หลักการเลี้ยงปลาทั่วไป

ประเภทการเลี้ยง

-         การเลี้ยงปลาในบ่อดิน

-         การเลี้ยงปลาในบ่อซิเมนต์ 

-         การเลี้ยงปลาในกระชัง 

-         การเลี้ยงปลาในนาข้าว 

ประเภทการเลี้ยงที่เหมาะสมที่สุดในปัจจุบัน คือ การเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน  เป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่มีอยู่ให้มากที่สุด  สามารถใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกันตามความเหมาะสม

 

การเลี้ยงปลาในบ่อดิน

1)      ทำเลในการสร้างบ่อ = ใกล้แหล่งน้ำ,ดินเป็นดินเหนียว หือเหนียวปนทราย,ใกล้ตลาดแหล่งวัตถุดิบอาหาร ฯลฯ

2)      การเตรียมบ่อ                = การตากบ่อ/ การกำจัดศัตรูปลาที่ค้างบ่อ/การลงปูนขาว/การใช้ปุ๋ยคอก  (ปูนขาว =  150 ../ไร่ + ปุ๋ยคอก = 250-300 ../ไร่)

3)      การเตรียมน้ำ                =  กรองน้ำ เพื่อป้องกันตัวอ่อน ไข่หรือศัตรูปลาอื่น ๆ ระดับน้ำ 1.5-1.8 เมตร คุณสมบัติน้ำที่เหมาะสม

4)      การปล่อยพันธุ์ปลา     =  เลือกชนิดพันธุ์ปลาตามความเหมาะสมของสภาพต่าง ๆ แหล่งวัตถุดิบ ตลาด,ความชำนาญ ฯลฯ

=  อัตราการปล่อย  ไม่ควรหนาแน่น =  3,000-5,000 ต่อ/ไร่(ปลากินพืช)  อัตราการปล่อยจะมีผลกระทบต่อ การจัดการ,การเจริญเติบโต, โอกาที่ควรจะเป็นในผลตอบแทนที่จะได้รับ ฯลฯ

5)      การจัดการ =  คำนึงถึงต้นทุนในการผลิต ด้วยการวางแผนการผลิต  -  การให้อาหารให้พอเหมาะตามที่ปลาต้องการ-  การให้เสริมอาหารเพื่อลดต้นทุน - การใช้ประโยชน์จากบ่อเลี้ยงปลาเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่นการเลี้ยงหอยขมควบคู่ฯลฯ การเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปสัตว์น้ำเอง  - การผสมผสานกันในการเลี้ยงปลา กับพืช และสัตว์ชนิดอื่น เช่น สุกร,ไก่, เป็ด ฯลฯ กระบือ

 

 

 

การเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน

การเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน  หมายถึง  การเลี้ยงปลาร่วมกับการเลี้ยงสัตว์  และปลูกพืชในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นการใช้ประโยชยน์จากพื้นดินและน้ำที่มีอยู่ให้มากที่สุดแลให้กิจกรรมนั้น ๆ สามารถใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกันทั้งทางตรงและทางอ้อมได้อย่างเต็มที่ ตามความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นนั้น เพื่อให้ได้ผลผลิตมากขึ้นและพยายามลดต้นทุนในการผลิตให้มากที่สดุเท่าที่จะทำได้ รวมทั้งไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสภาวะ แวดล้อม และคงดำรงผลผลิตอยู่ได้ยาวนาน

 

ข้อดีของการเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน

1. สามารถใช้ประโยชน์ของดินได้เต็มที่ ดินรอบ ๆ บ่อใช้ปลูกพืชผัก และใช้เป็นที่สร้างคอกสัตว์ ส่วนน้ำในบ่อนอกจากใช้เลี้ยงปลาแล้วยังปลูกพืชอื่น ๆ ได้อีก เช่น ผักบุ้งฯ

2. เศษเหลือของพืชและสัตว์สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก เช่น มูลสัตว์ เศษอาหารสัตว์ เศษผักหญ้าต่าง ๆ ซึ่งถ้าตกลงไปในบ่อก็จะกลายเป็นอาหารปลาและเป็นปุ๋ยสำหรับเติมบ่อปลา  ขณะเดียวกันโคลนเลนก้นบ่อก็สามารถนำมาปลูกพืชต่าง ๆ ได้ดี การนำของเศษเหลือของเสียต่าง ๆ กลับมาใช้อีกนี้เป็นการกำจัดของเสียและช่วยลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าอาหารปลา ค่าอาหารสัตว์ ค่าปุ๋ย

3. เป็นการเพิ่มผลผลิตและเพิ่มรายได้ สามารถใช้บริโภคภายในครอบครัว ถ้าเหลือก็สมารถนำออกขายเกิดเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินการต่อไป และเป็นการใช้แรงงานภายในครอบครัวให้เป็นประโยชน์

4. ลดอัตราการเสี่ยวต่อการขาดทุนได้ดีกว่าการเลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์ หรือปลูกพืชอย่างเดียวและเป็นการลดต้นทุน เพราะกิจกรรมแต่ละอย่างต้องพึ่งพากัน

5. ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนจากการจำหน่ายผลผลติจากฟาร์มตลอดปี

6. ไม่มีผลกระทบด้านลบต่อระบบนิเวศน์ วิทยา และระบบการผลิต การบริโภค-การใช้ ทรัพยากรในท้องถิ่นมีความสมดุลทำให้ระบบการทำฟาร์มดำเนินต่อเนื่องได้นานที่สุดโดยไม่เกิดปัญหา จึงอาจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  ระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

 

การเลี้ยงปลาแบบผสมผสานร่วมกับการเลี้ยงสัตว์และปลูกพืช

1. การเลี้ยงปลาร่วมกับการปลูกพืช

เนื่องจากการเลี้ยงปลาเป็นเวลานาน ๆ บ่อจะเสื่อมโทรมจากโคลนเลน  ซึ่งนะสมอาหารที่เหลือจากปลา โคลนเลนในบ่อจึงเกิดการอุดมสมบูรณ์ที่จะเป็นประโยชน์ต่อพืชผักต่าง ๆ และสามารถกลับไปเป็นอาหารของปลาต่อไป ปุ๋ยโคลนเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความหนาของดินในการปลูกพืช ช่วยปรับโครงสร้างส่วนประกอบของดินที่ดูดซับ NPK และยังทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น

