ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา

สำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

login



จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday314
mod_vvisit_counterYesterday692
mod_vvisit_counterThis week2347
mod_vvisit_counterThis month11280
mod_vvisit_counterAll500442

online

เรามี 11 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

แบบสำรวจ

แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเวบไซด์
 

เวบไซด์เพื่อนสำนักฯ

Home การเลี้ยงปลาสวาย

การเลี้ยงปลาสวาย

ปลาสวายเป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ซึ่งพบเห็นอยู่ทั่วไป ทั้งในประเทศไทย เขมร และเวียดนาม สำหรับประเทศไทยมีผู้นิยมเลี้ยงปลาสวายทั้งในบ่อและในกระชัง จังหวัดที่เลี้ยงปลาสวายในกระชังกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ได้แก่จังหวัดอุทัยธานี และนครสวรรค์ โดยสร้างกระชังขนาดใหญ่เลี้ยงเรียงรายอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำ นับว่าเป็นปลาที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง เพราะเนื้อมีรสดี มีปริมาณมากสามารถปรุงแต่งเป็นอาหารได้หลายแบบหลายรส

 

รูปร่างลักษณะและนิสัย

ปลาสวายเป็นปลาที่อยู่ในสกุลเดียวกับปลาเทโพ เพราะมีรูปร่างขนาด ลักษณะ ตลอดจนความเป็นอยู่ไปในลักษณะเดียวกัน เป็นปลาที่ไม่มีเกล็ด ลำตัวเรียวยาว ลักษณะด้านข้างค่อนไปทางอวบกลมมีหลังข้างตรง ส่วนหน้าลาดลงถึงปาก และปากกว้างทู่มีหนวดสั้น ๆ 2 คู่ มีกระโดงครีบหลัง 1 อัน และครีบอกข้างละ 1 คู่ ปลายหางยาวและเว้าลึกเป็นแฉก หลังมีสีหม่นเข้ม ตามครีบจะมีสีเหลืองอ่อน ส่วนที่ปลายหางครีบหลัง และครีบอกจะมีสีค่อนข้างดำปลาเทโพ มีลักษณะส่วนสัดคล้ายคลึงกับปลาสวาย แต่ที่นับว่าแตกต่างใช้เป็นจุดสังเกตได้ง่าย ๆ คือ ปลาเทโพจะมีจุดกลมดำที่เหนือโคนครีบหู หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "หู" อีกข้างละหนึ่งจุด

นประเทศไทย แหล่งที่พบปลาสวายชุกชุมมากที่สุด อยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาโดยทั่วไป คือ มักพบเห็นตามแม่น้ำ ลำคลอง ตั้งแต่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรื่อยไปถึงจังหวัดนครสวรรค์ ปลาทั้งสองชนิดนี้มักจะว่ายรวมกันไปเป็นฝูง ๆ อยู่ในน้ำลึกซึ่งมีกระแสน้ำไหลถ่ายเทได้ชอบรวมกลุ่มพักอยู่ในที่ร่มใกล้พันธุ์ไม้น้ำ เช่น ตามใต้แพผักบุ้งที่มีกร่ำแพสนุ่น หรือใต้กอผักตบชวา ปลาสวายเป็นปลาที่ตื่นตกใจง่ายเมื่อถูกรบกวนหรือถูกทำอันตราย

 

ลักษณะเพศและการแพร่ขยายพันธุ์

ลักษณะเพศ ปลาสวายตัวผู้มีท้องเรียบไม่นูน พื้นท้องแข็งกว่าตัวเมีย ลักษณะช่องเพศเป็นรูปวงรี แคบเล็ก มีสีแดงอ่อน เมื่อใช้มือบีบที่ช่องเพศเบา ๆ จะมีน้ำเชื้อสีขาวไหลออกมาให้เห็นได้ชัด ส่วนตัวเมียมีลักษณะที่พอจะสังเกตได้ชัด คือบริเวณส่วนท้องอูมเป่ง กลมนูนออกมาเห็นได้ถนัด พื้นท้องมีผิวเนียนนิ่ม ลักษณะของช่องเพศ เป็นรูปรีมีขนาดกว้างใหญ่กว่าของตัวผู้ นอกจากนั้นตรงบริเวณช่องเพศยังมีลักษณะพองเป่งปรากฏเป็นสีแดงเข้มฤดูและแหล่งวางไข่ ปลาสวายจะวางไข่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติในบริเวณที่มีน้ำท่วมในฤดูน้ำมาก ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ไข่ปลาสวายจะฟักออกเป็นตัวในระยะเวลา 27-33 ชั่วโมงหลังจากวางไข่ ที่อุณหภูมิ 28-31 องศาเซลเซียส

