Sorry, your browser doesn't support Java(tm).  

 

           ในบรรดาเพลงลูกทุ่ง ผมชอบเพลงของรุ่งเพชร  แหลมสิงห์  โดยเฉพาะเพลง    “ น้ำลงเดือนยี่ ”     ซึ่งเนื้อร้องและทำนองเพลงเป็นแบบวิถีชีวิตของคนไทย อย่างเช่น   “เมื่อเดือนสิบเอ็ดน้ำเริ่มไหลนอง พอเดือนสิบสองน้ำในคลองก็เริ่มจะทรง ครั้นถึงเดือนยี่น้ำก็รี่ไหลลงไหลลง ตกเดือนสามแล้วน้ำก็คงแห้งขอดตลอดลำคลอง”   ฟังเพลงนี้ก็ให้คิดถึงฤดูน้ำหลาก ซึ่งมีเป็นประจำทุกปี   โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ต้องคอยเอากระสอบทรายทำเขื่อนกั้นน้ำไม่ให้เข้าบ้านเรือน  คนในชนบทน้ำหลากไปทั่ว การคมนาคมที่เคยใช้รถใช้ถนนก็หันมาใช้เรือแทน มีประเพณีเกิดขึ้นมากมาย    ชีวิตคนไทยจึงมักจะผูกพันอยู่กับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม จากฤดูน้ำหลากก็เข้าสู่ฤดูหนาว แต่ปัจจุบันความหนาวเย็นของอากาศนับวันจะหายากเข้าไปทุกที ปีนี้แทนที่จะเป็นฤดูหนาวก็ยังมีฝนตกอยู่ตลอด จากฤดูหนาวก็เข้าสู่ฤดูร้อน อากาศก็ร้อนสุด ๆ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ คนแทบจะบ้าคลั่ง   แต่ในชนบทก็ยังมีลมทุ่งพัดผ่านให้คลายร้อนได้ เมื่อสิ้นฤดูร้อน ฤดูฝนก็มาเยือน ลมเย็นช่วยผ่อนคลายบรรเทาความร้อนและความแห้งแล้ง  “ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ต๊กพรำ ๆ กบมันก็ร้องงึมงำ ระงมไปทั่วท้องนา”  ฟังเพลงของรุ่งเพชร ก็ให้คิดถึงกบ ไม่ใช้กบดำกบแดงที่นักเรียนหอพักชอบเล่นเป็นเกมการพนันระดับมิตรภาพและเพื่อนฝูง หรือน้องกบ คุณกบ อะไรทำนองนั้น    แต่ผมหมายถึง กบ ที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า Frog เป็นสัตว์ 4 เท้า ครึ่งบกครึ่งน้ำ ไม่ใช่ครึ่งคนครึ่งผีเหมือนใครบางคน  เมื่อหน้าฝนมาเยือนกบจะร้องระงมไปทั่วท้องทุ่ง หลังจากที่ต้องจำศีลในฤดูหนาวมานาน ก็ต้องมาพบกับฤดูแล้ง แผ่นดินแตกระแหงไปทั่ว ต้องหมกตัวอยู่ในโพรงใต้ดิน รอคอยฝนแรกมาเยือนวันใดที่เริ่มได้ยินกบร้อง   คนโบราณเรียกว่ากบร้องขอฝนซึ่งแน่นอนว่าฝนจะต้องตกในเร็วนี้  ไม่จำเป็นต้องเดือดร้อนถึงนางแมวที่จะถูกนำมาแห่เพื่อขอฝนเมื่อฤดูฝนมาถึง   กบต่างก็ร้องระงมที่กบมันร้องมิได้หมายความว่ากบเสียใจ หรือใครไปทำให้มันเจ็บแต่มันออกมาร้องเพื่อเรียกหาคู่ ตัวที่ร้องเสียงดังลั่นจะเป็นกบตัวผู้ เพราะมันจะมีกล่องเสียงอยู่ใต้ลำคอ  ตัวเมียก็จะร้องเหมือนกันแต่จะร้องเสียงเบา ๆ เพราะตัวเมียไม่มีกล่องเสียง การที่กบตัวผู้ร้องเพื่อเรียกหากบตัวเมีย ฝ่ายกบตัวเมียหลังออกมาจากโพรงดินยังไม่ทันที่จะตั้งหลักปักฐาน พอได้ยินเสียงกบตัวผู้เรียกก็จะรีบกระโดดมุ่งไปตามเสียงร้องของตัวผู้    เรื่องอย่างนี้ถ้าหากยังขืนอืดอาดยืดยาดอาจจะมีมือดีคว้าไปเสียก่อน ขืนชักช้าก็ “gone with the frog”  เมื่อคิดเช่นนั้น กบตัวเมียก็จะรีบพุ่งหลาวเข้าหากบตัวผู้ทันที เมื่อเป็นที่ต้องตาต้องใจตกร่องปล่องชิ้นกันแล้วตัวผู้ก็จะกระโดดขี่หลังกบตัวเมีย เกาะติดแน่นไม่ยอมปล่อย จะไปไหนไปกันตัวฉันไม่ว่า แต่ถ้าใครไปแยกคู่อย่าหวังอีกเลยว่ามันคิดจะหาคู่ใหม่ หลังจากคืนแห่งพายุฝนโปรยปรายเย็นชื่นฉ่ำไปทั่วท้องทุ่ง คืนนั้นตัวผู้จะขี่หลังตัวเมียไปเรื่อย ๆ อย่างมีความสุข จนกระทั่งดึกสงัด ตัวเมียก็จะลอยตัวอยู่ในน้ำ ตัวผู้ก็ยังคงเกาะเกี่ยวขี่หลังตัวเมียอยู่เช่นเดิมไม่มีอะไรเกิดขึ้น  จนเวลาใกล้รุ่งสางประมาณ 04.00 ตัวเมียเห็นว่าขืนปล่อยไว้เช่นนี้คงจะเสียเวลา เหนื่อยเปล่า ๆ โดยไม่ได้เรื่องได้ราวแน่ ๆ  เห็นจะต้องวางไข่ให้รู้แล้วรู้รอดไป ตัวเมียก็จะเลือกทำเลหาที่วางไข่ โดยมันจะว่ายเข้าหาบริเวณแหล่งที่ตื้นริมน้ำ ความลึกประมาณ 5 เซนติเมตร เพื่อที่กบตัวเมียสามารถที่จะเอาขาหลังหยั่งพื้นดินไว้ เพื่อคอยยันปักหลักให้มั่นคงเมื่อเลือกทำเลได้ที่แล้ว ตัวเมียจะเริ่มว่างไข่ ตัวผู้ที่เกาะอยู่บนหลังก็จะใช้ขาหลังทั้งสองข้างรัดที่ท้องตัวเมียเพื่อให้ไข่ไหลออกมาพร้อม ๆ กับปล่อยน้ำเชื้อเข้าผสม  ไข่กบเมื่อถูกผสมก็จะลอยรวมอยู่กันเป็นแพบริเวณน้ำตื้นชายฝั่ง  หรือตามพืชพันธุ์ไม้น้ำ เมื่อพูดถึงไข่กบก็ให้คิดถึงบทเรียนสมัยที่ยังเป็นเด็กชั้นประถม 1 มีหนังสือบทเรียนเล่มแรก และบทแรกคือเรื่องลูกกบ ผมพอจะจำบทเรียนเรื่องลูกกบได้ในบางตอน ซึ่งจำได้ไม่หมด เช่น “ในสระแห่งหนึ่งไม่สู้จะกว้างใหญ่นัก เวลาลมพัดน้ำในสระเป็นระลอกคลื่นน้อย ๆ ทยอยเข้ากระทบฝั่ง ต้นหญ้าขอบสระโอนเอนไปมาจนใบเสียดสีกัน ในสระนี้มีไข่เม็ดเล็ก ๆ สีดำ ๆ ลอยอยู่แพหนึ่งคือไข่กบ มีลูกกบตัวเล็ก ๆ อยู่ในไข่นั้น มันนอนอยู่เหมือนเด็กอ่อน ๆ นอนเปล แต่เปลของมันไม่เหมือนเปลเด็ก เป็นวุ้นกลม ๆ ใส ๆ …..”  บทเรียนยังมีต่อ แต่ผมจำได้เพียงเท่านี้ ผมชอบบทเรียนนี้มาก เพราะเป็นบทเรียนที่สอนให้เด็ก ๆ เกิดความรักธรรมชาติ

