หน้าแรกศูนย์พัฒนาประมงพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

ผู้เขียน หัวข้อ: ไฟไหม้ “ป่าพรุควนเคร็ง”  (อ่าน 2941 ครั้ง)

frog

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 582
ไฟไหม้ “ป่าพรุควนเคร็ง”
« เมื่อ: มิถุนายน 10, 2010, 06:53:01 am »


วันนี้ (9 มิ.ย.) นายธนากร รักธรรม หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครศรีธรรมราช นำเจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง และเจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าจังหวัด กว่า 40 ชีวิต เข้าไปลุยดับไฟป่าที่ลุกไหม้ป่าพรุควนเคร็ง ทั้ง 11 หมู่บ้านในตำบลเคร็ง อ.ชะอวด มานานหลายวัน และกำลังลุกลามอย่างต่อเนื่อง นายธนากร เปิดเผยว่า พื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง เป็นป่าพรุที่อุดมสมบูรณ์อันดับ 2 ของภาคใต้ ช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาเกิดไฟลุกไหม้อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่รุนแรงนัก กระทั่งราว 1 สัปดาห์ที่แล้ว เพลิงไหม้รุนแรงขึ้นและรุนแรงสุดในรอบ 5 ปี ลุกลามกระจายเกือบทั่วผืนป่าพรุควนเคร็งทั้งหมด  แม้จะระดมเจ้าหน้าที่มาช่วยกันดับไฟ แต่จนถึงขณะนี้ยังควบคุมไม่ได้

“การเข้าไปดับไฟอย่างลำบากมาก เพราะจุดที่ไฟไหม้บางแห่งอยู่ในป่าลึก ต้องเดินเท้าเข้าไปเท่านั้น แหล่งน้ำก็ไม่มี หรือมีก็แห้งขอด เพราะเป็นช่วงแล้งจัด บางครั้งเจ้าหน้าที่ต้องเดินเท้าแบกน้ำไกลเกือบ 5 กม. กว่าจะเข้าไปยังจุดที่ไฟไหม้ได้  แถมดับไฟที่ลุกไม้รุนแรงไม่สำเร็จ ทำได้แค่ให้มันลุกลามช้าลงเท่านั้น โดยเฉพาะ พื้นที่หมู่ 6 ,หมู่ 9 และหมู่ 11 ไฟไหม้รุนแรงมาก ชาวบ้านก็มาช่วยกันขนน้ำเข้าไปดับอย่างทุลักทุเล  แต่ยังดับไฟไม่ได้ คาดว่าพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งถูกไฟไหม้เสียหายแล้วไม่น้อยกว่า 15,000 ไร่  สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมาก เพราะป่าพรุส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่ากระจูด ชาวบ้านนำมาทำผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน หรือผลิตภัณฑ์กระจูด ตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ จนเสียงโด่งดังทั้งในและต่างประเทศ”
   
หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่ารายนี้ ยังกล่าวว่า สาเหตุของไฟป่าในครั้งนี้ไม่ได้เกิดตามธรรมชาติ แต่เชื่อว่าเกิดจากน้ำมือมนุษย์ หรือนายทุนว่าจ้างให้คนเข้าไปเผาเพื่อให้เป็นป่าเสื่อมโทรม จะได้เข้าไปบุกรุกจับจองทำสวนปาล์มน้ำมัน พอเจ้าหน้าที่เข้าไปดับไฟที่จุดหนึ่ง ก็จะมีคนแอบไปเผาอีกจุด เป็นแบบนี้มาตลอด โดยจะใช้วิธีการเอาธูปขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่าธูปประทาน นำไม้ขีดจำนวนมากมาผูกติดกับธูป  และจุดธูปปักทิ้งไว้ในจุดมีหญ้าแห้ง จนธูปลุกไหม้หญ้าแห้งและลุกลามเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้อยากเรียกร้องให้ผู้หลักผู้ใหญ่ระดับสูงจากส่วนกลาง ลงมาควบคุมสืบสวนเอาผิดกับมือวางเพลิง รวมทั้งนายทุนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ก่อนที่พื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง จะเหลือเพียงตำนาน
   
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มควันจากการเผาป่าพรุควนเคร็ง ได้พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ากระจายเข้าไปในหมู่บ้านเป็นบริเวณกว้าง สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านอย่างมาก โดยเฉพาะนักเรียนหลายโรงเรียนในพื้นที่ ต้องสวมหน้ากากอนามัย หรือผ้าปิดปากปิดจมูก นั่งเรียนหนังสืออย่างน่าเวทนา และได้รับผลกระทบทางสุขภาพ เพราะบางคนมีอาการแสบตา น้ำตาไหล และคัดจมูกด้วย.