 

 

2. การเลี้ยงปลาร่วมกับการเลี้ยงเป็ด

มูลเป็ดเป็นปุ๋ยซึ่งจะช่วยให้เพิ่มผลผลิตทางชีววิทยา  และช่วยเพิ่มอาหารธรรมชาติให้กับปลาหรือเป็นอาหารโดยตรง กล่าวคือ มูลเป็ดก่อให้เกิดแพลงค์ตอนพืชและแพลงค์ตอนสัตว์ตลอดจนสัตว์หน้าดิน  การว่ายน้ำและการใช้อาหารของเป็ด ช่วยเพิ่มอกซิเจนในน้ำ และช่วยให้ธาตุอาหารในดินกระจาย ละลายน้ำเป็นประโยชน์ในการผลิตอาหารธรรมชาติ  อาหารและเศษอาหารที่ใช้เลี้ยงเป็ด ยังเป็นอาหารปลาหรือบางส่วนจะกลายเป็นปุ๋ย

พันธุ์ปลาที่เหมาะสมในการเลี้ยงร่วมกับเป็ด

ควรเป็นพันธุ์ที่กินอาหารไม่เลือก หรือกินแพลงค์ตอน เช่น ปลานิล นวลจันทร์เทศ และปลาซ่ง โดยใช้ปลานิลเป็นหลัก ลูกปลาควรมีขนาด 5-7 .. อัตรา 3,000 ตัว/ไร่/เป็ดไข่ 240 ตัว  การเลี้ยงเป็ดกับปลาสวายนั้นควรปล่อยเป็ดลงในบ่อ หลังจากเลี้ยงปลาสวาย 2 เดือน ปลาจะมีขนาดพอที่เป็นไม่สามารถกินเป็นอาหารได้อาหารที่จะใช้เลี้ยงเป็นมีส่วนผสมคือ ปลายข้าว 50% รำละเอียด 30% หัวอาหาร 20%

 

3. การเลี้ยงปลาร่วมกับการเลี้ยงไก่

จุดประสงค์ของการเลี้ยงคล้ายคลึงกับการเลี้ยงปลาร่วมกับเป็ด  คือใช้มูลเพื่อเป็นอาหารปลาและเป็นปุ๋ยช่วยก่อให้เกิดอาหารธรรมชาติ  ที่จะใช้เป็นอาหารปลาอีกทอดหนึ่ง  มูลไก่ที่ขับถ่ายต่อวันจะมีประมาณ 24-106 กิโลกรัม/ไก่ 1,000 ตัว บ่อที่ใช้เลี้ยงปลาร่วมกับไก่  ควรเป็นบ่อดินที่สามารถเก็บกักน้ำได้โดยเฉลี่ย 1-1.50 เมตร  ในช่วงของการเลี้ยงร่วมกับไก่  เล้าไก่ควรสร้างคร่อมบ่อปลา เพื่อประโยชน์ในการใช้พื้นที่ และการใช้มูลไก่หรือเศษอาหารในการเลี้ยงปลาโดยตรง  การนำลูกไก่มาเลี้ยงควรเริ่มหลังจากการเตรียมบ่อปลาและน้ำมีสีเขียวดีแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้มูลไก่ตกลงสู่บ่อปลา ลูกปลาจะได้กินอาหารอย่างต่อเนื่อง ควรเลือกลูกปลาที่มีลักษณะแข็งแรงขนาดไล่เลี่ยกัน ขนาดลูกปลากินพืช และกินไม่เลือกควรเป็น 2 นิ้ว และลูกปลาดุกควรมีขนาด 1 นิ้ว

 

พันธุ์ปลาและอัตราส่วนในการเลี้ยงปลาร่วมกับไก่

ชนิดไก่

จำนวน(ตัว/บ่อ 1 ไร่)

ชนิดของปลา

ขนาด (..)

จำนวน (ตัว/ไร่)

ไก่พันธุ์เนื้อ

1,000

นิล

3-5

3,000

ไก่พันธุ์ไข่

200

นิล,สวาย

3-5

1,500+1,500

 

 

นิล+สวาย+ตะเพียน+

ยี่สก+นวลจันทร์+จีน

3-5

3,000

ดุกบิ้กอุย

3-5

40,000

 

 

                                หลังจากการเริ่มการเลี้ยงแล้ว ควรมีการควบคุมปริมาณมูลไก่ที่ปล่อยลงบ่อปลาเพื่อลดการเน่าเสียของน้ำ การดูดน้ำและเลนก้นบ่อออกหลังการเลี้ยงผ่านไประยะหนึ่ง  แล้วเพิ่มน้ำในระดับเดิม จะช่วยให้สภาพน้ำในบ่อเหมาะแก่การเจริญเติบโตของปลายิ่งขึ้น

 

                                4.  การเลี้ยงปลาร่วมกับการเลี้ยงสุกร

ประโยชน์ของการใช้มูลสุกรในบ่อปลา มูลของสุกรจะเป็นอาหารของปลาสวายโดยตรง ลดต้นทุนการผลิตปลาสวายอย่างมากช่วยให้เพิ่มอาหารธรรมชาติให้แก่ปลา  ช่วยลดมูลสุกรที่ตกค้างอันจะก่อให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคและพยาธิ สู่คนและสุกรที่เลี้ยง

การเลี้ยงสุกร จำนวน 8-16 ตัว จะพอเหมาะกับการเลี้ยงปลาในบ่อขนาด 1 ไร่  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของปลา และขนาดของสุกรที่เลี้ยงโดยทั่วไป เมื่อสุกรยังมีขนาดเล็กบ่อเลี้ยงปลาขนาด 1 ไร่ จะปล่อยปลาขนาด 3-5 .. จำนวน 3,200 ตัว การเลี้ยงสุกรขนาดเล็กก็สามารถเพิ่มจำนวนให้มากขึ้นได้ เมื่อสุกรน้ำหนักเฉลี่ย 50 .. อัตราส่วนสุกร 16 ตัว จึงเหมาะสมกับบ่อเลี้ยงขนาด 1 ไร่ พันธุ์ปลาที่เหมาะสมแก่การเลี้ยงเป็นปลานิล และปลาสวายเพราะเป็นปลาที่ทนต่อสภาพแวดล้อม และคุณสมบัติของน้ำที่มีการเปลี่ยนแปลงของออกซิจนในช่วงกลางวันและกลางคืน

พันธุ์ปลาและอัตราส่วนในการเลี้ยงร่วมกับสุกร

ชนิดปลา

ขนาด (..)

