กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการคัดเลือก เกษตรกร สถาบันเกษตรกร
และสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ สาขาประมง เป็นประจำทุกปี และในรอบปี 2547 มีประเภทการคัดเลือกทั้งสิ้น 20 รายการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการยกย่องประกาศเกียติคุณแก่ผู้ที่มีผลงานดีเด่นให้เป็นที่ปรากฎต่อสาธารณชนทั่วไป
ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคลังแรกนาขวัญ
การคัดเลือกได้กำหนดหลักเกณฑ์การตัดสินสำหรับเกษตรกรดีเด่นดังนี้ 1)
ความคิดริเริ่ม และความพยายามฟันฝาอุปสรรคในการสร้างผลงาน 25
คะแนน 2) ผลงานและความสำเร็จของผลงานทั้งปริมาณและคุณภาพ
ตลอดจนระยะเวลาที่ปฏิบัติงานและความยั่งยืนในอาชีพ 35 คะแนน 3) ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ
20 คะแนน และ 4) การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
20 คะแนน
สำหรับสถาบันเกษตรกรดีเด่นมีหลักเกณฑ์การตัดสินดังนี้ 1)
ความคิดริเริ่ม 10 คะแนน 2) ความสามารถในการบริหารและการจัดการสถาบัน
35 คะแนน 3) บทบาทและการมีส่วนร่วมของสมาชิกต่อสถาบัน
25 คะแนน 4)
ความมั่นคงและฐานะทางเศรษฐกิจของสถาบัน 15 คะแนน และ 5) การทำกิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
15 คะแนน
ในส่วนของกรมประมงรับผิดชอบดำเนินการคัดเลือก
3 รายการ คือ 1) เกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด
2) เกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย 3) สถาบันเกษตรกรดีเด่น
กลุ่มเกษตรกรทำประมงหรือกลุ่มเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งผลการคัดเลือกแต่ละรายการมีดังนี้
ผู้ที่ได้รับการคัดเลือก ได้แก่
นายวัลลภ ตันวิสุทธิ์ อายุ 43 ปี ที่อยู่เลขที่ 19/1
หมู่ 7
ตำบลพยุหะ
อำเภอพยุหะคีรี
จังหวัดนครสวรรค์
รหัสไปรษณีย์ 60130 โทรศัพท์ (065) 341339 จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิชาสัตว์บาล
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และระดับปริญญาโท ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นผู้ริเริ่มทำการเกษตรแบบผสมผสาน
เลี้ยงปลา จระเข้น้ำจืด เป็ด ไก่ ห่าน สุกร ร่วมกับพืชไม้ผล ในพื้นที่ 127 ไร่ มานานกว่า 20 ปี
ผลผลิตและความสำเร็จของงานมีดังนี้ ผลผลิตจากการเพาะพันธุ์ปลาสวาย นิล ตะเพียน ปีละประมาณ 5 ล้านตัว มูลค่า 100,000 บาท ผลิตปลาสวายขายเป็นปลาเนื้อปีละ 75,000 กิโลกรัม มูลค่า 700,000 บาท
สุกรขุนและไม้ผลมูลค่าปีละประมาณ
2,030,000 บาท
และนำผลผลิตมาจำหน่ายให้ชาวบ้านบริโภคสินค้าที่ดีมีคุณภาพในราคายุติธรรมไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง
นายวัลลภเป็นผู้นำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริมาเผยแพร่แก่เกษตรกร เยาวชนในชุมชน โดยเป็นวิทยากรตามหน่วยงานและสถานศึกษา
เป็นผู้นำแนวคิดชุมชนพึ่งตนเอง เป็นผู้นำกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตของหมู่บ้าน
เป็นผู้นำในการค้นหาแนวทางใหม่ในการเลี้ยงปลาบึกในบ่อเพื่อขยายพันธุ์
นอกจากนี้ยังทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ
โดยได้รับการแต่งตั้งให้
เป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลพยุหะ
อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นตัวแทน
สหกรณ์ของจังหวัดร่วมประชุมที่สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย
และเป็นผู้บริจาคพันธุ์ปลาเพื่อปล่อยในแหล่งน้ำในโครงการต่างๆ เช่น
โครงการประชาอาสา โครงการประมงแห่งชาติ และโครงการหมู่บ้านเป็นต้น
นายวัลลภเป็นผู้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ
โดยการอนุรักษ์ดิน
โดยปลูกต้นไม้คุมดินไม่ใช้สารเคมี
และนำเศษเหลือทิ้งจากการเกษตร เช่น แกลม หรือซังข้าวโพดมาใช้เป็นเชื้อเพลิงหุงต้มอาหารเลี้ยงสัตว์
รวมทั้งยังทำกิจกรรมฟาร์มปศุสัตว์ร่วมกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยไม่ทิ้งของเสียออกภายนอก
ผู้ที่ได้รับการคัดเลือก ได้แก่ นายพิบูลย์ รัชกิจประการ อายุ 43 ปี
ที่อยู่เลขที่ 14 ถนนตำมะหงอุทิศ ตำบลพิมาน อำเภอเมือง
จังหวัดสตูล รหัสไปรษณีย์ 91000 โทรศัพท์ (074)
721542 จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเกษตรศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เป็นผู้ริเริ่มการเลี้ยงกุ้งกุลาดำแบบพัฒนารายแรกๆ