10 มิถุนายน 2553
http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=420&contentID=71111
บันทึกการเข้า

frog

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 582
Re: ไฟไหม้ “ป่าพรุควนเคร็ง”
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มิถุนายน 10, 2010, 07:01:41 am »

ไฟลามหนัก!!พรุควนเคร็ง ชาวบ้านอพยพหนีกว่าครึ่งหมู่บ้าน

  นายสมเอก อินทร์ช่วย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเคร็ง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยถึงสถานการณ์ไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็งว่า ไฟเริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อ 1 สัปดาห์ ที่ผ่านมา โดยล่าสุด ยังไม่สามารถดับได้ ซึ่งพรุควนเคร็งมีพื้นที่ป่าอยู่กว่า 70,000 ไร่ ขณะนี้ไฟลุกลามใกล้ถึงจุดศูนย์กลางพรุแล้ว หากภายใน 2 วัน ไม่สามารถดับไฟได้จะไม่เหลือป่าพรุที่สมบูรณ์ โดยปัญหาไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็งนั้น เกิดขึ้นมาเป็นเดือนแล้ว ซึ่งลุกไหม้รอบนอกและดับได้เฉพาะด้านบน แต่ชั้นล่างไฟยังคุ เพราะมีเศษใบไม้ ที่พร้อมจะลุกไหม้ขึ้นตลอดเวลา ประกอบกับป่าพรุไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง การดับไฟจึงเป็นไปได้ยาก
        นายก อบต.เคร็ง กล่าวอีกว่า ไฟไหม้ที่กำลังจะลามมาถึงใจกลางพรุ ทำให้ชาวบ้านหมู่ 4 และหมู่ 11 หลายครัวเรือนต้องย้ายไปทำมาหากินในเมือง เพราะสภาพพื้นที่มีแต่ควันไฟ ซึ่งทาง อบต.ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างครอบคลุม และเมื่อวานนี้ (8 มิ.ย.) เจ้าหน้าที่กว่า 40 นาย ระดมดับไฟร่วมกับชาวบ้าน แต่ไม่เป็นผล ป่าพรุเสียหายไปแล้ว 15,000 ไร่ หากไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาช่วยเหลือ ไฟอาจลามถึงทั้งบ้านเรือนราษฎรและที่ทำการ อบต.


9 มิถุนายน 2553
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9530000079766
บันทึกการเข้า

frog

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 582
Re: ไฟไหม้ “ป่าพรุควนเคร็ง”
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มิถุนายน 11, 2010, 06:11:11 am »

ป่าพรุควนเคร็งไหม้ถึงขั้นวิกฤต คาดเอี่ยวนักการเมืองดังในกระทรวง

นครศรีธรรมราช - ไฟลามป่าพรุควนเคร็งนครศรีฯ เข้าขั้นวิกฤต ด้าน ผอ.สำนักอนุรักษ์ 5 เดือด ลั่นต้องเร่งแก้ หากไม่สำเร็จต้องย้ายกันไปสักข้าง รับสาวไม่ถึงตัวใหญ่ เผยเผาระห่ำหวังแค่ครอบครองพื้นที่ปลูกปาล์ม
       
       
       วันนี้ (10 มิ.ย.) ที่ จ.นครศรีธรรมราช ได้มีความคืบหน้าในกรณีไฟป่าได้โหมลุกลามป่าพรุควนเคร็ง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช อย่างต่อเนื่อง ซึ่งครั้งนี้เป็นสถานการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายเดือน โดยไฟได้โหมลุกลามเข้าสู่ใจกลางป่าพรุ ซึ่งเป็นพื้นที่การเก็บ “กระจูด” ของชาวชะอวด และเป็นแหล่งพืชผักธรรมชาติของคนในพื้นที่มาหลายชั่วอายุคน จนทำให้หมู่บ้านในพื้นที่อยู่ในสภาพตกอยู่ในหมอกควันไฟ และเริ่มมีการทยอยอพยพออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากไม่สามารถทนอยู่ในสภาพอากาศที่เต็มไปด้วยม่านหมอกควันได้
       
       นายศรัณย์ ใจสะอาด ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 ได้เรียกประชุมด่วนทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดประกอบด้วยสายตรวจ ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 ศูนย์ปฏิบัติการไฟป่า สถานีป้องกันไฟป่านครศรีธรรมราช สถานีป้องกันไฟป่าพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงานสนับสนุนที่ 4 ส่วนป้องกันและปราบปราม สำนักจัดการป่าไม้ที่ 12 นครศรีธรรมราช ได้เข้าประชุมเพื่อหามาตรการในการแก้ไขปัญหาไฟป่าที่เกิดขึ้นในพื้นที่ป่า พรุควนเคร็ง ที่ยังคงลุกลามอย่างต่อเนื่องในพื้นที่อย่างหนัก
       
       
       “หากแก้ไม่ได้ต้องย้ายกันไปสักข้าง ไม่เป็นผมเองก็ต้องเป็นหัวหน้าที่ดูแลอยู่ในพื้นที่ทั้งหลาย วิธีการของคนพวกนี้ที่ต้องการเอาพื้นที่ป่าพรุที่ดีที่สุด คือ การจุดไฟเผาแล้วขุดแนวร่องน้ำ และเป็นการเผาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของชาวบ้านที่ต้องการที่ทำกิน รับจ้างเผา นายทุน กลุ่มเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน จุดไฟเผากันทุกวัน พอเจ้าหน้าที่ดับ ชาวบ้านที่ช่วยกันอนุรักษ์ผืนป่าร่วมกันดับคนพวกนี้จุดอีก จากการติดตามสถานการณ์พบว่าหากยังไม่มีฝนตกหนักไฟจะสงบได้ราวเดือนตุลาคม 53 ในปี 2552 มีการจุดวางเพลิงรวม 150 ครั้งพื้นที่เสียหายไป 3 หมื่นไร่เศษ” นายศรัณย์กล่าว
       
       ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 กล่าวต่อว่าในปี 53 เป็นปีที่วิกฤตมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องโดยเฉพาะสภาพอากาศที่แล้งจัด นายทุนมีมากขึ้น ติดตามดูได้เลยว่ามีรถแบ๊คโฮเข้าไปในพื้นที่เยอะมาก การดับไฟของเจ้าหน้าที่เป็นแค่การแก้ปลายเหตุ ในปีนี้มีไฟถูกจุดทั้งสิ้น 253 ครั้ง พื้นที่เสียหายไปแล้วว่า 1 หมื่นไร่ขั้นวิกฤต และภาวะเช่นนี้ต้องระดมทุกหน่วยงานเข้าแก้ปัญหา
       
       ทั้งนี้ ได้มีมาตรการที่เร่งด่วนที่สุดเข้าดำเนินการ คือ 1.ทำการประชาสัมพันธ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง 2.ขอสนับสนุนผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการให้เจ้าหน้าที่ทั้ง อส. อปพร. ใน 5 อำเภอ คือ ชะอวด เชียรใหญ่ ปากพนัง เฉลิมพระเกียรติ ร่อนพิบูลย์ เข้าพื้นที่ โดยมีเฮลิคอปเตอร์บินชี้เป้าหากพบรถแบ็กโฮ ภาคพื้นดินจะเข้าดำเนินการทันที และทำหนังสือด่วนที่สุดผ่านทาง ผวจ.นครศรีธรรมราช ถึงที่ดินจังหวัดตรวจสอบเอกสารสิทธิ โดยเร่งด่วน ส.ป.ก. และ พนักงานสอบสวนหากมีการแจ้งความ ดำเนินคดีให้รับเรื่องทันทีและสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิด” นายศรัณย์ระบุ
       
       นายศรัณย์ยังกล่าวต่อว่า ในส่วนของการป้องกันนั้นเร่งทำแนวเขตรอบป่าพรุ ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวน เป็นสัญลักษณ์แสดงแนวเขต ซึ่งขอยืนยันว่าหากเจ้าหน้าที่ใคร คนไหน ไม่ทำงาน ไม่สนใจจะทำ จะต้องถูกเอาเรื่องรายงานและย้ายออกไปจากพื้นที่ไปตามขั้นตอน ที่ผ่านมามาตรการต่างๆที่ดำเนินการนั้นไม่ได้ผลเลย ชาวบ้านบางคนบางส่วนที่อยู่ในพื้นที่เป็นเสียเอง เผาเองเพราะเห็นแก่เงิน เห็นแก่ประโยชน์ การเผาจึงเกิดขึ้นสูงมาก เวลานี้จึงคิดที่จะตั้งรางวัลที่จะให้ได้ตัวคนจุดไฟเผามาดำเนินคดี ซึ่งคนที่อยู่ข้างหลัง หรืออาจจะมีข้าราชการบางคนนั้นเราสาวไปไม่ถึง เพราะคนพวกนี้ไม่แสดงตัวอยู่แล้ว
       
       ขณะที่นายเอกพจน์ ภิรมรักษ์ กำนันตำบลเคร็ง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่าสภาพพื้นที่เสียหายอย่างรุนแรง หมอกควันยังคงปกคลุมในพื้นที่ ป่าพรุทั้งหมดเสียหายราวกว่าครึ่งของผืนป่าทั้งหมด ไฟที่เกิดขึ้นไม่สามารถดับได้ไม่มีน้ำ พื้นที่แล้งจัดหลังจากนี้สิ่งที่ตามมายังไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างชะตา กรรมของชาวบ้านส่วนใหญ่อยู่กับป่าพรุ ทำมาหากินประกอบอาชีพกับป่าพรุ เมื่อเป็นเช่นนี้สิ่งที่ตามคืออาชีพของชาวบ้านจะไม่มี กระจูดถูกไฟไหม้ไปหมดแล้ว ไม่มีจะมาทำกิน
       
       
       ขณะที่ นายสมเอก อินทร์ช่วย นายก อบต.เคร็ง เปิดเผยว่าไม่ปฏิเสธขบวนการที่เข้ามาบุกรุกเผาพื้นที่ป่า ไฟได้ลงไปคุกกรุ่นเผาไหม้ในชั้นใต้ดินแล้ว เชื้อเพลิงข้างบนพื้นดินหมดไปแล้วกว่า 70 เปอร์เซ็นเป็นความเสียหายอย่างมหาศาล ขณะนี้สิ่งที่ต้องช่วยกันแก้คือปัญหาของชาวบ้าน ปัญหานี้หนักกว่าปัญหาน้ำท่วมหลายเท่าน้ำท่วมยังมีวัตถุดิบในการทำงานทำ อาชีพ แต่ไฟที่เผาผลาญนั้นผลาญทุกอย่าง ชาวบ้านไม่มีวัตถุดิบ หากจะฟื้นตัวนั้นต้องเป็นอย่างน้อย 2 ปี ต่างก็ต้องอพยพออกนอกพื้นที่หาอาชีพอื่นทำประทังไปก่อนโดยเฉพาะอาชีพรับจ้าง และก่อสร้างไม่เช่นนั้นไม่พอต่อรายจ่าย
       
       อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มว่า ในพื้นที่นั้นชาวบ้าน ต.เคร็ง ยังคงอยู่ในสภาวะตกอยู่ภายใต้หมอกควัน ในทางการหาข้อมูลการข่าวของบางหน่วยงานมีรายงานตรงกันว่าผู้ที่อยู่เบื้อง หลังในการบุกรุกพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง และเผาเพื่อให้ได้พื้นที่ในการทำสวนปาล์มน้ำมันนั้น เป็นนักการเมืองรายหนึ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และมีอำนาจในกระทรวงหนึ่งในรัฐบาลยุคปัจจุบัน ซึ่งยังไม่สามารถที่จะหาพยานหลักฐานมาดำเนินการได้ รวมทั้งข้าราชการต่างทราบดีแต่ไม่มีใครกล้าที่จะแพร่งพราย เนื่องจากเกรงผลกระทบต่อหน้าที่ราชการ


10 มิถุนายน 2553
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000080194
บันทึกการเข้า

frog

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 582
Re: ไฟไหม้ “ป่าพรุควนเคร็ง”
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มิถุนายน 12, 2010, 06:50:52 am »

“วิทยา”ลั่นหากนักการเมืองมีเอี่ยวการเผาป่าพรุควนเคร็งติดคุก



นครศรีธรรมราช - ไฟป่าพรุนครศรีธรรมราชยังกรุ่น จนท.เร่งสกัดพื้นที่ป่าสำคัญ เผยโผล่ลอบเผาอีก 2 จุด ทิ้งพื้นที่ย่อยเข้าคุมพื้นที่หลัก “วิทยา”ลั่นหากนักการเมืองเอี่ยวติดคุกเหมือนกัน
       
       หลังจากที่ไฟได้ลุกโหมไหม้ป่าพรุควนเคร็ง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช อย่างต่อเนื่องทำให้ในพื้นที่เต็มไปด้วยหมอกควัน ขณะที่ไฟได้เผาผลาญพื้นที่ป่าพรุไปแล้วนับหมื่นไร่ โดยเจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าทำการควบคุม เพลิงและพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเข้าไปจุดไฟเพิ่ม และเร่งควบคุมเพลิงที่ยังคุกรุ่นอยู่ในพื้นที่ป่าพรุในหลายจุดของ ต.เคร็ง อ.ชะอวด และมีชาวบ้านส่วนหนึ่งที่ได้รับความเดือดร้อนจากหมอกควันได้อพยพออกจาก พื้นที่มาอาศัยบ้านญาตในตัว อ.ชะอวด หลายหลังคาเรือน
       
       ล่าสุดวันนี้ (11 มิ.ย.) นายธนากร รักธรรม หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปิดเผยว่าสถานการณ์ล่าสุดนั้นได้บรรเทาลงบ้างแล้ว วงเพลิงหลายจุดอยู่ในความควบคุม ไม่ปรากฏมีการจุดไฟเพิ่มขึ้นในพื้นที่ ต.เคร็ง
       
       อย่างไรก็ตาม พบว่ามีการจุดไฟเผาเพิ่มขึ้นอีก 2 จุด ในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง อยู่ในพื้นที่ของ ม.5 ต.ควนชะลิก อ.หัวไทร ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าพรุที่มีความอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยไม้เสม็ดขาว แต่เจ้าหน้าที่สามารถคุมเพลิงไว้ได้ และมีการลุกไหม้อยู่บ้างในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย
       
       “อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้เร่งควบคุมไฟในพื้นที่สำคัญที่อาจจะเข้าลุกลามไปในป่าผืนหลัก ในแนวไฟที่อยู่ริมถนนริมคลอง ที่มีลักษณะของการลุกไหม้ใต้ดินแนวนั้นจะถูกปล่อยไว้ เนื่องจากมีแนวของถนนและแนวคลองขวางอยู่ เมื่อไปถึงคลองไฟจะดับเอง แต่ในพื้นที่ป่าใน ต.เคร็ง เจ้าหน้าที่ได้เร่งสกัดเพื่อป้องกันป่าผืนใหญ่ไว้ให้ได้ ล่าสุดสามารถนำรถบรรทุกน้ำเข้าไปได้ถึงในพื้นที่แล้ว การพยายามเข้าไปของเจ้าหน้าที่นั้นยังพบบางจุดมีการแผ้วถางป่าทิ้งไว้ซึ่ง ได้ตรวจยึดพื้นที่ไว้ด้วย” หน.สถานีควบคุมไฟป่าลุมน้ำปากพนังกล่าว
       
       ด้านนายวิทยา แก้วภราดัย ส.ส.นครศรีธรรมราช เจ้าของพื้นที่เปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า ได้ลงพื้นที่ไปอย่างต่อเนื่อง เวลานี้ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ป่าไม้อย่างเดียวที่พยายามทำหน้าที่ ฝ่ายปกครองต้องเข้าไปร่วมด้วย สืบหาขบวนการบางพวกหวังจะยึดป่าไปทำสวนปาล์มจ้างคนไปเผาป่า หากยังเป็นอยู่อย่างนี้เผาป่าแล้วปลูกปาล์มได้อีกไม่กี่ปีพรุควนเคร็งจะหมด เห็นใจเจ้าหน้าที่ป่าไม้จะดับไฟน้ำไม่มีเพราะแล้ง ต้องใช้ฝนหลวงอย่างเดียวที่ต้องการอย่างเร่งด่วน ซึ่งกำลังประสานกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เพื่ออนุมัติทำฝนหลวง โดยจังหวัดต้องเอาจริงเอาจังในการปราบปรามลักลอบเผาป่า ปราบปรามจับกุมผู้ลักลอบบุกเข้าไปยึดครองปลูกปาล์มทำการเกษตร
       
