึ่งการประกวดแพะในครั้งนี้ได้มีการจัดประกวดแพะแฟนซีซึ่งนำแพะมาแต่งตัวแปลกสวยงามซึ่งสร้างความฮือฮาและสนใจแก่ผู้เข้าร่วมชมงานเป็นอย่างมาก.

โพสต์ทูเดย์ : 4 กรกฎาคม 2556
http://www.posttoday.com/%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A1.-%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89%20/232302/%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87

 52 
 เมื่อ: มิถุนายน 29, 2013, 08:24:27 pm 
เริ่มโดย punsukza - กระทู้ล่าสุด โดย punsukza
 :D จำหน่ายปูนขาวปลีก-ส่ง/ - และรับจ้าง บรรจุสินค้าปูนขาว ราคายุติธรรม ทั่วประเทศไทย ใช้ เพื่อปรับสภาพดินเปรี้ยวและ น้ำเสีย และ ใช้ในอุตสาหกรรมโรงงาน ตลอดจน ทำเพาะเชื้อ เห็ดฟาง ปรับสภาพนำ้ ได้ ฯ ลฯ ด้วย ประสพการณ์ ทำยาวนานกว่า  40 ปี คะ

สนใจ ติดต่อ   / คุณ นุ้ย 081-7571988  ,084-1330368

 53 
 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2013, 01:56:49 am 
เริ่มโดย frog - กระทู้ล่าสุด โดย MMuO
โครงการดีๆ

 54 
 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2013, 05:00:32 pm 
เริ่มโดย เนตร - กระทู้ล่าสุด โดย MMuO
ขายปูนขาวราคาถูก ใช้ฆ่าเชื้อในบ่อปลา แพ็ค 25 กก. 1,800-/ตัน โรงงานจ.สระบุรี

สนใจติดต่อ 086-1122354 ค่ะ

ช่วยด้นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 55 
 เมื่อ: เมษายน 24, 2013, 02:22:55 pm 
เริ่มโดย frog - กระทู้ล่าสุด โดย frog
<a href="http://www.youtube.com/v/qy2dIuap0zI" target="_blank" class="new_win">http://www.youtube.com/v/qy2dIuap0zI</a>


ของสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำปากพนัง จำกัด ร่วมกับศิลปินวงฌามา

 56 
 เมื่อ: มีนาคม 22, 2013, 08:32:20 pm 
เริ่มโดย frog - กระทู้ล่าสุด โดย frog


ยุคก่อนๆ..ที่ผ่านมาได้ข่าวมาว่า “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ถูกละเลย ไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนให้เดินหน้าสานงานต่อไปได้อย่างราบรื่น

“...ก็มีบ้าง กระทบไม่มาก แต่แทนที่จะเดินหน้าต่อไปก็ไม่ราบรื่นเท่าที่ควร แต่ถึงวันนี้ปัญหาเหล่านี้คลี่คลายไปแล้ว” เกรียงศักดิ์ หงษ์โต อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน บอก

หากจะถามถึงที่มาของต้นเหตุปัญหา ข้าราชการประจำอาจจะตอบลำบากอยู่สักหน่อย เอาเป็นว่า “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ที่ต้องเร่งดำเนินการในช่วงนี้ คือ โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลหูล่อง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแยกแบ่งน้ำเอาไว้แล้ว น้ำจืด...น้ำเค็ม เป็นสองฝั่ง จะทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนกลับมาใช้ประโยชน์ในการทำนาเหมือนในอดีตที่เคยรุ่งเรือง วันนี้ดำเนินการฟื้นกลับคืนมาแล้วมากพอสมควรในระดับหนึ่ง แต่ก็พยายามจะขยายไปเรื่อยๆ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของพี่น้องเกษตรกร”

กรมชลประทานทำเฉพาะคลองส่งน้ำใหญ่  กรมพัฒนาที่ดินลงรายละเอียดซอยเข้า ปัญหาระดับน้ำ ปรับรูปแรงงานและอื่นๆ ในพื้นที่หลายพันไร่...ในแต่ละปีได้งบมา เพียงแต่เหตุที่สะดุดงบขาดเกิดขึ้นอยู่ 1-2 ปีเท่านั้น

“งบมี...มาไม่ถึง ปัญหาอยู่ที่การบริหารจัดการ ที่อยู่ในมือใครบางคน...เกิดสุญญากาศกันนิดหน่อย ทำให้โครงการขาดๆเกินๆไป...สำหรับที่อื่นๆ ไม่น่าเป็นห่วงยังเดินหน้าไปเรื่อยๆ จริงๆแล้วโครงการทุกแห่งไปได้ด้วยตัวเอง มีส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงส่วนหนึ่ง และในส่วนของกรมก็เดินกันไปได้ตามลักษณะงาน”

“โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ทั่วประเทศ กรมพัฒนาที่ดินดูแลรับผิดชอบอยู่ 140 กว่าโครงการ ในส่วนที่เป็นเจ้าภาพหลักที่ต้องไปดูมากหน่อย...ศูนย์ศึกษา 2 แห่ง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา กับ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส

“ศูนย์สองแห่งนี้ ในการทำงานจะต้องประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นศูนย์ศึกษาใหญ่ที่จะขยายผลออกไปในลักษณะโครงการต่างๆ”

นอกจากนี้ กรมพัฒนาที่ดินยังเข้าไปร่วมกับศูนย์ต่างๆ ได้แก่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ จ.เชียงใหม่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ จ.สกลนคร ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ จ.จันทบุรี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ จ.เพชรบุรี

“พระองค์ท่านทรงวินิจฉัยทั้ง 6 ศูนย์ ด้วยลักษณะปัญหาที่แตกต่างกัน ดังนั้น หน่วยงานหลักที่เข้าไปรับผิดชอบก็จะแตกต่างกันไปด้วย ชลประทานฟื้นฟูป่า ทำฝาย ชะลอน้ำ เก็บน้ำ ภูพานฯ...สกลนครพื้นที่แห้งแล้ง ทำยังไงให้มีน้ำ แล้วปรับรูปแบบพัฒนาการเกษตร”

เขาหินซ้อนเหมือนทะเลทราย จากป่าที่สมบูรณ์กลับแห้งแล้งเป็นทะเลทรายเลย ก็มาฟื้นผืนดิน พัฒนาที่ดิน ส่วนที่ห้วยทรายก็เช่นกันมีปัญหาป่าเสื่อมโทรม...

