ผลทางสังคม-เศรษฐกิจ

จากการนำเข้าปลาสายพันธุ์ต่างประเทศมาเลี้ยงเพื่อการบริโภค

                                                                                                                                            พงศ์พัฒน์  บุญชูวงศ์    ชวนพิศ  สิทธิมังค์

1.ความเป็นมา

                บริเวณภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีลักษณะทางกายภาคของดินและน้ำตลอดจนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทำให้สามารถนำปลาหลายชนิดจากที่ต่างๆหลายประเทศในโลก  มาเลี้ยงในภูมิภาคนี้  โดยการนำปลาจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อเพาะเลี้ยงเพื่อสนองตอบต่อความต้องการทางด้านอาหารของประเทศและนับวันยิ่งมีความขยายตัวการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลากหลายชนิดมากขึ้น            ปลาสายพันธุ์ต่างประเทศนำเข้าสู่ประเทศไทยด้วยวัตถุประสงค์หลายประการ เช่น  นำเข้ามาเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารใช้บริโภคภายในประเทศ  บางชนิดนำเข้าเพื่อเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม  หรือบางชนิดไม่นิยมบริโภคภายในประเทศแต่นำเข้ามาเลี้ยงเพื่อการส่งออก เช่น ตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวัน และบางชนิดนำเข้ามาโดยนักวิชาการประมงเพื่อจุดประสงค์เกี่ยวกับการค้นคว้าวิจัยทางวิชาการ  จนปัจจุบันปลาบางชนิดมีปริมาณและมูลค่ามากซึ่งเป็นประโยชน์และสร้างอาชีพตลอดจนรายได้ให้กับผู้เลี้ยงและผู้ประกอบการประมงเป็นอย่างดี

 

2.ชนิดของสายพันธุ์ปลาที่นำเข้าจากต่างประเทศ  

          ชนิดของปลาที่นำเข้ามาจากต่างประเทศที่สำคัญ  15 ชนิด  (กรมประมง, 2535)  ยกเว้นปลาสวยงามได้แก่  ปลาหมอเทศ  หมอเทศข้างลาย   นิล  นิลอิสราเอล  ไน  ลิ่น  เฉา  ซ่ง  ยี่สกเทศ  กะโห้เทศ  นวลจันทร์เทศ  ไหลญี่ปุ่น  เทราท์  และอามาโก้แซลมอน  ปลาที่นำเข้าเหล่านี้บางชนิดไม่ได้รับความนิยมในการเพาะเลี้ยง  บางชนิดเป็นที่นิยมของผู้เพาะเลี้ยงและผู้บริโภค  อีกทั้งสามารถใช้ได้ในโครงพัฒนาแหล่งน้ำ  โดยการปล่อยให้เจริญเติบโตแพร่ขยายพันธุ์และมีส่วนช่วยควบคุมวัชพืชน้ำได้อีกด้วย  อย่างไรก็ตามปลาบางชนิดเป็นตัวเบียฬ(predator)  จึงต้องระวังถ้ามีการเลี้ยงปลาชนิดอื่นใกล้เคียง  ปลานำเข้าจากต่างประเทศพอสรุปรายละเอียดที่สำคัญได้ดังนี้

 

2.1 ปลานิล (Tilapia  nilotica)   เป็นปลาที่ได้รับความนิยมมากสุดในชนิดของปลาที่นำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมดเพราะมีรสชาติดี  เลี้ยงง่าย โตเร็ว นำเข้ามาจากเจ้าฟ้าอากีฮีโตมกุราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่นถวายให้แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อ 25 มีนาคม2508   และทรงเลี้ยงไว้ในบริเวณสวนจิตรลดาพระราชวังดุสิต เมื่อได้ลูกปลาขนาดเล็กความยาวประมาณ 3-5 ซม.  ได้พระราชทานแก่กรมประมง  เพื่อนำไปเพาะเลี้ยงและแพร่ขยายพันธุ์  จนปัจจุบันเป็นแหล่งอาหารประเภทโปรตีนแก่ชาวไทยและสามารถส่งออกไปยังขายยังตลาดต่างประเทศด้วย

 

