Get Adobe Flash player

การเพาะเลี้ยงปลานิล - โรคปลานิล

Article Index
การเพาะเลี้ยงปลานิล
รูปร่างลักษณะ
คุณสมบัติและนิสัย
การอนุบาลลูกปลานิล
โรคปลานิล
All Pages

โรคปลานิล

การจัดการการเลี้ยงปลานิลที่ไม่เหมาะสม เช่น การปล่อยปลาต่อหน่วยพื้นที่มากเกินไป การให้อาหารในปริมาณที่มากเกินความต้องการของปลา และคุณสมบัติของน้ำในบริเวณที่เลี้ยงไม่เหมาะสม เป็นสาเหตุให้ปลาเกิดความเครียด อ่อนแอ เกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย ซึ่งโรคที่พบในปลานิลแยกออกได้เป็นกลุ่มต่างๆ ดังนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1. โรคที่เกิดจากปรสิต ได้แก่

ปรสิตภายนอก ปรสิตภายนอกที่ทำอันตรายต่อปลานิลมีหลายชนิด โดยปรสิตจะเข้าเกาะในบริเวณเหงือก ผิดหนัง และครีบ ทำให้ปลาเกิดความระคายเคือง เกิดบาดแผล ส่วนพวกที่เกาะบริเวณเหงือกจะทำให้มีผลต่อระบบการแลกเปลี่ยนก๊าซ ทำให้ปลาเกิดปัญหาขาดออกซิเจนได้ ชนิดของปรสิตภายนอก ไ้ด้แก่

  • โปรโตซัว พยาธิในกลุ่มนี้จะทำลายต่อลูกปลามากกว่าปลาขนาดใหญ่ ชนิดของโปรโตซัวที่พบบ่อย ได้แก่ เห็บระฆัง Trichodina sp., Chilodonella sp., Ichthyophthirius multifilis sp., Scyphidia sp., Apiosoma so. และ Ichthyobodo sp. 


    เห็บปลา (Argulus sp.)
    ที่พบเกาะตามลำตัวปลานิลที่เลี้ยงในบ่อดิน
  • ปลิงใส ได้แก่ Gyrodactylus sp. และ Dactylogyrus sp. พวกนี้จะเข้าเกาะบริเวณเหงือกทำให้เหงือกมีผิวหนาขึ้น หรือเกิดอาการบวม ทำให้ปลาหายใจไม่สะดวก

    ปลิงใส
  • ครัสเตเชียน ได้แก่ Arhulus sp., Ergasilus sp., Lernaea sp และ Lamproglena sp. ปรสิตในกลุ่มนี้ ส่วนของอวัยวะที่มีปลายแหลมฝังเข้าไปในเนื้อปลา เพื่อช่วยในการยึดเกาะและ/หรือกินเซลล์ หรือเลือดของปลาเป็นอาหาร ซึ่งทำอันตรายต่อปลาอย่างรุนแรง ทำให้ปลาเกิดแผลขนาดใหญ่ และสูญเสียเลือด ถ้าพบเป็นปริมาณมากจะทำให้ปลาตายอย่างรวดเร็ว ปรสิตกลุ่มนี้มักพบในปลานิลที่เลี้ยงในกระชังเป็นส่วนใหญ่

    หนอนสมอ (Lernaea sp.)
    ตัวเต็มวัยที่พบเกาะตามลำตัวปลานิล

ปรสิตภายใน กลุ่มนี้มักพบอยู่ในทางเดินอาหาร และไม่ทำอันตรายต่อปลามากนัก

  • โปรโตซัว ชนิดที่พบในลำไส้ ได้แก่ Eimeria sp. ถ้ามีเป็นปริมาณมากจะทำให้ปลาผอมได้ ส่วนอีกชนิดพบในระบบหมุนเวียนโลหิต ได้แก่ Trypanosoma sp. ปรสิตชนิดนี้แม้จะตรวจพบในระบบเลือดของปลานิลแต่ยังไม่มีรายงานแน่ชัดว่าทำให้ปลานิลป่วยหรือตายได้
  • เมตาซัว ได้แก่ digenetic, trematodes, cestodes, mematodes และ acanthocephalan

