มาตรฐานการจัดการฟาร์มเพาะเลี้ยงปลาสวยงามเพื่อการส่งออก

(Standard Management Practices of Aquatic Farms  for  the  Exporting)

 

คำนำ

                    ประเทศไทยเป็นประเทศในเขตร้อน มีภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของปลาสวยงาม  ประกอบกับมีความหลากหลายของสายพันธุ์ จึงเป็นแหล่งส่งออกสินค้าปลาสวยงามและ    พรรณไม้น้ำที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ปัจจุบันประเทศไทยส่งออกปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำ    ปีละกว่า 1,000 ล้านบาท ในขณะที่มูลค่าการซื้อขายทั่วโลกประมาณ  35,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตต่อปี 14% (ตั้งแต่ปี พ.. 2528)  และประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่ส่งออกปลาสวยงามไปยังสหรัฐอเมริกาที่มีมูลค่าสูงติด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์  ไทย  ฟิลิปปินส์  ฮ่องกงและอินโดนีเซีย ตามลำดับ โดยไทยมีปริมาณการส่งออกเป็นอันดับสองรองจากสิงคโปร์ แต่อย่างไรก็ตามในการประกอบธุรกิจการส่งออกปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำของไทยยังมีปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งคือเรื่องของมาตรฐานสินค้า ทั้งนี้ในปัจจุบันประเทศผู้นำเข้าได้มีการกำหนดเงื่อนไขมาตรฐานคุณภาพสินค้าที่สูงขึ้น เช่น ข้อกำหนดด้านโรคสัตว์น้ำ ศัตรูพืช  สารปนเปื้อน จุลินทรีย์ และระบบการผลิตที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งเป็นอุปสรรคอันสำคัญยิ่งต่อการประกอบธุรกิจส่งออก กรมประมงโดยสถาบันวิจัยสัตว์น้ำสวยงามและสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ สถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำ กองสิ่งแวด-ล้อมประมง และภาคเอกชน จึงได้จัดทำมาตรฐานฟาร์มและการจัดระบบการผลิตปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อการปรับปรุงผลผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานของผู้ซื้อเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า ป้องกันการกีดกันทางการค้า เพิ่มมูลค่าการส่งออก ตลอดจนไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย

 

ฟาร์มเพาะเลี้ยงปลาสวยงาม

 

             1.  องค์ประกอบพื้นฐานของฟาร์มเพาะเลี้ยงปลาสวยงาม

1.1 ทำเลที่ตั้งของฟาร์ม

    ควรอยู่ในทำเลที่มีแหล่งน้ำมีคุณสมบัติเหมาะสม ไม่มีการปนเปื้อนของโลหะหนักและสารพิษ

ประเภทอื่นๆ หรือถ้ามีก็มีในปริมาณน้อยที่สุด  (ตารางที่ 1)    มีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับใช้ในกิจกรรมการ     เพาะเลี้ยงปลาตลอดปี มีแหล่งระบายน้ำทิ้ง มีการคมนาคมสะดวกและมีระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน

 

1.2  แหล่งน้ำสำหรับการเพาะเลี้ยง

        แหล่งน้ำที่นำน้ำมาเลี้ยงปลาสวยงามควรมีปริมาณที่เพียงพอและมีคุณสมบัติที่เหมาะสม ได้แก่  น้ำที่ปริมาณออกซิเจนละลายต้องไม่น้อยกว่า  3  มิลลิกรัมต่อลิตร  มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน  30  มิลลิกรัมต่อลิตร (ในขณะที่ปริมาณก๊าซออกซิเจนก็ควรมีอยู่เพียงพอด้วย) มีค่าความเป็นกรด – ด่าง  (pH)  6 – 9 มีค่าความเป็นด่าง (Alkalinity)  90 – 200  มิลลิกรัมต่อลิตร  หรือสูงกว่าเล็กน้อย  ความกระด้างประมาณ  75  หรือไม่เกิน  300  มิลลิกรัมต่อลิตร  มีอุณหภูมิน้ำ  23 – 32  องศาเซลเซียส  มีความโปร่งใส  30 – 60 เซนติเมตร  และมีปริมาณสารแขวนลอยไม่เกิน  2  มิลลิกรัมต่อลิตร  แอมโมเนียที่เป็นพิษต่อปลาไม่เกิน  0.02  มิลลิกรัมต่อลิตร  คลอรีนซึ่งมีอันตรายสูงจากน้ำประปาหรือน้ำที่ผ่านการฆ่าเชื้อ  ต้องไม่มีเลย  หรือถ้ามีก็น้อยมากไม่เกิน  0.005  มิลลิกรัมต่อลิตร

 

 

1.3  บ่อและระบบบ่อ

1.3.1  แบ่งตามประเภทการใช้งาน

     บ่อที่ใช้ในระบบการผลิตปลาสวยงามควรประกอบด้วยบ่อ  8  ประเภท  ดังนี้

                        1.3.1.1 บ่อพักน้ำ  ใช้สำหรับเก็บกักน้ำเพื่อปรับสภาพน้ำให้มีคุณสมบัติเหมาะสมและมีปริมาณพอเพียง   อาจเป็นบ่อซีเมนต์   ถังไฟเบอร์กลาสหรือถังโลหะกันสนิมอื่นๆ ขนาดของบ่อพักน้ำที่เหมาะสมควรบรรจุน้ำได้ประมาณ 1/3 ของปริมาตรน้ำที่ใช้ในระบบการผลิต ส่วนรูปทรงและตำแหน่งที่ตั้งขึ้นกับพื้นที่ใช้สอย ถ้าสามารถสร้างแยกกันเป็นหลายๆบ่อ ก็จะเป็นการดีเพื่อความสะดวกในการหมุนเวียนใช้งานและการทำความสะอาด