2.2  ปลาไน (cyprinus carpio)   เป็นปลาที่นำเข้ามาจากชาวจีนเมื่อประมาณ 90 ปีมาแล้ว  โดยนำเข้ามาเลี้ยงที่กรุงเทพ  ปลาไนที่แพร่หลายอยู่ในประเทศไทยเป็นปลาพันธุ์เกล็ด  และเกษตรกรนิยมเลี้ยงกันมาก  เพราะเลี้ยงง่าย  โตเร็ว  ไม่ทำลายกันเองและมีความอดทนต่อสภาพแวดล้อมสูง  อีกทั้งราคาที่ขายได้ค่อนข้างสูง  และที่สำคัญทางวิชาการ  ปลาไนยังเป็นปลาที่ใช้ต่อมใต้สมองของตัวเองในการฉีดเพาะปลาซึ่งสามารถใช้ได้กับปลาทุกชนิดด้วย

 

2.3 ปลายี่สกเทศ  (Labeo  rohita)  เป็นปลาที่มีแหล่งกำเหนิดในประเทศอินเดีย  พบอยู่ในแหล่งน้ำจืดทั่วไปของประเทศอินเดีย  และบริเวณน้ำกร่อยที่มีความเค็ม 5 พีพีที  ซึ่งสามารถเจริญเติบโตได้ดี  ปลาชนิดนี้ได้รับความนิยมมากโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย  ได้ถูกนำเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทยเมื่อ  23 .2511  จำนวน  11  ตัว และปี2512อีก 250 ตัว  และนำพันธุ์ปลาที่เพาะได้ปล่อยลงแหล่งน้ำครั้งแรกปี 2512 และราษฎรให้ความสนใจเป็นอย่างมาก  เพราะเป็นปลาที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่  ราคาค่อนข้างสูง

 

2.4 ปลาหมอเทศ  (Mozambique mouth breeder)  เป็นปลาที่สามารถอาศัยอยู่ได้ดีทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย  มีผู้นำเข้าปลาหมอเทศตั้งแต่ปี 2492 จำนวน 258 ตัว  จากปีนัง  ประเทศมาเลเซีย  เพื่อนำมาทดลองเลี้ยงที่แผนกทดลองและเพาะเลี้ยง บางเขน  แต่ปลาหมอเทศมีแหล่งกำเนิดในประเทศแถบอาฟริกาใต้ซึ่งนับว่าเป็นปลาเศรษฐกิจสำหรับประชากรในแถบนั้น  หลังจากนำเข้ามาเพียงไม่กี่ปีปลาชนิดนี้จึงแพร่หลายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว  แต่ปัจจุบันไม่ได้รับความนิยมมากนัก  เพราะเป็นปลาที่มีเนื้อหยาบและน้อย  ราคาถูก  และเป็นศัตรูตัวร้ายของการทำนากุ้ง

 

2.5 ปลาหมอเทศข้างลาย(Tilapia melanopleura)  มีการนำเข้าหลังจากการนำเข้าปลาหมอเทศ 6 ปี  โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติสาขาภาคอาเซียนและตะวันออกไกล   โดยติดต่อขอจากประเทศเบลเยี่ยม จำนวน 25 ตัว  เป็นปลาที่มีแหล่งกำเนิดในอาฟริกาใต้    แต่ทนความเย็นไม่ได้เมื่ออุณหภูมิ 12-13  องศาเซลเซียสจะตาย  อยู่ได้ทั้งน้ำจืดและน้ำกร่อย  เนื่องจากเป็นปลาที่ตัวเล็กและการเจริญเติบโตค่อนข้างช้า และFCR สูง  และกรมประมงได้ปล่อยลงในแหล่งน้ำกวานพะเยาเพื่อกำจัดวัชพืช  จึงสามารถพบปลาหมดเทศข้างลายนี้ในกว๊านพะเยาได้  แต่จะไม่ค่อยพบในแหล่งน้ำอื่นๆ  ปลาชนิดนี้ไม่เป็นที่แพร่หหลายนัก

 

2.6 ปลานิลอิสราเอล (Tilapia aurea)  เป็นปลาพื้นเมืองประเทศอิสราเอล  เริ่มเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อ 16 มิ.2523 จำนวน 100ตัวขนาด 1 นิ้วได้นำมาเลี้ยงไว้ที่สถาบันประมงน้ำจืดแห่งชาติ ส่วนใหญ่เป็นปลาน้ำจืด แต่สามารถอยู่ในน้ำเค็มได้เล็กน้อย  ปรากฏว่าปลานิลเพศผู้จะเจริญเติบโตได้ดีกว่าเพศเมีย  จึงมีการทดลองผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างปลาในตระกูล Tilapia ด้วยกัน โดยปลานิลเพศเมียผสมกัลปลานิลอิสราเอลเพศผู้ ให้ลูกผสมออกมาเป็นเพศผู้หมด  ปัจจุบันได้รับความนิยมในการเลี้ยงมากเพราะโตเร็วและได้ขนาดตัวใหญ่โดยเฉพาะถ้าเลี้ยงในกระชังและเป็นการเลี้ยงแบบพัฒนา  ผลผลิตเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศสูง

 

2.7 ปลาลิ่น(Silver carp)  มีต้นกำเนิดในลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง  ประเทศจีน  เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย  จะไม่วางไข่ในบ่อแต่วางไข่ในแม่น้ำที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม  ชาวจีนได้นำเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทยกว่า 60 ปีแล้ว  แต่ต่อมามีผู้ค้นพบว่า  การเพาะพันธุ์ปลาลิ่นนี้สามารถใช้ฮอร์โมนเข้าช่วยกระตุ้นให้ปลาวางไข่ได้เป็นผลสำเร็จ  ในประเทศไทยได้รับความสำเร็จเมื่อเดือน สิงหาคม  2509  นับตั้งแต่ปลาลิ่นเข้ามาสู่ประเทศไทยจนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นปลาที่นิยมเลี้ยงกัน  คนจีนนิยมบริโภคกันมาก

 

2.8 ปลาเฉา (Grass carp) เป็นปลาที่มีขนาดใหญ่  เจริญเติบโตเร็ว  มีกำเนิดในประเทศจีน  แมนจูเรียและไซบีเรีย  พันธุ์ปลาเฉาจากประเทศจีนที่ชาวจีนเป็นผู้สั่งเข้ามาเลี้ยงในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นพันธุ์ปลาจากลุ่มน้ำไซกัง  ปลาเฉาส่วนมากจะเลี้ยงรวมกับปลาจีนชนิดอื่นๆ  เนื่องจากปลาเฉาเป็นปลาที่กินอาหารประเภทหญ้าและพืชผักต่างๆ  จึงได้นำไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อให้เจริญเติบโตเป็นแหล่งอาหารโปรตีน  และกำจัดวัชพืชน้ำด้วย  อย่างไรก็ตามปลาเฉาก็ยังคงนิยมบริโภคอยู่ในหมู่คนจีนเท่านั้น

 

2.9 ปลาซ่ง  (Big Head Card)  เป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน  ชาวจีนในกรุงเทพเป็นผู้สั่งเข้ามาเลี้ยงในรัชกาลที่ 6  ปลาซ่งเป็นปลาที่นำมาเลี้ยงได้ดีในบ่อรวมกับปลาจีนชนิดอื่นๆ  และสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้โดยกรรมวิธีฉีดฮอร์โมนผสมเทียม

 

“ ปลาทั้ง 3 ชนิด ปลาลิ่น ปลาเฉา ปลาซ่ง คนไทยมักจะเรียกรวมๆกันว่าปลาจีนเพราะคนจีนเป็นเริ่มนำเข้ามาเลี้ยง และปลาทั้ง 3 ชนิดนี้มักจะเลี้ยงรวมกันเพราะลักษณะการกินอาหารที่แตกต่างกัน  โดยปลาเฉาเป็นปลาที่ชอบหากินตามผิวน้ำ  ปลาลิ่นเป็นปลาที่หากินอยู่ตามบริเวณกลางน้ำ และปลาซ่งชอบหากินตามพื้นดินก้นบ่อ ”

 

2.10 ปลากะโห้เทศ(Catla catla)  เป็นปลาน้ำจืดที่พบอยู่ทั่วไปในปากีสถาน  ปันจาบ  อินเดีย  บางครั้งอาจพบอยู่ในแหล่งน้ำกร่อยเล็กน้อยได้ ปลากะโห้เป็นปลาที่ไม่วางไข่ในบ่อ ใช้วิธีผสมเทียมแล้วปล่อยในแหล่งน้ำเพราะสามารถเจริญเติบโตได้ดีในแหล่งน้ำ ผู้นำเข้ามายังประเทศไทยคือข้าราชการกรมประมง  โดยนำเข้ามาจากประเทศบังคลาเทศ  เพื่อศึกษาการเจริญเติบโต  ปัจจุบันยังไม่ได้รับความนิยมในการเลี้ยงมากนัก  เพราะเลี้ยงในบ่อจะไม่แพร่ขยายพันธุ์และเป็นปลาที่มีขนาดตัวค่อนข้างใหญ่

 