“เขาชะงุ้ม โพธาราม เป็นอีกแห่งที่กรมพัฒนาที่ดินไปฟื้นปรับสภาพดินลูกรัง ฟื้นฟูป่า อาจจะสงสัยว่าทำไมพัฒนาที่ดินต้องไปดู โครงการแต่ละแห่งเป็นการทำงานร่วมกัน เพียงแต่หน่วยไหนจะเป็นแม่งานเท่านั้น”

ไล่เรียงไปเรื่อยๆ...คุ้งกระเบนก็เรื่องป่าชายเลน ลงไปทางใต้ก็มาจากปัญหาป่าพรุ ดินเปรี้ยว มีปัญหาในการทำการเกษตร บริหารจัดการด้วยการสงวนป่าพรุเอาไว้ เป็นป่าพรุผืนสุดท้ายที่ใหญ่ที่สุด แบ่งเป็นเขตสงวนแตะต้องไม่ได้ เขตอนุรักษ์ก็พยายามฟื้นฟู ส่วนเขตพัฒนาก็แบ่งพื้นที่ออกมาให้พี่น้องเกษตรกรได้ใช้เป็นที่ทำกิน

“ผลสำเร็จจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแต่ละพื้นที่ก็ถูกขยายต่อไปเรื่อยๆ เพราะพระองค์ท่านเสด็จฯไปทุกที่ นอกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วยังมีสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี บางที...ก็มีชาวบ้านฎีกาขอมา ไปดูเสร็จแล้วก็เกิดเป็นงานพระราชดำริขึ้นมา”

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจึงมีข่ายงานขยายไปไม่จำกัด กรมพัฒนาที่ดินทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) พิจารณากันว่า ทั้งหมดกว่า 4,000 โครงการ บางโครงการเกิดก่อนที่จะมีหน่วยงาน กปร.ด้วยซ้ำ ก็ต้องมานั่งดูกันว่าโครงการไหนจะต้องถึงคิวที่จะฟื้นฟูแล้ว โครงการไหนที่ยังเดินไปไม่ได้ จะต้องก้าวไปให้สำเร็จ...ก็มีการทบทวนกันประจำปี

แล้วก็แยกงานกันอีกว่า ตรงไหน...โครงการไหนใครที่จะรับผิดชอบ แล้วก็เข้ามาช่วยดูกัน อธิบดี เกรียงศักดิ์ ย้ำว่า ระดับนโยบายจะต้องไม่ทำกันด้วยวาจา เหมือนที่กระทรวงเกษตรฯแบ่งกลุ่มภารกิจงานเอาไว้ว่า กลุ่มแรก...กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานปฏิรูป ต้องดูพื้นที่ทำกินเป็นฐานของการเกษตร

จากนั้นก็ส่งไปให้กลุ่มภารกิจที่สอง...กลุ่มการผลิต กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ก็ว่ากันไป และกลุ่มสุดท้ายเป็นเรื่องของคน กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์

ศูนย์ศึกษาฯอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก็เป็นการฝึกข้าราชการทุกหมู่เหล่าที่เข้ามาศึกษา เข้ามาที่นี่จะไม่เห็นคำว่า...“กรม” แต่จะเป็นงานหมด แล้วก็ไปทำงานด้วยกัน ในสิ่งที่พระองค์ท่านทรงสอนมาตลอด ทำให้โครงการทุกแห่งงานใครที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานไหนก็ไปช่วยกัน สุดท้ายเพื่อประโยชน์สุขต่อประชาชน

“ทุกโครงการนำมาปรับใช้กับตัวเอง ได้ผลแน่ ไม่มีใครละเอียดอ่อนอย่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านบูรณาการงาน การบริหารจัดการได้ครบทุกมิติ ท่านมองและท่านรับฟัง...ไปพบประชาชน พี่น้องเกษตรกร พระองค์ท่านจะฟังประชาชนของท่านว่ามีปัญหาอะไร ไปถึงต้นเหตุที่แท้จริง แล้วก็มาวิเคราะห์ สังเคราะห์จะช่วยแก้อย่างไรตามลำดับหนึ่ง...สอง...สาม...สี่

สะท้อนถึงรัฐบาลที่มีแนวคิดเอาแต่ประชานิยม เพื่อคะแนนเสียง แต่พระองค์ท่านคิดที่จะทำอย่างไรเพื่อที่จะแก้ปัญหาประชาชน นี่คือข้อต่างที่หลักคิด...ที่ดูเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน”

กรมพัฒนาที่ดินวางแผนเอาไว้ว่าพอเข้าฤดูฝน จะเริ่มทำให้เห็นว่าจะทำอะไร โซนนิ่งก็ทำมาตั้งแต่ในอดีต แต่ไม่มีใครใส่ใจ จนกระทั่งนายกฯมาเห็นว่าวันนี้เราจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนต้องเตรียมรับมือในทุกด้าน

ปัญหามีว่า...วันนี้เรายังไม่ได้วิเคราะห์ ต้องดูที่ต้นทุนเหมาะที่สุด ต่างกับที่เป็นอยู่อะไรราคาดีก็ปลูกตามๆกัน... ยางพารา ปาล์ม สุดท้ายปลูกกันมากผลผลิตล้นตลาดก็ต้องมาปิดถนนเรียกร้อง

“งานพระราชดำริ สิ่งที่พระองค์ท่านได้คิด ทรงสอนพวกเราและให้ปฏิบัติ และพระองค์ท่านก็ทรงทบทวน ทรงชี้แนะให้ว่าอะไรถูก อะไรไม่ถูก สิ่งไหนไม่ควรทำ...เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อาจจะจำเป็นต้องทำ เป็นทางส่องให้พวกเราได้ทำงาน...พวกเราในที่นี้ ข้าราชการประจำมีหน้าที่หลัก แล้วก็รวมถึงรัฐบาลด้วย”