                         1.3.1.2 บ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์  ใช้สำหรับเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ให้เจริญเติบโตถึงวัยเจริญพันธุ์และมีความสมบูรณ์ทางเพศเต็มที่ ขนาดพื้นที่และความลึกของบ่อต้องสอดคล้องกับชนิดและอุปนิสัยของปลา อาจเป็นบ่อซีเมนต์ บ่อดิน ถังไฟเบอร์กลาสหรือตู้กระจกก็ได้ ในการก่อสร้างหรือติดตั้งบ่อประเภทนี้ควรคำนึงถึงสถานที่ตั้งและระบบการถ่ายเทน้ำเป็นสำคัญเพราะการดำเนินการระหว่างการเลี้ยงถ้าคุณสมบัติของน้ำไม่ดีหรือทำให้ปลาตื่นตกใจบ่อยๆ จะกระทบกระเทือนต่อการกินอาหารของปลาซึ่งจะส่งผลถึงความสมบูรณ์ทางเพศของปลาด้วย

                                  1.3.1.3 บ่อเพาะฟัก  ใช้ในการผสมพันธุ์ปลา ชนิดและขนาดของบ่อขึ้นกับชนิดของปลาซึ่งต้องสอดคล้องกัน

                                  1.3.1.4 บ่ออนุบาลลูกปลา  ใช้ในการอนุบาลลูกปลา  ชนิดและขนาดของบ่อขึ้นกับชนิดของปลาซึ่งต้องสอดคล้องกัน

                             1.3.1.5 บ่อเลี้ยง  เป็นบ่อใช้สำหรับเลี้ยงปลาที่ผ่านการอนุบาลแล้ว เลี้ยงจนได้ขนาดจำหน่ายอาจเป็นบ่อซีเมนต์หรือบ่อดินก็ได้  ชนิดและขนาดของบ่อขึ้นกับชนิดของปลาซึ่งต้องสอดคล้องกัน

                              1.3.1.6 บ่อปรับสภาพปลา  ควรเป็นบ่อซีเมนต์  ถังไฟเบอร์กลาส  หรือตู้กระจก  ใช้สำหรับปรับสภาพปลาที่ได้จากการเลี้ยงในบ่อดินเพื่อให้คุ้นเคยกับการอยู่ในที่กักขังก่อนจัดจำหน่าย เป็นปลาที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว มีลักษณะสมบูรณ์ ไม่พิการ ไม่มีบาดแผล และจำแนกขนาดไว้พร้อมตามความต้องการของลูกค้า หากตรวจพบโรคต้องทำการรักษาให้ถูกวิธีก่อนนำออกจำหน่าย

                                                                                                                                                   1.3.1.7 บ่อกักกันโรค  ควรเป็นบ่อซีเมนต์  ถังไฟเบอร์กลาส  หรือตู้กระจก  ที่มีขนาดไม่เกิน2  ตารางเมตร  โดยจัดไว้บริเวณบ่อกักกันโรค  เพื่อป้องกันน้ำกระเด็นออกไปปนเปื้อน  มีระบบน้ำดีและน้ำทิ้งแยกออกจากกัน  ซึ่งระบบดังกล่าวใช้สำหรับกักกันโรคที่อาจติดมากับปลาใหม่ที่นำเข้ามาในฟาร์ม  ภายในเขตกักกันโรคควรมีอุปกรณ์การเลี้ยงปลาครบชุด  เช่น ระบบให้อากาศ  สายยาง  แปรง  สวิงต่างๆ ฯลฯ  ไม่ใช้ปะปนกัับอุปกรณ์ในส่วนอื่นของฟาร์ม  ควรมีถาดน้ำยาเคมีไว้จุ่มรองเท้าบูทเวลาเดินผ่านเข้า-ออกเขตกักกันโรค  น้ำยาที่ใช้เติมในถาดอาจใช้คลอรีน  50  พีพีเอ็ม  หรือไอโอดีน  250  พีพีเอ็ม  และหมั่นเปลี่ยนน้ำยาในถาดใหม่ทุกๆ 3 – 4  วัน  ควรมีระบบบ่อพักน้ำทิ้งที่ออกมาจากบ่อกักกันโรคเพื่อใช้สารเคมีฆ่าเชื้อโรคก่อนปล่อยน้ำทิ้ง

       1.3.1.8 บ่อบำบัดน้ำ เป็นบ่อรับน้ำเสียจากบ่อเลี้ยงต่างๆ อาจเป็นบ่อดินหรือบ่อซีเมนต์

ก็ได้ ต้องปรับปรุงคุณภาพน้ำโดยการตกตะกอน  ใช้พืชน้ำ แบคทีเรียหรือสารเคมีเป็นตัวช่วยบำบัดก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะหรือนำกลับไปใช้ใหม่ (ดูวิธีการบำบัดน้ำในภาคผนวก)

 

1.3.2   แบ่งประเภทตามลักษณะโครงสร้างบ่อ 

         บ่อตามลักษณะโครงสร้างสามารถแบ่งออกได้เป็น  บ่อซีเมนต์  บ่อดิน  ตู้กระจก  อ่างเลี้ยงปลาที่สามารถเลี้ยงปลาได้โดยทำจากวัสดุสังเคราะห์และวัสดุประเภทต่างๆ ซึ่งพอจะแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท  คือ                

1.3.2.1  บ่อดิน  ควรเป็นบ่อที่สร้างจากดินเหนียวหรือดินเหนียวปนดินร่วน  มีการออกแบบของบ่อให้มีความแข็งแรง  ไม่พังทลายได้ง่าย  ควรจะมีระบบป้องกันศัตรูที่จะเข้ามาทำร้ายปลาสวยงามได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

1.3.2.2  บ่อปูนซีเมนต์  ควรเป็นบ่อที่มีความแข็งแรง  มีทางน้ำเข้า-ออกแยกจากกันเพื่อสะดวกต่อการเปลี่ยนถ่ายน้ำและสุขอนามัยภายในโรงเรือน  มีพื้นผิวที่ขัดมันเพื่อป้องกันการเกิดแผลจากการเสียดสีของตัวปลา