2.11 ปลาตะเพียนเทศ (Carassius carassius)  เป็นปลาพื้นเมืองของยูโรป   มีพบได้ในประเทศ ญี่ปุน เกาหลี จีน  ไต้หวัน ออสเตรเลีย เริ่มเข้ามาในประเทศไทยเมื่อ 23 พฤษภาคม  2523 โดยข้าราชการกรมประมงนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น  เพื่อนำมาเพาะขยายพันธุ์ ซึ่งรูปร่างคล้ายปลาตะเพียนของไทย  ปัจจุบันยังไม่ได้รับความนิยมมากนักเพราะไม่แตกต่างจากปลาตะเพียนของไทยเท่าไหร่

 

            2.12 ปลานวลจันทร์เทศ (Cirrhina mrigala)  เป็นปลาที่ชอบอาศัยในอ่างเก็บน้ำ  พบในประเทศอินเดียและพม่า  สามารถเลี้ยงรวมกับปลายี่สกเทศ และปลากะโห้เทศได้  เพราะลักษณะการกินอาหารที่แตกต่างกัน  นำเข้ามาโดยข้าราชการกรมประมงเพื่อมาทดลองเลี้ยงและเพาะขยายพันธุ์   โดยวางไข่ในบ่อที่มีการปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมได้ มีรูปร่างคล้ายปลานวลจันทร์ของไทย ปัจจุบันได้รับความนิยมไม่มากนัก

 

2.13 ปลาไหลญี่ปุ่น (Anguilla jponica) หรืออูนาหงิของชาวญี่ปุ่น  เป็นปลาที่เลี้ยงในบ่อเจริญเติบโตเร็ว  รสชาดอร่อย  วางไข่และเจริญเติบโตระยะหนึ่งในทะเล(เรียกว่าระยะเอลเวอร์ (Elver))  หลังจากนั้นจะว่ายเข้ามาหาอาหารและเจริญเติบโตในน้ำจืด จึงเรียกว่าเป็นปลาสองน้ำ  โดยนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นจำนวน 2 ชนิดเมื่อกลางปี 2516  โดยแผนกทดลองและเพาะเลี้ยง  กองบำรุงพันธุ์สัตว์น้ำ  ปรากฏว่ามีการเจริญเติบโตดี กว่าปลาไหลอีกชนิดหนึ่ง(Anguilla anguilla) มีแหล่งอาศัยอยู่ที่มหาสมุทรแปรซิฟิคลงมาทางใต้ของตอนกลางประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันยังไม่สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้  ซึ่งผู้เลี้ยงในไทยจึงสั่ง elver ของชนิด Anguilla  Japonica  เข้ามาเลี้ยงเป็นปลาโตส่งออกไปขายยังประเทศญี่ปุ่น  ส่วนการบริโภคภายในประเทศไทยยังไม่แพร่หลายนักเพราะราคาค่อนข้างสูง  มีรู้จักเฉพาะในหมู่ผู้ส่งปลากินเนื้อออกไปต่างประเทศและภัตตาคารใหญ่เท่านั้น

 

2.14 ปลาเทร้าท์ (Salmo  Gairdneri)  มีถิ่นกำเนิดทางฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก และในน้ำจืดฝั่งตะวันตกของผู้เขาร้อกกี้  เริ่มนำเข้ามาตั้งแต่ 16 มี.2516 โดยรัฐบาลแคนาดามอบให้มาทดลองเลี้ยงที่ดอยอินทนนท์  จังหวัดเชียงใหม่ เพราะเป็นปลาที่ต้องอาศัยอยู่ในน้ำที่มีอูณหภูมิค่อนข้างต่ำ ประมาณ 21 องศาเซลเซียศเท่านั้น   ปัจจุบันสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้แล้ว  เป็นปลาที่มีรสชาดอร่อย  และมีผลผลิตส่งออกขายตามโครงการพระราชดำริเท่านั้น  เพราะราคาปลาค่อนข้างสูงยังไม่เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคมากนัก

 

2.15 ปลาอามาโก้แซลมอน(Amago salmon)  เป็นปลาน้ำจืดที่พบในแม่น้ำและทะเลสาบน้ำจืดแถบทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น  ชอบอาศัยอยู่ในลำธารที่เย็น  โดยเฉพาะบริเวณน้ำตก  ปลาชนิดนี้ได้เข้ามาในประเทศไทยเมื่อ 17 .2524 จากประเทศญี่ปุ่นซึ่งได้ส่งไข่ที่ได้รับการผสมแล้วมาเพาะฟักที่สถานีประมงจังหวัดเชียงใหม่และดอยอินทนนท์  เนื่องจากการเพาะเลี้ยงและแพร่ขยายพันธุ์ต้องอยู่ในน้ำที่มีอุณหภูมิที่เย็นจัดประมาณ 9-14 องศาเซลเซียศ   และมีน้ำลึกประมาณ  10-13 เซนติเมตร   ปัจจุบันไม่ประสบผลสำเร็จในการแพร่ขยายพันธุ์