ของจังหวัดสตูล โดยขยายการเลี้ยงจากบ่อพัฒนาเริ่มต้นเพียง
2 บ่อ ในปี 2530 มาเป็นจำนวน 80
บ่อ เนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ ในจังหวัดสตูล และเป็นผู้สร้างฟาร์มเลี้ยงกุ้งและโรงเพาะฟัก ได้รับมาตราฐาน CoC (CODE OF CONDUCT ) และได้ขยายการเลี้ยงกุ้งไปที่จังหวัดอื่นๆ
เช่น สงขลา ปัตตานี
และปราจีนบุรี
ผลผลิตจากการเลี้ยงในจังหวัดสตูล มีดังนี้ ฟาร์มเลี้ยงกุ้งกุลาดำ 80 บ่อ ได้ผลผลิต 300 ตันต่อปี มูลค่า 60,000,000 บาท โรงเพาะฟักกุ้งกุลาดำขนาด 90 บ่ออนุบาล ได้ผลผลิต 120 ล้านตัวต่อปี มูลค่า 10,000,000 บาท แปลงเลี้ยงหอยแครง ประมาณ 700 ไร่ ได้ผลผลิต 60 ตันต่อปี มูลค่า 9,000,000 บาท เกิดการจ้างงานไม่น้อยกว่า 80-120 คน มีรายได้ต่อคนต่อครัวเรือนไม่น้อยกว่า 10,000 - 15,000 บาท
นอกจากนี้นายพิบูลย์ยังทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมในด้านต่างๆ เช่น การได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองสตูล ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนมุสลิม บริจาคที่ดิน จำนวนกว่า 30
ไร่ ณ บ้านหัวทาง อำเภอเมือง
จังหวัดสตูล ให้กับเทศบาลเมืองสตูล เพื่อสร้างสนามกีฬาของจังหวัด บริจาคทรัพย์สินและสิ่งของ
ให้กับโรงเรียนต่างๆในชุมชน เพื่อเป็นทุนการศึกษาและสนับสนุนกิจกรรมของโรงเรียน และให้ความร่วมมือและช่วยเหลืองานกับทางหน่วยงานราชการด้วยดีเสมอมา
นายพิบูลย์เป็นผู้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยประกอบกิจการทางด้านการประมงทุกอย่าง
ตั้งอยู่บนพื้นฐานความถูกต้องตามกฎหมายของรัฐ เป็นมิตรกับชุมชนที่เข้าไปประกอบการ และไม่ทำลายหรือกระทำการใดๆ
อันจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
โดยเฉพาะบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ได้มีการจดทะเบียนประกอบการเลี้ยงกุ้ง
ได้เข้าระบบ CoC โดยเฉพาะโรงเพาะฟักกุ้งกุลาดำ
ทั้งนี้ได้คำแนะนำจากศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดสตูล
เพื่อให้การเพาะลูกกุ้งไปสู่ระบบมาตรฐาน
กลุ่มที่ได้รับการคัดเลือก ได้แก่
กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงปลานราพัฒนา ที่ตั้งเลขที่ 1/11 ถนนชายทะเล ตำบลบางนาค
อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส โทรศัพท์ 0 1479 4618 จัดตั้งกลุ่มในปี 2535 ด้วยสมาชิกเริ่มแรกเพียง
30 คน
โดยจัดตั้งในรูปกลุ่มธรรมชาติ และได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในปี 2546 ปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น
62 คน
กลุ่มมีความสามารถในการเพิ่มจำนวนหุ้นในอัตราค่อนข้างสูง ขณะนี้มีทุนเรือนหุ้น
จำนวน 67,350 บาท
มีทรัพย์สินหมุนเวียน จำนวน 58,049.94 บาท ไม่มีหนี้สิน และมีกำไรสุทธิจำนวน 17,122 บาท
ซึ่งกลุ่มประสบผลสำเร็จในด้านการบริหารดำเนินธุรกิจและการให้บริการแก่สมาชิกอย่างต่อเนื่อง
การดำเนินธุรกิจของกลุ่มมีดังนี้ ให้บริการเงินกู้เพื่อประกอบอาชีพ
รวบรวมสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำจากสมาชิกมาจัดการขายและแปรรูป และจำหน่ายปัจจัยที่จำเป็นในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
นอกจากนี้ยังจัดหาตลาดผลผลิตสัตว์น้ำให้แก่สมาชิก ซึ่งทำให้สมาชิกสามารถจำหน่ายสัตว์น้ำได้โดยตรงกับผู้ซื้อ
ทำให้ได้ราคาสูงขึ้น โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายกับสมาชิก
สำหรับโครงการในอนาคต คือ ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มสตรี เพื่อการแปรรูปน้ำบูดู เพิ่มรายได้กับสมาชิก
และส่งเสริมให้สมาชิกขยายกิจกรรมและผลิตสัตว์น้ำให้มีคุณภาพ รวมทั้งประสานกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น
มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อส่งออกสินค้าสัตว์น้ำในรูปแบบมีชีวิต
กลุ่มได้เข้าร่วมทำกิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์และการอนุรักษ์ โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำกิจกรรมต่างๆ
เช่น ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงในแหล่งธรรมชาติ
และเป็นสถานที่ดูงานให้กับกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงต่างๆ รวมทั้งประสานงานกับหน่วยงานราชการเพื่อให้ความรู้ด้านวิชาการการเพาะเลี้ยง
ส่งเสริมให้การศึกษาอบรมสมาชิก และส่งเสริมอาชีพกลุ่มสตรี