การเลี้ยงปลาสวาย

สารบัญ
แหล่งกำเนิดและการแพร่กระจายรูปร่างลักษณะ
ลักษณะเพศและการผสมพันธุ์การอนุบาลลูกปลาสวาย
การเลี้ยงปลาสวาย
โรคของปลาสวายและการป้องกันคุณค่าทางอาหารของเนื้อปลาสวาย
ประโยชน์ของปลาสวายผลผลิต และต้นทุนการผลิต
แนวโน้มของการเลี้ยงปลาสวาย

ปลาสวายเป็นปลาน้ำจืดประเภทไม่มีเกล็ดเช่นเดียวกับปลาเทโพเทพา และสังกะวาดเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ มากรองจากปลาบึก ขนาดใหญ่ที่สุดมีความยาวถึง 150 เซนติเมตร ปลาชนิดนี้มีพบในแถบประเทศสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว กัมพูชา เวียดนาม และไทย ปลาสวายมีชื่อสามัญหรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Stripped Catfish มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่าPangasius sutchi Fewler เป็นปลาที่มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศอีกชนิดหนึ่ง
ประมาณปี พ.ศ. 2492 เป็นต้นมาทำให้ราษฎรมีอาชีพรวบรวมพันธุ์ปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น ในเขตจังหวัด นครสวรรค์ อุทัยธานี ส่งขายต่อให้ผู้เลี้ยงปลาในเขตจังหวัดอุทัยธานี อยุธยา และกรุงเทพฯ ต่อมาได้มีการผสมเทียมเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้สำเร็จในปี 2509 และหลังจากนั้น 3 ปี การเพาะพันธุ์และการอนุบาลก็ประสบความสำเร็จ พอดำเนินเป็นการค้าได้ นอกจากนี้ได้มีอาชีพเลี้ยงลุกปลาขนาดเล็กเพื่อส่งขายต่างประเทศแบบลูกปลาสวายสวยงามได้ด้วย ในการเลี้ยงปลาเป็นอาชีพ ปลาสวายเป็นปลาอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการเลี้ยงกว้างขวาง สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อ ในกระชัง และเลี้ยงได้ทั้งชนิดเดียว หรือเลี้ยงรวมกันกับปลาชนิดอื่น เช่น ปลาตะเพียน ปลานิล ฯลฯ เพราะปลาสวายเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตเร็วและไม่ค่อยมีโรคพยาธิเบียดเบียนเช่น ปลาอื่นๆ นอกจากนั้นยังเป็นปลา ที่กินอาหารได้เกือบทุกชนิด แม้เศษอาหารจากร้านค้า ครัวเรือน หรือ มูลสัตว์ เช่น มูลสุกร ฯลฯ ก็ใช้เป็นอาหารปลาสวายได้เป็นอย่างดี 

แหล่งกำเนิดและการแพร่กระจาย ปลาสวายมีแหล่งกำเนิดในประเทศอินเดียและพม่า ต่อมาได้แพร่เข้ามาในประเทศอินโดนีเซียและไทย สำหรับ
ประเทศไทย ปลาสวายมีแหล่งอาศัยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน ป่าสัก และแม่น้ำโขงรวมทั้ง คลอง หนองบึง อันเป็นสาขาของแม่น้ำดังกล่าว เช่น ในบึงบอระเพ็ดจังหวัดนครสวรรค์ และบึงสีไฟจังหวัดพิจิตร พบว่าปลาสวาย ชอบอาศัยอยู่บริเวณที่เป็นอ่าว น้ำนิ่งและเป็นผักตบชวา หรือแพสนุ่นขึ้นหนาแน่น เป็นปลาที่ตื่นตกใจง่าย เมื่อถูกรบกวนหรือถูกทำอันตรายสารบัญ