 

นอกจากนี้ ยังมีปลาอีกหลายสายพันธุ์ที่นำเข้ามาผสมกับสายพันธุ์ท้องถิ่นเพื่อพัฒนาสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จนเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เช่น ปลาดุกบิ๊กอุย เป็นต้น 

 

3.ผลผลิตจากการเลี้ยงปลาสายพันธุ์ต่างประเทศ

            ผลผลิตสัตว์น้ำจืดของไทยในปี 2542 รวมทั้งหมด 252,612 ตัน   ส่วนใหญ่เป็นชนิดปลาสายพันธุ์ปลาต่างประเทศที่นำเข้ามาเพาะเลี้ยงเพื่อการบริโภคและได้รับความนิยมประมาณ 6 ชนิด ที่สำคัญ ได้แก่ ปลานิล  ปลาไน   ปลาดุกบิ๊กอุย  ปลาจีน  ปลายี่สกเทศ และนวลจันทร์เทศ   ซึ่งมีผลผลิตทั้งหมดประมาณ 158,030 ตัน  หรือคิดเป็นร้อยละ 63 ของผลผลิตทั้งหมด  ชนิดปลาที่มีผลผลิตสูงสุดได้แก่ ปลานิล   76,461 ตัน  รองลงมาได้แก่ ปลาดุกบิ๊กอุย 72,289 ตัน (ตารางที่ 1)   ผลผลิตส่วนใหญ่ใช้เพื่อการบริโภคภายในประเทศซึ่งเป็นแหล่งอาหารโปรตีนจากสัตว์ที่สำคัญ   ลักษณะการเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงแบบยังชีพ  บางชนิดพัฒนาการเลี้ยงได้ในเชิงพาณิชย์ยึดเป็นอาชีพหลัก  อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีการปรับวิธีการเลี้ยงและปรับปรุงสายพันธุ์จนสามารถผลิตปลาคุณภาพเพื่อการส่งออก เช่น ปลานิล เป็นต้น

 

4.ผลทางสังคมและเศรษฐกิจจากการนำปลาสายพันธุ์ต่างประเทศเข้ามาเพาะเลี้ยง

          จากการนำเข้าปลาสายพันธุ์ต่างประเทศเข้ามาเพาะเลี้ยงและพัฒนาสายพันธุ์ และเป็นที่นิยมเลี้ยงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  และจากการรวบรวมข้อมูลและทบทวนผลการศึกษาวิจัยสามารถประเด็นผลกระทบในเชิงสังคมและเศรษฐกิจหลายประการที่สำคัญได้แก่   เป็นการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำจืด  เป็นแหล่งอาหารโปรตีน  สร้างอาชีพและรายได้   การจ้างแรงงานและธุรกิจต่อเนื่อง    และประเทศมีรายได้จากการส่งออก

 

            4.1 เพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำจืดของประเทศ

            ปลาสายพันธุ์ต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งปลา 6 ชนิดที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น  มีบทบาทสำคัญในการในการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำจืดจากการเพาะเลี้ยง    ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตจากการเลี้ยงชนิดปลาเหล่านี้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉลี่ยต่อปีอยู่ระหว่างร้อยละ 9.2 – 33.9   แตกต่างกันตามชนิดสัตว์น้ำ (ตารางที่ 1)

            4.2 แหล่งอาหารโปรตีนของประชากรทั้งในเขตเมืองและชนบท

            แหล่งอาหารโปรตีนจากสัตว์ที่สำคัญสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 แหล่ง ได้แก่  ปลา  ไก่  หมู และวัว-ควาย  โดยปริมาณการบริโภคโปรตีนจากปลาของคนไทยสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับแหล่งโปรตีนจากสัตว์อื่นๆ (Piumsombun, 2001)   กล่าวคือ ในปี 2540  การปริโภคปลาของคนไทยเฉลี่ย  27 กิโลกรัมต่อคนต่อปี  รองลงมาได้แก่การบริโภคเนื้อวัว-ควาย  ไก่ และหมู  เฉลี่ยต่อคนต่อปีเท่ากับ 11.5, 8.5  และ 2.1  กิโลกรัม ตามลำดับ

 