       “หากไม่จัดการอย่างจริงจังปีหน้าเผาอีก เพราะเผาแล้วได้พื้นที่อย่างนี้ ต้องยุติการเผาบุกรุกให้ได้เพราะพื้นที่นี้คือที่ซับน้ำ เป็นพื้นที่พรุขนาดใหญ่ที่เหลืออยู่ในประเทศไทย เผาป่าแล้วมีเอกสารสิทธิมันไม่ถูก เรื่องนี้มีมา 20 ปีแล้ว ขายไร่ละ 2 พันจนขณะนี้ไร่ละ 2 หมื่นแล้ว ถ้ามองว่านักการเมืองในพื้นที่นั้นคือผม แต่ผมเองเป็นคนที่บุกไปจับพวกนี้มาเป็น 10 ปีแล้วอย่าเป็นข้ออ้างว่าเป็นนักการเมือง เพราะนักการเมืองก็ติดคุกได้ มาบอกผมเลยยิ่งถ้าเป็นนักการเมืองจากภาคอื่นยิ่งง่าย และหากภาคใต้ยิ่งง่ายใหญ่ เพราะผมอยู่ในประชาธิปัตย์ และการจัดการกับนักการเมืองในภาคใต้จึงไม่ยาก ให้บอกมาเลยผมจัดการเอง” นายวิทยากล่าว


11 มิถุนายน 2553
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000080849
บันทึกการเข้า

frog

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 582
Re: ไฟไหม้ “ป่าพรุควนเคร็ง”
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: มิถุนายน 14, 2010, 05:39:22 am »

แฉ!ฝีมือมนุษย์ เผาป่าพรุ เมืองคอนวุ่นอีก


ไฟยังคงลุกไหม้ป่าพรุควนเคร็ง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช อย่างต่อเนื่อง หัวหน้าสถานีไฟป่าแฉเป็นฝีมือของมนุษย์ ส่วนไฟไหม้ที่เกิดจากฟ้าผ่าหรือการเสียดสีของต้นไม้ ไม่มีแล้ว เร่งดับไฟ เชื่อต้นไม้เสียหายไม่มาก หากมีฝนตกลงมาจะงอกขึ้นใหม่ได้....

เมื่อ วันที่ 13 มิ.ย.ผู้สื่อข่าว จ.นครศรีธรรมราช รายงานว่า สำหรับเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็ง ที่ ต.เคร็ง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ล่าสุดวันนี้ ยังคงมีไฟลุกไหม้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดควันไฟคละคลุ้ง ไปยังอาคารบ้านเรือนและโรงเรียนเป็นช่วง ๆ มีผลต่อการหายใจของประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงป่าพรุ และรบกวนการสัญจรไปมาบนถนนในพื้นที่ ต.เคร็ง ใกล้กับโรงเรียนชะอวดเคร่งธรรมวิทยา และ โรงเรียนวัดควนยาว มีชาวบ้านออกมายืนดูป่าพรุ ด้วยความเสียดายผืนป่าเสม็ด ต้นกระจูด และพันธุ์สัตว์ ถูกไฟเผาผลาญ แม้กระทั่งงูที่เป็นสัตว์เลื้อยคลาน ต้องหนีไฟขึ้นมาบนถนน ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าจากสถานีไฟป่าลุ่มน้ำปากพนัง ได้นำเครื่องสูบน้ำและสายยาง มาทำ การดูด น้ำเพื่อพ่นดับไฟ นอกจากนั้นยังพบว่ามีการลักลอบนำเสาหลักเขตไปปักในพื้นที่ป่าพรุ

นาย ธนากร รักธรรม หัวหน้าสถานีไฟป่าลุ่มน้ำปากพนัง กล่าวว่า ไฟไหม้ป่าพรุได้ลุกไหม้ขึ้น ใหม่เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา เมื่อมีกระแสลมแรงส่งผลให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่ได้เตรียมพร้อมตลอดเวลา มั่นใจว่าจะทำการดับไฟที่ลุกไหม้ได้ แต่จะต้องระวังไฟใต้ผิวดิน ที่จะคุขึ้นมาอีก สาเหตุของไฟไหม้ป่าพรุในครั้งนี้เกิดจากฝีมือมนุษย์ ส่วนไฟไหม้ที่เกิดจากฟ้าผ่าหรือการเสียดสีของต้นไม้ ไม่มีแล้ว

หัว หน้าสถานีไฟป่าลุ่มน้ำปากพนัง ยังกล่าวถึงน้ำที่ใช้ดับไฟว่า มีน้ำในลำคลองเพียงเล็กน้อยเนื่องจากเกิดฝนทิ้งช่วง ใน พื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง ตั้งแต่กลางเดือน ม.ค.จนถึงปัจจุบัน ทำให้ต้องมีขนน้ำไปยังจุดที่เกิดไฟไหม้แม้จะอยู่ห่างไกลก็ตาม จึงมีความ ต้องการสายส่งน้ำ ในส่วนของต้นไม้เสม็ดคาดว่าไม่เสียหายมาก สำหรับต้นกระจูดที่ถูกไฟไหม้ หากมีฝนตกลงมาจะงอกขึ้นใหม่ได้ และพบพันธุ์สัตว์ตายในกองเพลิงคือสัตว์จำพวกงู