 

จากการสอบถามผู้ที่ได้เคยทำการทดลองเลี้ยงปลาสวายในกระชัง และได้ทดลองเลี้ยงในบ่อ ปรากฏว่าทั้งปลาสวายและปลาเทโพจะไม่วางไข่แพร่พันธุ์ในบ่อหรือในกระชังที่เลี้ยงไว้เลย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปลาสวายจะไม่วางไข่ในบ่อและในกระชัง แต่ก็มีผู้นิยมเลี้ยงปลาสวายในบ่อและในกระชังกันมาก ทั้งนี้เพราะเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย กินง่าย โตเร็ว มีน้ำหนักมาก เนื้อมีรสอร่อย และในท้องตลาดจะมีผู้รับซื้อในราคาที่ดีพอสมควร

 

ชาวประมงที่เลี้ยงปลาสวายในบ่อ (หรือในกระชัง) จะต้องซื้อหาลูกปลาสวายขนาดเล็กประมาณ 5-12 เซนติเมตร มาจากแหล่งขายลูกปลา ลูกปลาสวายที่นำมาจำหน่าย ส่วนมากจะได้มาจากแหล่งต่าง ๆ ในลุ่มน้ำภาคกลาง เช่น ในท้องที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลพบุรี อุทัยธานี อ่างทอง นครสวรรค์และพิษณุโลก

 

การเก็บรวบรวมลูกปลาสวายจากแหล่งน้ำธรรมชาติ

การเก็บรวมรวมลูกปลาสวาย นิยมใช้เครื่องมือจับปลาแบบเครื่องกั้นที่เรียกว่า "ไซมาน" หรือแห และอาจใช้ลอบยืนได้ โดยใช้กล้วยสุกหรือปลาเน่า เป็นเหยื่อล่อ การจับลูกปลาสวายจากแหล่งน้ำธรรมชาตินี้จะจับลูกปลาได้มากในเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน แต่ถ้าปีใดมีฝนตกเร็วกว่าปกติ ก็จะจับลูกปลาได้เร็วขึ้น ปีไหนฝนตกชุกน้ำท่าบริบูรณ์ดีก็จะจับลูกปลาได้มาก เพราะลูกปลาสวายชอบผุดว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำอยู่เสมอ ๆ ฉะนั้นจะสังเกตเห็นได้ง่ายกว่าปลาชนิดอื่น ๆ ในเวลาที่ได้รับอาหารก็จะยิ่งผุดขึ้นบ่อยครั้ง

 

ปลาสวายไม่กระโดดขึ้นเหนือผิวน้ำจึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะเลี้ยงในกระชังเพราะถึงแม้ว่าปากของกระชังจะอยู่สูงกว่าระดับน้ำเล็กน้อย และไม่มีฝาปิดปากกระชังก็ตาม ปลาก็จะไม่กระโจมออก แต่การเลือกทำเลเลี้ยงในกระชังนี้ต้องอยู่ในแม่น้ำลำคลองที่ค่อนข้างสงบ ไม่มีเรือยนต์หรือเรือหางยาวสัญจรไปมามากนัก เพราะปลาสวายเป็นปลาที่ตื่นตกใจง่าย ฉะนั้นหากจะเลี้ยงในบ่อที่มีทางระบายน้ำถ่ายเทได้ดี นับว่าเหมาะกว่าเลี้ยงในกระชังตามแม่น้ำลำคลองซึ่งมีคลื่นรบกวนอยู่เนือง ๆ

 

การเลี้ยงปลาสวายในบ่อ

 การเลี้ยงปลาสวายควรจะพิจารณาและปฏิบัติดังต่อไปนี้

 

