สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม
เลี้ยงกุ้งก้ามกรามเป็นกุ้งน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุด และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นที่นิยมของผู้บริโภค แม้ว่าจะราคาแพงเมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์น้ำชนิดอื่น เนื่องจากมีรสชาติดี และสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น ต้มยำกุ้ง กุ้งเผา กุ้งอบวุ้นเส้น เป็นต้น และเนื่องจากกุ้งก้ามกรามเป็นที่นิยมของผู้บริโภคประกอบกับความเสื่อมโทรมของแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้กุ้งก้ามกรามในแหล่งน้ำธรรมชาติมีจำนวนลดลง จึงได้มีการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค และธุรกิจการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามได้มีการขยายตัวของอย่างรวดเร็ว
1.จำนวนฟาร์มและพื้นที่เลี้ยงที่มีผลผลิต
ในปี 2542 ฟาร์มเลี้ยงกุ้งก้ามกรามมี 1,954 ฟาร์ม เป็นเนื้อที่ 23,568 ไร่ คาดว่าในปี 2546 จะมีฟาร์มเลี้ยงกุ้งก้ามกรามเพิ่มเป็น 4,296 ฟาร์ม ในเนื้อที่ 40,328 ไร่
ตารางที่ 1
จำนวนฟาร์มและเนื้อที่การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม(ที่มีผลผลิต) ปี 2542 - 2546
|
||
|
|
|
เนื้อที่ :
ไร่ |
|
ปี |
ฟาร์ม |
เนื้อที่ |
|
2542 |
1,954 |
23,568 |
|
2543 |
2,119 |
25,044 |
|
2544 |
4,070 |
38,205 |
|
2545 |
4,552 |
42,450 |
|
2546 |
4,296 |
40,328 |
ที่มา : กลุ่มวิจัยและวิเคราะห์สถิติการประมง
ศูนย์สารสนเทศ กรมประมง
หมายเหตุ : ข้อมูลปี 2544 2546 เป็นข้อมูลประมาณการ |
||
2.แหล่งเลี้ยง
การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามมีแหล่งเลี้ยงที่สำคัญอยู่ในภาคตะวันตก
เช่นจังหวัด นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีการเลี้ยงมากในภาคตะวันออก
ในบางจังหวัดเช่น สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา
เป็นต้นโดยสมาคมผู้เพาะเลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืด
ได้ประเมินพื้นที่เลี้ยงกุ้งก้ามกรามของไทยในปี 2545 มีประมาณ 130,000 ไร่
โดยจำแนกตามภาคต่าง ๆ ดังนี้
- ภาคกลางร้อยละ 80
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 7
- ภาคเหนือร้อยละ 3
- ภาคตะวันออกร้อยละ 5
- ภาคใต้ร้อยละ 5
3. ผลผลิต
ในปี 2542
ผลผลิตกุ้งก้ามกรามที่ได้จากการเพาะเลี้ยงมีปริมาณ 8,494,000
ตัน หรือร้อยละ 3.36 ของผลผลิตสัตว์น้ำจืดจากการเพาะเลี้ยง
คาดว่าในปี 2546 ผลผลิตจะเพิ่มสูงขึ้น เป็น 35,102,000 ตัน
ตารางที่ 2 ปริมาณผลผลิตจากการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม
ปี 2542 - 2546
|
|||
|
|
|
|
ปริมาณ : ตัน |
|
ปี |
ผลผลิตของสัตว์น้ำจืดจากการเลี้ยงทั้งหมด |
ผลผลิตกุ้งก้ามกราม |
ร้อยละของผลผลิตกุ้งก้ามกราม |
|
2542 |
252,612 |
8,494 |
3.36 |
|
2543 |
271,012 |
9,917 |
3.66 |
|
2544 |
291,674 |
11,821 |
4.05 |
|
2545 |
327,981 |
31,174 |
9.50 |
|
2546 |
348,851 |
35,102 |
10.06 |
|
ที่มา : กลุ่มวิจัยและวิเคราะห์สถิติการประมง ศูนย์สารสนเทศ กรมประมง หมายเหตุ : ข้อมูลปี 2544 2546 เป็นข้อมูลประมาณการ |
|
||
4. มูลค่าผลผลิต
