มาตรการป้องกันยาต้านจุลชีพและสารเคมีตกค้าง

ในสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยง กรมประมง

 

1.ก่อนให้การรับรองมาตรฐานฟาร์ม กรมประมงจะตรวจสอบการใช้ยาและสารเคมีของเกษตรกรพร้อมทั้งตรวจสอบบันทึกการจัดการฟาร์ม หากตรวจพบยาต้านจุลชีพจากฟาร์มใด กรมประมงจะไม่รับรองจนกว่าเกษตรกรได้ดำเนินการเพื่อหาสาเหตุสารตกค้างหากเกษตรกรจะยื่นใบคำขอใหม่ต้องมีระยะห่างไม่น้อยกว่า 180 วันขึ้นไปโดยผลตรวจซ้ำจะต้องผ่านกรมประมงจึงจะให้การรับรอง

2.ฟาร์มที่มีการขอต่ออายุการรับรองหรือยื่นขอใหม่ต้องมีผลตรวจยาต้านจุลชีพอย่างน้อย 2 ชนิด จาก 5 ชนิด คือ

oxytetracycline, oxolinic acid, fluoroquinolone, Malachitegreen และ Chloramphenicol หากตรวจพบยาต้านจุลชีพจากฟาร์มใด นอกจากจะไม่ได้รับการรับรองฟาร์มแล้วฟาร์มดังกล่าวยังจะถูกระงับการออกหนังสือกำกับการ

จำหน่ายสัตว์น้ำ และจะถูกตรวจสอบการใช้ยา 3-4 รุ่นต่อเนื่องกัน โดยเกษตรกรเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการตรวจด้วยตนเอง

3.เกษตรกรต้องไม่ใช้ยาต้านจุลชีพที่มีประกาศห้ามใช้ในสัตว์น้ำ หากเกษตรกรมีความจำเป็นต้องใช้ยาต้าน

จุลชีพหรือสารเคมีใดๆ ต้องใช้ยาหรือสารเคมีที่อนุญาตให้ใช้ได้เท่านั้นและต้องมีระยะหยุดยาตาม

กำหนด และก่อนจะจับสัตว์น้ำเพื่อจำหน่าย เกษตรกรจะต้องตรวจสอบว่าปริมาณยาตกค้างในสัตว์น้ำไม่เกินค่า MRL ที่กำหนด

4.กรณีที่เกษตรกรใช้ยาต้านจุลชีพที่อนุญาตให้ใช้ได้ในระหว่างเลี้ยง แต่ถ้าจับฉุกเฉินก่อนครบกำหนดระยะ

หยุดยา กรมประมงจะงดออกหนังสือการจับสัตว์น้ำรุ่นดังกล่าว

5.กรมประมง จะสุ่มตรวจสารกลุ่ม Sulfadiazineทุกรุ่น กรณีที่โรงงานแจ้งความประสงค์จะส่งออก สัตว์ น้ำจากการเพาะเลี้ยงไปประเทศญี่ปุ่น

6. สำหรับโรงงานแปรรูปที่ใช้วัตถุดิบจากการเพาะเลี้ยงต้องมาจากฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP หรือ CoCทั้งนี้โรงงานควรระมัดระวังในการซื้อสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยง ไม่นำสัตว์น้ำคนละบ่อหรือฟาร์มมารวมกันจนเป็นเหตุให้ไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของสัตว์น้ำและควรสุ่มตรวจสารตกค้างก่อนรับซื้อวัตถุดิบเข้าโรงงาน

7. กรณียาบางชนิดที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาอนุญาตให้ใช้ได้แต่ประเทศผู้นำเข้าประกาศห้ามใช้ โรงงานผู้ผลิตควรมีข้อตกลงกับเกษตรกรผู้เลี้ยงว่าสามารถใช้ยาชนิดใดได้บ้างก่อนการทำการเลี้ยง เพื่อควบคุมให้เป็นไปตามข้อกำหนดของประเทศที่ส่งออก