รูปร่างลักษณะ
ปลาสวายมีรูปร่างค่อนข้างเรียวยาว หัวค่อนข้างกว้าง แต่ไม่แบนมากนัก ปากอยู่ต่ำ กว้างทู่ มีตาขนาดเล็ก
มีหนวด 2 คู่ คือ หนวดขากรรไกรบน 1 คู่ และหนวดขากรรไกรล่าง 1 คู่ ซึ่งหนวดคู่แรกมีความกว้างกว่าหนวดคู่ที่ 2 เส้นข้างตัวมีลักษณะเป็นเส้นสมบูรณ์ ส่วนสัดของลำตัวที่สำคัญๆ คือ ความยาวสุดของลำตัวประมาณ 4 เท่าครึ่งของ ความยาวส่วนหัว ส่วนความยาวมาตรฐานลำตัวยาวประมาณเกือบ 4 เท่าครึ่งของความกว้างลำตัว ครีบหลังมี
ก้านแข็ง 1 ก้าน มีลักษณะฟันเลื่อย และมีก้านแขนง 6 ก้าน มีครีบไขมันขนาดเล็กอยู่ระหว่างครีบหลังและครีบหาง ครีบก้นมีก้านแข็ง 4 ก้าน และก้านแขนง 30-32 ก้าน ครีบหูมีก้านแข็ง 1 ก้าน และก้านแขนง 6 ก้าน
ลักษณะภายในที่สำคัญ มีซี่เหงือก 20 ซี่ มีฟันซี่เล็กๆ เรียงเป็นแถวบนขากรรไกรบนทั้ง 2 คู่ มีฟันบนเพดานเรียง
เป็น 2 แถว ปลาสวายที่แก่เต็มวัยจะมีลำตัวเป็นสีเทาดำบริเวณด้านหลังและมีสีขาวบริเวณตั้งแต่ด้านข้างของลำตัว จากส่วนหน้าถึงโคนหางขนานไปกับเส้นข้างตัวทั้งด้านบนและด้านล่างทำให้แลดูสวยงามมาก อนึ่งลูกปลาสวายขนาดเล็ก มีลักษณะต่างๆที่คล้ายคลึงกันมากกับลูกปลาเทโพและสังขะวาด ทำให้ยากแก่การจำแนก และเป็นปัญหาต่อผู้ที่มีอาชีพ รวบรวมลูกปลาสวายจากแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ถึงอย่างไรก็ดีจากผลการศึกษาและค้นคว้าพอสรุปข้อแตกต่างของลูกปลา
ทั้ง 3 ชนิดได้ดังนี้
ความแตกต่างระหว่างลูกปลาสวาย เทโพ และลูกปลาสังกะวาด

ก้าน 6 ก้าน 6 ก้าน
รอยผ่าของปาก มุมกว้าง มุมกว้างกว่าสวาย มุมแคบกว่าสวายและ เล็กน้อย เทโพมาก
ซี่เหงือก มากกว่า 12 ซี่มีลักษณะของ มากกว่า12 ซี่ ปลากินเนื้อ
สีของครีบหลังและ สีดำจางพอสังเกตได้ สีดำเข้มชัดเจน ไม่มีสีครีบอก
สีครีบหาง สีดำจาง ๆ สีดำเข้ม ไม่มีสี
การผุดขึ้นที่ผิวน้ำ ผุดขึ้นเร็วและสะบัด ผุดเร็วและสะบัด ผุดขึ้นช้า ๆ และไม่ หางจนน้ำกระเด็น หางค่อนข้างเร็ว สะบัดหาง
การรวมฝูงและว่าย ไปเป็นฝูงเดียวหรือ ไปเป็นฝูงหรือร่วม ไปฝูงเดียวไม่รวมกับน้ำ รวมกับปลาเทโพ กับลูกปลาสวาย ปลาชนิดอื่น
หมายเหตุ ; จากลัษณะที่แตกต่างดังกล่าวข้างต้น ผู้มีอาชีพรวบรวมลุกปลาสวายสามารถใช้ลักษณะที่แตกต่างที่สำคัญเป็นหลักใน
การสังเกตได้ 3 ลักษณะ คือ ลักษณะที่ 2,6 และ 8สารบัญ


ลักษณะเพศและการผสมพันธุ์
ความแตกต่างระหว่างเพศผู้และเพศเมียของปลาสวายนั้น จะสังเกตได้ยากจากปลาที่โตไม่เต็มวัย แต่พอถึงฤดูวางไข่และผสมพันธุ์ทั้งปลาเพศเมียและเพสผู้จะมีลักษณะภายนอกที่เห็นเด่นชัด คือ
ปลาเพศเมีย
ส่วนท้องพองเป่ง กลมนูน พื้นท้องนิ่มมาก ลักษณะช่องเพศเป็นรูปวงรีกว้างใหญ่กว่าตัวผู้ ช่องเพศพองเป่ง และมีสีแดงเข้ม ลำตัวจะมีสีขาวเงินสวยงาม พอถึงเวลาที่ปลาเพศเมียมีไข่สุกเต็มที่จะวางไข่ มีลักษณะสังเกตได้ง่าย -มองเห็นเม็ดไข่สีเหลืองไหลออกมาจากช่องเพศในทันทีที่จับปลาขึ้นมาพ้นน้ำ เมื่อจับโคนหางงอพับมาทางด้านหน้า ไข่ที่สุกจะไหลออกมาอย่างต่อเนื่องปลาเพศผู้ จะมีท้องเรียบกว่าและไม่นูนเหมือนปลาเพศเมีย พื้นท้องแข็งกว่าช่องเพศ เป็นรูปรีเช่นเดียวกันแต่แคบและเล็กกว่า สีแดงอ่อนและมีส่วนของอวัยวะเพศยื่นยาวออกมา ปลาตัวผู้ที่มีน้ำเชื้อสมบูรณ์และแก่เต็มที่ เมื่อใช้มือบีบที่บริเวณช่องเพศเบา ๆ จะเห็นน้ำเชื้อสีขาวไหลออกเห็นได้ชัด ในธรรมชาติปลาสวายจะผสมพันธุ์วางไข่ ในบริเวณที่มีน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก ในช่วงตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-ตุลาคม