          1. บ่อ เนื่องจากปลาสวายเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ ศัตรูที่เป็นพวกปลาด้วยกันจึงมีน้อย เพราะส่วนมากปลาอื่น ๆ ที่มีอายุไล่เลี่ยกันจะมีขนาดของลำตัวเล็กกว่า ไม่อาจทำอันตรายปลาสวายได้      บ่อเลี้ยงปลาสวาย ควรเป็นบ่อขนาดใหญ่ มีระดับน้ำลึกประมาณ 2 เมตร ทำเลของบ่อเลี้ยงควรให้อยู่ใกล้หรือติดกับแม่น้ำลำคลอง หรือยู่ในที่ซึ่งมีทางน้ำไหลถ่ายเทได้ในบางโอกาส เมื่อน้ำเสียจะได้ถ่ายเทน้ำได้สะดวก บ่อเลี้ยงปลาสวายไม่จำเป็นต้องมีชานบ่อ เพราะปลาสวยไม่วางไข่ในที่ตื้นแต่ควรจะทำขอบบ่อให้เทลาดเล็กน้อย และมีชานคอยรับคันดินขอบบ่อไว้ มิให้ดินพังทลายลง ซึ่งจะเป็นเหตุทำให้บ่อตื้นเขิน อย่างไรก็ตาม คันดินขอบบ่อนั้นจะไม่มีเลยก็ได้บ่อที่ติดต่อกับทางน้ำอื่น ๆ ได้ควรสร้างบานประตูสอดตะแกรง เพื่อให้น้ำไหลถ่ายเทได้สะดวก บานประตูนี้ควรกว้างไม่น้อยกว่าช่องละ 1 เมตร      ส่วนบานตะแกรงที่สอดกับบานประตูควรทำด้วยไม้ไผ่สานที่แน่นหนาแข็งแรงบานตะแกรงที่ใช้ควรมีตาตะแกรงขนาดเล็ก เพื่อป้องกันมิให้ลูกปลาเล็ดลอดหนีออกไป และเป็นการป้องกันศัตรู คือปลาที่ใหญ่กว่ามิให้เข้ามาในบ่อ เมื่อปลาที่เลี้ยงไว้มีขนาดโตขึ้นแล้ว ควรเปลี่ยนบานตะแกรงใหม่ให้ขนาดของตาตะแกรงใหญ่ขึ้น ปลาอื่น ๆ ที่อาจจะลอดตาตะแกรงเข้ามาในบ่อในระยะนี้นอกจากจะเป็นอาหารของปลาสวายแล้ว ผู้เลี้ยงยังอาจจะจับขึ้นมาจำหน่ายพร้อมปลาสวายได้อีกด้วย เพราะปลาอื่น ๆ ที่เข้ามาอาศัยตั้งแต่มีขนาดตัวเล็ก ๆ เช่น ปลาตะเพียนหรือปลาดุก ฯลฯ จะเจริญเติบโตไปพร้อม ๆ กับปลาสวายที่เลี้ยงไว้

 

          2. น้ำ น้ำที่จะใช้เลี้ยงปลาสวาย จะต้องเป็นน้ำที่จืดสนิท ถ้าเป็นน้ำกร่อยหรือมีรสเฝื่อน ปลาจะไม่เติบโตเท่าที่ควร

 

          3. พันธุ์ปลา การเลือกพันธุ์ปลาที่จะนำมาเพาะเลี้ยง ควรคัดปลาที่ไม่มีแผล ตาไม่บอด ไม่เป็นปลาที่แคระพิการ ปลาที่มีแผลนั้น หากปล่อยลงเลี้ยงอาจจะทำให้เกิดเชื้อโรคระบาดติดต่อตัวอื่น ๆ ได้ ส่วนปลาที่ตาบอด (สังเกตตรงตามีจุดฝ้าขาว) ก็จะมองไม่เห็นอาหารที่ผู้เลี้ยงให้ ปลาจะได้กินบ้าง ไม่ได้กินบ้าง ทำให้ไม่เจริญเติบโต และอาจเจ็บตาย

 

ที่นับว่าสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การคัดพันธุ์ปลาลงเลี้ยงในบ่อต้องคัดปลาที่มีขนาดโตไล่เลี่ยกัน ปล่อยลงเลี้ยงในบ่อเดียวกัน เพราะหากปลามีขนาดตัวแตกต่างกันมาก ปลาที่มีขนาดโตกว่าจะแย่งกินอาหารจากปลาตัวเล็กเสมอ

 

อนึ่ง การเลี้ยงปลาสวายในบ่อนี้ ผู้เลี้ยงสามารถที่จะเลี้ยงปลาดุกในบ่อเดียวกันกับปลาสวายได้ เพราะไม่มีอันตรายต่อกัน อกจากนี้ปลาดุกยังช่วยกินเศษอาหารที่เหลือจากปลาสวายได้อีกด้วย แต่การเลี้ยงปลาดุกปนกับปลาสวาย จะต้องกำหนดอัตรา คือปลาดุก 1 ตัว ต่อปลาสวาย 2 ตัว

 

          4. อัตราการปล่อยปลา การเลี้ยงปลาสวายในบ่อ ควรปล่อยปลาสวายอัตรา 1 ตัว ต่อเนื้อที่ผิวน้ำ 1 ตารางเมตร