13 มิถุนายน 2553
http://www.thairath.co.th/content/region/89291
บันทึกการเข้า

frog

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 582
Re: ไฟไหม้ “ป่าพรุควนเคร็ง”
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: มิถุนายน 14, 2010, 06:09:57 am »

ทีมคุมไฟป่าพรุควนเคร็งบุกยึดพื้นที่ป่าสมบูรณ์หลังถูกขุดราบเป็นหน้ากลอง แล้วกว่า 300 ไร่





นครศรีธรรมราช – ปัญหาป่าพรุควนเคร็ง แม้กระแสข่าวเป็นสนใจอยู่ในขณะนี้ แต่ยังมีการทำลายป่าพรุเพื่อครอบคลองอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด พื้นที่ อ.ชะอวด และ อ.เฉลิมพระเกียตริ ถูกรถแบ๊คโฮ เข้าทำการขุดปราบพื้นที่ล้มไม้เสม็ดที่มีขนาดใหญ่ และปรับแต่งพื้นที่มีร่องรอยของการจุดไฟเผา เป็นที่ราบแล้วกว่า 300 ไร่ เผยเจ้าของที่อ้างที่ดิน สปก.ทั้งๆ ที่สภาพป่าพรุอุดมสมบูรณ์
       
       ความคืบหน้าในปัญหาป่าพรุควนเคร็ง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ถูกเปิดเผยขึ้นอย่างต่อเนื่องกับขบวนการจุดไฟเผาป่าแล้วเข้าบุกขุดปรับ พื้นที่เพื่อทำการปลูกปาล์มน้ำมัน จนไฟได้ลุกลามอย่างต่อเนื่องสร้างความเสียหายกับพื้นที่ไปแล้วนับหมื่นไร่ ขณะเดียวกันแม้ว่าจะเป็นกระแสข่าวที่สร้างความสนใจให้กับสังคมและนัก อนุรักษ์ก็ตามการทำลายป่าพรุเพื่อครอบครองยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่แก้ปัญหาอย่างใกล้ชิด
       
       โดยล่าสุดเมื่อเวลา 13.30 น.วันนี้(13 มิ.ย.) นายศรัณย์ ใจสอาด ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 ได้จัดทีมทุกส่วนในสังกัดลงพื้นที่กระจายในหลายอำเภอทั้ง อ.ชะอวด อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.เชียรใหญ่ และ อ.หัวไทร ซึ่งปรากฏว่าชุดปฏิบัติการในพื้นที่ อ.ชะอวด ประกอบด้วย นายจรัล ด้วงแป้น หน.สถานีควบคุมไฟป่านครศรีธรรมราช นายทรงวุฒิ เอี่ยมวงศ์ สายตรวจปราบปรามประจำสำนักพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 สำนักปราบปรามที่ 4
       
       เข้าตรวจพบพื้นที่ป่าพรุสมบูรณ์เต็มไปด้วยไม้เสม็ดขาว กระจูด และพืชป่าพรุอีกจำนวนมากในพื้นที่ ม.3 ต.บ้านตูล อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ถูกรถแบ๊คโฮ เข้าทำการขุดปราบพื้นที่ล้มไม้เสม็ดซึ่งแต่ละต้นมีขนาดใหญ่ และกวาดแต่งพื้นที่ซึ่งมีร่องรอยของการจุดไฟเผา จนพื้นที่ถูกขุดแต่งจนราบไปแล้วรวมกว่า 200 ไร่ จึงเข้าทำการควบคุมพื้นที่ และให้หยุดทำการ ก่อนเชิญตัวผู้ควบคุมรถทราบชื่อคือนายสมศักดิ์ ทองเต็ม อยู่ 58 ม.3 ต.นาพรุ อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช มาทำการสอบสวนเบื้องต้นนายสมศักดิ์ ระบุว่าได้รับการว่าจ้างจากเจ้าของที่ดินซึ้งอ้างว่ามีเอกสารสิทธิ์ สปก.ซึ่งยินดีให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
       
       สำหรับพื้นที่ดังกล่าวนั้นพบว่ามีการตัดไม้เสม็ดออกไปแล้ว จำนวนมากส่วนที่เหลือนั้นถูกขุดทำลาย ส่วนป่าที่ยังเหลืออยู่นั้นเต็มไปด้วยฝูงนกที่อาศัยอยู่ในป่าพรุส่งเสียงดัง อยู่ตลอดเวลา และฝูงลิงแสมจำนวนมาก พื้นที่มีร่องรอยของการตั้งแนวเพื่อขุดทำลายต่อไปอีก
       