เกรียงศักดิ์ บอกว่า ไม่สบายใจกับข่าวที่มีออกมาเป็นระยะๆ พวกเราคนไทยเท่านั้นที่จะช่วยกัน ประชาชนต้องช่วยกัน พระองค์ท่านเหน็ดเหนื่อยมาเพื่อประชาชนของพระองค์ท่านอย่างไร ไม่ใช่ว่าแตะต้องไม่ได้ เวลาท่านทรงงาน เรารับสนองงานพระองค์ท่าน อันไหนที่เป็นวิชาการสามารถจะโต้กับพระองค์ท่านได้ ท่านไม่ได้ถือ

สุดท้าย...ก็มีข้อสรุปที่นำไปสู่การปฏิบัติได้ ตามพระราชประณิธานอันแรงกล้าในวันที่ทรงกระทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ว่า... “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”.


22 มีนาคม 2556
http://www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/333858

 57 
 เมื่อ: มีนาคม 20, 2013, 10:40:26 am 
เริ่มโดย frog - กระทู้ล่าสุด โดย frog



นครศรีธรรมราช - เจ้าหน้าที่กรมประมง ร่วมกับหลายหน่วยงานสนธิกำลังเข้ารื้อถอนโพงพางขวางร่องน้ำกลางอ่าวปากพนัง ขณะที่ชาวประมงเดือดพยายามขัดขวาง แต่ท้ายที่สุดชาวประมงยอมสลายตัว และช่วยเจ้าหน้าที่รื้อถอนแทน
       
       เมื่อเวลา 06.00 น. วันนี้ (19 มี.ค.) นายแสน ศรีงาม ผอ.ส่วนบริหารจัดการประมงทะเล ในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการรื้อถอนโพงพางผิดกฎหมาย ร่วมกับนายสุกิจ รัตนวินิจกุล ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมประมง เข้าสนธิกำลังกับกรมเจ้าท่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตำรวจน้ำ ตำรวจภูธรนครศรีธรรมราช รวมกว่า 100 นาย นำเรือเร็วออกเดินทางไปยังร่องน้ำปากพนัง ปากอ่าวปากพนัง ต.ปากพนัง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อเข้ารื้อถอนเครื่องมือประมงโพงพาง ซึ่งเป็นเครื่องมือทำประมงที่ผิดกฎหมาย และเป็นเครื่องมือที่ทำลายล้างทรัพยากรอย่างรุนแรง
       
       โดยเครื่องมือเหล่านี้ ถูกชาวประมงมาสร้างขวางร่องน้ำการเดินเรือเพื่อดักจับสัตว์น้ำทุกชนิดที่ถูกกระแสน้ำพัดในระหว่างร่องน้ำ โดยครั้งนี้เป็นการรื้อถอนครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกเมื่อกว่า 4 เดือนก่อน ได้ทำการรื้อถอนจนหมดไปแล้ว แต่ชาวประมงกลุ่มเดิมยังกลับมาสร้างเครื่องมือชนิดนี้อีกครั้ง โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ชดเชยใดๆ ทำให้ต้องออกมาหาเลี้ยงชีพเช่นเดิมอีก ซึ่งเจ้าหน้าที่พบว่า โพงพางได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดรวม 344 ช่อง
       
       อย่างไรก็ตาม ขณะที่เจ้าหน้าที่เคลื่อนกำลังกระจายแนวเรือเป็นหน้ากระดานเข้าทำการรื้อถอนนั้น ปรากฏว่า ได้มีชาวประมงใช้เรือหางยาวมาตั้งแถวกว่า 20 ลำ เพื่อปิดร่องน้ำเดินเรือ พยายามขัดขวางการรื้อถอนของเจ้าหน้าที่ บ้างแสดงอาการไม่พอใจส่งเสียงด่าทอมาเป็นระยะ แต่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรง หรือบานปลายใดๆ เจ้าหน้าที่ได้หลีกเลี่ยง และเมื่อชาวประมงสลายตัวจากแนวโพงพางแต่ละแถว เจ้าหน้าที่ได้ย้อนมารื้อภายหลัง และเมื่อเจ้าหน้าที่ได้ตั้งแถวเรือแบบหน้ากระดานเข้ารื้อถอน ชาวประมงจึงสลายตัวแต่โดยดี และบางส่วนได้หันกลับมาช่วยรื้อถอนเสาโพงพางออกด้วยตัวเองเพื่อนำเสาไม้กลับไปไว้ใช้ต่อ
       
       นายแสน ศรีงาม ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการประมงทะเล เปิดเผยว่า โพงพางเป็นเครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย และเป็นเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาทำลายล้างทรัพยากรสัตว์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะสัตว์น้ำวัยอ่อน ประโยชน์ที่ได้นั้นได้เพียงคนกลุ่มเดียว ขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์ และทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่นลดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นหากยังไม่ร่วมกันรักษา
       
       นายแสน กล่าวว่า ชาวประมงพยายามเรียกร้องค่าชดเชย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชได้รับที่จะจัดการในส่วนนี้ ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดรับปากว่าหากงบส่วนกลางล่าช้าอาจจำเป็นต้องใช้งบประมาณของผู้ว่าราชการจังหวัดเอง ซึ่งทางกรมประมงพยายามที่จะคืนความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำ หากไม่มีเครื่องมือประเภทนี้ความอุดมสมบูรณ์จะกลับมามากขึ้น เพื่อประโยชน์โดยรวมของพื้นที่
 

19 มีนาคม 2556
http://www.manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9560000033659