1.3.2.3  ภาชนะอื่นๆ  วัสดุและสีที่ใช้จะต้องไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ  ที่บริเวณรอยต่อของภาชนะจะต้องแน่นสนิท ไม่มีรอยรั่วซึม  มีความหนาของวัสดุเหมาะสมกับปริมาตรน้ำที่จะบรรจุ

 

                   1. 4  โรงเรือนเพาะเลี้ยงปลาสวยงาม

         โรงเรือนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเพาะเลี้ยงปลาสวยงามเพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงของ

สภาวะแวดล้อม เช่น การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้ำในเวลากลางวันจากการได้รับแสงแดดโดยตรง การลดต่ำของอุณหภูมิน้ำเนื่องจากอิทธิพลของอากาศในฤดูหนาว หรือการเปลี่ยนแปลงของคุณสมบัติของน้ำเนื่องจากได้รับ     น้ำฝนโดยตรง เป็นต้น ทั้งนี้เป็นเพราะปลาสวยงามส่วนใหญ่เป็นปลาที่มีขนาดเล็กและมีความอ่อนแอมากกว่าปลาทั่วไป เนื่องจากปลาบางตัวเป็นสายพันธุ์ยีนด้อยแต่มีความสวยงามและตลาดต้องการ ทำให้มีความต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมต่ำ

                            สภาพแวดล้อมภายในโรงเรือนมีการถ่ายเทของอากาศดี  ไม่เป็นที่หมักหมม  ไม่ชื้นแฉะ  ไม่มีกลิ่นอับ 

                            เสาและโครงของโรงเรือนควรทำด้วยวัสดุที่แข็งแรง  กันน้ำ กันสนิม ทนทาน  และเหมาะสมกับชนิดปลาที่เลี้ยง หลังคาควรมุงด้วยกระเบื้องทึบสลับกับกระเบื้องใสหรือวัสดุอื่นที่แข็งแรงทนทาน และหลังคาควรสูงพอประมาณเพื่อระบายความร้อน

 

 

                  1. 5  เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง

                            ควรมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองหรือระบบอื่นใด  เพื่อความปลอดภัยของชีวิตปลาสวยงาม

เฉพาะกรณีกรณีปลาที่มีความต้องการออกซิเจนสูง

 

2. การจัดการฟาร์ม

               2.1 พ่อแม่พันธุ์ปลา

           2.1.1 ควรคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีคุณภาพดี ตรงกับความต้องการของตลาด เพื่อทำการเพาะ

พันธุ์และควรตรวจสุขภาพพ่อแม่พันธุ์ก่อนนำมาเพาะพันธุ์

       2.1.2 ควรเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ให้มีความสมบูรณ์ทางเพศเต็มที่ ซึ่งมีปัจจัยสำคัญที่ควรคำนึงถึง

คือขนาดบ่อที่ใช้เลี้ยง อัตราการปล่อย อาหารและการให้อาหาร แสงสว่าง คุณสมบัติของน้ำ การถ่ายเทน้ำ ฯลฯ

         2.1.3 ในการเพาะพันธุ์ควรเลือกใช้วิธีเพาะพันธุ์ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับปลาแต่ละชนิด

 

               2.2  อาหารและการให้อาหาร

                           ควรเลือกประเภทของอาหารให้เหมาะสมกับอุปนิสัยในการกินอาหารของปลาแต่ละ

ชนิด เช่น ให้อาหารมีชีวิตขนาดเล็กแก่ปลาวัยอ่อน ให้อาหารมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตขนาดใหญ่แก่ปลากินเนื้อ และให้อาหารสำเร็จรูปสำหรับปลากินพืช เป็นต้น  คุณภาพของอาหารต้องได้มาตรฐานเหมาะสม สอดคล้องกับช่วงอายุและชนิดของปลา ควรให้ตามความต้องการของปลา ถ้าจำเป็นต้องให้อาหารประเภทสัตว์น้ำมีชีวิต เช่น      ไรแดง ลูกน้ำ ควรเลือกจากแหล่งผลิตที่ปราศจากเชื้อโรคและควรจะแช่ด่างทับทิมความเข้มข้น 5 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร เพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อนนำไปเลี้ยงปลา

                        ถุงบรรจุอาหารสำเร็จรูปจะต้องไม่ฉีกขาด เก็บอาหารไว้ในที่แห้งและปลอดภัยจากหนูหรือแมลงอื่นๆ การแบ่งอาหารออกจากถุงมาใช้แต่ละครั้งควรใช้อุปกรณ์ที่แห้งและสะอาด เพื่อมิให้อาหารส่วนที่เหลือชื้นและเกิดรา

                   2.3 สุขภาพสัตว์น้ำ

                       2.3.1 การใช้สารเคมี   การใช้ยาและสารเคมีในการรักษาโรคควรใช้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ ต้องมีการวินิจฉัยหาสาเหตุของโรคเพื่อการรักษาที่ถูกวิธีและควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อมีการใช้ยาหรือใช้ยาตามที่ระบุไว้  มีการบันทึกการใช้ยาทุกครั้ง  เพื่อที่จะได้สะดวกต่อการติดต่อตามผลการรักษาโรค  และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัดในเรื่องของยาที่ห้ามใช้

                            2.3.2   การจำกัดและทำลายปลาที่เป็นโรค  หากพบว่าปลาที่เลี้ยงเป็นโรคระบาดร้ายแรงต้องทำลายโดยการเผาหรือฝังแล้วกลบด้วยปูนขาวเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ควรทำลายด้วยการฝังหรือเผาในบริเวณที่จัดไว้เฉพาะ ควรให้ห่างจากบริเวณบ่อหรือโรงเรือนอื่นๆ และไม่ใช่ทางผ่านประจำของผู้ปฏิบัติงานในฟาร์ม

