การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศ
ประวัติปลานิล
ปลานิล Tilapia nilotica มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Oreochromis niloticus (Linn.) เป็นปลาน้ำจืดที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอาพริกา ซึ่งมีคุณค่าทางเศรษฐกิจนับตั้งแต่ปี 2508 เป็นต้นมา สามารถเลี้ยงได้ในทุกสภาพ การเพาะเลี้ยง ระยะเวลา 1 ปี มีอัตราการเติบโตถึงขนาด 500 กรัม รสชาติดี มีผู้นิยมบริโภคกันอย่างกว้างขวาง ส่วนขนาดปลานิลที่ตลาดต้องการมีน้ำหนักตัวละ 200 – 300 กรัม จากคุณสมบัติของปลานิลซึ่งเลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็ว แต่ปัจจุบันปลานิลพันธุ์แท้ค่อนข้างจะหายาก กรมประมงจึงได้ดำเนินการปรับปรุงพันธุ์ปลาเพื่อให้ได้ปลานิลที่มีลักษณะสายพันธุ์ดี อาทิ การเจริญเติบโต ปริมาณการดกของไข่ ผลผลิตและความต้านทานโรค เป็นต้น ดังนั้น ผู้เลี้ยงปลานิลจะได้มีความมั่นใจในการเลี้ยงปลานิลเพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำให้เพียงพอต่อการบริโภคต่อไป

ความเป็นมา
ตามที่พระจักรพรรดิอากิฮิโต เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ทรงจัดส่งปลานิล จำนวน 50 ตัว ความยาวเฉลี่ยตัวละประมาณ 9 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 14 กรัม มาทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2508 นั้น ในระยะแรกได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปล่อยลงเลี้ยงในบ่อดินในเนื้อที่ประมาณ 10 ตารางเมตร ในบริเวณสวนจิตรลดาพระราชวังดุสิต เมื่อเลี้ยงมาได้ 5 เดือนเศษ ปรากฎว่ามีลูกปลาเกิดขึ้นจำนวนมากจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าหน้าที่สวนหลวงขุดบ่อขึ้นใหม่อีก 6 บ่อ มีเนื้อที่เฉลี่ย 70 ตารางเมตร ซึ่งในโอกาสนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงย้ายพันธุ์ปลาด้วยพระองค์เองจากบ่อเดิมไปปล่อยในบ่อใหม่ทั้ง 6 บ่อ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2508 ต่อจากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมประมง จัดส่งเจ้าหน้าที่วิชาการมาตรวจสอบการเจริญเติบโตเป็นประจำทุกเดือน
โดยที่ปลาชนิดนี้เป็นปลาจำพวกกินพืช เลี้ยงง่าย มีรสดี ออกลูกดก เจริญเติบโตได้รวดเร็วในเวลา 1 ปี จะมีน้ำหนักประมาณครึ่งกิโลกรัม และมีความยาวประมาณ 1 ฟุต จึงได้มีพระราชประสงค์ที่จะให้ปลานี้แพร่ขยายพันธุ์ อันจะเป็นประโยชน์แก่พสกนิกรของพระองค์ต่อไป ดังนั้นเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2509 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อปลาชนิดนี้ว่า “ปลานิล” และได้พระราชทานปลานิลขนาดยาว 3-5 เซนติเมตร จำนวน 10,000 ตัว ให้แก่กรมประมงนำไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ที่แผนกทดลองและเพาะเลี้ยง ในบริเวณเกษตรกลาง บางเขน และที่สถานีประมงต่าง ๆ ทั่วพระราชอาณาจักรอีก รวม 15 แห่ง เพื่อดำเนินการเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์พร้อมกัน ซึ่งเมื่อปลานิลแพร่ขยายพันธุ์ออกไปได้มากเพียงพอแล้วจึงได้แจกจ่ายให้แก่ราษฎรนำไปเพาะเลี้ยงตามความต้องการต่อไป
ปลานิลเมื่อเลี้ยงในบ่อสาธารณะจะออกลูกได้เมื่อมีอายุประมาณ 3 เดือน การเลี้ยงปลานิลมักจะประสบปัญหาปลามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนมีผลให้ปลาที่เลี้ยงไม่โต จำหน่ายไม่ได้ราคา
ลักษณะเพศปลานิล
ตามปกติปลานิลถ้าดูจากรูปร่างภายนอกจะมีลักษณะมีคล้ายคลึงกันมาก ต้องสังเกตจากอวัยวะเพศและส่วนประกอบอย่างอื่น
ปลานิลเพศผู้ ปลานิลเพศเมีย
- อวัยวะเพศที่บริเวณใกล้กับช่องทวารจะมีลักษณะที่ - อวัยวะเพศจะมีลักษณะเป็นรูค่อนข้างใหญ่และกลม
คล้ายคลึงกัน ต้องสังเกตจากอวัยวะเพศและส่วน สีของตัวปลาจะซีดมองเห็นแถบขวางข้างตัวได้
ประกอบอย่างอื่น ชัดเจน ใต้คางจะมีสีเหลือง ขนาดตัวปลาจะเล็กกว่า
ปลาเพศผู้