ปัจจุบันการเพาะพันธุ์ปลาสวายโดยวิธีการฉีดฮอร์โมนผสมเทียมทำให้มีพันธุ์ปลาพอเพียงกับการเลี้ยง โดยสามารถเพาะพันธุ์ปลาได้ ตั้งแต่เดือนเมษายน-ตุลาคม ไข่ปลาจะฟักออกเป็นตัวในระยะเวลา 27-33 ชั่วโมง หลังจากวางไข่ที่อุณหภูมิ 28-31 องศาเซลเซียส ลูกปลาที่ฟักออกเป็นตัวใหม่ ๆ จะมีขนาดความยาวประมาณ 3 มม. มีลักษณะใสและโปร่งแสง และยังไม่ว่ายน้ำ คงพักตัวอยู่เฉย ๆ ประมาณ 1-2 ชั่วโมง จนลูกปลาแข็งแรงขึ้นแล้วจึงเริ่มเคลื่อนไหว โดยว่ายน้ำขึ้นลงในทางดิ่ง ซึ่งว่ายน้ำขึ้นลงอยู่อย่างนี้เป็นเวลาประมาณ 3 วัน ลูกอ่อนปลาสวาย เป็นลูกปลาที่ค่อนข้างแปลกกว่าลูกปลาชนิดอื่นตรงที่ว่าลูกปลาจะกินอาหารและกินกันเองตั้งแต่งปากเริ่มอ้า และถุงไข่แดงยังยุบไม่หมดลูกปลาที่มีอายุตั้งแต่ 3 วันนี้ เริ่มว่ายน้ำไปมาในทางราบได้ ลูกปลาสวายจะเจริญและมีอวัยวะครบถ้วน เช่นเดียวกับปลาเต็มวัยเมื่อมีอายุได้ 14 วัน
สารบัญ