            หลังจากแม่กบวางไข่ได้ 1 วัน ลูกกบก็จะฟักออกเป็นตัวเรียกว่าลูกอ๊อด มีลักษณะคล้ายขนมทองหยอด หัวกลม หางแหลม ลูกอ๊อดจะกินพวกสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่เรียกว่า แพลงค์ตอนสัตว์  ได้แก่พวกไรแดง ไรขาวโคพีพอด  ต่อมาก็จะกินพวกตัวอ่อนของแมลงนอกจากนั้นมันยังกินกันเองด้วย ลูกอ๊อดตัวโตจะกินตัวเล็กกว่า หลังจากเป็นลูกอ๊อดอยู่ประมาณ 1 เดือน มันก็จะเปลี่ยนรูปร่างเป็นลูกกบเล็ก ๆ คล้ายพ่อแม่กบ กบน้อยก็จะอาศัยทั้งบนบกและในน้ำ อยู่ตามท้องทุ่งที่เป็นที่ชุ่มน้ำ  กบที่เราพบเห็นอยู่ตามท้องไร่ท้องนา เราเรียกว่า กบนา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rana tigerina ยังมีกบอีกหลากหลายพันธุ์ มีกบ 2 ชนิด ที่ได้ยินแต่ชื่อเสียงเรียงนามแต่ไม่ค่อยจะได้เห็นหน้าค่าตาว่าเป็นอย่างไร เป็นกบไทยที่อาศัยอยู่ตามภาคต่าง ๆ ของประเทศ เช่น  แถวภาคเหนือแม่ฮ่องสอนมีกบที่มีขนาดใหญ่ เรียกว่าเขียดแลว หรือทีเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ากบภูเขา ชอบอาศัยอยู่ตามที่สูง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rana blythii 