ผลผลิตกุ้งก้ามกรามที่ได้จากการเพาะเลี้ยงในปี
2542 มีมูลค่า 1,106.32
ล้านบาท หรือร้อยละ 13.91
ของมูลค่าผลผลิตสัตว์น้ำจืดจากการเพาะเลี้ยงทั้งหมด คาดว่าในปี 2546 ผลผลิตมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเป็น 5,175.09 ล้านบาท
ตารางที่ 3 มูลค่าผลผลิตจากการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ปี
2542 - 2546
|
|||
|
|
|
|
มูลค่า : ล้านบาท |
|
ปี |
มูลค่าผลผลิตของสัตว์น้ำจืด จากการเลี้ยงทั้งหมด |
มูลค่าผลผลิต กุ้งก้ามกราม |
ร้อยละของมูลค่า ผลผลิตกุ้งก้ามกราม |
|
2542 |
7,953.06 |
1,106.32 |
13.91 |
|
2543 |
8,433.19 |
1,209.95 |
14.35 |
|
2544 |
10,094.54 |
1,661.06 |
16.46 |
|
2545 |
13,631.78 |
4,440.09 |
32.57 |
|
2546 |
15,479.08 |
5,175.09 |
33.43 |
|
ที่มา : กลุ่มวิจัยและวิเคราะห์สถิติการประมง ศูนย์สารสนเทศ กรมประมง หมายเหตุ : ข้อมูลปี 2544 2546 เป็นข้อมูลประมาณการ |
|
||
5.การส่งออก
ผลผลิตกุ้งก้ามกรามที่ได้จากการเพาะเลี้ยงใช้บริโภคภายในประเทศประมาณร้อยละ
70 และส่งออกไปต่างประเทศร้อยละ 30 ในปี 2545 ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์กุ้งก้ามกรามไปขายในตลาดต่างประเทศเป็นปริมาณรวม
2,099,478 กิโลกรัม
เป็นมูลค่า 501,260,238 บาท
โดยผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกนั้นมีทั้งสดแช่เย็น แช่เย็นจนแข็ง
และปรุงแต่งไม่บรรจุภาชนะอัดลม
ซึ่งตลาดส่งออกที่สำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และเกาหลี เป็นต้น ดังตารางที่ 5
ตารางที่ 5
ปริมาณและมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์กุ้งก้ามกราม ปี 2545
|
||
|
|
|
ปริมาณ : กิโลกรัม มูลค่า :
บาท |
|
ชนิดผลิตภัณฑ์ |
ปริมาณ |
มูลค่า |
|
สดหรือแช่เย็น |
91,679 |
1,402,570 |
|
แช่เย็นจนแข็ง |
1,961,108 |
480,086,950 |
|
ปรุงแต่ง ไม่บรรจุภาชนะอัดลม |
46,691 |
19,770,718 |
|
รวม |
2,099,478 |
501,260,238 |
|
ที่มา : กลุ่มวิเคราะห์สินค้าประมงระหว่างประเทศ
กองประมงต่างประเทศ กรมประมง |
||
ความต้องการกุ้งก้ามกรามในตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ขยายตัวช้าเนื่องจากน้ำหนักกุ้งก้ามกรามส่วนใหญ่จะอยู่ที่หัว และการส่งกุ้งก้ามกรามไปต่างประเทศต้องเด็ดหัวออก
ซึ่งจะเหลือเนื้อเพียง 40 % เท่านั้น
ซึ่งทำให้ต้นทุนในการแปรรูปกุ้งก้ามกรามเพื่อส่งออกสูงมาก
6. กุ้งก้ามกรามสายพันธุ์ใหม่
ปัจจุบันได้มีโครงการส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามสายพันธุ์ใหม่เพื่อการส่งออก ภายใต้การสนับสนุนของสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืด เป็นกุ้งก้ามกรามสายพันธุ์ CPF ซึ่งขายได้ราคาดีกว่ากุ้งก้ามกรามสายพันธุ์เดิมประมาณ 20-30 บาท/กก. และกุ้งก้ามกรามสายพันธุ์ใหม่ มีลักษณะเด่นแตกต่างจากกุ้งก้ามกรามสายพันธุ์เดิม คือ เจริญเติบโตเร็วกว่า ส่วนหัวเล็กกว่า ให้เนื้อมากกว่าเดิมประมาณ 8 10 % ในกุ้งขนาดเดียวกัน ใช้เวลาเลี้ยงสั้นกว่า คือ 6เดือน
พื้นที่ดำเนินโครงการนำร่อง 3 จังหวัด พื้นที่บ่อเลี้ยงรวม 5,000 ไร่ โดยจำแนกเป็นจังหวัดราชบุรี 1,000 ไร่ จังหวัดนครปฐม 2,000 ไร่ และจังหวัดสุพรรณบุรี 2,000 ไร่ และคาดว่าจะมีพื้นที่โครงการขยายเพิ่มขึ้นปีละ 5,000 ไร่