การอนุบาลลูกปลาสวาย
ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการอนุบาลลูกปลาสวายได้แก่ ปริมาณและคุณภาพของอาหาร คุณภาพน้ำ ซึ่งจำเป็นต้องถ่ายเทอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้อาหารตกค้างอันจะเป็นสาเหตุทำให้อาหารตกค้าง
อันจะเป็นสาเหตุทำให้น้ำเน่าเสียทำให้ปลาเป็นโรคและตายได้ภายหลัง อาหารที่ให้ได้แก่ ไข่แดงต้มบดให้ละเอียดสลับกับการให้ลูกไรแดง โดยเฉพาะลูกไรแดงนั้นลูกปลาสวายวัยอ่อนต้องการมากการให้อาหารจำพวกไข่แดงต้มบดนั้นมีหลักอยู่ว่า
ให้แต่ละครั้งน้อย ๆ แต่ให้บ่อยครั้ง หรือ ประมาณ 2 ชั่วโมง/ครั้ง ในทางปฏิบัติให้ย้ายลูกปลาที่ฟักออกใหม่ ๆ จากกระชังฟักไปเลี้ยงในกระชังอื่นก่อน เมื่อลูกปลาอายุครบ 1 วัน ถุงไข่แดงเริ่มยุบ จึงเริ่มให้ไข่แดงต้มบดละเอียด และไรแดงดังได้กล่าวแล้วข้างต้น ในช่วงนี้ควรปล่อยลงบ่ออนุบาลที่เตรียมไว้ เพราะถ้าอนุบาลในกระชังต่อไปลูกปลาจะกินกันเอง
การอนุบาลลูกปลาเพื่อขายเป็นอาชีพหรือทางการค้านิยมอนุบาลในบ่อดิน
ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้คือทำความสะอาดเพื่อเตรียมบ่อดินที่จะทำการอนุบาล เพื่อทำลายศัตรูปลา ใส่ปูนขาวและปุ๋ยคอก ตามวิธีการของกรมประมง การเติมน้ำลงบ่อและปล่อยลุกปลา ทำได้ 2 แบบคือ-เติมน้ำลงบ่อให้ได้ระดับประมาณ 20-30 เซนติเมตร ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ จึงเพิ่มระดับน้ำให้ได้ระดับ 70-100 เซนติเมตรแล้วจึงปล่อยลูกปลาวัยอ่อน ที่เตรียมไว้ลงบ่อ แต่ก่อนจะปล่อยลูกปลาควรกำจัดแมลง โดยเฉพาะมวนกรรเชียงในการกำจัดใช้น้ำมันโซลา 1 แกลลอน/บ่อ
1 ไร่ บางคนเอาน้ำสบู่หรือน้ำผงซักฟอกผสมลงไปเล็กน้อยเพื่อให้น้ำมันไม่จับตัวเป็นแพ สาดน้ำมัน หรือน้ำมันโซลาผสม ดังกล่าวให้ทั่วบ่อควรเป็นตอนกลางวันที่มีแสงแดดและเมื่อสังเกตเห็นว่ามวนกรรเชียงถูกกำจัดหมดแล้วแต่เหลือคราบน้ำมัน
อยู่บนผิวน้ำในบ่อ ก็ให้เอารำละเอียดหว่านสาดในบริเวณคราบน้ำมันอยู่บนผิวน้ำในบ่อ ก็ให้เอารำละเอียดกับคราบน้ำมัน เมื่อลอยไปติดชายบ่อด้านใด ก็ใช้สวิงหรือผ้าขาวบางตักขึ้น - เติมน้ำลงบ่อในระดับ 20-30 เซนติเมตร ก่อนปล่อย
ลูกปลา 1-2 วัน แล้วปล่อยลูกปลา ขณะเดียวกันก็เพิ่มระดับน้ำขณะที่ปล่อยปลาลงบ่อเพื่อให้ลูกปลากระจายทั่วบ่อ วิธ๊การทำแนบนี้ไม่ต้องใช้น้ำมันโซลากำจัดมวนกรรเชียง วิธีนี้ลูกไรน้ำที่เป็นอาหารปลาธรรมชาติในบ่ออาจเกิดไม่ทัน ในระยะแรกการให้อาหารส่วนใหญ่จึงเป็นไข่แดงต้มบดละเอียด และถ้าหาไรแดงจากที่อื่นมา ให้ลูกปลาด้วย ก็จะช่วยให้ลูกปลาโตเร็ว และมีเปอร์เซ็นต์รอดมากอีกด้วยการนำลูกปลาวัยอ่อนลงปล่อย ในบ่อดินที่ใช้อนุบาลลูกปลา
ใช้อัตรา 300-400 ตัว/ม.2การให้ไข่แดงต้มบดละเอียดแล้วสาดทั่วบ่อ ให้ทำวันละหลาย ๆ ครั้ง และให้ค่อยสังเกตดูว่าเพียงพอหรือไม่หลังจากนั้นประมาณ 5-7 วัน จะสังเกตเห็นว่าลูกปลาเริ่มขึ้นสู่ผิวน้ำ ซึ่งระยะนี้จะต้องให้อาหารประเภทปลาบดในอัตรา 55-60 กก./ไร่ หรือต่อลูกปลาประมาณ 300,000 ตัวในระยะแรก ๆ และในระยะต่อมาจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้น โดยอาศัยการสังเกตในการกินอาหารของลูกปลาระยะนี้ไม่จำเป็นต้องให้ไรแดงอีกต่อไป ลูกปลาที่ได้รับการเอาใจใส่ดูแลอย่างดีภายในระยะ 4-5 สัปดาห์ จะมีขนาด 2-5 เซนติเมตร
สารบัญ


