การเพาะเลี้ยงปลาหางนกยูง
สถาบันวิจัยสัตว์น้ำสวยงามและสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ
กรมประมง
ลักษณะที่ดีของปลาหางนกยูง
ลักษณะลำตัว
-> มีขนาดใหญ่ หนาสมส่วน ไม่คดงอ
ลักษณะครีบ
-> ครีบหางใหญ่ พริ้วหนา
แข็งแรงสมบูรณ์ไม่ฉีกขาด ขณะว่ายน้ำพริ้วไม่พับ
สีและลวดลาย
-> ถูกต้องตามสายพันธุ์ คมเข้มชัดเจน
ความสมบูรณ์ของลำตัว
->
ทรงตัวปกติ
การเพาะพันธุ์ปลาหางนกยูง
ในการเพาะพันธุ์ปลาหางนกยูง นอกเหนือจากวิธีการเพาะพันธุ์แล้ว
วิธีการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์และการอนุบาลลูกปลานับว่าเป็นปัจจัย
ที่ล้วนแต่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน
ซึ่งได้กล่าวถึงปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวต่อไปนี้ คือ การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาหางนกยูง
เนื่องจากปลาหางนกยูงจะเจริญถึง
วัยเจริญพันธุ์ เมื่อปลามีอายุเพียง 3
เดือนเท่านั้น เมื่อลูกปลาพอที่จะแยกเพศได้ (อายุประมาณ1- 1 1/2 เดือน )
ควรเลี้ยงแยกเพศไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาผสม
พันธุ์กันเอง
น้ำที่ใช้เลี้ยง ควรเป็นน้ำสะอาดปราศจากคลอรีน มีความเป็นกรด ด่าง (pH )
6.5 7.5 มีปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำไม่ต่ำกว่า 5 มก.ต่อลิตร
ความกระด้างของน้ำ 75- 100 มก.ต่อลิตร ความเป็นด่าง 100 200 มก.ต่อลิตร
และอุณหภูมิน้ำ 25 29 ? C ควรมีน้ำไหลหมุนเวียนตลอดเวลา
อาหารที่ใช้เลี้ยง ปลาหางนกยูงสามารถกินอาหารได้ทั้งพืชและสัตว์
(Omnivorous)
ในการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์จึงสามารถให้อาหารจำพวกสัตว์น้ำขนาดเล็ก
เช่น ลูกน้ำ
ไรแดง (Moina) ไรสีน้ำตาล (Artemaia) หรือหนอนแดง(Chironomus)
หรืออาจจะเลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูป ที่มีปริมาณโปรตีนไม่ต่ำกว่า
40%
อาหารสดก่อนให้ทุกครั้งควรฆ่าเชื้อโรคที่ติดมากับอาหาร
โดยควรแช่อาหารในด่างทับทิมเข้มข้น 500 - 1,000 ส่วนในล้านส่วน (0.5 - 1.0
กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร )
เป็นเวลาประมาณ 10 20 วินาที ปริมาณอาหารสด ควรให้ 10%
ของน้ำหนักตัวหรือให้กินแต่พออิ่ม ส่วนอาหารแห้ง ควรให้วันละ 2 - 4 %