                            2.3.3  เขตกักกันโรคในกรณีที่เกิดโรคสามัญให้แยกใช้อุปกรณ์ออกจากปลาที่ไม่เป็นโรค ยกเว้นในที่ปลาเป็นโรคเรื้อรังควรจัดให้มีเขตกักกันโรคเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคภายในฟาร์ม  มีการแยกบริเวณพื้นที่ในการเลี้ยงปลาเป็นโรคออกจากกันโดยชัดเจน  ถ้ามีปลาใหม่ที่เข้ามาในฟาร์มควรแยกเลี้ยงไว้ต่างหากเพื่อทำการตรวจสอบและรักษาโรคที่อาจมีการติดเชื้อมาจากภายนอก  และฟาร์มควรมีระบบป้องกันและควบคุมโรคที่อาจจะติดมากับคนโดยอาจมีระบบฆ่าเชื้อโรคก่อนเข้า-ออกจากฟาร์ม                          หากตรวจพบเชื้อโรคที่สามารถติดต่อถึงคน เช่น เชื้ออหิวาห์ แซลโมเนลลา หรือคลอโรฟอร์มแบคทีเรียในระหว่างการเลี้ยง กรมประมงจะแจ้งให้เจ้าของฟาร์มทราบโดยด่วนและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยราชการดังกล่าวอย่างเคร่งครัดเพื่อกำจัดและป้องกันโรคดังกล่าว

 

2.4   การแยกใช้อุปกรณ์

     ควรมีอุปกรณ์ที่แยกใช้ประจำบ่อ  ระหว่างปลาเป็นโรคและปลาปกติเพื่อการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอย่างมีประสิทธิภาพ  ควรมีสถานที่สำหรับจัดเก็บอุปกรณ์อย่างเป็นสัดส่วนมีป้ายระบุอย่างชัดเจนและควรมีการฆ่าเชื้อทุกครั้งก่อนใช้งาน

      อุปกรณ์และเครื่องใช้ภายในฟาร์มควรทำความสะอาดก่อนและหลังการใช้  โดยการแช่น้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม  เช่น  จุ่มในน้ำยาคลอรีน 200  มิลลิกรัม/ลิตร หรือ ไอโอดีน  250  มิลลิกรัม/ลิตร  ประมาณ  5  นาที  และล้างน้ำให้สะอาดก่อนใช้

2.5   คุณภาพน้ำ

                           2.5.1 การบำบัดน้ำก่อนใช้เลี้ยงปลา  ถ้าใช้น้ำประปาหรือน้ำที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีน ต้องทิ้งไว้จนกว่าคลอรีนจะระเหยหมด ถ้าจำเป็นต้องใช้อย่างเร่งด่วนให้ใช้โซเดียมไทโอซัลเฟต (Na2S2O3) 10 กรัม/น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร หรือใช้กรองด้วยด้วยเครื่องกรองที่มีถ่าน (Activated carbon) เป็นวัสดุกรองเพื่อกำจัดคลอรีน และก่อนใช้ควรมีการวัดปริมาณคลอรีนด้วยว่ายังมีหลงเหลืออยู่หรือไม่ เพราะคลอรีนเป็นพิษต่อปลาสูงมาก

                           2.5.2 การควบคุมคุณสมบัติน้ำที่ใช้เลี้ยงปลา  ควรมีการตรวจสอบควบคุมคุณสมบัติของน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงปลาสม่ำเสมอและควรมีการจัดการให้น้ำมีคุณสมบัติเหมาะสม  (ตามข้อ 1.2) หากปริมาณออกซิเจนในบ่อเลี้ยงต่ำกว่าระดับมาตรฐาน  คือ  3 มิลลิกรัม/ลิตร ต้องใช้เครื่องเพิ่มอากาศ

 

                   2.6   การจัดเตรียมปลาเพื่อจำหน่าย

                2.6.1    ควรจับปลาโดยวิธีที่ระมัดระวัง  และต้องมั่นใจว่าจะไม่ทำให้ปลาเกิดบาดแผลหรือครีบฉีกขาด เช่น การลดระดับให้ต่ำลงเพื่อสะดวกในการจับ การใช้สวิงหรืออวนที่มีเส้นด้ายละเอียดและอ่อนนุ่มไม่กระทบกระเทือนต่อผิวหนังปลา ไม่เคลื่อนย้ายปลาโดยไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง เป็นต้น

                            2.6.2 ถ้าเป็นปลาที่เลี้ยงในบ่อดินควรจับปลามาพักไว้ในบ่อซีเมนต์ หรือถังไฟเบอร์หรือตู้กระจกเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อให้ปลาปรับสภาพ สามารถอยู่ในที่แคบๆได้

                            2.6.3 ทำการคัดเลือกปลาที่มีคุณภาพดีและคัดแยกขนาดตามที่ลูกค้าต้องการและก่อนจับปลาจำหน่ายงดให้อาหารปลาประมาณ 1-2 วัน

                            2.6.4   ปลาจะต้องได้รับการแช่สารเคมี  เช่น  ฟอร์มาลีน  25 – 45  มิลลิกกรัม/ลิตร  ก่อนจำหน่ายอย่างน้อย  7 – 10 วัน  เพื่อกำจัดปรสิตต่างๆตามผิวหนังและเหงือก

 

                       2.7  การบรรจุและลำเลียงขนส่งปลา

                           การบรรจุและลำเลียงขนส่งปลา ควรบรรจุในภาชนะที่ใหม่และเหมาะสมต่อการเดินทาง ต้องมั่นใจว่าปลาอยู่ในสภาพสมบูรณ์และสุขภาพดีเมื่อถึงมือลูกค้า    ซึ่งส่วนใหญ่นิยมบรรจุในถุงพลาสติกพร้อมกับบรรจุก๊าซออกซิเจนลงไป ปัจจัยที่สำคัญในการลำเลียงปลามีชีวิต คือสภาพอากาศและระยะทางในการเดินทาง   ข้อควรคำนึงในการบรรจุและลำเลียงพันธุ์ปลามีชีวิต  มีดังนี้