 

          5. อาหาร ปลาสวายเป็นปลาที่ไม่เลือกอาหาร กินอาหารง่าย กินได้ทั้งเนื้อสัตว์และพืชผัก จากการสังเกตของผู้เลี้ยงหลายราย      ปรากฏว่าปลาสวายชอบกินอาหารพวกเนื้อสัตว์มากว่าพืชผัก อาหารที่ว่านี้ ได้แก่พวกปลาเล็ก ๆ เช่น ปลาสร้อย หรือปลาไส้ตัน ทั้งสดและที่ตายแล้ว โดยวิธีสับหรือบดให้ละเอียดเสียก่อน นอกจากนี้ปลาสวายยังชอบกินพวกรำผสมปนกับผักบุ้งอีกด้วย

 

ชนิดอาหารของปลาสวาย แยกได้ดังนี้ คือ

(ก) อาหารธรรมชาติที่มีอยู่ในบ่อเลี้ยง ซึ่งได้แก่ พวกพืชและสัตว์เล็ก ๆ ที่อยู่ในน้ำ เช่น ตะไคน้ำ แหน ตัวอ่อนของแมลง ตัวแมลงเล็ก ๆ ลูกหอย ไส้เดือน หนอน ฯลฯ

(ข) อาหารสมทบที่ควรให้เพิ่มเติม เนื่องจากอาหารธรรมชาติซึ่งมีอยู่ในบ่อไม่เพียงพอกับจำนวนปลาที่เลี้ยง และปลาเองก็เจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อัตราการกินอาหารแต่ละตัวก็เพิ่มขึ้น ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องให้อาหารสมทบเพิ่มเติม เพื่อการเร่งให้ปลามีอัตราการเจริญเติบโตเร็วขึ้นอาหารสมทบ ได้แก่

- พวกผักต่าง ๆ และแหน ได้แก่ ผักบุ้ง ผักกาดและเศษผักต่าง ๆ ใช้โปรยให้กินสด ๆ ไม่ควรต้มให้สุก

- ใบแค สับให้ละเอียดแล้วโปรยให้กินสด ๆ

- รำ ใช้คลุกปนกับน้ำข้าวที่เย็นแล้ว หรือจะปนกับผักและปลาป่นได้ก็ยิ่งดี คลุกเคล้าให้เข้ากันดีและปั้นเป็นก้อนแล้วโยนให้กิน

- ปลายข้าว ใช้ต้มแล้วปนกับผักหรือปลาป่นก็ได้ แต่ผักและปลาป่นนั้นไม่ต้องต้ม ปั้นเป็นก้อนโยนให้กิน

- กากถั่วเหลือง ทำให้ละเอียดผสมกับรำโปรยให้กินดิบ ๆ

- กากมะพร้าวโปรยให้กินดิบ ๆ หรือจะคั่วเก็บไว้ใช้มื้ออื่นที่ขาดแคลนอาหาร

- เศษเนื้อสัตว์ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วโยนให้กินดิบ ๆ

- พวกหอยต่าง ๆ ทุบเปลือกแล้วแกะเอาแต่เนื้อให้กินสด ๆ

- ปลาต่าง ๆ ถ้าเป็นปลาใหญ่ แกะเนื้อปลาสับเป็นชิ้น ๆ แต่ถ้าเป็นปลาเล็ก เช่น ปลาสร้อย ปลาแปบ ปลาซิว ก็ให้ทั้งตัว (ระยะที่ปลาสวายมีขนาดตัวโตขึ้นมากแล้ว)      ถ้ายังเป็นระยะที่ปลาสวายยังตัวเล็ก ๆ หรือช่วงที่เริ่มปล่อยลงเลี้ยงแรก ๆ นั้น อาหารพวกเนื้อปลาเหล่านี้ต้องสับหรือบดให้ละเอียดพวกอาหารสมทบดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ไม่ควรนำไปต้ม หรือทำให้สุกเพราะการต้มหรือทำให้สุกนั้น เป็นการทำลายคุณค่าทางอาหารให้ลดน้อยลงไปโดยใช่เหตุวิธีการให้อาหาร การให้อาหารปลาสวายควรให้เป็นเวลา เพื่อปลาจะได้เคยชินและเชื่องเร็วขึ้น ควรให้อาหารวันละ 2 ครั้ง ในเวลาเช้าและเวลาเย็น อาหารที่ให้แต่ละมื้อ ต้องสังเกตว่าเพียงพอหรือไม่ ควรสังเกตอาการฮุบอาหารของปลา ถ้าโยนอาหารลงไปตอนหลัง ๆ พบว่าปลาไม่โผล่ขึ้นมาฮุบอีก ก็แสดงว่าปลาสวายเริ่มอิ่ม      ไม่ต้องให้อาหารอีกต่อไปการให้อาหารปลาสวาย ต้องให้ปริมาณมากขึ้นตามลำดับ เพราะปลาต่างก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และต้องการปริมาณอาหารมากขึ้น ยิ่งในระยะเวลาที่ใกล้จะจำหน่ายอาหารที่ให้ควรจะปนกับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ข้าวสุก จะช่วยทำให้ปลาสวายอ้วนและมีน้ำหนักดีกว่าให้อาหารจำพวกผักแต่อย่างเดียว