การเพาะขยายพันธุ์ของปลานิล
ปลานิลในธรรมชาติ เป็นปลาที่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว เมื่อปลานิลมีอายุและความสมบูรณ์พร้อมที่จะขยายพันธุ์ได้ ปลานิลตัวผู้จะทำหลุมบริเวณชานบ่อแล้วแม่ปลาจะมาวางไข่ ตัวผู้จะปล่อยน้ำเชื้อเข้าผสมกับไข่เมื่อไข่ผสมกับน้ำเชื้อเรียบร้อยแล้ว แม่ปลาจะเก็บไข่ที่ผสมแล้วไว้ในปาก ไข่จะฟักเป็นตัวจนลูกปลาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่กลับเข้าไปหลบศัตรูในปากแม่ปลา จะใช้เวลาประมาณ 15 วัน ซึ่งจะเป็นช่วงที่แม่ปลาไม่กินอาหารจึงทำให้ปลานิลในธรรมชาติตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย

การเพาะพันธุ์ปลานิล
การเพาะพันธุ์ปลานิลสามารถทำได้ในบ่อดิน, บ่อซีเมนต์ และในกระชัง

การเพาะพันธุ์ปลานิลในบ่อดิน
เป็นวิธีการที่เกษตรกรทำกันมานานแล้ว โดยเตรียมบ่อดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็คัดพ่อ – แม่ปลานิลลงในบ่อดิน ในอัตราส่วน 800-1,000 ตัว/ไร่ อัตราส่วนเพศผู้ต่อเพศเมีย เท่ากับ 1:3 หรือ 2:3 หลังจากปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงบ่อเพาะแล้วประมาณ 45-60 วัน ก็จะได้ลูกปลาขนาด 2-3 ซม. ขึ้นมาจำหน่าย แต่วิธีการนี้ให้ผลผลิตลูกปลานิลไม่แน่นอน และขนาดของลูกปลาก็แตกต่างกันมาก

การเพาะพันธุ์ปลานิลในบ่อซีเมนต์
ในบ่อซีเมนต์ขนาด 10 ตารางเมตร น้ำลึก 8 เซนติเมตร ปล่อยปลา 1 ตัว 1 ตร.ม. อัตราส่วนเพศผู้ต่อเพศเมีย เท่ากับ 1:3 หรือ 2:3 หลังจากปล่อยพ่อ – แม่พันธุ์ลงบ่อเพาะแล้วประมาณ 30 วัน จะได้ลูกปลาขนาดประมาณ 1.5 เซนติเมตร ย้ายลูกปลาไปอนุบาลในบ่อดินต่อไปอีกประมาณ 15-20 วัน จะได้ลูกปลา ขนาด 2-3 ซม.