จำนวน (ตัว/ไร่)

หมายเหตุ

นิล

3-5

3,200

เลี้ยงชนิดเดียว

สวาย

3-5

3,200

เลี้ยงชนิดเดียว

 

5. การเลี้ยงปลาร่วงกับการเลี้ยงวัว

มูลวัวจะมีความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุต่าง ๆ คุณค่าสารอาหารจะต่ำกว่ามูลหมูเล็กน้อย ค่าเฉลี่ยของจำนวนพืชน้ำ และไรน้ำที่เป็นอาหารธรรมชาติของปลา  ในบ่อที่มีการใส่มูลวัวจะมีค่าสูงกว่าที่บ่อไม่ได้ใส่ปุ๋ย ทำให้ปลาที่กินอาหารทุกอย่างและปลาที่กินแพลงค์ตอนเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว  ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าซื้อปุ๋ยและอาหารปลารวมทั้งเป็นการประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม

พันธุ์ปลาที่เลี้ยงในบ่อที่ใช้มูลวัวควรแยกเป็น  ปลากินพืช เช่น ปลาเฉา  ปลาตะเพียน ฯลฯ 10% เลี้ยงรวมกับปลากินแพลงค์ตอน  เช่น ปลาถิ่น,ปลาซ่ง  และปลาที่กินได้หลายอย่าง เช่น ปลาไน 90% โดยอัตราการใช้มูลวัวไม่เกิน 300-450 กิโลกรัม/ไร่/เดือน

 

 

 

 

 

การปล่อยปลาในอัตราการปล่อยที่เหมาะสมต่อสัตว์เลี้ยง

ชนิดสัตว์

ขนาด (นิ้ว)

จำนวน (ตัว/ไร่)

ปลานิล

1 นิ้ว – 2 นิ้ว

3,000

ปลาตะเพียน

1 นิ้ว – 2 นิ้ว

3,000

ปลาสวาย

1 นิ้ว – 2 นิ้ว

3,000

เป็ด

 

300-500

ไก่ไข่

 

200-300

ไก่พันธุ์เนื้อ

 

1,000

สุกร

 

8-16

 

อัตราส่วนและจำนวนการปล่อยปลาแบบรวม

แบบ

ชนิดปลา

อัตราส่วน

จำนวนที่ปล่อย (ตัว/2)

หมายเหตุ

1

ปลากินหญ้า:ปลาเกล็ดแข็ง

ปลาหัวโต: ปลาไน

7:2:2:1

2:1:1:1

1/4

มีหญ้าสดมาก

2

นิล:สวาย:ตะเพียน:

(เฉา,ลิ้น,ซ่ง,ไน,ยี่สกเทศ,นวลจันทร์)

3:3:3:1

1/4

มีหญ้าสดน้อย

3

นิล:ช่อนหรือปลาบู่

9:1

10/2

 

4

สวาย:ตะเพียนขาว

(จีน,ยี่สก,นวลจันทร์) (ช่อนหรือบู่)

3:3:3:1

10/2

 

5

นิล(อายุต่างกัน 3-4 กลุ่ม)

 

10/2

 

 

อัตราการใช้ปุ๋ยประเภทต่าง ๆ ในบ่อเลี้ยงปลา

ประเภท

ชนิดปุ๋ย

อัตราการใช้ไม่เกิน

หน่วย

1

ปุ๋ยคอก

300-450

./ไร่/เดือน

2

ปุ๋ยพืชสด

1,200-1,500

../ไร่/เดือน

3

ปุ๋ยหมัก

600-700

./ไร่/เดือน

4

ปุ๋ยเคมีใช้ยูเรีย

45 ../ไร่/สัปดาห์ ร่วมกับปุ๋ยซุปเปอร์ฟอสเฟต 2.5 ../ไร่/สัปดาห์

 

 

 

 

 

ปัญหาและอุปสรรคในการเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน

                                1. เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเลี้ยงปลาที่ถูกต้องทำให้ประสบกับปัญหาในเรื่องน้ำเสียปลาเป็นโรคปลาไม่โตเนื่องจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น การปล่อยปลามากเกินไป จำนวนสัตว์เลี้ยงไม่สัมพันธ์กับบ่อและจำนวนปลา  ขาดแนวทางป้องกันและแก้ไขเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาพของย่อและจำนวนปลาการใช้ยาฆ่าแมลง เป็นต้น

                                2. การกำหนดการขายปลายังขึ้นอยู่กับพ่อค้าคนกลาง จึงทำให้ราคาขายตกต่ำ ผลกำไรน้อย

                                3. ขาดแหล่งจำหน่ายพันธุ์ปลาที่มีคุณภาพดี  และมีจำนวนมากเพียงพอ

 

 

 

การทำอาหารสัตว์น้ำสำเร็จรูปแบบพื้นบ้าน

 

                                เกษตรกรที่มีฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีเงินทุนพอสมควร  และมีความรู้ทางด้านอาหารสัตว์น้ำบ้าง  ก็สามารถที่จะผลิตอาหารสัตว์น้ำสำเร็จรูปขึ้นใช้ได้เอง ในรูปแบบของอาหารเม็ดจมน้ำชนิดเปียกและแห้ง  โดยใช้เครื่องมือในการผลิตที่สามารถหาซื้อได้ในท้องตลาด ซึ่งมีราคาไม่แพงมากนัก  ส่วนการทำอาหารลอยน้ำต้องใช้เงินลงทุนสูงในการซื้อเครื่องทำอาหารลอยน้ำโดยเฉพาะ  เพราะการที่จะทำให้อาหารลอยน้ำได้นั้นต้องใชระบบความร้อนและความกดดันภายในเครื่องสูงมาก  เครื่องทำอาหารแบบ ธรรมดาจึงทำอาหารลอยน้ำไม่ได้  ในที่นี้จะกล่าวถึงการทำอาหารเม็ดจมน้ำเท่านั้น