 

การเจริญเติบโต

ปลาสวายที่เลี้ยงในบ่อและในกระชัง ประมาณ 1 ปี จะได้ปลาที่มีน้ำหนักตัวละประมาณ 1.3 กิโลกรัม ถ้าเลี้ยงนาน 3 ปี อาจจะได้ปลาสวายขนาดความยาว 3 ฟุต น้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัม

 

การจับและการลำเลียง

การจับปลาสวายที่เลี้ยงเพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หรือจับขึ้นเพื่อจำหน่ายสู่ท้องตลาดก็ดี การใช้เครื่องมือจับปลาจะต้องระวังให้มาก เพราะปลาสวายเป็นปลาที่ตื่นกลัวตกใจง่าย ถ้าตกใจก็จะไม่ยอมกินอาหารไปหลายวัน ฉะนั้นในการจับปลาด้วยสวิงหรือแห ปลาที่ติดเครื่องมือแล้วไม่ควรปล่อยลงไปปนกับปลาที่เลี้ยงไว้อีก เพราะปลาที่ถูกจับขึ้นมาแล้วจะตื่นตกใจหากปล่อยลงเลี้ยงใหม่มันจะไม่กินอาหาร และพลอยทำให้ตัวอื่นตกใจไปด้วยและในการจับปลาจำหน่ายก็ควรจำหน่ายเป็นจำนวนมาก ๆ ไม่ควรจำหน่ายครั้งละเล็กน้อย เพราะปลาที่ถูกจับทีหลังมักไม่ค่อยกินอาหาร ทำให้น้ำหนักตัวลดลง

 

การจับปลาจำนวนมาก ๆ ควรใช้อวนหรือเฝือกล้อมสกัด ควรแบ่งตอนของบ่อที่เลี้ยงให้พอเหมาะ เพื่อป้องกันมิให้ปลาในบริเวณซึ่งเหลืออยู่มีอาการตื่นตกใจตามไปด้วยส่วนการลำเลียงขนส่งปลาสวายนั้น หากสามารถลำเลียงทางน้ำจะได้ผลดีกว่าทางบกมาก เพราะการขนส่งทางบกจะทำให้การถ่ายเทน้ำจากภาชนะไม่สะดวก ปลาสวาย  เป็นปลาที่มีเมือกมาก ทำให้น้ำที่หล่อเลี้ยงเกิดเมือกมีกลิ่นคาวจัด ซึ่งเป็นสาเหตุให้ปลาตายเร็ว ดังนั้นจะต้องทำการถ่ายเทน้ำออกบ่อย ๆ แต่การลำเลียงขนส่งทางน้ำโดยใช้เรือ จะทำการถ่ายเทน้ำได้สะดวกกว่า อัตราการรอดตายจึงมีมากกว่า

 

สำหรับผู้เลี้ยงปลาสวายในกระชัง ในกรณีที่ผู้เลี้ยงสามารถลำเลียงปลาสวายด้วยกระชังออกสู่ตลาดได้เลย โดยปล่อยกระชังล่องลอยมาตามกระแสน้ำ ปลาจะไม่มีอาการบอบช้ำ แต่ไม่ควรใช้เรือยนต์ลากจูง เพราะจะทำให้น้ำในกระชังปั่นป่วน ปลาจะว่ายเลาะข้างกระชัง ทำให้ปากเป็นแผลและนัยน์ตามักจะบอด ทำให้ปลาอ่อนแอมีโอกาสตายได้ง่าย ที่สำคัญที่สุดก็คือ ปลาลักษณะเช่นนี้จะขายได้ในราคาซึ่งไม่คุ้มทุน

 

ปลาประจำหน่วยงาน

ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์

ข้อมูลจังหวัดพะเยา

โครงการแลกเปลี่ยนปลาซักเกอร์