การเลี้ยงปลาสวาย
การเลี้ยงปลาสวายประเภทเลี้ยงชนิดเดียวนั้น ปัจจุบันมีการเลี้ยงอยู่ 2 วิธีคือเลี้ยงในบ่อดินและเลี้ยงในกระชัง
การเลี้ยงปลาในบ่อดิน
การเลี้ยงปลาสวายในบ่อดินทำกันมากในภาคกลาง โดยเฉพาะในเขตจังหวัดนครสวรรค์ลงมาถึงสุพรรณบุรี ปทุมธานี และกรุงเทพมหานครแต่ข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยง การให้อาหารตลอดจนการเจริญเติบโตค่อนข้างจะแตกต่างกันมาก ทั้งนี้เป็นเพราะมีปัจจัยอยู่หลายอย่างที่ทำให้มีข้อแตกต่างกันมากเช่น น้ำและคุณสมบัติของน้ำที่ใช้เลี้ยง วิธีการเลี้ยง และการจัดการ ตลอดจนการเอาใจใส่ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่สำคัญในการเลี้ยงทั้งนั้นอย่างไรก็ตามการเลี้ยงปลาสวาย ควรจะได้มีการพิจารณาหลักทั่ว ๆ ไปดังต่อไปนี้
ขนาดของบ่อและที่ตั้ง ควรเป็นบ่อขนาดใหญ่ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ขึ้นไปหรืออย่างน้อยไม่ควรต่ำกว่า 400 ตารางเมตร ความลึกประมาณ 2 เมตร ที่ตั้งของบ่อควรอยู่ใกล้แม่น้ำ หรือลำคลองที่สามารถรับน้ำ และระบายน้ำเข้าออกได้ เมื่อต้องการการเตรียมบ่อใช้หลักการและวิธีการเดียวกับหลักการเตรียมบ่อเลี้ยงปลา ทั่วไปน้ำที่เอามาใส่ไว้ในบ่อ ต้องเป็นน้ำที่มีคุณสมบัติความเป็นกรด-ด่าง และปริมาณออกซิเจนเหมาะสมการคัดเลือกพันธุ์ปลา สำหรับปล่อยลงบ่อเลี้ยงควรพิจารณาถือเอาหลักการง่ายๆ ดังนี้
เป็นปลาที่สมบูรณ์ ไม่เป็นแผล ไม่แคระแกรนหรือพิการ และปราศจากโรค
เป็นปลาขนาดไล่เลี่ยกัน เพราะปลาที่โตแตกต่างกันจะรังแกกันและแย่งอาหาร สู้ตัวโตไม่ได้ เมื่อถึงเวลาจับขายทำให้มีปัญหา บางทีต้องคัดทำการเลี้ยงต่อไปหรือบางที่มีอุปสรรคในการเลี้ยงอัตราการปล่อย ปลาที่ปล่อยควรมีขนาดค่อนข้างโต คือ ขนาด 5-12 ซม. อัตราการปล่อย 2-3 ตัว/ตารางเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพของอาหาร และความสมบูรณ์ของน้ำที่ใช้เลี้ยงอาหาร ปลาสวายเป็นปลาที่กินอาหารทุกประเภทโดยไม่เลือก ซึ่งได้แก่ พืช สัตว์เล็กๆอยู๋ในน้ำ เช่น พวกแมลง ไส้เดือน หนอน และตะไคร้น้ำ ตลอดจนพวกจอกแหนและผักที่กินใบ นอกจากนี้ปลาสวายยังมีความสามารถในการใช้มูลสัตว์จำพวกหมู ไก่ และจำพวกวัว ควาย ให้เป็นอาหารโดยตรงได้อีกด้วย เพราะเหตุนี้เอง ปลาสวายจึงเป็นปลาที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นปลาเลี้ยงแบบไร่ผสมหรือเรียกว่าแบบผสมผสานชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง
การหาวัสดุมาใช้เป็นอาหารของปลาสวายเป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งของการเลี้ยงปลาสวายเพราะในการเลี้ยงปลาสวาย
ให้มีความสำเร็จหรือให้ได้ผลกำไรนั้นขึ้นอยู่ที่การหาวัสดุมาใช้เป็นอาหาร ถ้าหากการหาวัสดุมาได้ด้วยราคาถูก การเลี้ยงปลาก็ได้กำไร และในทางตรงกันข้ามถ้าวัสดุอาหารหาได้ด้วยราคาแพงก็จะได้กำไรน้อยหรือขาดทุน อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาสวายในเขตชานเมืองของกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งแหล่งผลิตปลาสวาย ส่วนใหญ่จะได้มาจาก
-เศษอาหารจากภัตตาคารและร้านค้า
-พวกมูลสัตว์ หรืออาหารจากส่วนที่ย่อยไม่หมดของกระเพาะและลำไส้ของโค กระบือและสุกรจากโรงฆ่าสัตว์ -เศษผักจากสวนผักซึ่งผู้ทำสวนผักตัดและคัดทิ้ง
-เศษผักจากตลาดสดที่ถูกตัดทิ้ง ตลอดจน เศษเครื่องในและเหงือกปลาที่แม่ค้าในตลาดวักออกทิ้ง
-เศษมันเส้น (จากมันสำปะหลัง ) หรือมันเส้น หรือหัวมัน ตลอดจนใบมัน
โดยเฉพาะใบมันอาจโยนให้โดยตรงหรือต้มผสมกับวัสดุอื่นให้กินการเจริญเติบโต
การเลี้ยงปลาสวายในบ่อดินจะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 8-12 เดือน ปลาสวายจะมีขนาด 1-1.5 กก. ซึ่งเป็นขนาดที่จำหน่ายได้ในท้องตลาดทั่ว ๆ ไปการจับ หากทำการจับปลาจำนวนน้อย ให้ใช้แหหรือสวิงแต่ถ้าจำนวนมาก ควรใช้อวนหรือเผือกสุกล้อม หากเป็นบ่อขนาดใหญ่ให้แบ่งตอนของบ่อด้วยเฝือกหรืออวนก่อน แล้วใช้อวนล้อมสกัดจับส่วนที่ต้องการออก เพื่อไม่ให้ปลาในบริเวณที่เหลือมีอาการตื่นตกใจตามไปด้วยผลผลิต ปลาที่เลี้ยงในบ่อดินจะมีผลผลิตในระยะ 8-12 เดือน ประมาณ 4,000-6,000 กก./ ไร่ ทั้งนี้แล้วแต่ความอุดมสมบูรณ์ของอาหารที่ให้และน้ำที่ใช้เลี้ยง
การแก้ปัญหากลิ่นสาบโคลนของปลาสวายที่เลี้ยงในบ่อ
จากการเลี้ยงปลาสวายในบ่อโดยเฉพาะอย่างหนาแน่นนั้นมักจะมีกลิ่นสาบโคลนเมื่อนำมาทำเป็นอาหาร
การแก้ปัญหากลิ่นสาบโคลนมีดังนี้
-ถ่ายเทน้ำที่เลี้ยงปลาติดต่อกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะนำปลาสวายไปจำหน่ายหรือทำอาหาร
-ก่อนจะนำไปจำหน่ายหรือทำอาหาร ควรจับปลาหรือถ่ายปลาจากบ่อใหม่ที่มีน้ำสะอาดและถ่ายเท
ได้พอสมควร แล้วให้อาหารจำพวกปลายข้าวต้มผสมรำก่อนนำไปจำหน่าย 2-3 วัน
จะทำให้ปลามีกลิ่นดีขึ้นเมื่อทำอาหาร

