พงศ์พัฒน์ บุญชูวงศ์
1.การใช้น้ำมันในภาคการประมง
น้ำมันยังคงเป็นปัจจัยหลักในการผลิตทางการประมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตในสาขาประมงทะเลซึ่งมีสัดส่วนต้นทุนเป็นค่าน้ำมันเชื้อเพลิงค่อนข้างสูงระหว่างร้อยละ 24 - 64 ของต้นทุนทั้งหมด จากการสำรวจการเปลี่ยนแปลงทางประมงทะเล ปี 2543 พบว่ามีจำนวนเรือประมงที่ใช้เครื่องยนต์ทั้งหมด 55,480 ลำ เป็นเรือประมงขนาดเล็กหรือประมงพื้นบ้านจำนวน 42,217 ลำ หรือคิดเป็นร้อยละ 76 ของทั้งหมด และเรือประมงพาณิชย์จำนวน 13,263 ลำ คิดเป็นร้อยละ 24 ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วของเรือประมงดังกล่าวประมาณปีละ 1,530 ล้านลิตร [1] เรือประมงที่ทำประมงเชิงพาณิชย์เป็นกลุ่มเรือประมงที่ใช้น้ำมันในการทำประมงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำประมงอวนลาก อวนรุน และอวนล้อมจับ
ธุรกิจประมงอวนลากแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ อวนลากแผ่นตะเข้ และอวนลากคู่ ในปัจจุบันการทำประมงอวนลากแผ่นตะเข้เป็นประเภทเครื่องมือประมงที่มีจำนวนมากที่สุดในน่านน้ำไทย การใช้น้ำมันของเรืออวนลากแผ่นตะเข้เฉลี่ยระหว่างลำละ 4,537 - 14,693 ลิตรต่อเดือน ปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นตามขนาดของเรือประมง (ตารางที่ 1)
สัดส่วนค่าน้ำในเชื้อเพลิงในการทำการประมงประเภทนี้อยู่ระหว่างร้อยละ 56.5 – 31.3 ของต้นทุนทั้งหมด ในขณะที่เรืออวนลากคู่ซึ่งใช้เรือสองลำทำการประมง ใช้น้ำมันเฉลี่ยระหว่างคู่ละ 10,032 - 21,547 ลิตรต่อเดือน สัดส่วนค่าน้ำมันสัดส่วนอยู่ระหว่างร้อยละ 50.8 – 56.7 สำหรับการทำประมงอวนรุนได้มีการพัฒนาปรับปรุงทั้งขนาดและประสิทธิภาพในการจับสัตว์น้ำทำให้ใช้น้ำมันค่อนข้างมากเฉลี่ยระหว่างลำละ 3,550 – 15,915 ลิตรต่อเดือน สัดส่วนค่าน้ำมันอยู่ระหว่างร้อยละ 51.6 – 65.9 ของต้นทุนทั้งหมด
อวนล้อมจับเป็นการทำประมงที่ใช้น้ำมันโดยเฉลี่ยน้อยกว่าเครื่องมือชนิดอื่นที่มีขนาดเดียวกัน ปริมาณการใช้อยู่ระหว่างลำละ 4,730-10,521 ลิตรต่อเดือน สัดส่วนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงคิดเป็นระหว่างร้อยละ 24.8 – 29.6 ของต้นทุนทั้งหมด การทำประมงชนิดนี้ต้นทุนส่วนใหญ่เป็นค่าจ้างแรงงานลูกเรือประมงซึ่งอยู่ระหว่าง 37.8 – 45.5
2.ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันต่อต้นทุนและกำไรในการทำประมงทะเล
ในอดีตราคาน้ำมันภายในประเทศอยู่ภายใต้ระบบการควบคุมโดยรัฐเพื่อต้องการรักษาระดับราคาไม่ให้มีการแปรปรวนมาก จนถึงปี 2533 รัฐได้ยกเลิกระบบการควบคุมปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวตามสภาพที่เป็นจริงของตลาด ซึ่งในขณะนั้นทำให้ราคาน้ำมันลดลงเล็กน้อยจากราคาควบคุม แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นได้มีการเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นระบบเงินลอยตัวเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ทำให้ค่าเงินบาทลดลง ราคานำเข้าน้ำมันคิดเป็นเงินบาทสูงขึ้นทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป ส่งผลให้ราคาขายปลีกภายในประเทศสูงขึ้นจนถึงปัจจุบัน ภาคการผลิตทุกสาขารวมถึงธุรกิจประมงทะเลซึ่งใช้น้ำมันเป็นปัจจัยที่สำคัญในการผลิตได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงหรือความเคลื่อนไหวใดๆที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนและผลกำไรของชาวประมงในธุรกิจประมงทะเล จากการศึกษาต้นทุนและผลกำไรในการทำประมงทะเลด้วยเครื่องมือประมงหลักที่สำคัญในปัจจุบัน ณ ระดับราคาน้ำมันลิตรละ 14.59 บาท (วันที่ 21 มกราคม 2546) ผลปรากฎว่าเรือประมงส่วนใหญ่เกือบทุกขนาดและประเภทเครื่องมือมีกำไรสุทธิติดลบหรือประสบกับการขาดทุน
(ตารางที่ 2)
ยกเว้นเรืออวนลากคู่ขนาดกลาง (ความยาวเรือ 14-18 เมตร) และขนาดใหญ่ (ความยาวเรือ 18-25 เมตร) เท่านั้นที่ยังคงมีกำไรสุทธิ