การเพาะพันธุ์ปลานิลในกระชัง
คัดพ่อ – แม่พันธุ์ปลาได้แล้ว นำพ่อ – แม่พันธุ์ปลามาขุนในกระชังขนาด 5x8x0.9 ม. กางกระชังให้ลึก 60 ซม. ปล่อยพ่อ – แม่พันธุ์กระชังละ 300 ตัว โดยปล่อยแยกกระชังพ่อ – แม่ปลาเป็นเวลา 15-20 วัน หลังจากนั้นนำพ่อ – แม่ปลาที่ขุนแล้วปล่อยลงกระชังเพาะขนาด 5x8x0.9 ม. กางกระชังให้ลึก 60 ซม. ในอัตราส่วนแม่ปลา 60 ตัว ต่อพ่อปลา 30 ตัว/กระชัง เป็นเวลา 7-20 วัน การรวบรวมลูกปลาขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้เลี้ยง ถ้าไม่ต้องการจะนำลูกปลาไปแปลงเพศก็ปล่อยพ่อ – แม่พันธุ์ปลาในกระชังเป็นเวลา 15-20 วัน ขึ้นกับอุณหภูมิ หลังจากนั้นจะได้ลูกปลาไปแปลงเพศก็ปล่อยพ่อ – แม่พันธุ์ปลาในกระชังเป็นเวลา 15-20 วัน ขึ้นกับอุณหภูมิ หลังจากนั้นจะได้ลูกปลาขนาดประมาณ 1 ซม. นำลูกปลาไปอนุบาลต่อในบ่อดิน หรือกระชังแต่ถ้าต้องการนำลูกปลาไปแปลงเพศก็ปล่อยพ่อ – แม่พันธุ์ในกระชังระยะเวลา 7-10 วัน จะได้ลูกปลาที่อยู่ในระยะที่ 1-5 ลูกปลาที่อยู่ในระยะ 1-4 สามารถนำไปแปลงเพศโดยใช้ฮอร์โมนต่อไป การรวบรวมไข่ปลาทุก 7 วัน จะได้ไข่ปลาในระยะที่ 1-2 เป็นจำนวนมาก ซึ่งไข่ระยะที่ 1-2 สามารถนำไปฟักได้ แต่อัตรารอดจะน้อยกว่าระยะที่ 3 และระยะที่ 4 และใช้เวลาในการฟักไข่นานประมาณ 5-7 วัน

การเพาะพันธุ์ปลานิลแบบพัฒนา
1. เตรียมพ่อ – แม่พันธุ์ปลานิลโดยปล่อยปลานิลขนาด 3-5 ซม. ลงเลี้ยงในบ่อดินขนาด 800 ตร.ม. จำนวน 3,000 ตัว ให้อาหารเม็ดลอยน้ำปลากินพืช โปรตีน 16% ในอัตราวันละ 3-5% ของน้ำหนักตัวปลาโดยแบ่งให้วันละ 2 เวลา เช้า – บ่าย เลี้ยงจนปลามีขนาด 150-200 กรัม ก็แยกออกมาทำเป็นพ่อแม่พันธุ์

2. ขุนเลี้ยงพ่อแม่ปลานิลในกระชัง ขนาด 5x8x0.9 เมตร แบบแยกเพศ จำนวน 20 วัน ความหนาแน่น 7.5 ตัว/ตารางเมตร ให้อาหารเม็ดลอยน้ำปลาดุก โปรตีน 30% ในอัตราวันละ 2-3 % ของน้ำหนักตัวปลาโดยแบ่งให้วันละ 2 เวลา เช้า-บ่าย กระชังที่ขุนเลี้ยงพ่อ-แม่ปลานิลผูกอยู่ในบ่อดิน ขนาด 800 ตร.ม. ใส่ปุ๋ยในบ่อดินดังกล่าวคือ
- ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ในอัตรา 4.5 ก.ก./ไร่/สัปดาห์
- ปุ๋ยทริปเปิลซุปเปอร์ฟอสเฟต (0-46-0) ในอัตรา 2.5 ก.ก./ไร่/สัปดาห์
- ปุ๋ยมูลไก่ ในอัตรา 30 ก.ก./ไร่/สัปดาห์