 58 
 เมื่อ: มีนาคม 20, 2013, 10:34:44 am 
เริ่มโดย frog - กระทู้ล่าสุด โดย frog
เมื่อเวลา 06.00 น.วันที่ 19 มี.ค.56 นายแสน ศรีงาม ผอ.ส่วนบริหารจัดการประมงทะเล ในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการรื้อถอนโพงพางผิดกฎหมาย นายสุกิจ รัตนวินิจกุล ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมประมง เข้าสนธิกำลังกับกรมเจ้าท่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตำรวจน้ำ ตำรวจภูธรนครศรีธรรมราช กว่า 100 นายสนธิกำลังพร้อมทั้งนำเรือเร็ว ออกเดินทางไปยังร่องน้ำปากพนัง ปากอ่าวปากพนัง ตำบาลปากพนัง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อทำการรื้อถอนเครื่องมือประมงโพงพางซึ่งเป็นเครื่องมือทำประมงที่ผิดกฎหมายและเป็นเครื่องมือที่ทำลายล้างทรัพยากรอย่างรุนแรง โดยเครื่องมือเหล่านี้ถูกชาวประมงมาสร้างขวางร่องน้ำการเดินเรือเพื่อดักจับสัตว์น้ำทุกชนิดที่ถูกกระแสน้ำพัดในระหว่างร่องน้ำ โดยครั้งนี้เป็นการรื้อถอนครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกเมื่อกว่า 4 เดือนก่อนได้ทำการรื้อถอนจนหมดไปแล้วแต่ชาวประมงกลุ่มเดิมยังกลับมาสร้างเครื่องมือชนิดนี้อีกครั้ง โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ชดเชยใดๆทำให้ต้องออกมาหาเลี้ยงชีพ ซึ่งเจ้าหน้าที่พบว่าโพงพางได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดรวม 344 ช่อง
อย่างไรก็ตามขณะที่เจ้าหน้าที่เคลื่อนกำลังกระจายแนวเรือเป็นหน้ากระดานเข้าทำการรื้อถอนนั้นปรากฎว่าได้มีชาวประมงใช้เรือหางยาวมาตั้งแถวกว่า 20 ลำเพื่อปิดร่องน้ำเดินเรือ พยายามขัดขวางการรื้อถอนของเจ้าหน้าที่ บ้างแสดงอาการไม่พอใจส่งเสียงด่าทอมาเป็นระยะ แต่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงหรือบานปลายใดๆ เจ้าหน้าที่ได้หลีกเลี่ยงและเมื่อชาวประมงสลายตัวจาแนวโพงพางแต่ละแถวได้ย้อนมารื้อภายหลัง และเมื่อเจ้าหน้าที่ได้ตั้งแถวเรือแบบหน้ากระดานเข้ารื้อถอน ชาวประมงจึงสลายตัวแต่โดยดีและบางส่วนได้หันกลับมาช่วยรื้อถอนเสาโพงพางออกด้วยตัวเองเพื่อนำเสาไม้กลับไปไว้ใช้ต่อ
นายแสน ศรีงาม ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการประมงทะเล เปิดเผยว่าโพงพางเป็นเครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย และเป็นเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาทำลายล้างทรัพยากรสัตว์อย่างรุนแรงโดยเฉพาะสัตว์น้ำวัยอ่อน ประโยชน์ที่ได้นั้นได้เพียงคนกลุ่มเดียวขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์และทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่นลดลงอย่างฮวบฮาบและมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นหากยังไม่ร่วมกันรักษา
"ชาวประมงพยายามเรียกร้องค่าชดเชยซึ่งทางการโดยผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชได้รับที่จะจัดการในส่วนนี้ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดรับปากว่าหากงบส่วนกลางล่าช้าอาจจำเป็นต้องใช้งบประมาณของผู้ว่าราชการจังหวัดเอง ซึ่งทางกรมประมงพยายามที่จะคืนความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำ ซึ่งหากไม่มีเครื่องมือประเภทนี้ความอุดมสมบูรณ์จะกลับมามากขึ้นเพื่อประโยชน์โดยรวมของพื้นที่"นายแสนกล่าว.


http://breakingnews.nationchannel.com/home/read.php?newsid=674614

 59 
 เมื่อ: มีนาคม 15, 2013, 11:49:11 am 
เริ่มโดย frog - กระทู้ล่าสุด โดย frog


บ้านแสงวิมาน ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นหนึ่งในพื้นที่พัฒนาภายใต้โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยกิจกรรมการพัฒนาที่สำคัญและได้สร้างประโยชน์ให้อย่างยิ่งกับเกษตรกรในพื้นที่ คือการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการปลูกส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม

โดยได้เริ่มต้นการพัฒนามาตั้งแต่ ปี 2537 เน้นดำเนินการส่งเสริมพัฒนาระบบการผลิต ทั้งสภาพพื้นที่ปลูกและคุณภาพของผลผลิตให้มีคุณภาพ การปรับสภาพพื้นที่ให้เหมาะสม และระบบการจัดจำหน่ายโดยการรวมกลุ่ม พร้อมทั้งส่งเสริมด้านอื่นๆ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

คุณวิรัช อินทร์ศิริ พนักงานทดสอบดิน สถานีพัฒนาที่ดินนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้เข้ามาดำเนินการช่วยเหลือและพัฒนาพื้นที่การปลูกส้มโอของบ้านแสงวิมานกล่าวว่า ในการดำเนินการพัฒนาตามโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทางสถานีพัฒนาที่ดินนครศรีธรรมราช ได้จัดทำโครงการฟื้นฟูสวนส้มโอร้างขึ้น โดยมีการเข้ามาช่วยให้ความรู้ทางด้านวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านดิน และการส่งเสริมการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ เพื่อใช้ในสวนส้มโอ

“พร้อมกันนี้ยังเข้ามาช่วยปรับสภาพพื้นที่สวนส้มโอ ตั้งแต่การขุดลอกร่องสวน ไปจนถึงการขุดร่องสวนใหม่ เพื่อให้สามารถปลูกส้มโอได้อย่างมีคุณภาพ”
คุณวิรัชกล่าวต่อไปว่า เดิมนั้นพื้นที่สวนส้มโอของบ้านแสงวิมาน ต้องประสบปัญหาทั้งน้ำท่วมขังในฤดูฝนและการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง แต่เมื่อมีการพัฒนาตามโครงการ ได้ช่วยให้เกิดความมั่นคงต่อเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอว่าจะไม่ประสบปัญหาเหมือนกับในอดีตและเป็นหลักประกันถึงการประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน

ส้มโอทับทิมสยาม มาจากไหน
สำหรับส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามของบ้านแสงวิมาน ถือเป็นไม้ผลขึ้นชื่อของอำเภอปากพนัง ผู้ที่เคยได้ลองลิ้มชิมรสบางคนถึงกับบอกว่า เป็นส้มโอที่อร่อยที่สุดในโลก ด้วยมีรสชาติหวานอร่อยจับใจ และเนื้อในมีสีแดงเข้มเหมือนสีทับทิม ทำให้ชวนน่ารับประทาน จึงเป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งในและต่างประเทศ 

แต่ในวันนี้ปริมาณผลผลิตส้มโอทับทิมสยามยังมีจำนวนไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด

บ้านแสงวิมาน ถือเป็นแหล่งปลูกส้มโอที่ขึ้นชื่อของจังหวัดนครศรีธรรมราชมาอย่างยาวนาน โดยจะเรียกส้มโอที่ผลิตออกจากหมู่บ้านแห่งนี้ว่า “ส้มโอแสงวิมาน”

“ที่นี่เราเริ่มปลูกส้มโอเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2510 โดยมีการนำกิ่งพันธุ์ส้มโอจากอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มาทดลองปลูกแบบยกร่อง ปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากส้มโอเป็นพืชที่ทนต่อสภาพน้ำท่วมขัง น้ำเค็ม ประกอบกับพื้นที่แห่งนี้เป็นดินเหนียว จึงทำให้ส้มโอที่นี่มีรสชาติที่หวานเข้ม และไม่ขม แตกต่างจากส้มโอจากพื้นที่อื่นๆ และมีรสชาติแตกต่างกันตามสายพันธุ์ เช่น พันธุ์ทองดี มีรสชาติหวานเข้ม กุ้งมีสีแดงอมชมพู ขาวพวง มีรสหวานอมเปรี้ยว นิยมในช่วงเทศกาลตรุษจีน พันธุ์ขาวแป้นมีรสหวาน กลมกล่อม ราคาถูก เป็นที่ต้องการของตลาดระดับล่าง”


คุณอิมรอน แสงวิมานประธานวิสาหกิจชุมชนปรับปรุงคุณภาพส้มโอลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อยู่บ้านเลขที่ 165 บ้านแสงวิมาน หมู่ที่ 13 ตำบลคลองน้อยอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โทร. (083) 103-0831 บอกเล่าถึงความเป็นมา


“บ้านแสงวิมาน เป็นหมู่บ้านแรกของอำเภอปากพนังที่มีการปลูกส้มโอเต็มพื้นที่ แม้ว่าสภาพพื้นที่ของบ้านแสงวิมาน เป็นที่ราบลุ่มป่าชายเลน มีน้ำขัง เรียกว่าไม่เหมาะกับการทำสวนไม้ผล แต่ด้วยภูมิปัญญาและความมานะพยายาม จนทำให้พื้นที่ที่ไม่สามารถปลูกอะไรได้ นอกจากการทำนา กลายมาเป็นแหล่งผลิตส้มโอที่มีคุณภาพและชื่อเสียงของจังหวัดนครศรีธรรมราช” คุณอิมรอนกล่าว

สำหรับ ส้มโอทับทิมสยาม มีความเป็นมาอย่างไร?...

ประธานวิสาหกิจชุมชน ได้ย้อนอดีตให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของส้มโอทับทิมสยามเกิดขึ้น ในปี 2523 โดย คุณสมหวัง มัสแหละ ซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกรผู้บุกเบิกการปลูกส้มโอของบ้านแสงวิมาน ได้ทดลองนำพันธุ์ส้มโอจากจังหวัดปัตตานีมาทดลองปลูก จำนวน 3 กิ่ง

“สายพันธุ์ที่นำมาปลูกมีชื่อเรียกในพื้นที่ปัตตานีว่า พันธุ์บูโก เป็นส้มโอพันธุ์พื้นเมือง ผลมีขนาดใหญ่ กุ้งสีแดงเข้ม แต่มีรสขม ทำให้ชาวบ้านแถบนั้นไม่นิยมปลูก แต่เมื่อนำมาปลูกพบว่า มีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะทรงพุ่มลำต้น และรสชาติ โดยมีรสชาติหวานขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีรสขมเจือปนอยู่”

สำหรับส้มโอพันธุ์บูโก เมื่อนำมาปลูกในพื้นที่บ้านแสงวิมาน ได้มีการตั้งชื่อเรียกกันในพื้นที่ช่วงแรกๆ ว่า “พันธุ์มรกต” สืบเนื่องมาจากการที่ผิวผลมีสีเขียวเข้ม และมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมทั่วทั้งผล แต่ช่วงนั้นประธานวิสาหกิจชุมชนบอกว่า ยังไม่เป็นที่รู้จักของตลาดมากนัก

แต่เนื่องด้วยเป็นสายพันธุ์ส้มโอที่ให้เนื้อในมีสีแดงเข้ม เกษตรกรผู้นำในหมู่บ้านแสงวิมานจึงมีความเห็นร่วมกันที่จะพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ให้ดีขึ้น โดยเน้นถึงความต้องการของตลาดเป็นเป้าหมายหลัก

คุณอิมรอนกล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการปรับปรุงนั้น เน้นทั้งเรื่องของการพัฒนาสายพันธุ์และวิธีการดูแล

“ด้านสายพันธุ์ เนื่องจากส้มโอเป็นไม้ผลยืนต้น การผสมข้ามต้น หรือข้ามสายพันธุ์เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะจะต้องนำเมล็ดที่ได้ไปปลูก ซึ่งใช้เวลานาน ชาวบ้านแสงวิมานจึงใช้วิธีคัดเลือกจากต้นที่มีรสชาติดี ไม่ขม ทำการขยายพันธุ์โดยการตอน ทำแบบนี้อยู่หลายรุ่น จึงมีคุณภาพดีขึ้น”