จะเห็นได้ว่าในสภาวะแนวโน้มราคาน้ำมันในปัจจุบันทำให้ธุรกิจการทำประมงส่วนใหญ่ต้องประสบกับการขาดทุน และจากการประเมินราคาน้ำมันที่จุดคุ้มทุนทั้งหมด พบว่ามีค่าราคาเฉลี่ยลิตรละ 12.61 บาท โดยเรือประมงขนาดเล็ก (ความยาวเรือน้อยกว่า 14 เมตร) มีค่าราคาน้ำมันที่จุดคุ้มทุนเท่ากับลิตรละ 11.44 บาท ในขณะที่เรือประมงขนาดกลางและขนาดใหญ่ (ความยาวเรือมากกว่า 14 เมตร มีค่าราคาน้ำมันที่จุดคุ้มทุนเฉลี่ยเท่ากับลิตรละ 13.06 หากพิจารณาแยกตามประเภทเรือประมงพบว่าราคาน้ำมันที่จุดคุ้มทุนของเรืออวนลากแผ่นตะเข้เฉลี่ยระหว่างลิตรละ 11.75 – 12.06 บาท แตกต่างตามขนาดเรือประมง (ตารางที่ 2) เรืออวนลากคู่ราคาระหว่างลิตรละ 11.06 – 15.65 บาท อวนรุนอยู่ระหว่างลิตรละ 10.24 - 12.41 บาท และอวนล้อมจับอยู่ระหว่าง11.66 – 13.73 บาท
โดยสรุปกล่าวได้ว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันในปัจจุบันทำให้ธุรกิจประมงทะเลส่วนใหญ่ต้องประสบกับการขาดทุน เนื่องจากราคาน้ำมันขายปลีกในท้องตลาดสูงกว่าราคาน้ำมันที่จุดคุ้มทุน การที่เรือประมงยังคงดำเนินธุรกิจอยู่ได้ในปัจจุบันเป็นเพราะส่วนใหญ่ใช้น้ำมันภายใต้โครงการความช่วยเหลือของรัฐ ได้แก่ โครงการช่วยเหลือลดราคาน้ำมันให้ชาวประมงสำหรับชาวประมงขนาดเล็ก (ความยาวเรือน้อยกว่า 14 เมตร) ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2539 ต่อเนื่องจนสิ้นสุดโครงการในเดือนธันวาคม 2545 โดยได้รับเงินชดเชยจาก คชก.และส่วนลดค่าการตลาดทำให้ชาวประมงใช้น้ำมันต่ำกว่าราคาท้องตลาดเฉลี่ยประมาณลิตรละ 3 บาท ในขณะที่เรือประมงขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่ทำการประมงห่างฝั่งสามารถใช้น้ำมันจากโครงการจำหน่ายน้ำมันดีเซลสำหรับชาวประมงในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักร โดยจำหน่ายในราคาต่ำกว่าราคาขายปลีกในท้องตลาดเฉลี่ยลิตรละ 3-4 บาท
3.ข้อคิดเห็นและแนวทางแก้ไข
จากสถานการณ์และแนวโน้มราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยิ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อต้นทุนการผลิตในสาขาธุรกิจประมงทะเล (ตารางที่ 3) ในขณะที่ราคาสัตว์น้ำมีแนวโน้มสูงขึ้นในอัตราค่อนข้างต่ำ เนื่องจากการส่งออกในรอบปี 2545 ลดลงกว่าปี 2544 แม้มูลค่าส่งออกในปี 2546 คาดว่าจะสูงขึ้นเล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้ราคาสัตว์น้ำโดยเฉลี่ยสูงขึ้นแต่ไม่ทันการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตซึ่งใช้น้ำมันเป็นปัจจัยหลัก ปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขและช่วยเหลือสรุปได้ดังนี้
3.1 ระยะสั้น
เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมงโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวประมงขนาดเล็ก โดยรัฐควรขยายโครงการช่วยเหลือลดราคาน้ำมันให้ชาวประมงต่อไปอีกระยะหนึ่งจนกว่าสถานการณ์ปัญหาราคาน้ำมันคลี่คลายอยู่ในระดับปกติ
3.2 ระยะยาว
1).ควรจัดตั้งกองทุนชดเชยราคาน้ำมันสำหรับเรือประมงขนาดเล็ก โดยการจัดสรรรายได้บางส่วนจากโครงการจำหน่ายน้ำมันดีเซลสำหรับชาวประมงในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักร เพื่อสนับสนุนจัดตั้งกองทุนฯดังกล่าว
2).ควบคุมจำนวนเรือประมงประเภทที่ใช้น้ำมันค่อนข้างมากและส่งเสริมให้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำประมงที่ประหยัดน้ำมัน ซึ่งในปัจจุบันกรมประมงได้มีนโนบายควบคุมและยกเลิกเครื่องมือประมงบางประเภทที่ใช้น้ำมันในการทำประมงค่อนข้างสูงที่สำคัญได้แก่ โครงการยกเลิกเครื่องมือประมงอวนรุน ในขณะที่มาตรการควบคุมจำนวนเครื่องมือประมงอวนลากไม่ให้เพิ่มมากขึ้น ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปรับเปลี่ยนเครื่องมือที่ไม่ทำลายทรัพยากรสัตว์น้ำและประหยัดน้ำมัน เช่น อวนล้อมจับ และอวนลอย เป็นต้น
[1] ประมาณการโดยส่วนเศรษฐกิจการประมง สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี่การประมง กรมประมง