ของน้ำหนักตัวปลา
โดยให้อาหารวันละ 2 ครั้ง ในตอนเช้าและตอนเย็น
ส่วนการถ่ายเทน้ำควรจะทำทุกวัน โดยดูดน้ำในตู้ออกวันละประมาณ ? ของปริมาณน้ำในตู้
แล้วเติมน้ำให้
เท่าระดับเท่าเดิม
การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์
การคัดเลือกปลาเพศผู้และเพศเมียเพื่อทำการผสม ควรเลือกปลาที่มีอายุ 3
เดือนขึ้นไป มีลักษณะลำตัวมีขนาดใหญ่ หนาสมส่วน ไม่คดงอ โคนหางใหญ่
แข็งแรง
ครีบสมบูรณ์ ครีบหางใหญ่ พริ้วหนา แข็งแรงสมบูรณ์ไม่ฉีกขาด
รูปร่างได้สัดส่วน แข็งแรง ว่ายน้ำปราดเปรียว มีสีและลวดลายสวยงาม
เพศผู้จะมีลักษณะต่าง
จากเพศเมียตรงที่อวัยวะในการสืบพันธุ์เรียกว่า gonopodium
ซึ่งดัดแปลงมาจากครีบก้น ปลาเพศผู้และเพศเมีย
ควรมีลักษณะสีและลวดลายที่เหมือนกันหรือ
คล้ายกันมากที่สุด
เพื่อให้ได้ลูกปลาที่ลักษณะไม่แปรปรวนมากในการผสมพันธุ์
หากจำเป็นต้องเก็บลูกปลาที่เพาะไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ในครั้งต่อไป
ควรหาพ่อแม่ปลา
จากแหล่งอื่นมาผสมบ้าง เพื่อป้องกันการผสมเลือดชิด (Inbreeding)
ซึ่งเป็นสาเหตุให้ลูกปลารุ่นต่อๆ ไป มีความอ่อนแอและมีอัตราการรอดต่ำ
การเพาะเลี้ยงปลาหางนกยูง
ขั้นตอนที่ 1
เตรียมบ่อซีเมนต์ขนาด 1 - 4 ตรม. ระดับน้ำลึก 30 50 ซม.
ใส่พุ่มเชือกฟางตะกร้าหรือฝาชี เพื่อให้ลูกปลาใช้เป็นที่ปลาหลบซ่อน
ขั้นตอนที่ 2
คัดพ่อแม่ปลาสายพันธุ์เดียวกันที่ลักษณะดีสีสวยอายุประมาณ 4 6
เดือน โดยคัดปลาเพศผู้ ลำตัวโต แข็งแรง ครีบหลัง
ครีบหางใหญ่และแผ่กว้าง
สีเข้มสดใส สวยงาม
ส่วนปลาเพศเมียคัดเลือกสายพันธุ์เดียวกันกับปลาเพศผู้ ลำตัวโต แข็งแรง ปราดเปรียว
ครีบหางเข้มสดใส ปล่อยรวมกันในอัตรา 120 -180
ตัว/ลบ.ม. ในสัดส่วนเพศผู้ :
เพศเมีย เท่ากับ 1:3 หรือ 1:4 ระหว่างการเพาะพันธุ์ให้ไรแดงเป็นอาหารในตอนเช้า
และให้อาหารสำเร็จรูปในตอนเย็น ปลาเพศเมีย
ที่ได้รับการผสมแล้ว
จะเห็นเป็นจุดสีดำบริเวณท้อง
ขั้นตอนที่ 3 หลังจากแม่ปลาได้รับการผสมพันธุ์ประมาณ 26
28 วัน
จะมีลูกปลาวัยอ่อนเกิดขึ้นและหลบซ่อนอยู่ตามวัสดุที่มาใส่ไว้ในบ่อให้รวบรวมลูกปลาออก
ทุกวันสะสมไว้ในบ่ออนุบาล
ประมาณ 4-5 วัน/ บ่อ เพื่อให้ลูกปลามีขนาดใกล้เคียงกัน
โดยปล่อยลูกปลาในอัตราความหนาแน่น 140-300 ตัว/ลบ.ม.