“ส่วนด้านการดูแลรักษา ส่วนใหญ่เกษตรกรมักจะไม่ค่อยสนใจในเรื่องนี้ รอเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างเดียว จึงทำให้คุณภาพลดลงไปมาก แต่เกษตรกรบ้านแสงวิมาน เน้นในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยการจัดการเรื่องการให้น้ำและปุ๋ยตามความต้องการแต่ละช่วงของการเจริญเติบโต” คุณอิมรอนกล่าวและว่า

“จากการปรับปรุงคุณภาพดังกล่าวข้างต้น ทำให้ส้มโอพันธุ์นี้ มีรสชาติหวาน กรอบ เนื้อมีสีแดงเข้ม จึงเป็นที่รู้จัก และตลาดมีความต้องการเป็นอย่างมาก ดังนั้น เมื่อมีการปรับปรุงคุณภาพจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว จึงตกลงกันว่าน่าจะมีการตั้งชื่อใหม่ คนส่วนใหญ่ของหมู่บ้านจึงเปลี่ยนมาใช้ชื่อว่า “พันธุ์ทับทิมสยาม””

สำหรับลักษณะประจำพันธุ์ของส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม คุณอิมรอนอธิบายว่า ส้มโอทับทิมสยามมีลักษณะใบค่อนข้างกว้าง ปลายใบแหลม ใต้ใบมีขนอ่อนนุ่ม ลักษณะภายนอก ผลมีขนาดใหญ่ เส้นรอบผลประมาณ 16-22 นิ้ว หัวจีบ (คล้ายขาวพวง) ผิวผลมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมทั่วผล คล้ายกำมะหยี่ เมื่อจับผลเบาๆ จะรู้สึกได้ ผิวเปลือกนุ่ม เปลือกบาง 
“ส่วนเนื้อส้มโอให้รสชาติหวานฉ่ำ ไม่มีรสขมหรือขื่น เนื้อมีสีแดงเข้มสีเหมือนทับทิม ซึ่งยิ่งออกในช่วงฤดูแล้งประมาณเดือนสิงหาคม สีของเนื้อส้มโอจะแดงจัดมาก” ประธานวิสาหกิจชุมชนกล่าว

ปัจจุบันว่า ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม เป็นส้มโออีกสายพันธุ์ที่ขึ้นชื่อพันธุ์หนึ่งของส้มโอแสงวิมาน
 
เน้นการดูแล เป็นหลักสำคัญ

ผลผลิตส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามนั้น นอกเหนือจากการจำหน่ายให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่เข้ามารับซื้อถึงในสวน จะมีการส่งไปจำหน่ายทั้งตลาดในกรุงเทพฯ และต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย ยังมีการนำไปออกร้านจำหน่ายตามงานต่างๆ ที่มีหน่วยงานเชิญมา

“ครั้งหนึ่งมีพ่อค้าเอาไปขายในงานที่เมืองทองธานี สามารถตั้งราคาขายได้ถึงลูกละ 300 บาท “คุณอิมรอนบอก
ทั้งนี้สำหรับราคาจำหน่ายจากสวนนั้น จะใช้วิธีการจำหน่ายตามน้ำหนักผล โดยแบ่งออกเป็น 4 ขนาด คือ จัมโบ้ น้ำหนักตั้งแต่ 2 กิโลกรัมขึ้น เบอร์ 1 น้ำหนักต่ำกว่า 1.5 กิโลกรัม เบอร์ 2 น้ำหนักตั้งแต่ 1.5-1.8 กิโลกรัม เบอร์ 3 น้ำหนัก 1.8-2 กิโลกรัม

โดยสนนราคาในการจำหน่ายจากสวน ถ้าเป็นขนาดจัมโบ้ อยู่ที่ลูกละ 180 บาท

นอกจากการจำหน่ายผลแล้ว เกษตรกรที่บ้านแสงวิมานยังมีรายได้จากการจำหน่ายกิ่งพันธุ์ด้วย โดยถ้าเป็นการซื้อจากสวนของเกษตรกรโดยตรง ราคาอยู่ที่กิ่งละ 100 บาท แต่ในปัจจุบันปริมาณกิ่งพันธุ์ที่ผลิตได้ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ

“ปัจจุบันมีเกษตรกรที่ปลูกส้มโอประมาณ 60 ราย พื้นที่รวม 400 กว่าไร่ แต่ให้ผลผลิตสามารถเก็บเกี่ยวจำหน่ายได้เพียง 100 กว่าไร่ เท่านั้น” คุณอิมรอนกล่าว
สำหรับการจัดการดูแลนั้น สิ่งสำคัญที่ประธานวิสาหกิจชุมชนบอกว่าต้องใส่ใจมากที่สุดคือ การดูแลเรื่องการใส่ปุ๋ยบำรุงต้นและบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ หากมีการดูแลเอาใจใส่ดี จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานถึง 10 ปี

“ด้วยเป็นลักษณะดินที่ผิดจากที่อื่น เป็นดินที่มีลักษณะเป็นชายทะเลเก่า เป็นดินเหนียวจัด ซึ่งพืชตระกูลส้มจะชอบ ลักษณะดินคล้ายกับดินของทางรังสิต ซึ่งมีการทับถมของตะกอน ทำให้ดินมีสภาพที่เหมาะสมกับการปลูกส้มโอ แต่ด้วยความที่มีการปลูกส้มโอกันมานาน จึงทำให้ดินหมดความสมบูรณ์ ตอนนี้จึงเน้นเรื่องการจัดการดูแลบำรุงดินและการให้ปุ๋ยทางดินและปุ๋ยทางใบ”