                            2.7.1 ต้องบรรจุปลาในถุงให้มีจำนวนที่พอดี มีก๊าซออกซิเจนพอเพียงตลอดระยะเวลาที่ใช้ในการขนส่ง

                            2.7.2 น้ำที่ใช้ในการบรรจุปลาเพื่อการขนส่งต้องสะอาดและมีคุณภาพเหมาะสมกับชนิดของปลา

                            2.7.3      ควรมีสิ่งปกคลุมถุงบรรจุปลาเพื่อป้องกันแสงแดดหรือบรรจุถุงปลาในกล่องโฟม

เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำ

                       2.7.4 ปลาที่มีนิสัยก้าวร้าวควรบรรจุแยกถุงละ 1 ตัว เพื่อป้องกันการทำร้ายซึ่งกันและกันขณะอยู่ในถุง ซึ่งจะทำให้เกิดบาดแผลหรือครีบฉีกขาดได้

                            2.7.5 ในการบรรจุปลาลงถุงควรใส่เกลือแกง 0.1-0.2 เปอร์เซ็นต์ เพื่อลดความเป็นพิษของแอมโมเนีย  ไนไตรท์  และลดความเครียดของปลาขณะขนส่ง

                                2.7.6 วัสดุเก่าที่ใช้ในการบรรจุปลาควรกำจัดให้ถูกสุขอนามัย ถ้าจะนำมาใช้ใหม่ต้องฆ่าเชื้อโรคด้วยวิธีที่เหมาะสม  ล้างน้ำให้สะอาด  และตากให้แห้งก่อนนำมาใช้

 

2.8  สุขลักษณะภายในฟาร์ม

          ในบริเวณฟาร์มควรจัดให้มีท่อระบายน้ำ  เพื่อส่งน้ำไปยังบ่อบำบัด  ไม่ควรถ่ายน้ำทิ้งลงบน

พื้นซึ่งก่อให้เกิดสุขอนามัยที่ไม่ดี  และควรทำความสะอาดท่อระบายน้ำสม่ำเสมอ

                        2.8.1 ห้องน้ำห้องส้วม ห้องน้ำในฟาร์มต้องถูกสุขลักษณะและอยู่แยกเป็นสัดส่วนจากบ่อ โรงเรือนเลี้ยงปลา ห้องเก็บอาหารและสารเคมี อย่างชัดเจน

                            2.8.2 ความสะอาดภายในโรงเรือน การเก็บและทำลายขยะเศษของเหลือของฟาร์ม มีการจัดเตรียมถังขยะหลายๆจุด และมีฝาปิดมิดชิด หากไม่มีบริการขนขยะไปทิ้งของทางราชการต้องขนไปทิ้งในบริเวณที่ทิ้งของเทศบาล สุขาภิบาลหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น หรือรวบรวมและกำจัดในที่กำจัดขยะที่จัดไว้เป็นสัดส่วนแยกจากบริเวณเลี้ยงสัตว์น้ำ

                                       มีการจัดเตรียมเครื่องอำนวยความสะดวกที่ใช้ในการทำความสะอาดและมีการรักษาความสะอาดในฟาร์มและรอบๆ บริเวณฟาร์มสม่ำเสมอ

                    2.8.3  การบำบัดน้ำก่อนสู่สิ่งแวดล้อม  น้ำเสียที่ผ่านการเลี้ยงปลา ควรผ่านการบำบัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำ (ดูวิธีการบำบัดน้ำในภาคผนวก)  แล้วนำไปใช้ใหม่โดยใช้ระบบน้ำหมุนเวียน หรือถ้าหากจำเป็นต้องปล่อยน้ำทิ้งก็ควรมีการบำบัดให้ได้มาตรฐานน้ำทิ้ง (ตารางที่ 2) ก่อนปล่อยออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะ และต้องมีระบบระบายน้ำที่ระบายได้ดี ไม่อุดตัน น้ำไม่ท่วมขัง

 

2.9     ระบบการบันทึกข้อมูล

                              ควรมีการบันทึกข้อมูลที่สำคัญๆ เพื่อประโยชน์ในด้านการประกอบธุรกิจ ดังนี้

                            2.9.1 แหล่งและลักษณะของพ่อแม่พันธุ์

                            2.9.2 ระบบการผลิตและผลผลิต

                            2.9.3 การลงทุนและผลกำไร

                            2.9.4 คุณภาพน้ำและการใช้น้ำ

                            2.9.5 อาหารและการให้อาหาร

                            2.9.6 โรคและการป้องกันรักษา

                            2.9.7 ประวัติการใช้บ่อ

                            2.9.8 ปัญหาและวิธีการแก้ปัญหา

 

                                                 

 

 

 

 

 

ตารางที่ 1  ระดับความเข้มข้นสูงสุดของสารพิษประเภทโลหะหนักและสารพิษประเภทอื่นๆ ที่ยินยอมให้มีอยู่

                  ในน้ำได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ

 

                     โลหะหนัก                                             ระดับความเข้มข้นสูงสุด (มิลลิกรัม/ลิตร)

                   แคดเมียม (Cadmium)                                                            0.001

                   ทองแดง (Copper)                                                                  0.02

                   ตะกั่ว (Lead)                                                                          0.05

                   ปรอท (Mercury)                                                                    0.0005

                   เหล็ก (Iron)                                                                            0.03

                   สังกะสี (Zine)                                                                        0.1

                      สารพิษ                                                ระดับความเข้มข้นสูงสุด (มิลลิกรัม/ลิตร)

                   คลอรีน (Chlorine)                                                                0.005

                   แอมโมเนีย  (Unionized ammonia)                                        0.02

                   ดีดีที (DDT)                                                                           0.05

                   (Dieldrin)                                                                             0.001

                   (Heptachlor)                                                                        0.002

                   (Heptachlor epoxide)                                                          0.002

                   (Carbofuran)                                                                         0.05

                   (Endrin)                                                                                   0

                   (Chlopyifos)                                                                            0

                   (Endosulfan)                                                                            0

                   (Deltamethrin)                                                                         0

                   (Sodium cyanide)                                                                    0

                   (Potassium cyanide)                                                                0

 

ที่มา :  Maitree  Duangsawasdi, 1987. Water quality eriteria for the protection of freshwater aquatic organism. Technical Paper No. 75.  National Inland Fisheries Institute. Bangkhen, Bangkok, Thailand.  38 pp.