 

ขั้นตอนการทำอาหารสัตว์น้ำสำเร็จรูปแบบพื้นบ้านมีขั้นตอนดังนี้


 

สูตรอาหาร

                                สิ่งแรกที่เกษตรกรจะคิดทำอาหารสำเร็จรูปขึ้นใช้เองนั้นคือ  จะต้องรู้ว่าตนเอง ต้องการใช้สูตรอาหารใดเลี้ยงสัตว์น้ำของตนเอง

                                สูตรอาหารที่ดี มีข้อสังเกตดังนี้

1.       ทำให้สัตว์น้ำมีการเจริญเติบโตเร็ว แข็งแรงและมีภูมิต้านทานโรคดี

2.       ทำให้สัตว์น้ำมีอัตราการแลกเนื้อที่ดี และอัตราการรอดสูง

3.       วัตถุดิบต่าง ๆ ที่ใช้สามารถจัดซื้อ หาได้ง่าย ราคาถูกและสะดวกต่อการเก็บรักษาการที่เกษตรกรจะได้มาซึ่งสูตรอาหารที่ดีมีอยู่ 2 ทางด้วยกันคือ

1.       สอบถามจากผู้มีความรู้ และประสบการณ์ทางด้านอาหารสัตว์น้ำซึ่งเป็นวิธีที่เร็วที่สุดหน่วยงานของทางราชการโดยเฉพาะกองควบคุมและพัฒนาอาหารสัตว์น้ำ  กรมประมง สามารถให้คำแนะนำในเรื่องสูตรอาหารได้  ตัวอย่างสูตรอาหารสำหรับปลานิล ปลาดุก  ปลากินพืช  ได้รวบรวมไว้ในรายละเอียดต่อไป

2.       เรียนรู้และศึกษาด้วยตนเองซึ่งวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงชอบคิดค้นแลหาคำตอบด้วยประสบการณ์ของตนเอง

 

การบด

                                เมื่อได้สูตรอาหารที่จะทำแล้ว  ก็ต้องเตรียมจัดหาวัตถุดิบต่าง ๆ ที่จะต้องใช้ให้ครบตามสูตรอาหารและมีปริมาณเพียงพอ ที่จะผลิตวัตถุดิบที่มีขนาดใหญ่นั้นจะต้องผ่านขั้นตอนการบด  วัตถุประสงค์ของการบดเพื่อลดขนาดวัตถุดิบให้เล็กลง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสัตว์น้ำสามารถที่จะย่อยได้ง่ายขึ้น  การบดละเอียดยังช่วยในเรื่องการอัดเม็ด  โดยช่วยให้เม็ดอาหารมีความคงตัวดี  สำหรับเครื่องบดอาหารควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับประเภทของวัตถุดิบ ถ้าใช้วัตถุดิบแบบแห้ง  เช่น  ปลายข้าว กากถั่วเหลือง  ข้าวโพด ก็ให้ใช้เครื่องบดแบบมีดสับหรือแบบจาน แต่ถ้าเป็นวัตถุดิบแบบเปียก เช่น  ปลาเป็ด  โครงไก่  ไส้ไก่  หัวไก่  ก็ให้ใช้เครื่องโม่ปลาหรือเครื่องบดเนื้อ

 

การชั่ง

                                เมื่อได้จัดเตรียมวัตถุดิบต่าง ๆ ที่มีขนาดละเอียดแต่ละชนิดแล้วก็จะชั่งน้ำหนักของวัตถุดิบให้ได้ตามสัดส่วนในสูตรอาหารนั้น

 

การผสม

                                เป็นการกระจายคุณค่าอาหารให้สม่ำเสมอในทุกส่วนของอาหารที่ทำขึ้นโดยการทำให้วัตถุดิบหลายชนิดรวมกันเป็นเนื้อเดียว  เครื่องผสมอาหารที่แนะนำให้ใช้ ควรเป็นเครื่องผสมอาหารที่ใช้ผสมได้ทั่งวัตถุดิบเปียกและแห้ง เครื่องผสมดังกล่าวเป็นเครื่องผสมแบบแนวนอน   ซึ่งถ้าหาไม่ได้ก็อาจใช้เครื่องโม้ปลาหรือเครื่องบดเนื้อแทนได้  หรือจะผสมเองด้วยมือหรือพลั่วก็ได้

                                ในกรณีที่ใช้วัตถุดิบแห้งจะต้องเติมน้ำประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์  ของสูตรอาหารแล้วผสมให้เข้ากันดีก่อนที่จะอัดเม็ด   แต่ถ้าใช้วัตถุดิบแบบเปียก  การผสมอาหารจะไม่ต้องเติมน้ำเลยหรืออาจเติมน้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประมาณความชื้นในวัตถุดิบทั้งหมดในสูตรนั้น ๆ

 

การอัดเม็ด

                                เป็นการทำให้อาหารที่ผสมกันแล้วถูกอัดออกมาเป็นเส้นหรือเป็นแท่ง  การอัดเม็ดทำให้คุณค่าอาหารจากวัตถุดิบทุกชนิดจับตัวกันอยู่  และเกิดการสูญเสียน้อยเมื่อสัมผัสกับน้ำ การอัดเม็ดสามารถทำได้โดยใช้เครื่องโม่ปลาหรือเครื่องบดเนื้อ  

 

