Untitled Document
Untitled Document
Untitled Document
  MENU
 
ประวัติความเป็นมา
ภารกิจ
การปฏิบัติงาน
สัตว์น้ำที่ได้รับการคุ้มครอง
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
สถิติการนำเข้า-ออก
ข่าวประชาสัมพันธ์
สาระน่ารู้
 
 
    สัตว์จำพวกสัตว์เลื้อยคลาน
 
   สัตว์จำพวกสัตว์เลื้อยคลาน
จระเข้น้ำเค็ม (SALT WATER CROCODILE)


ชื่อวิทยาศาสตร์ Crocodylus porosus
ลักษณะ หัวรูปยาวเหรียว เห็นก้อนขึ้หมาชัดเจน ไม่มีเกล็ดท้ายทอย 4 เกล็ดให้เห็น ขาหลังมีผังผืดยึดนิ้วทั้ง 5 เห็นได้ชัดเจน ผังผืดยาวจรดปลายนิ้ว นิสัยดุร้ายที่สุด กินคนเป็นอาหารได้ถิ่นกำเนิด ตั้งแต่ฝั่งตะวันออกของอินเดียถึงฟิลิปินส์ และทางเหนือ ของออสเตรเลีย ทางใต้ของประเทศไทย และ มาเลเซีย

จระเข้น้ำจืด (SIAMESE CROCODILE)



ชื่อวิทยาศาสตร์ Crocodylus siamensis
ลักษณะหัวทู่สั้นกว่าจระเข้น้ำเค็ม มีเกล็ดท้ายทอย 4 เกล็ดเรียงให้เห็นชัดเจน เท้า หลังมีผังผืดเล็กน้อย ดูคล้ายไม่มี นิสัยปกติไม่ดุร้อยและไม่กินคน แต่ตัวโตๆ อาจกิน เด็กได้ การสืบพันธุ์ เหมือนจระเข้น้ำเค็ม แต่ออกไข่น้อยกว่า ออกไข่ครั้งละประมาณ 20-30 ฟอง

ตะโขงหรือจระเข้ปากกระทุงเหว (FALSE GAVIAL)



ชื่อวิทยาศาสตร์ Tomistoma schlegelii
ลักษณะรูปร่างเพรียว หัวยาวเรียวคล้ายปลากระทุงเหว ไม่มีเกล็ดท้ายทอยให้เห็น มีผังผืดที่นิ้วเท้าเห็นได้ชัด นิสัยชอบอยู่เฉยๆ ไม่ปราดเปรียวเหมือนจระเข้น้ำเค็ม ไม่ค่อยเคลื่อนย้ายไปไหน นอนเกยหาดเฉยๆ ได้เป็นเวลานาน พบทางใต้ของประเทศไทย จนถึงมาเลเซีย การสืบพันธุ์ เหมือนกับจระเข้์
ตะพาบ (Siamese Softshell Turtle)