2. โรคที่เกิดจากเื่ชื้อแบคทีเรีย ได้แก่

  • โรคตัวด่าง เกิดจาก Flexibacter columnaris พบในปลานิลที่เลี้ยงน้ำจืด ส่วนปลานิลที่เลี้ยงน้ำกร่อยจะเป็นชนิด F. maritimus โรคนี้มักพบในช่วงที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ในช่วงอากาศเย็น ในช่วยฝนตกหนัก และหลังจากการขนย้ายปลา ปลาที่พบว่ามีอาการตัวด่างมักตายในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าไม่รีบทำการรักษาทันทีปลาจะตายหมดบ่อภายใน 24-48 ชั่วโมง
  • โรคติดเชื้อ Aeromonas ปลาจะมีอาการตกเลือดตามตัว ท้องบวม มีเลือดปน น้ำเหลือในช่องท้อง หรือมีแผลหลุม

    แผลบริเวณลำตัวปลานิลเกิดจากการติดเชื้อ Aeromonas hydrophila
  • โรคติดเชื้อ Streptococcus ปลามีอาการตาขุ่น ตาบอด หรือตกเลือดภายในลูกตา บางครั้งพบว่าใต้คาง หรือช่องขับถ่ายมีอาการบวมแดงมีน้ำเลือดภายในช่องท้อง โรคนี้จะเป็นลักษณะของโรคที่เรื้อรัง คือปลาจะแสดงอาการของโรคช้า และเป็นระยะเวลานานกว่าปลาจะตาย

    ปลานิลที่ติดเชื้อ Streptococcus sp. มีอาการตาโปนและตาขุ่น

3. โรคที่เกิดจากเชื้อรา ราเป็นสาเหตุของโรค ได้แก่ Achlya sp. และ Aphanomyces sp. ทำให้ปลาเกิดแผล และ บริเวณแผลจะมีเส้นสีขาวคล้ายขนขึ้นฟู เป็นกระจุก ปลา่ป่วยจะกินอาหารน้อยลง ได้แก่ เชื้อราชนิด Achly sp. เป็นต้น

4. โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ได้แก่ โรครีโอ-ไลค์ไวรัส เป็นต้น

วิธีการป้องกันรักษาโรคจากปลานิล

  1. ไม่ปล่อยปลาในอัตราที่หนาแน่นเกินไป เพราะจะทำให้ปลาเกิดความเครียด ส่งผลให้ปลาอ่อนแอ และยอมรับการติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่าย
  2. ควรตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมคุณภาพน้ำให้เหมาะสม เนื่องจากเป็นการช่วยไม่ให้ปลานิลเกิดความเครียด ซึ่งส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันโรคในปลานิล
  3. ให้อาหารปลาที่มีคุณภาพ และในปริมาณที่เหมาะสมกับจำนวนและขนาดของปลาในบ่อ หรือกระชัง
  4. ไม่ควรให้ยากับปลานิลที่พบว่าติดเชื้อไวรัส
  5. งดเว้นการเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำโดยเด็ดขาดในช่วยอุณหภูมิมีการเปลี่ยนแปลงในรอบวันมาก หากจำเป็นต้องทำควรทำอย่างระมัดมะวัง
  6. กรณีที่ใส่สารเคมีลงในน้ำเพื่อทำการรักษาโรคปลานิล ควรคำนวณปริมาตรน้ำให้ถูกต้อง เพราะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการรักษา หรือความเป็นพิษต่อปลา
  7. กรณีปลาป่่วย หรือมีอาการผิดปกติ ควรติดต่อหน่วยงานที่สามารถตรวจวินิจฉัยโรคก่อนตัดสินใจใช้ยา หรือสารเคมีใดๆ เนื่องจากความผิดปกติของปลาบางครั้งมิได้เกิดจากการติดเชื้อโรครวมทั้งปลาป่วยด้วยบางโรคสามารถรักษาให้หายด้วยการจัดการคุณภาพน้ำ
  8. การส่งตัวอย่างปลาเพื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการ ควรส่งปลาที่ยังมีชีวิต หรือปลาที่ตายใหม่ๆ ยังไม่เน่า บรรจุตัวอย่างปลาในถุงพลาสติกแล้วแช่ในน้ำแข็ง อย่าให้น้ำแข็งสัมผัสกับตัวปลาโดยตรง ส่งตัวอย่างภายใน 1-2 ชั่วโมง ปลาที่เน่าแล้วไม่สามารถวินิจฉัยโรคได

ในกรณีที่เกิดโรคในฟาร์ม ควรมีการกำจัดซากปลาตาย หรือป่วยอย่างรวดเร็วและถูกต้อง เช่น การเผาหรือฝังกลบในฟาร์ม นอกจากนี้ควรฆ่าเชื้อในน้ำ และตากบ่อเพื่อฆ่าเชื้อโรคที่พื้นบ่อก่อนปล่อยปลาลงเลี้ยงในชุดต่อไป