 

 

ตารางที่ 2  มาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งในทางน้ำชลประทาน

คุณภาพน้ำ

ค่ามาตรฐาน

ค่าความเป็นกรดด่าง (pH)

6.5-8.5

ค่าความนำไฟฟ้า (EC x 106)

ไม่มากกว่า 2,000 ไมโครโมล/ซม.

ค่าของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด ( TDS)

ไม่มากกว่า 1,300  มิลลิกรัม/ลิตร

ค่าอุณหภูมิของน้ำ

ไม่มากกว่า  40  องศาเซลเซียส

ค่าออกซิเจนที่ละลายในน้ำ ( DO )

ไม่น้อยกว่า  2  มิลลิกรัม/ลิตร

ค่า  BOD ( Biological Oxygen Demand )

ไม่มากกว่า  20  มิลลิกรัม/ลิตร

ค่าของแข็งแขวนลอย( SS )

ไม่มากกว่า  30  มิลลิกรัม/ลิตร

ค่าของเปอร์แมงกาเนต( PV. )

ไม่มากกว่า  60  มิลลิกรัม/ลิตร

ค่าซัลไฟด์( H2S )

ไม่มากกว่า  1  มิลลิกรัม/ลิตร

ค่าไซยาไนด์( HCN )

ไม่มากกว่า  0.2  มิลลิกรัม/ลิตร

ค่าน้ำมันและไขมัน

ไม่มากกว่า  5  มิลลิกรัม/ลิตร

ค่าฟอร์มัลดีไฮด์

ไม่มากกว่า  1  มิลลิกรัม/ลิตร

ค่าฟินนอลและครีโซลซ์

ไม่มากกว่า  1  มิลลิกรัม/ลิตร

ค่าคลอรีนอิสระ

ไม่มากกว่า  1  มิลลิกรัม/ลิตร

ค่ายาฆ่าแมลงและสารกัมมันตรังสี

0

สีหรือกลิ่น

ไม่เป็นที่พึงรังเกียจ

ค่าน้ำมันทาร์

0

ค่าโลหะหนัก :

     สังกะสี( Zn )

     โครเมียม( Cr )

     อาร์เซนิค( As )

    ทองแดง( Cu )

    ปรอท( Hg )

    แคดเมียม( Cd )

     บาเรียม( Ba )

     เซเลเนียม( Se )

     ตะกั่ว( Pb )

     นิเกิล( Ni )

     แมงกานีส( Mn )

 

ไม่มากกว่า  5  มิลลิกรัม/ลิตร

ไม่มากกว่า  0.5  มิลลิกรัม/ลิตร

ไม่มากกว่า  0.25  มิลลิกรัม/ลิตร

ไม่มากกว่า  1.0  มิลลิกรัม/ลิตร

ไม่มากกว่า  0.005  มิลลิกรัม/ลิตร

ไม่มากกว่า  0.03  มิลลิกรัม/ลิตร

ไม่มากกว่า  1.0  มิลลิกรัม/ลิตร

ไม่มากกว่า  0.02  มิลลิกรัม/ลิตร

ไม่มากกว่า  0.1  มิลลิกรัม/ลิตร

ไม่มากกว่า  0.2  มิลลิกรัม/ลิตร

ไม่มากกว่า  5  มิลลิกรัม/ลิตร

 

ที่มา  : กรมชลประทาน

ภาคผนวก

                                                                           

การบำบัดน้ำด้วยวิธีชีวภาพ  (Biological control)

 

ถ้ามีบริเวณที่ว่างภายในฟาร์มให้สร้างบ่อซีเมนต์ที่มีระดับพื้นก้นบ่อต่ำกว่าบ่ออื่นๆ หรือขุดบ่อ

ดิน นำน้ำที่ใช้แล้วปล่อยลงไปในบ่อดังกล่าว เติมอากาศลงไปในน้ำ แล้วใส่ผักตบชวา ผักบุ้งหรือผักกระเฉดลงไปในบ่อโดยทำคอกไว้อย่าให้เจริญเติบโตไปทั่วบ่อ พืชเหล่านี้จะดูดซับแอมโมเนียและไนเตรทไปใช้เป็นอาหาร และควรปล่อยปลา เช่น ปลาตะเพียน อัตราส่วน 3 ตัว/ ตารางเมตร ลงไปด้วยเพื่อกินตะกอนแขวนลอยต่างๆ   แต่ห้ามให้อาหารปลาเด็ดขาด  น้ำก็จะสะอาดโดยการฟอกตัวเอง (Self purification) พืชผักต่างๆในบ่อสามารถนำมาใช้ปรุงเป็นอาหารได้ หรือถ้าต้องการปล่อยน้ำลงสู่คลองสาธารณะก็สามารถกระทำได้ เพราะน้ำได้ผ่านการบำบัดแล้ว  ถ้าหากต้องการให้คุณภาพน้ำดียิ่งขึ้นและปราศจากเชื้อโรค  ควรฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนในปริมาณ  7  มิลลิกรัม/ลิตร หรือ 7 กรัม/ตัน แล้วทิ้งไว้ให้คลอรีนระเหยหรือกรองด้วยเครื่องกรองน้ำที่บรรจุคาร์บอนหรือใส่โซเดียมไท-โอซัลเฟต   เมื่อตรวจสอบว่าปริมาณคลอรีนไม่มีหลงเหลืออยู่ ก็สามารถนำน้ำไปใช้ใหม่หมุนเวียนได้ตลอดไป

 

 

ที่มา: ไมตรี  ดวงสวัสดิ์และจารุวรรณ  สมศิริ.  2533. การควบคุมน้ำเสียจากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ.หน้า 102-103.