ชื่อวิทยาศาสตร์ Amyda cartiliaginea
ปลาฝา บางทีเรียกว่า ปลาเบียน ภาคกลางเรียกว่า ตะพาบน้ำ เป็นเต่าน้ำจืดชนิดหนึ่งซึ่งมีกระดองนิ่ม สัตว์เลื้อยคลาน ชนิดนี้อยู่ในตระกูล Trionychidad ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างไปจากเต่า คือ มีกระดองหลังค่อนบ้างเรียบแบน กระดองมีลักษณะเป็น หนังที่ค่อนข้างแข็งเฉพาะในส่วนกลางกระดอง แต่บริเวณขอบจะมีลักษณะนิ่มแผ่นกระดองจะปราศจากแผ่นแข็งหรือรอยต่อ ซึ่งแตก ต่างจากกระดองเต่าอย่างสิ้นเชิง กระดองส่วนท้องหุ้มด้วยผิวหนังเรียบ มีส่วนที่เป็นกระดูกน้อยมาก กระดองจะมีรูปร่างกลมเมื่อ ยังมีขนาดเล็ก และจะรีขึ้นเล็กน้อยเมื่อโตเต็มวัยตั้งแต่คอส่วนบนไปจรดขอบกระดองจะมีตุ่มแข็งเล็กๆ ขึ้นอยู่ ส่วนหัวมีขนาดใหญ่ มักจะเรียงคอยาวและสามารถเอี้ยวกลับมาด้านข้างๆ ได้ ปลาฝามีจมูกค่อนข้างยาวแต่มีขนาดเล็กและส่วนปลายจมูกอ่อน ตาโปนออกมาจากส่วนหัวอย่างเห็นได้ชัด มีฟัน ขากรรไกร แข็งแรงและคมมีหนังหุ้มกระดูกคล้ายริมฝีปาก ขาทั้งสี่แผ่กว้างที่นิ้วจะมีพังพืดเชือมติดต่อกันแบบใบพายอย่างสมบูรณ์ ปลาฝามีเล็บเพียง ๓ นิ้ว และมีหางสั้น หัว กระดอง และขา จะมีสีเทาเข้มหรือเกือบดำ แต่มีจุดเหลืองเล็กๆ ประปรายทั้งกระดอง บนกระดองยังมีลายคล้ายดาว ๔ - ๕ แห่ง ท้องมีสีขาวปนเทา มีขนาดเล็กและอ่อนนุ่ม

ตะพาบหัวกบ หรือกราวเขียด (Blunt-headed Giant Softshell Turtle)




ชื่อวิทยาศาสตร์ Pelochelys bibroni
ลูกตะพาบหัวกบมีกระดองหลังสีเขียวใบไม้และมีจุดสีเหลืองกระจายอยู่ทั่วไป เมื่อโตขึ้นกระดองจะยาวแบน และเปลี่ยนเป็นสีมะกอกเข้ม กระดอง้องมีสีขาว หรือชมพูขาว หัวโต คอยาว ปลายจมูกสั้น ปากกว้าง ตาเล็ก เท้ามีพังผืดหุ้มหนา ตัวเมียตัวใหญ่กว่าตัวผู้

ตะพาบแก้มแดง หรือปลาฝาดำ (Malayan shelled Turtle)




ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Dogania subplana

ลักษณะทั่วไป เป็นตะพาบที่มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศไทย กระดองยาวประมาณ ๑ ฟุต หนักประมาณ ๑๕ กิโลกรัม กระดองสีเทาเข้มมีจุดดำทั่วไป หัวสีเทานวลมีรอยเส้นสีดำตลอดตามแนวกระดูกสันหลังจนถึงส่วนท้ายกระดอง มีสีแดงที่แก้มและข้างคอ ชนิดที่พบที่จังหวัดตาก และกาญจนบุรีมีสีเข้มกว่า และไม่มีสีแดงที่แก้ม ตะพาบชนิดนี้มีจมูกยาว หางสั้น และมีแขนขาเล็ก พบในพม่า มาเลเซีย สุมาตรา อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ สำหรับประเทศไทย พบบ้างที่จังหวัดตาก กาญจนบุรี และพบมากทางภาคใต้แถวชุมพร นครศรีธรรมราช

ตะพาบข้าวตอก หรือตะพาบดาว (Yellow-spotted Softshell Turtle)




ชื่อวิทยาศาสตร์ Amyda cartilaginea nacornsritamaratensis
กระดองหลังกลมสีเขียวมะกอก หัวโตสีเขียวมีจุดเหลืองทั่วตัว จุดเหลืองทั่วหัว จุดเหลืองมีขนาดใหญ่ขึ้นคล้ายปื้นบริเวณท้ายทอยและมุมขากรรไกร กระดองหลังมีขีดและจุดเล็กๆสีเหลืองกระจายอยู่ทั่วไป ปลายจมูกยาวและผอม ขาค่อนข้างใหญ่ เท้าทั้งสี่สีเขียวคล้ำมีจุดเหลือง

ตะพาบพม่า (Burmese Peacock Softshell Turtle)




ชื่อวิทยาศาสตร์ Nilssnia formosa

หัวมีสีเหลืองโดยมีจุดดำในแต่ละข้าง กระดองหลังมีจุดกลมดำสี่จุดคล้ายลายนกยูง ความยาวของจงอยปากไม่มากกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของขอบตา

ตะพาบม่านลาย (Giant Softshell Turtle)




ชื่อวิทยาศาสตร์ Chitra chitra

พบเฉพาะบริเวณลุ่มแม่น้ำแควน้อย แควใหญ่ และแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นตะพาบทีมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก หนัก 150-200 กิโลกรัม กระดองค่นข้างแบนราบ คอยาวยื่นออกจากกระดองได้มาก กระดองหลังมีมีเส้นลายพาดสำหรับพรางตัว กระดองท้องสีขาวหรือสรชมพู ตามรายงานล่าสุด มีเหลือในที่เลี้ยงเพียง 11 ตัวเท่านั้นในโลก และในจำนวนที่เหลือนั้น โตถึงวัยเจริญพันธุ์เพียง 3 ตัว

เต่ากระ (Hawksbill turtle)




ชื่อวิทยาศาสตร์ Eretmo chelys imbricate

มีลักษณะปากงุ้มคล้ายนก เกล็ดซ้อนทับกัน เมื่อโตเต็มที่กระดองยาวประมาณ 1 เมตร น้ำหนักประมาณ 70 กิโลกรัม กระดองมีสีสันสวยงาม เป็นลายสีเหลือง น้ำตาลและดำ จึงมีผู้นิยมนำไปทำเป็นเครื่องประดับ เต่ากระกินทั้งสัตว์และพืชเป็นอาหารพบทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน

เต่ากระอาน (Salt-water Terrapin)




ชื่อวิทยาศาสตร์ Batagur baska
มีกระดองเป็นรูปไข่ ด้านหลังโค้งนูน ท้องแบนเรียบ หัวเล็ก จมูกแหลมเชิดขึ้นบน ลำคอยาวมีเกล็ดเล็กๆ ขาคูหน้าและคู่หลังสั้น กระดองหลังสีมะกอกอมเทาแถบเขียว กระดองท้องสีขาวนวล หัวสีเทาปนขาว ปลายหัวหรือปลายจมูกยาวยื่น ริมฝีปากสีเหลือง ตีนทั้งสี่มีพังผืดขึงเต็ม เป็นสัตว์ที่อายุยืน มีอัตราการเจริญเติบโตช้า

เต่าตนุ (Green turtle)




ชื่อวิทยาศาสตร์ Chelonia mydas

มีขนาดใหญ่รองจากเต่ามะเฟือง ความยาวประมาณ 1.5 เมตร น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ 200 กิโลกรัม ลักษณะหัวป้อมสั้น ปากสั้นไม่งุ้มลง เกล็ดต่อเรียงกัน (ไม่ซ้อน) กินหญ้าทะเลเป็นอาหาร พบทั้งบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน

เต่าหัวฆ้อน หรือ เต่าทะเลลอกเกอร์เฮด หรื่อเต่าหัวโต (Loggerhead turtle)




ชื่อวิทยาศาสตร์ Caretta caretta

ลักษณะทั่วๆไปคล้ายเต่าหญ้าและเต่าตนุมาก ต่างกันที่เกล็ดบนส่วนหัวตอนหน้าระหว่างตา มีจำนวน 2 คู่ และเกล็ดบนกระดองหลังแถวข้าง มีจำนวน 5 คู่ มีสีน้ำตาลแดงตลอดตัว และรูปทรงของกระดองหลัง จะเรียวเล็กลงมาทางส่วนท้าย กินอาหารเช่นเดียวกับเต่าหญ้า คือ กินสัตว์จำพวก กุ้ง หอย ปู ปลา เป็นอาหาร

เต่ามะเฟือง (Leatherback turtle)




ชื่อวิทยาศาสตร์ Dermochelys coriacea

เต่ามะเฟือง เป็นเต่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือ เมื่อโตเต็มที่จะมีความยาวกระดองประมาณ 2 เมตร น้ำหนัก 600 กิโลกรัม กระดองนุ่มและดูคล้ายกลีบมะเฟือง สีน้ำตาลแก่มีจุดสีขาวและสีน้ำตาล ว่ายน้ำได้ไกลเป็นพันกิโลเมตร กินแมงกะพรุนเป็นอาหาร พบเฉพาะแถบทะเลอันดามัน