       นายอร่าม ศรีปรางค์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 ได้เข้าทำการตรวจสอบพื้นที่ถึงกับตกตะลึงในความสมบูรณ์ของผืนป่าพรุ ที่ยังเหลือรวมทั้งส่วนที่ถูกทำลายจนราบกว่า 200 ไร่ ก่อนเปิดเผยว่า พื้นที่ป่าผืนนี้ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าอยู่ในเขต สปก. แต่เมื่อลงพื้นที่จะเห็นว่าเป็นพื้นที่ป่าพรุที่มีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยไม้ เสม็ดขาว และสัตว์ป่าจำนวนมาก เจตนารมณ์ของ สปก.นั้นคือจะต้องเป็นผืนป่าเสื่อมโทรมและจัดสรรให้กับเกษตรกร แต่ในพื้นที่นี้ขัดกับความเป็นจริง และขัดกับเจตนารมณ์ เนื่องจากเห็นได้ชัดเจนว่าป่ามีความสมบูรณ์มากแต่เสียหายจากการเข้าเผาและ ปราบพื้นที่ ดังนั้นจะมีการรายงานไปตามลำดับเพื่อร่วมกันตรวจสอบกับ สปก.ว่าพื้นที่ดังกล่าวนั้นออกเอกสาร สปก.ได้อย่างไร ส่วนการทำลายป่าในพื้นที่นั้นต้องหยุดไว้ก่อน
       
       อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการชุดเดิมได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ป่า พรุในผืนเดียวกันอยู่ในพื้นที่ ม.10 ต.สวนหลวง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครศรีธรรมราช พบว่ามีการแผ้วถางทำลายไปแล้วกว่า 100 ไร่ โดยมีรถแบ๊คโฮมาทำงานอยู่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่องเจ้าหน้าที่จึงสั่งให้หยุด ไว้ก่อนและตรวจยึดพื้นที่ไว้ตรวจสอบในเบื้องต้นทราบชื่อผู้ควบคุมแบ๊คโฮคือ นายธวัชชัย มะสุวรรณ อยู่ 33/4 ม.2 ต.ควนหนองฟ้า อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช
       
       เบื้องต้นนายธวัชชัยรับว่าได้รับจ้างจากนายทุนมาขุดปรับทำลายป่าใน พื้นที่เพื่อสร้างสวนปาล์มน้ำมัน ส่วนพื้นที่นั้นมีเอกสารสิทธิ์ สปก.เช่นเดียวกัน ทำให้เจ้าหน้าที่แปลกใจในความอุดมสมบูรณ์แต่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ สปก.ได้
       
       ด้านนายสัมพันธ์ ทองสมัคร สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าโดยขออัญเชิญพระกระแสรับสั่งของสมเด็จพระเทพรัตราช สุดาสยามมกุฎราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จนครศรีธรรมราช และมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับป่าพรุควนเคร็งว่า “15 ปีแล้วนั้นจะไปพรุควนเคร็ง พระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งกับฉันว่าพรุควนเคร็งสมเด็จพระเทพฯ น่าจะลงไปดู ฉันจะไปทุกครั้งที่มาแต่ฉันไม่ได้ไปเพราะเขาไม่จัดให้ไป”
       
       นายสัมพันธ์ กล่าวว่า พระองค์จึงไม่ได้เสด็จไป เพราะฉะนั้นควนเคร็งเป็นเรื่องที่ทางการควรดูแลอย่างยิ่ง ถ้ามีข่าวทราบความถึงพระเนตรพระกรรณและหากยังไม่ยุติ พระองค์จะเสด็จครั้งต่อไปจะเสด็จที่พรุควนเคร็ง ถือเป็นเรื่องใหญ่ของทุกฝ่าย พื้นที่นั้นเป็นแหล่งรวมทรัพยากรทุกอย่าง สมเด็จพระเทพทรงมีรับสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดก็ยังอยู่ในเหตุการณ์เพราะ ฉะนั้นพื้นที่นี้ทุกส่วนจะต้องเร่งช่วยกันแก้ไขปัญหา
       
       

13 มิถุนายน 2553
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000081519
บันทึกการเข้า

frog

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • กระทู้: 582
Re: ไฟไหม้ “ป่าพรุควนเคร็ง”
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: มิถุนายน 16, 2010, 04:23:01 am »

เตรียมเจาะบ่อบาดาลป้องกันเผาควนเคร็งเพิ่ม - ผวจ.นครศรีฯยัน ขรก.ไร้เอี่ยวเผาครอบครอง พท.






นครศรีธรรมราช - อธิบดีกรมอุทยานลงพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง-ลั่นขอป่าสมบูรณ์คืนจาก สปก. เตรียมระดมเจาะบ่อบาดาลสูบน้ำขังดับไฟ - ป้องกันเผาเพิ่ม -ด้านผวจ.นครศรีฯ อึ้งปฏิเสธข้าราชการไร้เอี่ยวเผาครอบครองพื้นที่
       
       ปัญหาการเผาพื้นที่ป่าพรุเพื่อทำการบุกรุกครอบครองทำประโยชน์อย่าง ต่อเนื่องส่งผลให้มีความเสียหายในวงกว้างนับหลายหมื่นไร่ ขณะเดียวกันในบางพื้นที่แม้ว่าจะเป็นผืนป่าพรุธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ กลับพบว่ามีการบุกรุกเข้าไปไถทำลายพื้นที่ป่าและเข้าครอบครองโดยอ้างเอกสาร สิทธิ์ ส.ป.ก.อย่างน่าสงสัย
       
