ปลากดคัง


ปลากดแก้ว หรือปลากดคัง กดหางแดง กดข้างหม้อ กดเขี้ยว มีชื่อสามัญว่า Red tail Mystus และมีชื่อวิทยา ศาสตร์ว่า Mystus ruckioides ปลากดคังเป็นปลาเศรษฐกิจ เนื่องจากมีรสชาติดี มีราคาจำหน่ายค่อนข้างสูง พบแพร่กระจายกว้างขวางและมีถิ่นอาศัยในแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วไป ปัจจุบันศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพิษณุโลกสามารถผลิตลูกปลาได้เป็นจำนวนมาก


ลักษณะทั่วไป
ปลากดคัง เป็นปลาที่มีรูปร่าง ยาวเพรียว ส่วนหัวแบนกว้าง ด้านบนของหัวเรียบ ลำตัวด้านบนมีสีม่วง-เทาปนดำส่วนท้องขาว ปากกว้าง จงอยปากทู่ ตำแหน่งของปากอยู่ต่ำ ฟันคม ตาไม่มีเยื่อหุ้มและอยู่ระดับเดียวกับมุมปาก มีหนวด 4 คู่ ครีบหูมีสีเทาดำ ครีบหางเว้าลึกแฉกบนยาวกว่าแฉกล่าง ครีบหางมีสีแดงเข้มมากกว่าครีบอื่นๆ ปลากดคังจัดเป็นปลาขนาดใหญ่ ในธรรมชาติพบปลาขนาดตั้งแต่ 1-3 กก. ความยาว 30-50 ซม. ขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยพบ ความยาว 150 ซม. น้ำหนัก 30 กก.


การแพร่กระจาย
ในประเทศไทยพบ ใน แม่น้ำน่าน ยม ปิง เจ้าพระยา แม่กลอง ท่าจีน แควน้อย ตลอดจนอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่างๆ เช่น เขื่อนสิริกิติ์ ภูมิพล รัชชประภา ในต่างประเทศพบที่ ลาว กัมพูชา พม่า และจีน


ความแตกต่างระหว่างเพศ
แม่พันธุ์ปลา ช่องเพศมีลักษณะกลมนูนสีแดงจะมีส่วนท้องอูม และอ่อนนิ่ม ในฤดูวางไข
พ่อพันธุ์ มีรูปร่างลำตัวเรียวยาว มีติ่งเพศยาวสีชมพูเรื่อๆ ไม่สามารถรีดน้ำเชื้อออกมาได้
ปลาพ่อแม่พันธุ์ ควรมีขนาด 2-3 กก.ขึ้นไป


การเพาะพันธุ์ปลากดคัง
ปลากดคังสามารถเพาะพันธุ์ได้โดยวิธีฉีดฮอร์โมนผสมเทียม โดยพ่อแม่พันธุ์ที่ใช้ในการเพาะพันธุ์อาจเป็นปลาที่รวบรวมจากแหล่งน้ำธรรมชาติและนำมาเลี้ยงให้มีความสมบูรณ์เพศในบ่อดิน หรือเป็นปลาที่คัดเลือกมาจากลูกปลาที่เลี้ยงในบ่อดินที่มีลักษณะเด่นนำมาเลี้ยงให้เป็นพ่อแม่พันธุ์ก็ได้อัตราการปล่อยพ่อแม่พันธุ์ปลาลงเลี้ยงในบ่อดิน 1 ตัว/ 6 ตารางเมตร ให้อาหารเม็ดที่มีโปรตีนไม่ต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต โดยพ่อแม่พันธุ์จะมีความสมบูรณ์เพศสามารถนำมาเพาะพันธุ์ได้ในช่วงระหว่างเดือน พฤษภาคม ถึง เดือน กันยายน ชนิดของฮอร์โมนที่ใช้ในการฉีดกระตุ้นให้แม่ปลาวางไข่คือ ฮอร์โมนสังเคราะห์ buserelin acetatae ที่มีชื่อทางการค้าว่า suprefact ใช้ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ domperidone ที่มีชื่อทางการค้าว่า motilium การฉีดฮอร์โมนสามารถแบ่งได้ทั้งการฉีดครั้งเดียว และสองครั้ง ตำแหน่งที่ฉีดฮอร์โมนคือบริเวณกล้ามด้านข้างลำตัว หรือบริเวณช่องท้อง การฉีดครั้งเดียวใช้อัตราความเข็มข้นของฮอร์โมนสังเคราะห์ 15-20 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ร่วมกับยาสัมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สามารถนำแม่ปลามารีดไข่ผสมเทียมได้ในเวลา 12.00 – 15.00 ชั่วโมง ส่วนการแบ่งฉีดสองครั้งในอัตราความเข้มข้นของฮอร์โมนสังเคราะห์ครั้งแรก 5 ไมโครกรัม/กิโลกรัม เว้น 6 ชั่วโมง ครั้งที่สอง 15 ไมโครกรัม/กิโลกรัม การฉีดฮอร์โมนทุกครั้งใช้ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สามารถนำแม่ปลามารีดไข่ผสมเทียมได้ในเวลา 06.00 – 09.30 ชั่วโมง หลังจากฉีดฮอร์โมนครั้งที่สองการผสมเทียมใช้วิธีแห้ง เมื่อแม่ปลาพร้อมวางไข่ให้นำมารีดไข่ใส่ภาชนะที่เตรียมไว้แล้วผ่าท้องปลาเพศผู้เพื่อนำถุงน้ำเชื้อมาบดผสมกับไข่ของแม่ปลาแล้วใช้ขนไก่คนให้ทั่ว ล้างด้วยน้ำสะอาดแล้วจึงนำไปฟักในภาชนะที่เตรียมไว้สำหรับให้ไข่ติดแขวนลอยอยู่ในบ่อเพาะฟักที่มีหลังคาปกคลุม การเทไข่พยายามให้ไข่กระจายไปทั่ว ๆ อย่าให้ไข่กองทับกัน ซึ่งจำทำให้ไข่เสียไข่ปลากดคัง เป็นไข่จมติดมีสารเหนียวห่อหุ้มมีขนาด 2.25 มิลลิลิตรไข่ดีจะมีสีเหลืองใส ส่วนไข่เสียจะเป็นสีขาวขุ่นที่อุณหภูมน้ำ 27 องศาเซลเซียส ไข่จะฟักออกเป็นตัวเวลา 30-32 ชั่วโมง ลูกปลาที่ฟักออกเป็นตัวมีขนาดความยาว 5-6 มิลลิเมตร