          เอกสารการประกอบสัมนาเรื่องนโยบายและแนวทางการกำจัดน้ำเสียของประเทศไทย. สำนักงานคณะ

          กรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย. 119  หน้า

 

 

 

การฆ่าเชื้อโรคในฟาร์ม

                        การใช้สารเคมีฆ่าเชื้อโรคในฟาร์มจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้ไม่ควรสัมผัสสารเคมีโดยตรงทั้งทางผิวหนังหรือลูกตา  ใส่เสื้อผ้าที่รัดกุมตลอดจนรองเท้าบู๊ทยางกันน้ำ  แว่นตา  หน้ากากกรองสารพิษ  และหมวก  ตามความจำเป็น  ผู้ใช้จะต้องชำระล้างทำความสะอาดร่างกายก่อนสัมผัสอาหารและเครื่องดื่ม  สารเคมีต้องมีที่เก็บเฉพาะที่ปลอดภัย

ตารางที่  1  สารเคมีฆ่าเชื้อโรคและวัตถุประสงค์ในการใช้

 

การฆ่าเชื้อโรคทางกายภาพ

วัตถุประสงค์

วิธีการใช้

1. การทำให้แห้งโดยแสงแดด                   ฆ่าเชื้อโรคพื้นบ่อดิน                    ตากบ่อให้แห้งนาน 2-3 สัปดาห์

                                                                                                            อุณหภูมิ  30-35 =C

 

2. การทำให้แห้งโดยใช้ความร้อน              ฆ่าเชื้อโรคตามพื้นบ่อปูนและ        ใช้เผาโดยใช้หัวพ่นและแกสหรือ

                                                            ผิวของวัสดุแข็งต่างๆ                   หลอดไฟที่ใช้ความร้อนสูง

 

3. การฆ่าเชื้อโดยใช้ความร้อนจาก             ฆ่าเชื้อโรคในภาชนะที่ใช้ขน          ใช้ไอน้ำจากน้ำเดือดนานประมาณ

    ไอน้ำ                                                 ส่งลำเลียง                                 5  นาที

 

4. ใช้แสงยูวี                                           ฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย 10  mJ/cm2

                                                            สปอร์ของโปรโตซัวในน้ำ  35 mJ/cm2

                                                            เชื้อโนดาไวรัส                             125-200 mJ/cm2

 

 

 

การฆ่าเชื้อโดยสารเคมี

1. ควอเทอนารี  แอมโมเนีย                   ฆ่าเชื้อไวรัส  แบคทีเรีย,แบคทีเรีย                        2  มิลลิกรัม/ลิตร นาน  15  นาที

   (Quarternary  Ammonia)                 ที่เหงือก  และภาชนะพลาสติก                            

2. แคลเซียมออกไซด์                             ฆ่าเชื้อโรคขณะที่ทำการตากบ่อดิน                     0.5  กิโลกรัม/ตร..ทิ้งไว้นาน 

   (Calcium  oxide)                                                                                                                              2-3  สัปดาห์

3. แคลเซียมไฮโปคลอไรท์                     ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสบนพื้นผิว                    30  มิลลิกรัมคลอรีน/ลิตร  แช่ทิ้ง

    (Calcium  hpochloride)                 ต่างๆ ที่แช่น้ำอยู่                                                    ไว้จนกว่าคลอรีนจะสลายตัว                              

4. แคลเซียมไซยานาไมด์                      ฆ่าสปอร์ต่างๆ  ที่ฝังตัวตามพื้นบ่อ                       450  กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่ตากบ่อ

    (Calcium  cyanomide)                   ดิน                                                                           และปล่อยทิ้งไว้  1  เดือน                     

5. ฟอร์มาลิน (Formalin)                      - ฆ่าเชื้อโปรตัวซัวในบ่อขณะที่มี                           25-30  มิลลิลิตร/1000 ลิตร  แช่ไว้ 

                                                                ปลาอยู่                                                                   48  ชั่วโมง

- ฆ่าเชื้อปลิงในบ่อขณะที่มีปลาอยู่                       45  มิลลิลิตร/1000 ลิตร  แช่ไว้

                                                                                                                                                48  ชั่วโมง

6. ไอโอดีน (lodine หรือ                        - ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่เกาะ                       100  มิลลิกรัมไอโอดีนต่อลิตร

     lodophors)                                       ผิวไข่ปลาที่ผสมแล้ว                                             นาน  10  นาที

                                                                - เซลล์สเปิร์มและไข่ขณะกำลังผสม                    25  มิลลิกรัมไอโอดีนต่อลิตร

                                                                 นานหลายชั่วโมง

- สวิง  กระชอน  รองเท้าบู๊ท และ                          200  มิลลิกรัมไอโอดีนต่อลิตร

เสื้อผ้า                                                                     แช่นาน  30 วินาที

- ฆ่าเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส                                  >200 มิลลิกรัมไอโอดีนต่อลิตร

หรือไวรัสตามพื้นผิวภาชนะต่างๆ                        นาน  2-5  นาที

7. โอโซน (Ozone)                                 ฆ่าเชื้อไวรัสในน้ำและฆ่าเชื้อโรค                          0.2-1  มิลลิกรัมต่อลิตร

                                                                ที่เกาะตัวปลา                                                        นาน  3  นาที

8.โซเดียมไฮโดดรอกไซด์                       ฆ่าเชื้อโรคบนพื้นผิวและเชื้อ                                 ผสมโซเดียมไฮดรอกไซด์100  กรัม

   (Sodium  hydroxide)                       โรคที่ฝังตัวตามรอยแตกร้าว                                                Teepol? 10 กรัม แคลเซียมไฮดรอกไซด์

ของบ่อ                                                                    500 กรัม  น้ำ  10  ลิตร  นำส่วนผสมที่

                                                                ละลายดีแล้วไปฉีดพ่นพื้นผิวต่างๆ

                                                                ในอัตรา  1   ลิตรต่อพื้นผิว  10  ...