3. นำพ่อ-แม่ปลานิลที่ขุนแล้วตามข้อ 2 มาเพาะในกระชังขนาด 5x8x0.9 เมตร จำนวน 10 วัน โดยใช้อัตราส่วนเพศเมีย : เพศผู้ = 2:1 อัตราความหนาแน่น 2.25 ตัว/ตารางเมตร ให้อาหารเม็ดลอยน้ำปลาดุกโปรตีน 30% ในอัตราวันละ 1-2% ของน้ำหนักตัวปลาโดยแบ่งให้วันละ 2 เวลา เช้า-บ่าย ผูกกระชังดังกล่าวในบ่อดินและใส่ปุ๋ยเหมือนข้อ 2

4. นำไข่ออกจากแม่ปลานิลมาเพาะฟัก ไข่ที่ได้ต้องน้ำมาแยกระดับตามพัฒนาการของไข่ปลาซึ่งแยกได้เป็น 5 ระยะ
ระยะที่ 1 เป็นไข่ที่ไม่มีการพัฒนาใด ๆ ให้เห็น ไข่มีสีเหลืองอ่อนตลอดทั้งฟอง
ระยะที่ 2 เป็นไข่ที่มีการพัฒนาจนสังเกตเห็นจุดดำบริเวณรอบ ๆ ไข่และเห็นการพัฒนาของตาเป็นจุดดำ 2 จุด ชัดเจนสีของไข่เป็นสีเหลือง
ระยะที่ 3 เป็นไข่ที่มีการพัฒนาจนสังเกตเห็นส่วนตาและหางชัดเจน สีของไข่เป็นสีน้ำตาลไม่เคลื่อนไหว
ระยะที่ 4 เป็นลูกปลาที่ฟักออกเป็นตัวแล้ว แต่โยล์คยังไม่ยุบ สีเข้มกว่าระยะที่ 3 เริ่มมีการเคลื่อนไหว
ระยะที่ 5 เป็นลูกปลาที่ฟักออกเป็นตัวแล้ว และถุงไข่แดงยุบแล้ว และสามารถว่ายน้ำได้

5. ไข่ที่แยกระยะแล้วจะนำมาล้างทำความสะอาดและนำใส่กรวยฟักไว้ที่เตรียมเอาไว้ เมื่อลูกปลาฟักออกเป็นตัวในระยะที่ 4 ย้ายลูกปลาลงถาดใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน ซึ่งระยะนี้เริ่มให้กินอาหารผสมฮอร์โมน ถ้าจะทำการแปลงเพศปลา

การแปลงเพศปลานิล
การแปลงเพศ คือ การเปลี่ยนหน้าที่ของเพศจาก “ผู้” หรือ “เมีย” ให้เป็นเพศหนึ่งเพศใดเท่าเหตุที่เราต้องแปลงเพศปลานิลให้เป็นเพศผู้ เนื่องมาจาก
- อัตราส่วนปลาเพศเมีย : เพศผู้ในธรรมชาติประมาณ 1:1
- ปลานิลเพศผู้โตเร็วกว่าปลานิลเพศเมีย
- ปลานิลปกติมักแพร่ขยายพันธุ์ในบ่อเลี้ยง ทำให้ปลาแน่นบ่อไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร
- ปลานิลขนาดใหญ่ขายได้ราคาดีกว่าปลานิลขนาดเล็ก