การอนุบาลลูกปลากดคัง
ลูกปลาออกมาจากไข่แดงกลมใหญ่ติดตัวมาด้วยทำให้ลูกปลาสามารถใช้อาหารจากไข่แดงในระยะแรก และใช้เวลา 3 วัน จึงดูดซับไข่แดงหมดและเริ่มกินอาหาร ใช้เวลาในการพัฒนาจนมีลักษณะเหมือนตัวเต็มวัยเป็นเวลา 10 วัน และมีขนาดความยาวเฉลี่ย 2.2 เซนติเมตร

การอนุบาลลูกปลากดคังแบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ การอนุบาลลูกปลาวัยอ่อนระยะหลังจากไข่แดงยุบ และการอนุบาลลูกปลาวัยรุ่น


การอนุบาลลูกปลาวัยอ่อน
ลูกปลาเริ่มกินอาหารได้เมื่ออายุ 4 วัน มีความยาวเฉลี่ย 1.0 เซนติเมตร มีปากกว้างมากชอบอยู่เป็นกลุ่มตามบริเวณขอบและมุมด้านบนของภาชนะ สำหรับภาชนะที่ใช้ในการอนุบาลลูกปลานั้นใช้ได้ทั้งในตู้กระจก บ่อปูน และถังไฟเบอร์กลาส ที่ตั้งอยู่ในโรงเรือนที่กำบังแดดและฝน ภายในติดตั้งอุปกรณ์ให้อากาศตลอดเวลา มีการดูดตะกอนและถ่ายเทน้ำสม่ำเสมอ อาหารที่จะใช้อนุบาลลูกปลาในระยะแรกนั้น จะแตกต่างกันตามระยะของลูกปลา โดยในการอนุบาลที่เริ่มกินอาหารจนถึงมีอายุ 10 วัน นั้น จะเป็นช่วงที่ลูกปลาต้องการอาหารที่มีลักษณะพิเศษเนื่องจากลูกปลาในระยะแรกมีขนาดเล็กและอวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะอวัยวะรับสัมผัสยังไม่พัฒนาดี ดังนั้นอาหารเริ่มต้นของลูกปลาระยะนี้จะต้องมีขนาดพอดีกับปากลูกปลา มีปริมาณมากพอและกระจายทั่วถึงที่ลูกปลาจะพบได้ง่าย จะต้องมีคุณค่าทางอาหารครบถ้วนและลูกปลาสามารถย่อยได้ ลูกปลากดวัยอ่อนที่ไข่แดงยุบแล้วมักหากินอาหารที่เหมาะสำหรับอนุบาลลูกปลากดคังวัยอ่อน การอนุบาลลูกปลากดคังด้วยไรแดงเป็นระยะเวลา 10 วัน อัตราการปล่อย 3-5 ตัว/ปริมาณน้ำ 1 ลิตร หรือประมาณ 300-500 ตัว/ตารางเมตร ลูกปลาจะโตได้ขนาดความยาว 1 นิ้วน้ำหนัก 0.1–0.2 กรัม อัตราการรอดตายในระยะนี้อยู่ระหว่าง 75.0 – 80.0 % ในกรณีที่ไม่สามารถหาไรแดงมาอนุบาลลูกปลาได้ ก็สามารถใช้อาหารเทียมมาอนุบาลลูกปลาได้ แต่ควรระวังในการใช้เนื่องจากมักเกิดปัญหาน้ำเน่าเสียได้ เช่น อาหารผงสำเร็จรูป สำหรับลูกปลาวัยอ่อนโปรตีนประมาณ 40% และอาหารเม็ดสำหรับกุ้งก้ามกรามวัยอ่อนสามารถใช้เป็นอาหารเริ่มแรกสำหรับลูกปลากดคังวัยอ่อนทดแทนไรแดงได้ แต่จะมีการเจริญเติบโตต่ำกว่า โดยการอนุบาลลูกปลากดคังด้วยอาหารสมทบ ดังกล่าวจากลูกปลาอายุ 3 วัน จนลูกปลาอายุ 