การเลี้ยงปลาในกระชัง
การเลี้ยงปลาสวายในกระชังนั้น เป็นการเลี้ยงที่ให้ผลผลิตสูงกว่าการเลี้ยงในบ่อดินเป็นการเลี้ยงที่ได้รับความนิยมอย่างมาก จากราษฎรที่อาศัยเรือนแพในแม่น้ำ ลำคลองแถบภาคกลาง เช่น จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี พระนครศรีอยุธยา ฯลฯ หลักเกณฑ์การเลี้ยงปลาสวายในกระชังมีดังนี้ที่ตั้งของกระชัง ควรตั้งในแหล่งน้ำจืดที่มีน้ำไหลถ่ายเทได้เช่น แม่น้ำ ลำคลอง หากจะเลี้ยงในอ่างเก็บน้ำควรตั้งกระชังให้อยู่ในบริเวณตอนบนของอ่าง ซึ่งมีกระแสน้ำพอที่จะช่วยถ่ายเทของเสีย จากกระชังได้บ้างก็จะเป็นการดีวัสดุที่ใช้สร้างกระชัง ส่วนใหญ่นิยมทำด้วยไม้เนื้อแข็ง และจะมีอยู่บ้างที่ยังใช้ไม้ไผ่สานทำเป็นกระชัง นอกจากนั้นก็มีการใช้เนื้ออวนโพลีเอททีลิน แต่ยังไม่แพร่หลายมากนัก ในการใช้วัสดุพยุงกระชังให้ลอยน้ำนั้นนิยมใช้ไม้ไผ่มัดเป็นแพลูกบวบขนาดของกระชัง ส่วนใหญ่ท่าเป็นกระชังไม้ หรืออวนจะมีขนาด 8-15 ตารางเมตร ลึก 1.25-1.50 เมตร และถ้าเป็นไม้ไผ่สานจะมีขนาด 2x5x1.5 เมตร  
อัตราการปล่อย ปลาที่ปล่อยเลี้ยงในกระชังขนาด 7-12 ซม. ปล่อยในอัตรา 100-200 ตัว/ตารางเมตรอาหารและการให้อาหาร ใช้อาหารส่วนประกอบของอาหารที่เลี้ยงในบ่อ แต่มีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับ การให้อาหารปลาที่เลี้ยงในกระชังนั้น อาหารอาจจะฟุ้งกระจายขณะที่ปลาสวายแย่งกันกินอาหาร จะมีส่วนสูญเสียอยู่จำนวนหนึ่งอาจแก้ไขได้โดยใส่สารเหนียวผสมในอาหารที่ให้ควรจะให้วันละ 1 ครั้ง ในปริมาณ3-5 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักตัวการเจริญเติบโต ขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพของอาหารที่ให้ หากเป็นกระชังขนาดประมาณ 10 ตารางเมตร ลึก 1.25 เมตร ปล่อยปลา 150-200 ตัว / ตารางเมตร ใช้วเลาเลี้ยงประมาณ 1 ปี จะให้ผลผลิตประมาณ 1,500 กก. / กระชังการจับและลำเลียงส่งตลาด การจับปลาสวายที่เลี้ยงในกระชังนั้นทำง่าย ๆ แบบใช้อวนล้อมจับในกระชังซึ่งง่ายกว่าการจับในบ่อมากการลำเลียงทางบกเพื่อให้ได้ปลามีชีวิตไปขายในตลาด ทำได้ง่าย ๆ โดยรถยนต์โดยเฉพาะรถปิคอัพ ใช้ถังสี่เหลี่ยมขังน้ำประมาณเพียงเพื่อให้ท่วมปลา แล้วใช้อวนปิดถัง การลำเลียงแบบนี้ควรทำตอนเช้ามืดหรือกลางคืนซึ่งมีอากาศเย็นจะได้ผลดีมาก
สารบัญ