ขั้นตอนในการแปลงเพศปลานิล
1. เมื่อลูกปลานิลเริ่มฟัก อวัยวะสืบพันธุ์ยังไม่พัฒนาเป็นเพศผู้หรือเพศเมีย อวัยวะสืบพันธุ์จะเริ่มพัฒนาเมื่อถุงไข่แดงยุบจนถึงอายุประมาณ 3-4 อาทิตย์ ช่วงนี้เป็นช่วงที่เริ่มให้กินอาหารผสมฮอร์โมน
2. การแปลงเพศปลานิลจากตัวเมียเป็นตัวผู้ทำได้โดยใช้ฮอร์โมนสเตรียรอยด์สังเคราะห์ 17 alpha methyltestreone 60 มก./อาหาร 1 กก. ในน้ำที่มีอาหารธรรมชาติและ 40 มก./อาหาร 1 กก. ในน้ำที่ไม่มีอาหารธรรมชาติ
3
. การทำอาหารปลานิลแปลงเพศ วัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วย
3.1 รำ 1 ส่วน
3.2 ปลาป่น 3 ส่วน
3.3 ฮอร์โมน 17 alpha methyltesterone
3.4 แอทธิลแอลกอฮอร์
4. การผสมฮอร์โมนในอาหารปลา
4.1 ร่อนรำและปลาป่นตามสัดส่วนที่กล่าวในข้อ 3
4.2 นำ Stock solution 500 มก./ลิตร เจือจางให้ได้ความเข้มข้นตามที่ต้องการในอัตรา
สารละลาย 240 ซีซี/อาหาร 1 กก. (ตามวิธีการของ AIT) โดยสเปย์ฮอร์โมนที่ละลายแอลกอฮอร์ให้ทั่วในอาหารผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ผึ่งลมให้แห้ง 6-10 ซม. นำอาหารที่ผสมฮอร์โมนแล้วแช่ในตู้เย็น
5. นำลูกปลานิลที่ฟักเป็นตัวแล้วอายุประมาณ 4 วัน ลงกระชังขนาด 2x5x0.9 เมตร โดยผูกกระชังให้จมอยู่ในน้ำลึกประมาณ 30 ซม. ใส่ลูกปลาประมาณ 10,000-15,000 ตัว/กระชัง ให้อาหารผสมฮอร์โมนวันละ 5 ครั้ง โดยสัปดาห์แรกให้อาหาร 30% สัปดาห์ที่ 2 ให้อาหาร 20% และสัปดาห์ที่ 3 ให้อาหาร 15% ใช้เวลาในการแปลงเพศ 21 วัน
6. ลูกปลานิลแปลงเพศที่แปลงเพศเสร็จเรียบร้อยแล้ว นำไปอนุบาลต่อในกระชังขนาด 5x8x0.9 เมตร จำนวน 30,000 ตัว/กระชัง โดยให้อาหารเม็ดปลาดุกเล็ก โปรตีน 30% เป็นเวลาประมาณ 7-10 วัน จะได้ลูกปลาขนาด 2-3 ซม.
7. ความสำเร็จในการแปลงเพศ ขึ้นอยู่กับปัจจัยดังต่อไปนี้
7.1 คุณภาพปลา ลูกปลาที่ใช้ในการแปลงเพศควรใช้ลูกปลาที่ถุงไข่แดงเพิ่งยุบ, มีอายุเท่ากันและควรจะเป็นลูกปลาที่ได้จากการนำไข่จากปากแม่ปลามาฟักในกรวยเท่านั้น เนื่องจากเราทราบอายุลูกปลาแน่นอน ไม่ควรช้อนลูกปลาที่ผิวเนื่องจากไม่ทราบอายุที่แน่นอนและเปอร์เซนต์การแปลงเพศต่ำ
7.2 คุณภาพอาหาร ลูกปลาเริ่มกินอาหารมีขนาดเล็กประมาณ 0.5 ซม. ปากก็เล็ก ดังนั้นอาหารที่ใช้ควรจะต้องมีขนาดเล็กตามไปด้วย คือจะต้องร่อนอาหารก่อนนำมาผสมฮอร์โมนถือว่ามีความสำคัญมาก
7.3 อัตราและความถี่ในการให้อาหาร ควรให้อาหารลูกปลาแปลงเพศบ่อย ๆ อย่างน้อยวันละ 5 ครั้ง และให้ทุกวันโดยแบ่งให้สัปดาห์แรก 30% สัปดาห์ที่ 2 20% และสัปดาห์ที่ 3 15% ตามลำดับ
7.4 ความหนาแน่นของลูกปลา ความหนาแน่นที่เหมาะสมสำหรับเปอร์เซนต์การแปลงเพศในกระชัง คือ 12 ตัว ต่อน้ำ 1 ลิตร ถ้าปล่อยลูกปลาน้อยไปลูกปลาจะไม่ค่อยแย่งกินอาหาร เนื่องจากลูกปลามีนิสัยในการรวมฝูง ถ้าปล่อยมากไปจะได้รับอาหารไม่ทั่วถึง