การทำให้แห้ง

                                เป็นขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับการทำอาหารแห้งเท่านั้น  เพื่อลดความชื้นในอาหารและสามารถเก็บไว้ได้นานโดยไม่ขึ้นรา   การทำให้อาหารแห้งสามารถทำได้โดยการเกลี่ยอาหารให้เป็นชั้นบาง ๆ บนพื้นซีเมนต์หรือตะแกรง   แล้วใช้พัดลมหรือตากแดดความชื้นในอาหารจะระเหยออกไป  อาหารที่ได้จะเป็นอาหารเม็ดจมน้ำชนิดแห้ง

วัตถุดิบที่ใช้ในอาหารสัตว์น้ำสำเร็จรูป

                                การทำอาหารสัตว์น้ำสำเร็จรูปขึ้นใช้เองภายในฟาร์มจะต้องคำนึงถึงคุณภาพ และราคาของ

อาหาร  อาหารที่มีคุณภาพดีควรมีโภชนะครบถ้วนใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพสูง ซึ่งทำให้สัตว์น้ำย่อยได้ดีและปลอดสารสารพิษ  นอกจากนี้ราคาไม่ควรแพงมากจนทำให้ ต้นทุนการผลิตสูงเกินไป

                                สัตว์น้ำต้องการโภชนะจากอาหารประมาณ 40 ชนิด  ซึ่งประกอบด้วย

1.       โปรตีนและกรดอะมิโน (กรดอะมิโนที่จำเป็นที่มีในอาหารมีประมาณ 10 ชนิด)

2.       สารจำเป็นที่มาจากไขมัน  (กรดไขมันที่เป็น  ฟอสโฟลิปิดและสเตอรัล)

3.       พลังาน  (โประตีน  ไขมัน  และคาร์โบไฮเดรต)

4.       วิตามิน  (ละลายน้ำ 11 ชนิด  และละลายในไขมัน 4 ชนิด)

5.       แร่ธาตุ (10 ชนิด)

เมื่อทราบว่าสัตว์น้ำแต่ละชนิดต้องการโภชนะอะไรบ้างก็จำเป็นต้องจัดหาโภชนะเหล่านั้นให้แก่สัตว์น้ำอย่างครบถ้วน  โภชนะเหล่านี้ได้จากวัตถุดิบที่นำมาทำเป็นอาหารสัตว์น้ำนั้นเอง  วัตถุดิบมีมากมายหลายชนิดซึ่งมีคุณภาพแตกต่างกันทั้งในด้านคุณค่าอาหาร และการย่อยได้  วัตถุดิบสามารถแบ่งออกได้เป็น  5 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

 

1. วัตถุดิบที่ใช้เป็นแหล่งโปรตีน

                                วัตถุดิบประเภทนี้ต้องมีโปรดตีนมากกว่า 20% สามารถแบ่งออกได้ 2 แหล่งใหญ่ ๆ คือ

1)      แหล่งโปรตีนจากสัตว์

ได้แก่ ปลาป่น  ปลาสด  เลือดป่น  เนื้อกระดูกป่น  กุ้งป่น  เศษไก่ป่น  ไส้ไก่ ปูป่น ผลิตภัณฑ์จากนม ฯลฯ

2 ) แหล่งอาหารโปรตีนจากพืช

ได้แก่ กากถั่วเหลือง  กากถั่วลิสง  การเมล็ดฝ้าย  การกมะพร้าวอัด  กากงา  กากองุ่น ใบกระถินป่น  โปรตีนสกัดเข้มข้นจากข้าวโพด  ข้าวสาลี ฯลฯ

 

2. วัตถุดิบที่ใช้เป็นแหล่งพลังงาน

                                วัตถุดิบประเภทนี้มีโปรตีนต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์  แต่มีคาร์ไฮเดรตหรือแป้งมาก  ได้แก่ เมล็ดธัญพืช  เช่น ข้าว  ข้าวโพด  ข้าวฟ่าง  ข้าวสาลี  ข้าวโอ๊ตและรำของเมล็ดธัญพืช โปรตีนของวัตถุดิบเหล่านี้มีค่าระหว่าง 8-12 เปอร์เซ็นต์  มีแป้งในปริมาณสูงถึง 60-80 เปอร์เซ็นต์ และไขมันมีค่าระหว่าง 1-8 เปอร์เซ็นต์

                                ข้อถึงสังเกตของวัตถุดิบประเภทนี้ที่น่าสนใจ  คือ  มีคุณสมบัติเป็นเป็นตัวประสานอาหารเข้าด้วยกันหรือใช้เป็นสารเหนียว (บายเดอร์)

 

3. วัตถุดิบจำพวกวิตามินและแร่ธาตุ

                                วิตามินและแร่ธาตุที่ใช้เป็นส่วนผสมของอาหารมักอยู่ในรูปของสารประกอบเคมีและเนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในปริมาณน้อยมากในสูตรอาหาร  จึงทำให้เกิดปัญหาในการผสมให้ทั่วถึงในทุก ๆ ส่วน  ดังนั้นจึงไม่นิยมผสมวิตามิน และแร่ธาตุแต่ละตัวลงในอาหารโดยตรง  วิตามินและแร่ธาตุจึงมักถูกผสมไว้ก่อนล่วงหน้ากับสื่อบางชนิด  เช่น กากถั่วเหลือง รำ แกลบด  หรือหินปูน  แล้วเรียกสารผสมเหล่านี้ว่า “สารผสมล่วงหน้า (พรีมิกซ์บางครั้งอาจะรียกว่า  “อาหารเสริม”  แล้วจึงนำสารผสมล่วงหน้านี้ไปผสมกับอาหารต่อไป  ในบางท้องที่ที่  เกษตรกรหา๙ดสารผสมล่วงหน้าที่ใช้เฉพาะสำหรับสัตซ์น้ำไม่ได้  ก็อาจใช้สารผสมล่วงหน้าที่ทำขั้นเพื่อผสมกับอาหารหมูหรือไก่แทนได้  แต่อย่างไรก็ตามในการผสมล่วงหน้าที่ใช้สำหรับสัตว์บก มักจะมีวิตามินดีสูงเกินไป  และอาจไม่มีวิตามินซีในส่วนผสม  ซึ่งวิตามินซีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสัตว์น้ำทุกชนิด  จึงควรที่จะใช้เป็นหลักในการพิจารณาเลือกซื้อ