“โดยที่เน้นมากคือ ในช่วงติดผล จะใส่ปุ๋ยเคมีสูตรที่ตัวท้ายสูง เพื่อเพิ่มความหวาน โดยจะใส่เดือนละครั้ง หลังจากกำจัดวัชพืชในสวนแล้ว ควบคู่ไปกับการให้ปุ๋ยชีวภาพที่ทำขึ้นใช้เอง ส่วนปัญหาเรื่องโรคแมลงนั้นจะพบว่ามีน้อยกว่าส้มโอพันธุ์อื่นๆ อาจจะเนื่องมาจากมีขนอ่อนปกคลุมที่ผล ทำให้แมลงไม่ค่อยเข้าทำลาย”

สำหรับการติดผลของส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามนั้น ประธานวิสาหกิจชุมชนบอกว่า เท่าที่สังเกตพบว่าจะมีการทยอยติดดอกทั้งปี โดยนับตั้งแต่ติดดอกไปจนถึงผลแก่ให้เก็บเกี่ยวได้จะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนครึ่ง โดยปกติแล้วในช่วงฤดูแล้ง จะเป็นช่วงที่ส้มโอทับทิมสยามมีรสชาติหวานอร่อยและเนื้อมีสีเข้มมากที่สุด

“วันนี้ ที่ บ้านแสงวิมาน สามารถกลับมาปลูกส้มโอจนได้ผลผลิตมีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดได้นั้น ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือ การมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เข้ามาช่วยเหลือในด้านต่างๆ ตั้งแต่เรื่องการปรับสภาพสวน ไปจนถึงเรื่องการบริหารจัดการด้านการตลาด เหมือนเป็นการชุบชีวิตใหม่ให้กับชาวบ้าน ทำให้เกิดความตื่นตัวทุ่มเทในการประกอบอาชีพ เพราะไม่ได้ทำโดยลำพัง แต่มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเข้ามาช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา” คุณอิมรอนกล่าวในที่สุด


15 มีนาคม 2556
http://www.technologychaoban.com/news_detail.php?tnid=92&section=13

 60 
 เมื่อ: มีนาคม 12, 2013, 09:21:51 am 
เริ่มโดย frog - กระทู้ล่าสุด โดย frog

เมื่ออดีตที่ผ่านมา พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบทางสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาน้ำจืดขาดแคลน น้ำเค็ม น้ำเสีย ซึ่งส่งผลกระทบต่ออาชีพเกษตรกรรม ในหลายพื้นที่ไม่สามารถปลูกพืชได้ ถึงปลูกได้ก็ให้ผลผลิตน้อยกว่าพื้นที่อื่นๆ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนของพระองค์ จึงมีพระราชดำริจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยเน้นแก้ปัญหาน้ำ พื้นที่ทำการเกษตร พัฒนาสิ่งแวดล้อม คมนาคม การสื่อสาร สวัสดิการ และส่งเสริมอาชีพให้กับคนในชุมชน

โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สามารถช่วยแก้ไขปัญหาพื้นที่ทำกินให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์สร้างอาชีพใหม่ที่ก่อให้เกิดเป็นรายได้ให้กับครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น เพิ่มขึ้นมากมาย และหนึ่งในอาชีพที่เกิดขึ้นในชุมชนคือ การต่อยอดนำวัตถุดิบที่มีในชุมชนมาแปรรูปเป็นสินค้าจำหน่ายสร้างรายได้เสริม

ในพื้นที่บ้านท่าเตียน ตำบลแหลม อำเภอหัวไทร มีหลากหลายอาชีพที่เกิดขึ้นมาหลังจากโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกิดขึ้น ซึ่งรวมถึงอาชีพการเพาะเลี้ยงปลาดุก

นอกจากอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ ที่เป็นอาชีพหลักแล้ว อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพเสริมที่คนในชุมชนหันมาให้ความสนใจเพาะเลี้ยงกันเป็นจำนวนมาก

ผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ตกต่ำในช่วง ปี 2545 ส่งผลทำให้ราคาปลาเริ่มตกลงตามไปด้วย อีกทั้งยังถูกผูกมัดเรื่องราคารับซื้อจากพ่อค้า แม่ค้า ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงต้องเผชิญกับปัญหาขาดทุนกันทั่วหน้า

จากปัญหาดังกล่าว เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาดุกในหมู่บ้านจึงได้รวมกลุ่มระดมความคิดเห็น หาทางแก้ไขปัญหา โดยการนำมาแปรรูปทำเป็นปลาดุกร้า ส่งจำหน่ายภายในชุมชนและต่างจังหวัด ภายใต้ชื่อกลุ่ม “ปลาดุกร้า 2 รส บ้านท่าเตียน”

กลุ่มปลาดุกร้า 2 รส บ้านท่าเตียน ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ปี 2547 โดยมี คุณลุงช่วง ชูเมือง เป็นประธานกลุ่ม

คุณลุงช่วง เล่าให้ฟังว่า กลุ่มเกิดจากความร่วมมือของคนในชุมชน ที่ประสบปัญหาราคาปลาตกต่ำ โดยเริ่มมีสมาชิกเข้าร่วมกลุ่ม 12 คน ในช่วงตลอดระยะเวลาที่กลุ่มเกิดขึ้นมา ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่ให้ความรู้ กระบวนการผลิตที่ถูกหลักอนามัยและทุนเป็นจำนวนมาก ทั้งมหาวิทยาลัยทักษิณ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช องค์การบริหารส่วนตำบลแหลม และสำนักงานประมงจังหวัดนครศรีธรรมราชเข้ามาเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ เป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลเสมอมา

“การนำปลาดุกมาแปรรูปเป็นปลาดุกร้า ทำกันมานานกว่า 20 ปี โดยแต่ละบ้านที่เลี้ยงปลาดุกจะนิยมนำมาแปรรูปเก็บไว้บริโภคภายในครอบครัว จนทำให้มีความรู้ความชำนาญในการแปรรูปปลาดุกพอสมควร