7. ขั้นตอนการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามสายพันธุ์ใหม่
บริษัทที่เป็นเอเย่นต์จะทำหน้าที่อนุบาลลูกกุ้งใช้เวลาประมาณ
2 เดือน จะได้ลูกกุ้งขนาด 200 300 ตัว/กก. หรือลูกกุ้งที่คว่ำแล้วให้เกษตรกรไปอนุบาลเอง
โดยลงลูกกุ้งไร่ละ 16,000 ตัว หลังจากที่เกษตรกรรับลูกกุ้งไปจากเอเยนต์
ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงกุ้งสายพันธ์ใหม่อีก 4 เดือน
และเอเย่นต์ยังทำหน้าที่จัดฝึกอบรม สัมมนา สนับสนุนด้านอาหารกุ้งและปัจจัยอื่น ๆ
เช่น สารชีวภาพ วัสดุ ปูน น้ำยาตรวจสอบคุณภาพน้ำนอกจากนั้นยังรับซื้อกุ้งก้ามกรามขนาดตลาดของเกษตรกร
เพื่อจัดส่งไปจำหน่ายยังตลาดกลาง และโรงงานแปรรูปเพื่อส่งออก
8. เปรียบเทียบกุ้งก้ามกรามสายพันเดิมกับกุ้งก้ามกรามสายพันธุ์ใหม่
เมื่อพิจารณาระยะเวลาในการเลี้ยง
พบว่ากุ้งก้ามกรามสายพันธุ์เดิมใช้เวลาในการเลี้ยง
10 12 เดือนต่อรุ่น และต้องทยอยจับจนกว่าจะหมดบ่อ เพราะกุ้งก้ามกรามสายพันธุ์เดิมมีขนาดไม่เท่ากัน ในขณะที่กุ้งก้ามกรามสายพันธุ์ใหม่ใช้เวลาในการเลี้ยงประมาณ 6 เดือน และสามารถจับได้ครั้งเดียวหมดบ่อ
ทำให้กำหนดปริมาณและขนาดได้ตามความต้องการของตลาด
ซึ่งเป็นโอกาสที่จะสามารถขยายตลาดกุ้งก้ามกรามทั้งภายในประเทศและต่างประเทศได้มากขึ้นด้วย
กุ้งก้ามกรามสายพันธุ์เดิม |
กุ้งก้ามกรามสายพันธุ์ใหม่ |
|
1. ระยะเวลาในการเลี้ยง 10 12 เดือน |
1. ระยะเวลาในการเลี้ยง 6 เดือน |
|
2.น้ำหนักหัว 60 : หนักตัว 40 |
2.น้ำหนักหัว 50 : น้ำหนักตัว 50 |
|
3.ไม่สามารถกำหนดปริมาณผลผลิตได้ |
3.สามารถกำหนดปริมาณผลผลิตได้ |
|
4. ขนาดผลผลิตไม่ตรงตามความต้องการของตลาด |
4. ผลิตได้ขนาดตามความต้องการของตลาด |
การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามสายพันธุ์ใหม่ มีต้นทุนเฉลี่ย 47, 065 บาทต่อไร่ โดยจำแนกเป็นต้นทุนคงที่
17,000 บาทต่อไร่ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 36.12 ต้นทุนผันแปร 30,065
บาทต่อไร่ คิดเป็นร้อยละ 63.88 และมีรายได้เฉลี่ย 62,250 บาทต่อไร่ กำไรสุทธิ 15,189 บาทต่อไร่ ราคาขายเฉลี่ย150 บาทต่อกิโลกรัม
ตารางที่ 6 ต้นทุนและผลตอบแทนการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามสายพันธุ์ใหม่
|
|
ต้นทุน/บ่อ (4 ไร่)
|
ต้นทุน/ไร่ |
ร้อยละ |
ต้นทุน/กิโลกรัม |
ต้นทุนคงที่
|
68,000 |
17,000 |
36.12 |
41 |
|
1. ค่าขุดบ่อ |
24,000 |
6,000 |
12.75 |
14 |
|
2. ค่าเครื่อง-อุปกรณ์ตีน้ำ |
44,000 |
11,000 |
23.37 |
27 |
ต้นทุนผันแปร
|
120,250 |
30,065 |
63.88 |
72 |
|
1. ค่าพันธุ์ลูกกุ้ง |
52,000 |
13,000 |
27.62 |
31 |
|
2. ค่าอาหาร |
53,750 |
13,440 |
28.55 |
32 |
|
3. ค่ายา เคมี จุลินทรีย์ |
6,000 |
1,500 |
3.19 |
4 |
|
4. ค่าน้ำมัน |
8,500 |
2,125 |
4.52 |
5 |
รวมต้นทุนทั้งหมด
|
188,250 |
47,065 |
100 |
113 |
|
ผลผลิตกุ้งก้ามกราม (กก.) |
1,660 |
|
|
|
|
ราคาขายเฉลี่ย (บาท/กก.) |
150 |
|
|
|
|
รายได้ (บาท) |
249,000 |
62,250 |
|
150 |
|
กำไร (บาท) |
60,750 |
15,189 |
|
37 |
ที่มา : โครงการส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามสายพันธุ์ใหม่เพื่อการส่งออก