การแปลงเพศปลานิล หลังจากแปลงเพศปลานิลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าต้องการสอบเพศปลานิลต้องเลี้ยงปลานิลแปลงเพศต่อไปอีก 1-2 เดือน ลูกปลาจะมีขนาดความยาวประมาณ 4-6 เซนติเมตร สามารถตรวจสอบเพศปลานิลโดยใช้สีย้อมอะซีโตคามิน
1. เตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ดังนี้
1.1 กล้องจุลทรรศน์กำลังขยาย 40 และ 100 เท่า
1.2 สไลด์แก้ว และคอฟเวอร์กลาส
1.3 มีดผ่าตัดที่มีใบมีดขอบโค้ง
1.4 กรรไกรผ่าตัดปลายแหลมขนาด 11.5 เซนติเมตร
1.5 ปากคีบปลายแหลม
1.6 ถาดผ่าตัดปลา
1.7 ขวดแก้วพร้อมหลอดหยดสารละลายสำหรับใส่สีย้อม
1.8 กระดาษสารพัดประโยชน์
1.9 ยาสลบปลาเช่นเบนโซเคน (BenZocaine)
1.10 ถุงขยะพลาสติก
1.11 สีย้อมอะซีโตคามิน (Aceto-carmine stain)
2. เตรียมสีย้อมอะซีโตคามิน
ละลายสีย้องคามิน (Carmine.ผลิตภัณฑ์ของ Fluka) น้ำหนัก 0.5 กรัม ในสารละลาย 45% กรดอะซีติค (Glacial aceticacid) ปริมาตร 100 มิลลิลิตร (ซีซี) ต้มให้เดือดนาน 2-4 นาที ปล่อยให้สารละลายเย็นจึงกรองด้วยกระดาษกรอง และบรรจุสีย้อมลงในขวดแก้วสำหรับใส่สีย้อม
3. นำตัวอย่างปลานิลที่ต้องการจำแนกเพศมาให้สลบก่อนทำการผ่าตัด

ประโยชน์ของการแปลงเพศปลานิล
1. ได้ลูกปลาเพศผู้ไม่น้อยกว่า 97%
2. ทราบผลผลิตลูกปลาที่แน่นอน
3. ควบคุมความหนาแน่นของปลานิลในบ่อเลี้ยงไม่ให้มีมากเกินไป
4. ได้ปลาขนาดใหญ่ใช้เวลาเลี้ยงน้อยขายได้ราคา

การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศ
ปลานิลเป็นปลาที่ประชาชนนิยมเลี้ยงกันมาก ทั้งในการเลี้ยงไว้เพื่อบริโภคในครัวเรือนหรือเลี้ยงในรูปแบบการค้า ในปัจจุบันเกษตรกรหันมานิยมเลี้ยงปลานิลแปลงเพศกันมากทั้งในบ่อดินและในกระชังก่อนที่เกษตรกรจะซื้อลูกปลาแปลงเพศ ขนาด 2-3 ซม. จากส่วนราชการหรือฟาร์มเอกชน เกษตรกรจะต้องเตรียมบ่อดินให้เรียบร้อยก่อน ในการเลี้ยงปัจจุบันนิยมทำน้ำเขียวในบ่อดินเพื่อเป็นการลดต้นทุนในการเลี้ยง
การทำน้ำเขียว
น้ำเขียว คือ น้ำที่ประกอบด้วยพืชสีเขียวขนาดเล็กเรียกว่า สาหร่าย หรือแพลงค์ตอนซึ่งเป็นอาหารธรรมชาติของปลา

น้ำเขียวเกิดขึ้นได้อย่างไร
น้ำเขียวก็คือพืชชนิดหนึ่งจะเจริญเติบโตได้ต้องอาศัยแสงแดด น้ำ อากาศ และปุ๋ย เพื่อใช้สร้างอาหารขึ้นจากกระบวนการสังเคราะห์แสง ซึ่งกระบวนการนี้จะผลิตก๊าซออกซิเจนออกมา ทำให้สภาพแวดล้อมในบ่อดีขึ้น ปลาโตเร็วขึ้น

น้ำเขียวทำได้อย่างไร
สามารถทำน้ำเขียวได้โดยใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) และปุ๋ยทริปเปิลซุปเปอร์ฟอสเฟต หรือ ทีแอสพี (0-46-0) ตามตาราง