โรคของปลาสวายและการรักษา

โดยปกติ ปลาสวายมักจะไม่ค่อยเป็นโรคมากนัก โรคที่พอจะพบได้บ้างคือ
โรคที่เกิดจากพยาธิ อิ๊ด ( Ichthyophthirius sp. )
เกิดได้กับปลาทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ จัดว่าเป็นโรคที่ทำความเสียหายให้แก่ผู้เลี้ยงปลามากที่สุด เนื่องจากตัวเต็มวัยของพยาธิอยู่ใต้ผิวหนังของปลาและดูดเลือดกินเป็นอาหาร ปลาที่เป็นโรคชนิดนี้จะปรากฏจุดสีขาวกระจายไปทั่วลำตัว มีเมือกหลุดออกมา และมีอาการเฉื่อยชา โรคนี้มักเกิดจากการเลี้ยงปลาหนาแน่นมากเกินไป อาหาร คุณภาพ และปริมาณไม่พอเพียง อุณหภูมิต่ำ ถ้าพบว่าปลาตัวใดเป็นโรคนี้ ให้รีบใช้ยากำจัดทันที ก็สามารถป้องกันการระบาดของโรคได้ เพราะอิ๊คเข้าทำลายตัวปลาไม่พร้อมกัน
วิธีแก้ไข
สามารถทำได้หลายวิธีดังนี้ คือแช่ปลาในน้ำยาฟอร์มาลีน (Formalin ) เข้มข้น 25 ส่วนในล้านส่วน โดยแช่วันเว้นวัน
แช่ปลาที่เป็นโรคใช้น้ำยาเมททีลีนบลู (Methylene blue ) เข้มข้น200 ส่วนในล้านส่วน ประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วย้ายมาขังไว้ในบ่อที่มีน้ำสะอาดประมาณ 2-3 วัน จุดขาว ๆ จะค่อย ๆ หายไปเอง
แช่ปลาในสารละลายไนโตรฟูราโซน ความเข้มข้น 1 กรัมต่อน้ำ 40 ลิตร นานประมาณ 2-3 วัน
แช่ปลาในสารละลายออรีโอมัยซิน ความเข้มข้น 15 มิลลิกรัมต่อน้ำ/ลิตร นานประมาณ 4 วัน


โรคที่เกิดจากพยาธิ ทริโคตินา (Trichodina sp. )
ส่วนมากเป็นกับปลาขนาดเล็ก พยาธิชนิดนี้จะเกาะอยู่ตามบริเวณลำตัว ครีบซี่เหงือก อาหารที่ปรากฏคือ มีลักษณะเป็นแผ่นเยื่อบาง ๆ ปกคลุมบริเวณดังกล่าวทำให้มีอาการเฉื่อยชา ไม่ค่อยกินอาหารและจะตายในที่สุดวิธีกำจัดทำได้หลายวิธี เช่น
ก. แช่ปลาในน้ำเกลือเข้มข้น 3% เมื่อปลามีอาการกระวนกระวายแล้วจึงเปลี่ยนน้ำใหม่
ข. แช่ปลาในน้ำยาฟอร์มาลีนเข้มข้น 25 ส่วนในล้านส่วนค. แช่ปลาในสารละลายด่างทับทิม 3 ส่วนในล้านส่วน

โรคท้องบวม
เกิดกับปลาสวายทุกขนาด อาการที่ปรากฏ คือ ส่วนท้องของปลาจะบวมออกมาเห็นได้ชัดเจน ทำให้ปลามีการเคลื่อนไหวช้าลงและตายในที่สุดเช่นกัน การรักษาที่ได้ผล คือ การถ่ายน้ำ และใส่เกลือลงในบ่อปลา
โรคที่เกิดจากพยาธิ แดดทีโลไยรัส (Dactyloggyrus sp. )
หรือพวกพยาธิตัวแบน เกิดกับปลาทุกขนาดที่เป็นโรคนี้จะมีอาการหายใจไม่สะดวก เพราะพยาธิจะเข้าเกาะและทำลายซี่เหงือกปลา การกำจัดทำได้โดยการใช้น้ำยาฟอร์มาลิน 50 ส่วนในล้านส่วนหรือสารละลายดิพเทอร์เร็กซ์ 0.25 ส่วนในล้านส่วนก็ได้ผลเช่นเดียวกัน และการใช้ตัวยาเข้มข้นในระดับนี้หากปลาที่ใส่ลงแช่ในน้ำยามีอาการทุรนทุรายควรรีบจับปลาไปปล่อยไว้ในน้ำธรรมชาติต่อไป มิฉะนั้นปลาอาจตายได้โดยทั่วไปจะแช่ไม่เกิน 10-15 นาที ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับน้ำและอุณหภูมิของน้ำที่ใส่แช่ หากอุณหภูมิสูง น้ำมีปริมาณน้อย ก็ต้องใช้ระยะเวลาน้อยกว่านี้
หมายเหตุ อัตราส่วน 1 ส่วนในล้านส่วน หมายถึง น้ำยา 1 ซีซี ต่อปริมาณน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร หรือ 1,000 ลิตร