                                                                และทิ้งไว้  48  ชั่วโมง

9. โซเดียมไฮโปรคลอไรด์                      ฆ่าเชื้อโรคที่เกาะสวิง  กระชอน                            200  มิลลิกรัมคลอรีน/ลิตร

    (คลอรีน-น้ำ)                                       รองเท้าบู๊ทและเสื้อผ้า                                           นานหลายนาที

 

 

 

 

การล้มล้างฤทธิ์หรือการทำลายฤทธิ์ของคลอรีน

 

          คลอรีนเป็นสารที่มีพิษรุนแรงกับสัตว์น้ำ  การพักน้ำเพื่อให้คลอรีนสลายตัวไปก่อนที่จะนำน้ำมาใช้ในการเลี้ยงปลา  หรือก่อนที่จะระบายน้ำทิ้งออกจากฟาร์ม  จึงเป็นสิ่งจำเป็นในกรณีที่ต้องการทำลายฤทธิ์ของคลอรีน  โดยใช้สารเคมีโซเดียมไทโอซัลเฟตสามารถคำนวณปริมาณการใช้ดังนี้

            ปริมาณโซเดียมไทโอซัลเฟต(กรัม) = 2.85 Х ปริมาณคลอรีนที่ตกค้างอยู่ในน้ำ (กรัม)

 

ตัวอย่างการคำนวณ

 

น้ำประปาโดยปกติจะมีคลอรีนอยู่ประมาณ  1-2  กรัม/1000  ลิตร  ดังนั้น  ถ้าจะทำลายฤทธิ์ของคลอรีนในน้ำประปา  ปริมาตร  1000  ลิตร  จะต้องใช้โซเดียมไทโอซัลเฟตเท่ากับ = 2.85 Х 2 = 5.70  กรัม  หรือจะต้องใช้โซเดียมไทโอซัลเฟต  5.70  กรัมต่อน้ำประปา  1000  ลิตร

 

การล้มล้างฤทธิ์หรือการทำลายฤทธิ์ของไอโอดีน

 

          สารไอโอดีนมีความเป็นพิษที่รุนแรงกับสัตว์น้ำเช่นเดียวกับคลอรีน  ในการทำลายฤทธิ์ของไอโอดีนในน้ำหลังจากการฆ่าเชื้อแล้ว  สามารถทำได้โดยใช้สารเคมีโซเดียมไทโอซัลเฟตในสัดส่วน  ดังนี้

ปริมาณโซเดียมไทโอซัลเฟต (กรัม) = 0.78 Х ปริมาณของไอโอดีนที่ตกค้างอยู่ในน้ำ (กรัม)

 

คำแนะนำในการฆ่าเชื้อโรคที่เกาะที่ผิวของไข่ปลา

 

          การฆ่าเชื้อที่เกาะตามผิวไข่   สามารถใช้สารเคมีที่มีไอโอดีนเป็นส่วนประกอบซึ่งในระหว่างการใช้จะต้องควบคุมให้  pH  ของน้ำอยู่ระหว่าง  6-8  เนื่องจากน้ำที่เป็นกรดมากไป (pH < 6) สารไอโอดีนจะเป็นพิษโดยตรงกับไข่ปลา  และน้ำที่เป็นด่างมากไป (pH > 8) ประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคจะลดลง

            ไข่ปลาสามารถจุ่มในน้ำที่มีสารไอโอดีนประมาณ  100  มิลลิกรัมต่อลิตร  นาน  5-10  นาที  และควรจะเปลี่ยนสารเคมีใหม่เมื่อน้ำเปลี่ยนจากน้ำตาลเป็นสีเหลือง  ไข่ปลาที่ผ่านการจุ่มฆ่าเชื้อด้วยไอโอดีนแล้วจะต้องนำไปล้างด้วยน้ำสะอาดก่อนนำไปเพาะฟักต่อไป

 

หมายเหตุ  ระยะเวลาในการจุ่มหรือแช่ไข่ปลาขึ้นอยู่กับชนิดของไข่ปลาและจำนวนของไข่ปลา

 

 

 

คำแนะนำในการกำจัดปรสิตภายนอกก่อนการขนส่งหรือเคลื่อนย้าย

 

                                ก่อนการขนส่งปลา  ขายปลา  หรือการเคลื่อนย้ายปลาไปสู่ฟาร์มอื่น  หรือร้านค้าปลาที่จะส่งไปจำเป็นจะต้องได้รับการกำจัดปรสิตที่เกาะอยู่ตามผิวตัวและเหงือกให้หมดไปก่อนล่วงหน้า  7-14  วัน  สารเคมีที่นิยมใช้ในการกำจัดปรสิตภายนอกมีหลายชนิด  ตัวอย่างเช่น

1.      ฟอร์มาลิน

ในการกำจัดโปรตัวซัวโดยทั่วไป  ใช้ฟอร์มาลินในอัตรา  25-30  พีพีเอ็ม (หรือ  25-30  ซีซีต่อน้ำ  1000  ลิตร ) แช่ไว้นาน  48  ชั่วโมง

ในการกำจัดปลิงใส  สามารถใช้ฟอร์มาลินในอัตรา  45  พีพีเอ็ม (หรือ  45  ซีซีต่อน้ำ  1000  ลิตร) แช่ไว้นาน  48  ชั่วโมง

2.      ดิพเทอร์เร็กซ์

นิยมใช้ในการกำจัดตัวอ่อนปรสิตเปลือกแข็ง  เช่น  หนอนสมอ  เห็บปลา  โดยใช้ในอัตรา  0.25  พีพีเอ็ม (หรือ  0.25  กรัมต่อน้ำ  1000  ลิตร)  แช่ไว้นาน  48  ชั่วโมง

 

 

 

ที่มา  :  เรียบเรียงและดัดแปลงจากบทความ  Health  Control  and  Hygiene  ของคู่มือ  International  Aquatic  Animal  Health  Code  2002  ของ  องค์กรควบคุมโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ หรือ  OIE  (www.oie.int)