ในช่วงแรกที่เริ่มแปรรูปทำเป็นปลาดุกร้า จะมีสูตรดั้งเดิมที่ทำกันมา โดยผลิตภัณฑ์ที่ทำออกมาจะวางขายภายในชุมชนและส่งเข้าไปจำหน่ายในจังหวัดก่อนในช่วงแรกๆ ซึ่งในระยะแรกยังไม่ค่อยได้รับการตอบรับมากเท่าที่ควร เนื่องจากยังไม่เป็นที่รู้จัก อีกทั้งรสชาติยังไม่ลงตัว หวานบ้าง เค็มบ้าง ซึ่งจากคำติชมเหล่านี้ทางกลุ่มจึงได้เก็บมาพัฒนาปรับปรุงแก้ไขจนได้สูตรที่ลงตัว มีรสชาติที่อร่อย เป็นที่ต้องการของตลาดเพิ่มมากขึ้น”

สำหรับปลาดุกที่นำมาแปรรูป คุณลุงช่วง บอกว่า จะมีทั้งปลาดุกพื้นบ้านที่เลี้ยงเองและปลาดุกบิ๊กอุย โดยบางส่วนจะสั่งซื้อจากตำบลข้างเคียง เนื่องจากปริมาณความต้องการมีเพิ่มมากขึ้นทุกเดือน อีกทั้งเกษตรกรเลิกเลี้ยงและหันมาแปรรูปกันหมด ส่งผลทำให้ปลาในพื้นที่มีไม่เพียงพอต่อการนำมาแปรรูป

ขั้นตอนและวิธีทำ คุณลุงช่วง เล่าให้ฟังว่า ก่อนอื่นต้องนำปลาดุกที่คัดเลือกน้ำหนักต่อตัวเฉลี่ยประมาณ 3-4 ขีด มาตัดหัวและนำไปล้างน้ำ 4 น้ำ จากนั้นนำเกลือและน้ำตาลทรายแดงที่ผสมกันไว้ทาลงไปที่ตัวปลาให้ทั่ว ก่อนนำลงไปวางเรียงไว้ในภาชนะหมัก ปิดฝาทิ้งไว้ 3 คืน (ช่วง 3 คืน ต้องมาพลิกกลับปลาทุกวัน) หลังจากที่ทิ้งไว้จนครบก็จะนำขึ้นมาตากในโรงเรือนเพื่อป้องกันแมลงวันและนก ประมาณ 3-4 แดด และก่อนนำมาบรรจุถุงจำหน่าย ในราคากิโลกรัมละ 240 บาท (7-8 ตัว) 100 บาท (2-3 ตัว)

แต่ละสัปดาห์ กลุ่มจะแปรรูปปลาดุกร้าเพิ่มขึ้นทุกๆ วัน ถึง ณ วันนี้ ตกอยู่ที่สัปดาห์ละประมาณ 1 ตัน โดยกระบวนการทำงานของกลุ่มจะมีสมาชิกเข้ามาหมุนเวียนกันทำงานทุกวัน เนื่องจากการแปรรูปและกระบวนการทำปลาดุกร้าค่อนข้างจะต้องใช้แรงงานคนและเวลา เนื่องจากมีหลากหลายขั้นตอน อีกทั้งต้องยึดหลักความสะอาด เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้บริโภคเป็นสำคัญ

ผลิตภัณฑ์ปลาดุกร้าของกลุ่มทุกๆ เดือน จะได้รับเชิญไปออกร้านจำหน่ายในงานโอท็อปทั้งในจังหวัดและกรุงเทพมหานคร งานประจำปี ซึ่งมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในช่วงของเทศกาลทำบุญเดือนสิบ เทศกาลสงกรานต์ เทศกาลปีใหม่

ส่วนการนำมาประกอบอาหาร คุณลุงช่วง แนะนำมาว่า ปลาดุกร้าจะรับประทานให้อร่อยต้องนำไปทอดและหั่นซอยหอม พริก บีบมะนาวใส่เล็กน้อย ซึ่งเมื่อรับประทานกับข้าวเหนียวร้อนๆ รสชาติไม่ต้องพูดถึง “แซบเว่อร์”

ด้วยปลาดุกร้าจะมีรสชาติหวานและเค็มผสมกันอยู่ หากจะนำมาทอด คุณลุงช่วง บอกว่าต้องใช้ไฟอ่อนๆ เนื่องจากมีน้ำตาล หากใช้ไฟแรงทอดอาจจะทำให้เนื้อปลาไหม้ก่อนที่ข้างในจะสุก แต่หากใครที่ชอบแบบปิ้งย่างก็สามารถทำได้ แต่ต้องใช้ไฟอ่อนๆ เช่นกัน

ณ วันนี้ ปลาดุกร้า 2 รส บ้านท่าเตียน มีวางจำหน่ายในหลายจังหวัด ทั้งสุราษฎร์ธานี ภูเก็ต นครศรีธรรมราช แต่ยังอยู่เฉพาะกลุ่มเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความสะอาดและดีกรีสินค้าโอท็อป ระดับ 5 ดาว จะใช้เวลาไม่นาน ตลาดอื่นๆ ก็จะรู้จักกันเป็นอย่างดี

ท้ายที่สุด คุณลุงช่วง ยังบอกอีกว่า ถึงแม้ผลิตภัณฑ์ปลาดุกร้าจะยังไม่เป็นที่ยอมรับมากเท่าที่ควร แต่มีสิ่งหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับและสะท้อนให้เห็นได้จากผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้คือ การหวงแหนและการอนุรักษ์ภูมิปัญญาเก่าแก่ของชาวบ้านที่พยายามรักษาสิ่งดีงามเหล่านี้ให้ยังอยู่ถึงชั่วลูกชั่วหลานสืบไป

สนใจติดต่อ กลุ่มปลาดุกร้า 2 รส บ้านท่าเตียน เลขที่ 86/2 หมู่ที่ 10 ตำบลแหลม อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช โทรศัพท์ (086) 942-9905, (085) 672-8313 บริการส่งจำหน่ายทั่วประเทศ (ค่าจัดส่งขึ้นอยู่กับน้ำหนัก)


17 ธันวาคม 2555
http://www.technologychaoban.com/news_detail.php?tnid=2&section=3

หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 ... 10

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 2.043 วินาที กับ 21 คำสั่ง