            จากการศึกษาการบริโภคสัตว์น้ำ ในช่วงปี 2541-2542 (Piumsombun และคณะ, 2001) พบว่าคนไทยบริโภคสัตว์น้ำโดยเฉลี่ยต่อคนปีละ 28.8 กิโลกรัมต่อคน  โดยเป็นการบริโภคปลาสายพันธุ์ที่นำเข้าถึงประมาณร้อยละ 41.6  ของปริมาณการบริโภคทั้งหมด หรือเฉลี่ยต่อคนปีละ เท่ากับ 12.0 กิโลกรัม  ชนิดปลาสายพันธุ์ดังกล่าวที่มีการบริโภคสูงสุดได้แก่ ปลานิล เฉลี่ย 8.52 กิโลกรัมต่อคนต่อปี  รองลงมาได้แก่ ปลาดุกบิ๊กอุย และปลาไน  บริโภคเฉลี่ยต่อคนต่อปีเท่ากับ 3.0 และ 0.48 กิโลกรัม ตามลำดับ    สัดส่วนการบริโภคในเขตชนบทสูงกว่าในเขตเมืองและนิยมบริโภคในกลุ่มประชากรที่มีรายได้ต่ำมากกว่ากลุ่มประชากรรายได้สูง   การบริโภคในภาคตะวันออก  ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนค่อนข้างสูงกว่าภาคอื่นๆ (ตารางที่ 2 , 3  และ 4)  

           

           

ในขณะเดียวกัน จากการศึกษาดังกล่าวได้ทำการสำรวจความนิยมของผู้บริโภค (ยกเว้นภาคใต้) ปลา 4 ชนิด ได้แก่ ปลานิล ปลาตะเพียน  ปลาดุกบิ๊กอุย  ปลาช่อน  และปลาทู  ผลปรากฎว่าผู้บริโภคนิยมบริโภคปลานิลมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 23.77  รองลงมาได้แก่  ปลาช่อน ร้อยละ 20.19  ที่เหลือนิยมบริโภคปลาปลาดุกบิ๊กอุย  ปลาตะเพียน  และปลาทู  คิดเป็นร้อยละ 11.69, 11.21 และ 9.95 ตามลำดับ  เหตุผลที่นิยมบริโภคดังกล่าวรสชาติดีและหาซื้อง่าย (ตารางที่ 5)

 

            4.3 แหล่งอาชีพและสร้างรายได้

            ผลจากการพัฒนาการเลี้ยงปลาสายพันธุ์ต่างประเทศและกลายเป็นที่นิยม  จนมีการขยายตัวพื้นที่และผลผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้นดังกล่าวมาแล้ว    ทำให้ฟาร์มเลี้ยงปลาในปัจจุบันทั้งเป็นอาชีพการเพาะฝักหรือฟาร์มผลิตลูกปลา การเลี้ยงเชิงพาณิชย์และเลี้ยงแบบยังชีพ ล้วนเป็นแหล่งอาชีพและรายได้ที่สำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบท    รูปแบบการเลี้ยงมีความหลากหลายและแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ที่สำคัญ ได้แก่ การเลี้ยงปลาชนิดเดียว (Mono culture) เลี้ยงหลายชนิดรวมในบ่อเดียวกัน (Poly culture)  เลี้ยงแบบผสมผสาน (Integrated farming) เช่น การเลี้ยงร่วมกับหมู  ไก่ และเป็ด เป็นต้น     ปลาสายพันธุ์ต่างประเทศที่นิยมเลี้ยงมากที่สุดดังกล่าวมาแล้วได้แก่ ปลานิล  รองลงมาได้แก่ ปลาดุกบิ๊กอุย และปลาไน

 

            จากการศึกษาลักษณะทางสัมคม-เศรษฐกิจฟาร์มเลี้ยงปลาน้ำจืดของไทย (Piumsombun และคณะ, 2001) พบว่าในบรรดาปลาน้ำจืด10 ชนิด  เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาน้ำจืดชอบที่จะเลี้ยงปลานิลเป็นอันดับแรก  รองลงมาได้แก่  ปลาตะเพียน  ปลาสวาย  ปลาไน  ปลายี่สกเทศ  ปลาดุกบิ๊กอุย  ปลาช่อน  ปลานวลจันทร์เทศ  ปลาจีน และอื่นๆ  จะเห็นได้ว่าปลาสายพันธุ์ต่างประเทศได้รับสนใจในการเลี้ยงอยู่ในระดับแรก  เหตุผลที่ชอบและให้ความสำคัญกับความต้องการเลี้ยงปลาชนิดดังกล่าวเพราะเลี้ยงง่ายเป็นอันดับแรก  รองลงมาได้แก่  ขายได้ราคาดี และเจริญเติบโตเร็ว (ตารางที่ 6, 7 และ 8) 