 

4. วัตถุดิบจำพวกไขมัน หรือน้ำมัน

                                เป็นวัตถุดิบที่ให้พลังงาน  กรดไขมันที่จำเป็น  วิตามินที่ละลายในไขมันและยางครั้งใช้เป็นสารแต่งกล่อนอาหาร  เพื่อกระตุ้นอาหารสัตว์น้ำกินอาหารได้มากาขึ้น

                                น้ำมันที่ใช้ผสมอาหารสัตว์น้ำ  แบ่งเป็น 2 พวกใหญ่ คือ

1)      น้ำมันจากสัตว์

ได้แก่  น้ำมันปลา  น้ำมันปลาหมึก  น้ำมันหมู  ฯลฯ

2)      น้ำมันจากพืช

ได้แก่  น้ำมันถั่วเหลือง  น้ำมันข้าวโพด  น้ำมันปาล์ม  น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันเมล็ดทานตะวัน  ฯลฯ

 

5. วัตถุดิบจำพวกเสริมคุณภาพของอาหาร

                                วัตถุดิบจำพวกนี้ใช้ผสมในอาหาร เพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่ใช่เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร  ถึงแม้ว่าบางครั้งใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการเสริมคุณภาพ  แต่ตัวมันเองจะมีคุณค่าอาหารอยู่ด้วย วัตถุดิบจำพวกนี้แบ่งออกได้ 3 ประเภท ดังนี้

 

 

1)      สารเหนียวหรือบายเดอร์หรือสารประสานอาหาร

เป็นสารที่ช่วยทำอาหารมีความคงทนในน้ำได้นาน  การใช้สารเหนียวมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการทำอาหารสำหรับสัตว์น้ำที่กินอาหารช้า ๆ เช่น  กุ้ง  สารเหนียวสามารถ  แบ่งออกได้  3 ชนิดใหญ่ ๆ คือ เป็นสารพวกโปรตีน  สารพวกคาร์โบไฮเดรต  และสารสังเคราะห์  หรือสารธรรมชาติที่ไม่มีคุณค่าทางอาหาร

2)      สารแต่งกลิ่นอาหาร

เป็นสารที่ช่วยเพิ่มกลิ่นและรสของอาหารให้มีความน่ากินมากขึ้น  กลิ่นในอาหารที่สัตว์น้ำชอบมักเป็นกลิ่นที่มีอาหารตามธรรมชาติของมัน  เช่น  ปลากินเนื้อเป็นอาหารจะชอบกลิ่นของเนื้อกุ้ง  หอย  ปู  ปลา  ปลาหมึก ฯลฯ  ซึ่งกลิ่นเหล่านี้สามารถหาได้จากเศษชิ้นส่วนหรือผลิตภัณฑ์ที่แปรรูแล้วของสัตว์ต่าง ๆ  ดังกล่าว  เช่น น้ำมันปลา  น้ำมัน ปลาหมึก  หัวและเปลือกกุ้งป่น  เศษปลาหมึกป่น  ตัววัวป่น  ฯลฯ

3)      สารกันหืน

ความหึนของอาหารเกิดขึ้นจากไขมันในอาหารเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีและการที่อหารขึ้นราก็เพราะอาหารนั้นมีความชื้นสูงเกิน  12%  ดังนั้น  เพื่อป้องกันไม่ให้คุณค่าของอาหารเสียไป  ในการทำอาหารจึงมักเติมสามเคมีเพื่อกันหืนในอาหารนั้นด้วย  บี เอช ที และ บี เอช เอ  ซึ่งใช้ในปริมาณ  0.2 %  ส่วนสารกันราที่ใช้กันมากได้แก่กรดโพพิโอนิก  ซึ่งใช้ในปริมาณ 0.3 %

 

 

เทคนิคด้านการตลาดและแนวโน้มในอนาคต

การจับปลานิลจำหน่ายและการตลาด

                                ระยะเวลาการจับจำหน่ายไม่แน่นอน  ขึ้นอยู่กับขนาดของปลานิลและความต้องการของตลาด  โดยทั่วไปปลานิลที่ปล่อยลงเลี้ยงในบ่อรุ่นเดียวกันก็จะใช้เวลาประมาณ 12 เดือน จึงจะจับจำหน่าย เพราะปลานิลที่ได้จะมีน้ำหนักประมาณ 2-3 ตัวต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นขนาดที่ตลาดต้องการ  ส่วนปลานิลที่ปล่อยลงเลี้ยงหลายรุ่นในบ่อเดียว  ระยะเวลาการจับจำหน่ายก็ขึ้นอยู่กับราคาปลาและความต้องการของผู้ซื้อ การจับปลานิลทำได้ 2 วิธี ดังนี้

                                1. จับปลาแบบไม่วิดบ่อแห้ง   จะใช้อวนตาห่างจับปลาเพราะจะได้ปลาที่มีขนาดใหญ่ตามต้องการ  การตีอวนจับปลานั้น  ผู้จับยืนเรียงแถวหน้ากระดาน  และเว้นระยะห่างกันประมาณ 4.50 เมตร  ซึ่งอยู่ทางด้านหนึ่งของบ่อแล้วลากอวนไปยังอีกด้านหนึ่งของบ่อตามความยาวแล้วยกอวนขึ้น  หลังจากนั้นก็นำสวิงตักปลาใส่เข่งเพื่อชั่งขาย  ทำเช่นนี้เรื่อยไปจนได้ปริมาณตามที่ต้องการ  ส่วนปลาเล็กก็คงปล่อยเลี้ยงในบ่อต่อไป

                                การลากอวนแต่ละครั้งจะมีปลาเบญจพรรณเป็นผลพลอยได้เสมอ  เช่น  ปลาดุก  ปลาหลด  ปลาตะเพียน  ปลาช่อน  เป็นต้น

                                การคัดขนาดของปลากระทำได้ 2 วิธี  คือ  ถ้าปลามีจำนวนมากสามารถนำไปจำหน่ายที่องค์การสะพานปลา  ซึ่งองค์การสะพานปลาก็จะจัดการคัดขนาดให้  แต่ถ้าเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาจำหน่ายที่ปากบ่อก็จำเป็นต้องคัดขนาดปลากันเอง