ในระยะแรก
ให้ไรแดงเป็นอาหารในตอนเช้าและเย็นทุกวันเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์
หลังจากนั้นจึงให้อาหารสำเร็จรูป จนกระทั่งลูกปลามีอายุประมาณ 3 สัปดาห์
ซึ่งเป็นระยะ
ที่เริ่มแยกเพศได้ โดยปลาเพศเมีย
สังเกตจุดสีดำบริเวณรูเปิดช่องท้อง ส่วนปลาเพศผู้
เมื่อมองจากด้านบนมีรูปร่างเรียวยาวกว่าเพศเมีย
ขั้นตอนที่ 4 คัดขนาดและแยกเพศปลา
นำไปแยกเลี้ยงในบ่ออัตรา 200-300
ตัว/ลบ.ม.ให้กินไรแดงเป็นอาหารในตอนเช้าส่วนตอนกลางวันและตอนเย็นให้กิน
อาหารสำเร็จรูป
เลี้ยงเป็นระยะเวลา 3 เดือน (ปลามีอายุประมาณ 4 เดือน)
ขั้นตอนที่ 5
ปลาหางนกยูงอายุประมาณ 4 เดือน จะถูกคัดขนาดและคัดเลือกปลาที่แข็งแรงสมบูรณ์
เพื่อนำไปเลี้ยงไว้ในบ่อพักปลาเพื่อเตรียมส่งจำหน่ายต่อไป
โรคที่พบในปลาหางนกยูงและวิธีรักษา
1. โรคจุดขาว (White spot
disease) เกิดจากสัตว์เซลล์เดียว ชื่อ lchthyophthirus
multifilis หรือชื่อย่อว่า lch
(อิ๊ค)อิ๊คเข้าเกาะตัวปลาและฝังตัวที่
ผนังชั้นนอกของปลา
สร้างความระคายเคืองปลาจะสร้างเซลล์ผิวหนังหุ้มอิ๊ค ทำให้เห็นเป็นจุดสีขาว
ยังไม่มีวิธีการกำจัดอิ๊คที่ฝังอยู่ใต้ผิวหนัง แต่วิธีการที่ได้ผล
คือ
การทำลายตัวอ่อนในน้ำ สารเคมีที่ใช้ได้ผลดี คือ ฟอร์มาลิน 25 - 30 ซีซี ต่อน้ำ
1,000 ลิตร ผสมกับมาลาไค้ท์กรีน 0.1 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่ทิ้งไว้
ตลอด
และควรจะแช่น้ำซ้ำอีก 3 - 4 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 7 วัน จะให้ผลดีมาก
โดยเฉพาะเมื่อน้ำมีอุณหภูมิประมาณ 28- 30 องศาเซลเซียส
2. โรคที่เกิดจากปลิงใส
เกิดจากปรสิตตัวแบน 2 ชนิด คือ Gyrodactylus และ Dactylogyrus
มักพบตามบริเวณเหงือกและผิวหนัง การรักษาใช้ฟอร์มาลิน
เข้มข้น 40 ซีซี ต่อน้ำ
1,000 ลิตร หรือดิพเทอร์เร็กซ์เข้มข้น 0.25-0.5 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร
แช่ทิ้งไว้ตลอดไป
3. โรคที่เกิดจากหนอนสมอ (Lerneae sp.)
หนอนสมอมีลำตัวเป็นรูปทรงกระบอก ส่วนหัวคล้ายสมอทำหน้าที่ยึดเกาะกับตัวปลา
การรักษาใช้ดิพเทอร์เรกซ์
เข้มข้น 0.25-0.50 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร
แช่ทิ้งไว้ตลอด แล้วแช่ซ้ำ 3-4 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 7 วัน
4. โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย
เกิดจากพวกแบคทีเรียสกุล Aeromonas และ Pseudomonas อาการที่พบ คือ ครีบและหางกร่อน
ท้องบวมน้ำ เกล็ดพอง รักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น ไนโตรฟูราโซน 1 -2 กรัมต่อน้ำ
1,000 ลิตร แช่ปลานาน 2 -3 วัน
ออกซีเตตร้าไซคลินหรือเตตร้าซัยคลินผสมลงในน้ำในภาชนะ
ที่เลี้ยงในอัตรา 10 - 20 มิลลิกรัม
ต่อน้ำ 1 ลิตร หรือจะใช้เกลือแกง 0.5-1% ก็ได้
ลักษณะปลาหางนกยูงบางสายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยง
| สายพันธุ์ | ลักษณะและสีของลำตัว | ลักษณะและสีของครีบ | |
|
1. คอบร้า
(Cobra)
|
|
|
![]() |
|
2.
ทักซิโด้ (Tuxedo)
|
|
|
![]() |
|
3. โมเสค
(Mosaic)
|
|
|
![]() |
|
4. กร๊าซ
(Grass)
|
|
|
|
|
5.
นกยูงหางดาบ (Sword tail )
|
|
|