 

            4.4 แหล่งจ้างแรงงานและธุรกิจต่อเนื่องในชนบท

            แม้ว่าการเลี้ยงปลาน้ำจืดส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงแบบยังชีพซึ่งใช้แรงงานค่อนข้างน้อยและมักเป็นแรงงานในครัวเรือน  อย่างไรก็ตามยังมีฟาร์มเพาะฝักและฟาร์มเลี้ยงปลาสายพันธุ์ต่างประเทศเชิงพาณิชย์ซึ่งส่วนใหญ่กระจายอยู่ตามพื้นที่ชนบทและกิจกรรมในการเลี้ยงยังจำเป็นความต้องการใช้แรงงานค่อนข้างมาก  เนื่องจากต้นทุนต่ำกว่าการการลงทุนเพื่อใช้เครื่องมืออุปกรณ์ ที่ทันสมัย  

 

การเลี้ยงปลานอกจากเป็นแหล่งการจ้างแรงงานแล้ว  ยังก่อให้เกิดธุรกิจต่อเนื่องจากการแปรรูปสัคว์น้ำ  เช่น ปลาแห้ง  ปลาเค็ม และปลาร้า เป็นต้น   ธุรกิจเหล่านี้เป็นแหล่งรองรับผลผลิตปลาสายพันธุ์ต่างประเทศซึ่งล้วนแต่เป็นธุรกิจมีความจำเป็นต้องอาศัยแรงงานในการผลิตแทบทั้งสิ้น

 

ผลจากการนำเข้าปลาสายพันธุ์ต่างประเทศและได้รับความนิยมค่อนข้างมาก  เนื่องจากเหตุผลต่างๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว  การเลี้ยงปลาเหล่านี้ได้กระจายไปทั่วภูมิภาคของประเทศไทย  ปัญหาการกระจายพันธุ์ปลาหรือลูกปลาจากฟาร์มเพาะไปยังฟาร์มเลี้ยงที่เป็นการเลี้ยงแบบยังชีพซึ่งมีอยู่จำนวนมากในพื้นที่ชนบท เป็นช่องทางทำให้เกิดการพัฒนาธุรกิจรถเร่ขายลูกปลาซึ่งเป็นธุรกิจขนาดเล็ก  โดยติดต่อซื้อขายลูกปลาจากฟาร์เพาะฝักและตระเวณขายไปยังชุมชนหรือหมู่บ้าน   จากการศึกษา (พงค์พัฒน์ และ ชวนพิศ, 2540) พบว่า ธุรกิจการซื้อขายลูกปลาโดยรถเร่เป็นธุรกิจขนาดเล็กโดยรถบรรทุกเล็ก (รถปิกอัพ) และใช้แรงงานโดยเฉลี่ย 2 คน  ดำเนินในช่วงฤดูฝนเฉลี่ยปีละ 4 เดือน  ปริมาณการซื้อขายลูกปลาโดยเฉลี่ยรายละระหว่าง 837,000 – 2,500,000 ตัวต่อปี  ลูกปลาที่ซื้อขายส่วนใหญ่เป็นปลาที่นิยมเลี้ยง ได้แก่ ปลาตะเพียนขาว  ปลานิล  ปลาไน  และปลาอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 53.2  19.1  6.3  และ 21.4  ตามลำดับ    มีกำไรสุทธิเฉลี่ยปีละ 41,175 บาท  เป็นธุรกิจในช่วงสั้นแต่ให้ผลกำไรค่อนข้างสูง (ตารางที่ 9)  จูงใจให้ธุรกิจรถเร่มีการขยายจำนวนเพิ่มมากขึ้นตามความต้องการลูกปลาซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นในอนาคต 

            4.5 รายได้จากการส่งออก

            การเลี้ยงน้ำจืดโดยทั่วไปรวมทั่งปลาสายพันธุ์ต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงเพื่อการบริโภคภายในประเทศ    แต่บางชนิดได้มีความพยายามปรับปรุงสายพันธุ์และพัฒนาเทคนิคการเลี้ยงเพื่อให้ผลผลิตที่มีลักษณะและคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ  ชนิดปลาที่ได้มีการพัฒนาดังกล่าวได้แก่ ปลาทับทิม และปลานิลแปลงเพศ  โดยการแปรรูปในลักษณะปลาแล่เนื้อ (Fillets) ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศค่อนข้างมากโดยเฉพาะอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา     อย่างไรก็ตาม การส่งออกปลาชนิดดังกล่าวยังมีปริมาณไม่มาก  เนื่องจากความจำกัดของจำนวนลูกปลาและการเลี้ยงเพื่อที่ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ   หากมีการปรับปรุงและพัฒนาการเลี้ยงที่สามารถขยายปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นแล้ว  น่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ประมงอีกชนิดหนึ่งทำรายได้จากการส่งออกในอนาคต   