                                2. จับปลาแบบวิดบ่อแห้ง  ก่อนจับปลาจะต้องสูบน้ำออกจากบ่อให้เหลือน้อยแล้วตีอวนจับปลาเช่นเดียวกับวิธีแรก  จนกระทั่งเหลือจำนวนน้อยจึงสูบน้ำออกจากบ่ออีกครั้งหนึ่งและขณะเดียวกันก็ตีน้ำไล่ปลาให้ไปรวมกันอยู่ในร่องบ่อ   ร่องบ่อนี้จะเป็นส่วนที่ลึกอยู่ด้านหนึ่งของบ่อ    เมื่อน้ำในบ่อแห้ง  ปลาจะมารวมกันอยู่ที่ร่องบ่อ  และเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาก็จับปลาขึ้นจำหน่ายต่อไป  การจับปลาลักษณะนี้ส่วนใหญ่จะทำทุกปีในฤดูแล้ง  เพื่อตากบ่อให้แห้งและเริ่มต้นเลี้ยงปลาในฤดูการผลิตต่อไป

 


วิธีการตลาดปลานิล

               

ลักษณะและการจำหน่ายผลผลิตปลานิล

                                เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลจะมีการจำหน่ายผลผลิตหลายลักษณะ ได้แก่ ขายปลีกแก่พ่อค้าต่าง ๆ  ที่เข้ามารับซื้อจากฟาร์ม  ซึ่งมีทั้งพ่อค้าขายปลีกในตลาดหรือพ่อค้ารวบรวมในพื้นที่  และจากต่างท้องถิ่นหรือ ส่งให้องค์การสะพานปลาขายส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรจะขายแก่พ่อค้าผู้รวบรวม 66-71 เปอร์เซ็นต์  และนำไปขายแก่พ่อค้าขายส่งที่องค์การสะพานปลา 21 เปอร์เซ็นต์  และขายในรูปลักษณะอื่น ๆ 3-6 เปอร์เซ็นต์

 

ราคาและความเคลื่อนไหว

                                ราคาและผลผลิตปลานิลแต่ละท้องถิ่นจะแตกต่างกัน ตลาดในชนบทมีความต้องการปลานิลขนาดเล็กเพื่อการบริโภค  ซึ่งตรงกันข้ามกับตลาดในเมืองมีความต้องการปลาขนาดใหญ่ราคาปลาจึงแตกต่างกัน

                                ความเคลื่อนไหวของราคาที่เกษตรกรขายได้ และราคาขายส่งเป็นไปในลักษณะทิศทางเดียวกัน  และขึ้นอยู่กับฤดูกาลในการขายปลา  โดยปกติราคาขายจะสูงในช่วงเดือนมกราคมถึง เดือนกันยายน  สำหรับราคาจำหน่ายที่ฟาร์มอยู่ที่ขนาดของปลาประมาณ  10 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับราคาขายปลีกโดยเฉลี่ยราคาอยู่ที่ 20-25 บาท ต่อกิโลกรัม  ผลต่างระหว่างราคาฟาร์มและราคาขายปลีก เท่ากับ 10-15 บาทต่อกิโลกรัม

                                ด้านราคาส่งออกนั้นขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานของตลาดโลก เป็นสำคัญ เมื่อประเทศคู่แข่ง เช่น ไต้หวัน  อินโดนีเซีย  สามารถผลิตได้มากก็จะทำให้ประเทศไทยส่งขายได้น้อย  เพราะเนื่องจากผลผลิตปลานิลแช่แข็งทั้งในรูปปลาทั้งตัว  และปลาทั้งตัวควักไส้มีราคาสู้กับประเทศคู่แข่งไม่ได้

                                อย่างไรก็ตาม  ราคาปลานิลแล่เฉพาะเนื้อมีราคาอยู่ระหว่าง 75-80 บาทต่อกิโลกรัม และสำหรับปลานิลแช่แข็ง ทั้งตัวอยู่ระหว่าง 30-35 บาทต่อกิโลกรัม

 

ปัญหาการตลาดปลานิลของเกษตรกร

                                ตลาดปลานิลพ่อค้าคนกลางเป็นผู้กำหนดราคาและปริมาณการซื้อ  โดยที่พ่อค้าคนกลางจะเข้าไปรับซื้อถึงฟาร์มเพราะเกษตรกรส่วนใญ่ไม่สามารถนำผลผลิตออกมาขายที่ตลาด  เนื่องจากขาดอุปกรณ์ในการจับและลำเลียง  อีกทั้งยังไม่มีความรู้ในด้านการตลาด ปัญหาที่สำคัญซึ่งเป็นตัวกำหนดราคาที่เกษตรกรพบอยู่เสมอ  คือ

                                1. ขนาดพันธุ์ปลา    ปลานิลเป็นปลาที่แพร่พันธุ์ได้ง่ายสามารถมีลูกตลอดทั้งปี  เป็นปลานิลเพศเมียส่วนใหญ่  และลูกปลา  จึงมีขนาดเล็กไม่ได้น้ำหนักตามีที่ผู้ซื้อต้องการ

                                2. กลิ่นโคลนของเนื้อปลา                   เนื่องจากปลานิลที่เลี้ยงยังใช้เศษอาหาร  วัสดุที่เหลือจากการบริโภค  หรือเลี้ยงปลาผสมผสานทำให้ปลาแล่เนื้อมีกลิ่นโคลน

                                3. ปลาที่เกษตรกรจับ  ส่วนมากวิดบ่อและปลาตายจำนวนมาก  การจับ  ขนส่ง และลำเลียงไม่ถูกวิธี  เมื่อนำไปแปรรูปจะมีแบคทีเรียสูงทำให้เนื้อปลามีสีเขียว

                                4. เกษตรกรขาดแคลนเงินทุน   ทำให้เมื่อปลามีขนาดโตพอจำหน่ายได้เกษตรกรจะรีบขายทันที  ทำให้ราคาต่ำ