ตารางปริมาณการใส่ปุ๋ย
ขนาดบ่อ
ปุ๋ยยูเรีย (กก./สัปดาห์)
ปุ๋ยทีแอลพี (กก./สัปดาห์)
1 ไร่
9.8
5.6
3 งาน
7.4
4.2
2 งาน
4.9
2.8
1 งาน
2.5
1.4

ใส่ปุ๋ยอย่างไรน้ำจึงจะเขียว
การใส่ปุ๋ย จะต้องละลายน้ำก่อนใส่ลงในบ่อ เพราะถ้าหว่านเป็นเม็ด ปุ๋ยจะไม่ละลาย แต่จะจมลงในดินก้นบ่อ โดยเฉพาะปุ๋ยทีแอสพี จะละลายช้ามาก ต้องใช้เวลาประมาณ 1 คืน ก่อนใส่ลงบ่อ

จะใส่ปุ๋ยมูลสัตว์ (ขี้ควาย ขี้ไก่ ขี้หมู) ร่วมกับปุ๋ยยูเรียและทีแอสพีได้หรือไม่)
ใส่ได้โดยเฉพาะบ่อที่เพิ่งขุดใหม่ ๆ น้ำจะขุ่น การใส่มูลสัตว์ร่วมด้วย จะทำให้น้ำเขียวเร็วขึ้น และยังทำให้เกิดสัตว์ตัวเล็ก ๆ ในดินก้นบ่อ เป็นอาหารปลาได้อีกทางหนึ่ง โดยจะใส่มูลสัตว์ร่วมกับปุ๋ยยูเรียและทีแอสพีตามตาราง

ตารางปริมาณการใส่ปุ๋ย
ขนาดบ่อ
ปริมาณปุ๋ย (กิโลกรัม/สัปดาห์)
ยูเรีย
ทีแอสพี
มูลสัตว์
1 ไร่
3.0
2.0
50.0
3 งาน
2.3
1.5
37.5
2 งาน
1.5
1.0
25.0
1 งาน
0.8
0.5
12.5

น้ำเขียวมีประโยชน์อย่างไร
น้ำเขียวมีประโยชน์ คือ
1. เป็นอาหารของปลาโดยตรง และเป็นอาหารของสัตว์เล็ก ๆ ที่ปลากินได้
2. ช่วยผลิตก๊าชออกซิเจน ทำให้ปลามีอากาศหายใจเพียงพอ
3. ช่วยกำจัดก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ และสิ่งขับถ่ายของปลาในน้ำ สภาพแวดล้อมในบ่อจะดีปลาไม่เป็นโรค

ข้อควรระวัง
1. ต้องปรับคุณสมบัติของน้ำด้วยปูนขาวก่อน แล้วจึงใส่ปุ๋ยโดยใส่ปูนขาวในอัตรา 60-100 กก./ไร่
2. อย่าให้น้ำเขียวเข้มจัดเกินไป เพราะตอนเช้ามืดปลาจะลอยหัว หากน้ำเขียวจัดควรงดใส่ปุ๋ย หรือเพิ่มน้ำ 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำทั้งหมด
3. ไม่ควรมีพืชน้ำ เช่น บัว จอก แหน คลุมผิวน้ำ เพราะจะทำให้แสงแดดส่องลงไปไม่ถึงก้นบ่อจะทำให้น้ำเขียวช้า
4. ไม่ควรให้น้ำไหลอกจากบ่อ ในช่วงที่ทำน้ำเขียว

รูปแบบการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศ
เกษตรกรบางรายอาจเลี้ยงปลานิลแปลงเพศด้วยวิธีการทำน้ำเขียว อาหารเม็ดสำเร็จรูปลอยน้ำหรือการทำน้ำเขียวร่วมกับอาหารสำเร็จรูปลอยน้ำ ขึ้นอยู่กับสภาพของเกษตรกรแต่ละราย
1. โดยวิธีการทำน้ำเขียว เมื่อเกษตรดำเนินการทำน้ำเขียวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็นำปลานิลแปลงเพศขนาด 2-3 ซม. ไปปล่อยในบ่อดังกล่าวอัตราส่วน 2 .5 ตัว/ตร.ม. เลี้ยงประมาณ 6 เดือน จะได้ปลานิลแปลงเพศขนาด 200 กรัม หรือ 5 ตัว/กิโลกรัม ได้ผลผลิต 600 กิโลกรัม/ไร่ ค่าใช้จ่ายตลอดการเลี้ยง 6,000 บาท (งานวิจัยของเอไอที. ที่ทดลองในบ่อเกษตรกรของ จังหวัดอุดรธานี จังหวัดสกลนคร และจังหวัดนครพนม)

2. โดยอาหารเม็ดสำเร็จรูปลอยน้ำ
- การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศ โดยใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปลอยน้ำโปรตีน 30% ขั้นตอนหลังจากเตรียมบ่อดินเรียบร้อยแล้ว ดำเนินการปล่อยปลานิลแปลงเพศ ขนาด 1 ซม. ลงบ่อดินอัตราส่วน 12.5 ตัว/ตร.ม. (บ่อ 15 ไร่ ปล่อยปลา 100,000 ตัว) เพื่อขุนให้ได้ปลานิลขนาด 50-60 กรัม ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ต่อจากนี้ย้ายลงบ่อดินขนาด 3 ไร่ ปล่อยปลานิลแปลงเพศอัตราส่วน 4 ตัว ต่อ ตร.ม. เลี้ยงอีกประมาณ 2 เดือน จับขึ้นจำหน่าย สรุปแล้วเลี้ยงประมาณ 6 เดือน ได้ปลานิลขนาด 500 กรัม หรือ 2 ตัว/กิโลกรัม ได้ผลผลิต 2 ตัน ต่อไร่ ต้นทุนกิโลกรัมละ 25 บาท (ข้อมูลจากฟาร์มเกษตรกรในจังหวัดอุดรธานี)

3. โดยวิธีการทำน้ำเขียวร่วมกับอาหารเม็ดลอยน้ำสำเร็จรูป
- การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศ โดยวิธีการทำน้ำเขียวและอาหารสำเร็จรูป หลังจากที่เกษตรกรเตรียมบ่อดินเสร็จเรียบร้อย และดำเนินการทำน้ำเขียวในบ่อตามวิธีดังกล่าวข้างต้น เกษตรกรจะปล่อยปลานิลแปลงเพศ ขนาด 2-3 ซม. อัตราส่วน 4-5 ตัว/ตร.ม. เลี้ยงประมาณ 6 เดือน ต่อจากนี้อีก 2 เดือน จะขุนด้วยอาหารเม็ดลอยน้ำสำเร็จรูป อาจเป็นอาหารปลากินพืช อาหารอัดแท่งของสุกร แล้วก็จับขึ้นมาจำหน่ายจะได้น้ำหนักประมาณ 300-350 กรัม หรือ 3 ตัว/กิโลกรัม ต้นทุนราคากิโลกรัมละ 15 บาท (ฟาร์มเกษตรกรของจังหวัดอุดรธานี)
นอกจากนี้ การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศ ยังสามารถเลี้ยงในกระชังซึ่งเกษตรกรหันมานิยมเลี้ยงมากเช่นกัน โดยการทำการขุนปลานิลแปลงเพศให้ได้ขนาด 50 กรัม แล้วจึงปล่อยลงเลี้ยงในกระชังซึ่งกองประมงน้ำจืดได้ทำการศึกษาวิจัยฯ ในหลายพื้นที่ เช่น ที่เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดสกลนครฯลฯ


ติดต่อสั่งซื้อฮอร์โมนได้ที่ หจก.อินเตอร์เคมีคอลเซอร์วิส คุณนฤภร เบอร์โทร. 02-8838564

 

        

ค้นหาข้อมูล

 
 
 
 
 
































































































































































 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สำนักงานประมงจังหวัดอ่างทอง
หมู่ที่ 2 ตำบลศาลาแดง อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง 14000
โทร 0-3561-4626 ,0-3561-1125
© Copyright ® 2007 www.max-pj.com Design. All rights reserved