 

นอกจากนี้ ตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวันเป็นสัตว์น้ำสายพันธุ์ต่างประเทศอีกชนิดหนึ่งที่นำเข้ามาเลี้ยงเพื่อการส่งออกโดยเฉพาะเนื่องจากสภาพภูมิอากาศของไทยมีความเหมาะสมกว่าทำให้มีอัตราการเจริญเติบโตสูงและใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงสั้นกว่าการเลี้ยงในประเทศจีนและไต้หวัน ประกอบกับความต้องการนำเข้าของจีนขยายตัวอย่างต่อเนื่องและราคาค่อนข้างสูง จูงใจให้มีการขยายพื้นที่เลี้ยงและปริมาณส่งออกเพิ่มอย่างรวดเร็วในช่วงระยะแรก    อย่างไรก็ตาม  จีนเริ่มพัฒนาและขยายพื้นที่การเลี้ยงตะพาบน้ำมากขึ้นและแนวโน้มการนำเข้าจากไทยลดลงจนถึงปัจจุบัน

 

5  สรุปและข้อคิดเห็น

            แม้ว่าผลกระทบทางสังคม-เศรษฐกิจในการนำปลาสายพันธุ์ต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงยังไม่มีการศึกษาและวิจัยโดยตรงอย่างจริง  แต่จากการวบรวมข้อมูลและผลงานการศึกษาเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันในภาพรวมสามารถสรุปได้ว่าผลจากการนำเข้าปลาสายพันธุ์ต่างประเทศส่งผลให้ผลผลิตปลาน้ำจืดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา และยังมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงสังคม-เศรษฐกิจหลายประการดังได้กล่าวมาแล้ว  ทั้งเป็นเป็นแหล่งอาหารโปรตีน  สร้างอาชีพและรายได้   การจ้างแรงงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง    และประเทศมีรายได้จากการส่งออก  อย่างไรก็ตาม ยังมีผลกระทบอีกหลายประการที่ไม่ได้กล่าวถึงซึ่งจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพื่อให้ทราบถึงผลกระทบและประโยชน์ที่ได้รับ  ตลอดจนข้อจัดกัดต่างๆ  ใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโนบายและวางแผนในการบริหารจัดการในการนำปลาสายพันธุ์ต่างประเทศเข้ามาเลี้ยง   เพื่อให้ประเทศได้รับผลประโยชน์สูงสุด

 

เอกสารอ้างอิง

 

กรมประมง .2535. ชีวประวัติโดยสรุปของปลาที่นำเข้าจากต่างประเทศ. เอกสารวิชาการฉบับที่ 7, สถาบันประมงน้ำจืดแห่งชาติ, กองประมงน้ำจืด.

 

กรมประมง. 2545. สถิติการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดของไทย ปี 2542. กองเศรษฐกิจการประมง, กรมประมง.

 

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร.2538. การผลิตและการตลาดปลาน้ำจืดที่สำคัญ. เอกสารเศรษฐกิจการเกษตรที่ 13/2538, กองวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร, สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร.

 

เชาวลิต  วิทยานนท์. 2539. ชนิดพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำต่างถิ่น.  รายงานการประชุมวิชาการ ”ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในประเทศไทย” หน้า 60-62, 24-26 ตุลาคม 2539, โรงแรมอมารี ออคิด  รีสอร์ท พัทยา, จัดโดยสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยี่ชีวภาพแห่งชาติ.

 

พงศ์พัฒน์ บุญชูวงศ์.2540.การสงวนรักษาและอนุรักษ์ความหลากหลายของสายพันธุ์สัตว์น้ำภายใต้เงื่อนไขทางสังคมและเศรษฐกิจ:กรณีศึกษาการเพาะเลี้ยงปลาตะเพียนขาวในจังหวัดขอนแก่น. เอกสารฉบับที่ 11/2540, กองเศรษฐกิจการประมง,  กรมประมง.

 

Piumsombun, S. 2001.Production, Accessibility and consumption of Freshwater fish culture in Thailand. FAO/ICLARM Project, Department of Fisheries, Bangkok.

 

Piumsombun, S., N.Srichantuk, and W.Claithong.2001. Socio-economics Component of the Carp Project. Department of Fisheries, Bangkok.

homejump.gif (2462 bytes)