เต่าหก หรือเต่าหกเหลือง (Brown Giant Tortoise)




ชื่อวิทยาศาสตร์ Manouria emys

ลักษณะของกระดองจะนูนสูงเมื่อโตเต็มวัย บริเวณริมขอบกระดองจะสูงขึ้นด้วย มีฟันใหญ่ แขนขาแข็งแรงมาก บริเวณท้องมีเกล็ดใหญ่ ขามีเกล็ดเหมือนเล็บของช้าง มีอายุมากกว่า 100 ปี

เต่าหญ้า (Olive ridley)




ชื่อวิทยาศาสตร์ Lepidochelys olivacea
เป็นเต่าที่มีขนาดเล็กที่สุด เมื่อโตเต็มที่กระดองยาวประมาณ 70 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 45 กิโลกรัม กระดองดูคล้ายสังกะสี กระดองเป็นรูปกลมรีเป็นแผ่นกระดูกแข็ง ตรตงกลางกระดองนูนสูงขึ้น ขอบแบนราบ ทางด้านหางค่อนข้างแหลม กินทั้งสัตว์และพืชเป็นอาหาร พบบริเวณทะเลเปิด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในทะเล จะขึ้นบกเฉพาะฤดูว่างไข่เท่านั้น

เต่านา (malayan snail eating Terrapin)




ชื่อวิทยาศาสตร์ Malayemys subtrijuga
ลักษณะ กระดองหลังมีสันนูนเป็นเส้นขนานกันจากส่วนหน้าไปยังส่วนท้าย เห็นชัดเจนบนแผ่นเกล็ดสันหลังและแผ่นเกล็ดชายโครง กระดองหลังสีน้ำตาลอ่อน ขอบกระดองมีสีเหลือง กระดองท้องสีเหลืองอ่อนมีจุดมุมกระดอง หัวใหญ่สีดำมีเส้นสีขาวพาดจากจะงอยปากถึงส่วนตา ขาหน้า ขาหลังและผิวหนังมีสีดำ

เต่าลายตีนเป็ด (PAINTED BATAGUR TERRAPIN)




ชื่อวิทยาศาสตร์ Callagur borneoensis
เต่าลายตีนเป็ดเป็นเต่าที่เกือบจะสูญพันธุ์แล้วในเมืองไทย โดยทั่วไปจะพบอยู่บริเวณน้ำกร่อยแถบปากแม่น้ำ แต่กระดองหลังมีความยาว 60 เซนติเมตร มีน้ำหนัก 17 กก . กระดองส่วนท้องยาว 58 เซนติเมตร ถิ่นอาศัย เดิมพบอยู่ตามแม่น้ำ จึงคาดว่าเต่าชนิดนี้นาจะอาศัยอยู่ในน้ำจืดพบมากแถบจังหวัดใต้สุดของประเทศไทย เช่น นราธิวาส ปัตตานี กินสัตว์น้ำและพืช

เต่าจาน (Ranong Salt-water Turrapin)




ชื่อวิทยาศาสตร์ Batagur baska ranongensis
ลักษณะ กระดองรูปกลมแบน กระดองมีสีเทาดำ หัวและขาสีเทาขาว กระดองท้องมีสีขาวนวล แผ่นเกล็ดกระดองท้องใต้คอมีขนาดเล็ก แผ่นเกล็ดต้นขาหน้าขาหลังและเหนือทวารค่อนข้างแคบ แผ่นเกล็ดที่อกและที่ท้องมีขนาดใหญ่ ส่วนปลายของแผ่นเกล็ดใต้คอและแผ่นเกล็ดเหนือต้นคอยื่นไปข้างหน้าระดับเดียวกัน

 
 
Untitled Document
ด่านตรวจสัตว์น้ำ จังหวัดภูเก็ต ห้อง 203 อาคารคลังสินค้า ท่าอากาศยานภูเก็ต อ.ถลาง จ.ภูเก็ต 83000