การกำจัดกลิ่นสาบ

                                กลิ่นที่พบมากในปลาเลี้ยง  โดยเฉพาะปลาที่เลี้ยงในบ่อดินและเป็นปัญหามากต่อการส่งออก  ได้แก่  กลิ่นสาบหรือกลิ่นโคลน  แต่เดิมเข้าใจกันว่า  อาหารที่ขึ้นราอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ปลามีกลิ่นดังกล่าว   แต่ปัจจุบันเป็นที่ทราบค่อนข้างแน่นอนแล้วว่า   กลิ่นโคลนในตัวปลาเกิดขึ้น  เนื่องจากปลาดูดซับสารละลายชนิดหนึ่งในน้ำ  เรียกว่า  จีออสมิน (geosmin) เข้าไปทางเหงือก  หรือกินตัวการที่ผลิตสารนี้เข้าไปโดยตรง  แล้วสะสมสารรี้ในเนื้อเยื้อที่สะสมไขมัน สันนิษฐานกันว่าตัวการที่ผลิตสารนี้ ได้แก่  สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวบางชนิดเชื้อราและจุลินทรีย์ที่เกิดขึ้นในบ่อเลี้ยง  ตัวการเหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างหนาแน่นในบ่อที่มีการให้อาหารมาก  ดังนี้หากจะกล่าวว่าอาหารเป็นต้นเหตุของกลิ่นโคลนก็เป็นได้เพราะปริมาณอาหารที่ใช้เลี้ยงไม่ใช่คุณภาพของอาหารโดยตรงที่เป็นต้นเหตุ

                                กลิ่นโคลนไม่ใช่เป้นกลิ่นถาวรที่อยู่กับตัวปลาตลอดไป  แต่กลิ่นนี้จะหายไปเมื่อน้ำปลาไปใส่ไว้ในน้ำสะอาดและงดให้อาหารเป็นเวลา 7 วัน ที่อุณหภูมิน้ำ 24 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิสูงกว่านี้จะทำให้กลิ่นโคลนหมดไปจากตัวปลาเร็วขึ้น  การแช่ปลาในน้ำสะอาดเป็นเวลา 7 วัน จะทำให้ปลาสูญเสียน้ำหนักไปประมาณ 5-12 เปอร์เซ็นต์

                                ปลานิลไม่ต้องการกรดไขมัน W-6 ซึ่งมีมากในน้ำมันปลาจึงไม่ควรใส่น้ำมันปลาในอาหารปลานิล  เพราะนอกจากไม่มีประโยชน์ในด้านให้กรดไขมันที่จำเป็นแล้ว ยังอาจทำให้ปลามีกลิ่นคาวรุนแรงแม้ว่าจะเก็บปลาไว้เป็นปี ๆ ก็ตาม

                                ปลานิลที่ขุนไว้จนอ้วนเมื่อทำเป็นเนื้อแล่จะมีเนื้อยุ่ยเหลวเนื่องจากไขมันอาหารไปสะสมตามเนื้อมากเกินไป  ตามปกติปลาเลี้ยงจะมีไขมันมากกว่าปลาธรรมชาติอยู่แล้วเพราะปลาเลี้ยงได้รับอาหารเต็มที่เพื่อเร่งให้เจริญเติบโตเร็ว  อาหารที่มีไขมันหรือสัดส่วนของพลังงานต่อโปรตีนสูง  จึงทำให้คุณภาพของเนื้อต่ำลง  ในทางตรงข้ามหากเนื้อปลามีไขมันน้อยเกินไปซึ่งมีสาเหตุมาจากปลาได้รับอาหารไม่เพียงพอ เนื้อปลาจะแห้งและแข็งเกินไปไม่ขวนรับประทาน

ตลาดภายในประเทศ

                                ปัจจุบันผู้บริโภคภายในประเทศ  เริ่มสนใจที่จะบริโภคปลานิลเพิ่มสูงขึ้น และกรมประมงมีโครงการส่งเสริมให้มีการพัฒนาการเพาะเลี้ยงปลานิล  ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ผู้บริโภคภายในประเทศไทยรู้ถึงคุณค่าของอาหารโปรตีนจากปลานิลมากขึ้น  โอกาสที่การจำหน่ายภายในประเทศจึงน่าจะมีแนวโน้มดีขั้นตามไปด้วย

                                ผลผลิตปลานิลส่วนใหญ่จะบริโภคภายในประเทศ  เป็นรูปสด  89 เปอร์เซ็นต์  ในการแปรรูป ทำเค็ม ตากแห้ง 5 เปอร์เซ็นต์  ย่าง 3 เปอร์เซ็นต์  และที่เหลือในรูปอื่น ๆ

                                สำหรับปลานิลทั้งตัวและในรูปแช่แข็งก็มีจำหน่ายในประเทศ  โดยผู้ผลิตคือโรงงานและจำหน่ายให้ภัตตาคารหรือร้านอาหาร

 

 

แนวโน้มการเลี้ยงปลานิลในอนาคต

                                ปลานิลเป็นปลาที่ตลาดผู้บริโภคยังมีความต้องการสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากจำนวนประชากระมีอัตราการเจริญเติบโตสูง  ซึ่งส่งผลต่อแนวโน้มการเลี้ยงปลาชนิดนี้ให้มีลู่ทางแจ่มใสต่อไป จึงไม่ต้องกังวลปัญหาด้านการตลาดเนื่องจากเป็นปลาที่มีราคาดี ไม่มีอุปสรรคเรื่องโรคระบาด  เป็นที่นิยมบริโภคและเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายในทั่วทุกภูมิภาคเพราะสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายรูปแบบ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปัจจุบันปลานิลสามารถส่งเป็นสินค้า ออกไปสู่ต่างประเทศในลักษณะของปลาแล่เนื้อ  ตลาดที่สำคัญ ๆ อาทิประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา  อิตาลี  เป็นต้น ดังนั้น การเลี้ยงปลานิลให้มีคุณภาพ ปราศจากกลิ่นโคลนย่อมจะส่งผลดีต่อการบริโภค  การจำหน่ายและการให้ผลตอแทนที่คุ้มค่าที่สุด