            ที่ภาคใต้มีกบชนิดหนึ่ง อาศัยอยู่ตามป่าดิบชื้นตามลำคลอง ลำห้วยในป่าดิบ เรียกว่า กบทูต หรือกบดง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rana macrodon เคยมีรายงานว่าพบกบชนิดนี้มีขนาดน้ำหนักตัวถึง 3 กิโลกรัม และอำเภอเบตง เป็นแหล่งที่มีกบดง หรือกบทูตชุกชุมมากแห่งหนึ่ง  ที่สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดยะลา ได้ทดลองเพาะขยายพันธุ์แต่ยังมีปัญหาเรื่องอัตราการตายของลูกกบที่สูงมาก เนื่องจากลูกกบขนาดเล็กจะกินอาหารที่มีชีวิตเท่านั้นยังไม่สามารถที่จะฝึกให้ลูกกบกินอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารที่ไม่มีชีวิตได้

            ผมมีโอกาสได้ไปที่อำเภอเบตง เพื่อเข้าร่วมประชุมสัมมนาในเรื่องของโครงการประมงหมู่บ้าน ผู้เข้าร่วมประชุมระดับประมงอำเภอ และประมงจังหวัดภาคใต้ทั้งหมด ภายหลังจากการประชุมที่เป็นไปอย่างเคร่งเครียด ผู้เข้าร่วมประชุมหลับบ้างตื่นบ้างตามอัธยาศัย ผ่านไปแล้ว 1 วัน ช่วงกลางคืนได้มีงานเลี้ยงรับรองผู้เข้าร่วมประชุม ท่านนายอำเภอกล่าวว่า หลายท่านยังไม่มีโอกาสได้มาเยือนแผ่นดินใต้สุดเขตแดนสยาม ท่านนับว่าเป็นผู้ที่มีโอกาสดีที่ได้มาเยือนแดนดินถิ่นนี้ แต่ท่านจะมาไม่ถึงเมืองนี้หากท่านยังไม่ได้ลิ้มลองรสชาติของไก่เบตง และปลาจีนที่เลี้ยงด้วยสายน้ำที่ผ่านหุบเขาลำเนาไพร และเย็นยะเยือก ประดุจหนึ่งสายน้ำจากแม่น้ำแยงซีบนผืนแผ่นดินใหญ่ที่ไกลโพ้น แต่อย่างไรก็ตาม แม้ท่านได้ลองลิ้มชิมรสทั้งสองสิ่งที่กล่าวมาแล้วก็ตาม นั่นเป็นเพียงท่านได้มาถึงอำเภอเบตงเท่านั้น แต่ยังไม่ถึงที่สุดสุดของอำเภอเบตงได้ ถ้าหากท่านไม่ได้ลองรสชาติของกบดง หรือกบทูต ท่านที่เคารพ ท่านเชื่อหรือไม่ว่ากบชนิดนี้เป็นกบที่ใหญ่ที่สุดในโลก

            ปัจจุบันนี้เราได้พบกบชนิดนี้ 3 กิโลต่อตัว เหล่าประมงอำเภอและประมงจังหวัดร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า อู้ฮู. ! ตัวละ 3 กิโลกรัม  ท่านนายอำเภอยังแถลงต่อไปอีกกว่า ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปแล้วนั้น ท่านคงจะคิดว่านายอำเภอนี้คงจะคุยโม้ แต่ผมจะบอกย้ำให้ท่านทราบว่า เราได้ให้นักล่ากบระดับ Professional คือ ระดับมืออาชีพออกสำรวจแล้วเพื่อการอนุรักษ์ ที่กระผมได้กล่าวไปแล้วข้างต้น เราเจอกบ 3 กิโลต่อตัว นั้น หมายความว่า เราเดินหากบระยะทาง 3 กิโลเมตร เจอกบ 1 ตัว…….แหม เห็นไหมครับพวกประมงเจอลูกเล่นมหาดไทยเข้า

                                                                ผอ.สมชาติ  สุขวงศ์

                                                  สถาบันพันธุกรรมสัตว์น้ำ   กรมประมง