โรคหูดเม็ดข้าวสาร
ปลาที่เป็นโรคนี้จะมีตุ่มสีขาวขุ่นอยู่ตามลำตัวลักษณะคล้ายเม็ดข้าวสาร มักพบในกรณีที่มีการปล่อยปลาเลี้ยงอย่างหนาแน่น และการถ่านเทน้ำไม่สะดวก ปลาจะมีอาการผอมไม่กินอาหาร และทยอยตาย สาเหตุของโรคนี้เกิดจากเชื้อสปอร์โรซัวขนาดเล็กชนิดของปลาที่มีรายงานว่าเป็นโรคนี้ ได้แก่ ปลาดุก สวาย

การป้องกันและรักษา
อย่าปล่อยปลาหนาแน่นเกินไป และควรทำการถ่ายเทน้ำในบ่อปลาอย่างสม่ำเสมอถ้าพบปลาเป็นโรคควรเผาหรือฝังเสีย เพื่อป้องกันการระบาดของโรคเมื่อปลาเป็นโรคแล้วไม่มีทางรักษาถ้านำปลาที่เป็นโรคในขั้นไม่รุนแรงมากมาเลี้ยงในที่ที่มีน้ำถ่ายเทสะดวก และในอัตราที่ไม่หนาแน่นมากปลาก็อาจจะหายจากโรคได้เองบางส่วน


คุณค่าทางอาหารของเนื้อปลาสวาย
เนื้อปลาสวายมีโปรตีน 14 % ไขมัน 5.5 % ความชื้น 77.5 % นอกจากนี้มีแคลเซียม เกลือ คาร์โบไฮเดรต และถ้า เป็นต้น

ประโยชน์ของปลาสวาย
ใช้บริโภคในครัวเรือน ใช้จำหน่ายสด และนำไปแปรรูป เช่น ทำปลาสวายเค็มรมควัน ลูกชิ้นปลาสวาย ข้าวเกรียบปลาสวาย ปลาสวาย หวานและเค็ม ในกรณีจำหน่ายปลาสวายสดไม่ได้ทันที สามารถเก็บไว้โดยวิธีแช่แข็ง คือ แล่เนื้อปลาเป็นชิ้น และอัดเป็นก้อน เคลือบด้วยน้ำแข็งนำไปเก็บไว้ที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่านี้ จะเก็บรักษาเนื้อปลาสวายได้นานถึงประมาณ 60 วัน โดยเนื้อปลาจะมีคุณภาพคงเดิม

ผลผลิต และต้นทุนการผลิต
จากข้อมูลสอบถามจากเกษตรกรเลี้ยงปลาในภาคกลาง พ.ศ. 2534 พบว่า
ผลผลิตปลาสวายในบ่อดินในช่วงเวลาการเลี้ยง 10-12 เดือนได้ผลผลิต 2-3 ตันต่อไร่
โดยมีต้นทุนผันแปร 8-10 บาทต่อปลา 1 กิโลกรัม แบ่งเป็นค่าพันธุ์ปลา 2 บาท
ค่าอาหาร (เศษอาหารและมูลสัตว์) 6 บาท ค่าแรงงานและอื่น ๆ 1-2 บาท
ส่วนผลผลิตปลาสวายเลี้ยงในกระชัง ไม้หรือกระชังอวน ช่วงเวลาเลี้ยง 8-10 เดือน
ได้ผลผลิต 50 กิโลกรัม ต่อเนื้อที่ 1 ลูกบาศก์เมตร ต้นทุนผันแปร 12-14 บาท ต่อปลา 1 กิโลกรัม
แบ่งเป็นค่าพันธุ์ปลา 2 บาท ค่าอาหาร (อาหารผสมและผัก) 8-10 บาท ค่าแรงงานและอื่น ๆ 1-2 บาท ภาวะราคาตลาดปลาสวายในช่วงปี 2534 พบว่าราคาปลาสวายเลี้ยงในบ่อดินอยู่ในช่วง 8-12 บาท/กิโลกรัม และราคาปลาสวายเลี้ยงในกระชังอยู่ในช่วง 15-20 บาท/กิโลกรัม
ซึ่งเกษตรกรผู้มีประสบการณ์เพียงพอจะได้กำไรขั้นต้นประมาณ 3-5 บาทต่อกิโลกรัม

แนวโน้มของการเลี้ยงปลาสวาย

ปลาสวายเป็นปลาที่เลี้ยงง่ายอดทน
ต่อสภาพแวดล้อม และเจริญเติบโตเร็ว
การเลี้ยงปลาสวายในบ่อน้ำที่น้ำไหล หรือเลี้ยงปลาในกระชังจะได้ปลาที่มีคุณภาพ เนื้อดี 
กลิ่นสาบลดลง เป็นที่นิยมของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น
และมีแนวโน้มส่งออกจำหน่ายไปสู่ตลาดต่างประเทศอีกด้วย..



สารบัญ