       นอกจากนั้นยังพบว่า ส่วนผู้ที่เข้าครอบครองนั้นต่างใช้รถยนต์หรูหราราคาแพงและเดินทางมาจากต่าง ถิ่น เข้ามาดูแลพื้นที่นับหลายร้อยไร่ที่ใช้เครื่องจักรกลหนักเข้าทำลายพื้นที่ ป่า ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ต่างฉงนว่าเอกสารเหล่านั้นได้มาอย่างไรทั้งที่เป็น ชาวบ้านในพื้นที่และอาศัยทำกินในผืนป่าพรุดังกล่าวมาหลายชั่วอายุคน
       
       สำหรับความคืบหน้ากรณีรุกคืบป่าพรุควนเคร็ง ล่าสุดนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธ์พืช ได้เดินทางลงพื้นที่นครศรีธรรมราชและเข้าพบกับ นายธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อหารือในประเด็นที่เกี่ยวข้องทั้งในเรื่องของการป้องกันผืนป่าพรุ การบังคับใช้กฎหมาย การตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่มีการอ้างการถือครองและในส่วนที่เกี่ยวข้องทุก ประเด็นก่อนที่จะเดินทางเข้าสำรวจพื้นที่ทางอากาศโดยใช้เฮลิคอปเตอร์ของกอง ทัพภาคที่ 4
       
       อย่างไรก็ตามก่อนการเดินทางลงพื้นที่ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ เปิดเผยว่าประเด็นสำคัญคือการบุกรุกของประชาชน จะมีการแก้ไข 3 ระดับคือ 1.บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด 2.ขุดเจาะบ่อบาดาลในพื้นที่สูบน้ำระบายเข้าสู่ป่าพรุแก้ปัญหาในการดับไฟและ การรักษาความชุมชื้นโดยการดำเนินการทันที และสำรวจเอ็กซเรย์ทั้งหมดในเรื่องของเอกสารสิทธิ์ทั้งหมดต้องสำรวจถ้าถูก ต้องไม่มีปัญหาแต่ถ้ามีปัญหาเราดำเนินการ และ 3.ต้องทำการบล๊อกเส้นทางที่ชัดเจน
       
       “พรุควนเคร็งสำคัญระดับโลกพื้นที่นี้ต้องได้รับการดูแลที่ ชัดเจน เอกสารทุกแปลงต้องดูว่าเอกสารนี้ได้มาอย่างไร และเรากำลังทำเรื่องเพื่อขอคืนพื้นที่ป่า อย่างจันทบุรีป่าสมบูรณ์มากแต่มี ส.ป.ก.เช่นนี้ผิดหลักเกณฑ์สามารถเอากลับคืนมาได้ ทุกพื้นที่กำลังถูกสำรวจ อย่างนครศรีธรรมราช ต้องดูว่า ส.ป.ก.นั้นมาอย่างไร การแก้ปัญหาจะมีทั้งระบบโดยการจัดการภาพถ่ายทางอากาศ” นายจตุพร กล่าว
       
       ด้านนายธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่าจาการตรวจสอบในเบื้องต้นนั้นไม่พบว่าข้าราชการเข้าไปมีส่วนเกี่ยว ข้อง คงมีชาวบ้านที่รวมตัวกันต้องการพื้นที่นี้ ซึ่งพื้นนี้มีความสำคัญระดับโลกในพื้นที่นี้จะเห็นว่าหลังจากนี้จะมีมาตรการ ที่เข้มข้นและเฉียบขาด
       
       ส่วนการสำรวจป่าพรุนั้น พล.ต.เดชา กิ่งวงศา รองแม่ทัพภาค 4 ได้นำนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมอุทยาน พร้อมด้วยนายพิชัย บุณยเกียรติ นายก อบจ.นครศรีธรรมราช ขึ้นบินสำรวจพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งด้วยเฮลิคอปเตอร์ ผลปรากฏว่าเมื่อบินเข้าสู่พื้นที่ในหลายจุดยังคงเต็มไปด้วยควันไฟ และร่องรอยของความเสียหายต้นไม้ ถูกเผายืนต้นตาย บางจุดเป็นพื้นที่โล่งเตียนเนื่องจากมีการเข้าทำการปรับพื้นที่เรียบร้อย แล้ว
       
       โดยภาพรวมนั้นเห็นเป็นวงกว้างกว่าครึ่งของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งได้มีการร่อนลงจอดในพื้นที่บุกรุกกว่า 500 ไร่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยเพื่อทำการตรวจสอบแต่ไม่พบว่ามีใครอยู่ใน พื้นที่
       
       ส่วนจากการหารือระหว่าง พล.ต.เดชา กิ่งวงศา รองแม่ทัพภาค 4 ในฐานะตัวแทนฝ่ายทหาร นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมอุทยาน และนายพิชัย บุณยเกียรติ นายก อบจ.นครศรีธรรมราช ได้มีข้อตกลงร่วมกันว่าจะมีการร่วมมือกันขอคืนพื้นที่ป่าพรุทั้งหมดที่ถูก บุกรุกโดยผิดกฎหมาย และพื้นที่ ส.ป.ก.ที่ยังคงเป็นป่าสมบูรณ์กลับคืนมาให้ได้อย่างเร่งด่วน


15 มิถุนายน 2553
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000082522
บันทึกการเข้า
 

หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 2.669 วินาที กับ 26 คำสั่ง