10 วันอัตราการปล่อย 5 ตัว/ปริมาตรน้ำ 1 ลิตร หรือประมาณ 300-500 ตัว/ตารางเมตร ลูกปลาจะโตได้ขนาดความยาว 1.2-1.3 เซนติเมตร น้ำหนัก 0.020.02-0.025 กรัม อัตราการรอดตายในระยะนี้อยู่ระหว่าง 75.0-85.0 % และนำไปอนุบาลต่อในบ่อปูนขนาดตั้งแต่ 3-70 ตารางเมตร ให้อาหารผงสำหรับลูกปลาวัยอ่อนโปรตีน 40% และอาหารเม็ดลอยน้ำสำหรับลูกปลาวัยอ่อนโปรตีน 40% วันละ 4 ครั้ง ใช้ระยะเวลาในการอนุบาลอีก 10 วัน ลูกปลามีอายุ 20 วันจะเจริญเติบโตจนได้ขนาดความยาวเฉลี่ย 2.25 เซนติเมตร มีน้ำหนักเฉลี่ย 0.12-0.15 กรัม มีอัตรารอดตาย80.0-90.0 % และนำไปอนุบาลในบ่อปูนด้วยอัตราความหนาแน่น 800-1,600 ตัว/ลูกบาศก์เมตร ให้อาหารเม็ดลอยน้ำสำหรับลูกปลาวัยอ่อนโปรตีน 40% วันละ 4 ครั้ง เป็นระยะเวลา 15 วันรวมลูกปลามีอายุ 35 วัน จะเจริญเติบโตจนได้ขนาดความยาวเฉลี่ย 2 นิ้ว น้ำหนัก 1.0-1.2 กรัม มีอัตรารอดตาย 75-95 % ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมในการนำไปอนุบาลให้ได้ขนาดวัยรุ่นต่อไปได้

ลูกปลากดคังอายุ 3 วัน

การอนุบาลลูกปลาขนาดวัยรุ่น
การอนุบาลลูกปลากดคังขนาดวัยรุ่น เป็นการอนุบาลลูกปลาจากขนาด 2 นิ้ว จนได้ขนาด 4-6 นิ้วซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมต่อการนำไปเลี้ยงไห้ได้ขนาดตลาดต่อไปนั้นสามารถอนุบาลได้ทั้งในบ่อปูนและในบ่อดิน บ่อปูนควรมีขนาดไม่ต่ำกว่า 15 ตารางเมตร ส่วนการอนุบาลลูกปลาในบ่อดินนั้นจะมีอัตรารอดตายต่ำกว่าและขนาดของลูกปลาไม่สม่ำเสมอกัน การอนุบาลลูกปลาในบ่อปูนขนาด 70 ตารางเมตร ที่ติดตั้งอุปกรณ์ให้อากาศและเปิดน้ำไหลผ่านในอัตรา 10 ลิตร/นาที อัตราการปล่อย 10-40 ตัว/ตรารางเมตร ให้อาหารผงสำหรับลูกปลาวัยอ่อนโปรตีน 40 % ในอัตรา 10 % ของน้ำหนักตัวปลา วันละ 2 ครั้ง ระยะเวลาในการอนุบาล 60 วัน จะได้ลูกปลามีน้ำหนักเฉลี่ย 15.0-20.0 กรัม ความยาวเฉลี่ย 5-6 นิ้ว อัตรารอดตาย 90 % การอนุบาลในบ่อดินขนาด 500 ตารางเมตร อัตราการปล่อย 5-10 ตัว/ตารางเมตร ปล่อยลูกปลาจำนวน 2,500-5,000 ตัว ให้อาหารผงสำหรับลูกปลาวัยอ่อนโปรตีน 40% ในเดือนแรก ในอัตรา 10% ของน้ำหนักตัวปลาต่อวัน และอาหารเม็ดลอยน้ำสำหรับลูกปลาดุกโปรตีน 35% วันละ 2 ครั้ง ในเดือนที่สองระยะเวลาในการอนุบาล 60 วัน จะได้ลูกปลามีน้ำหนักเฉลี่ย 15.0-20.0 กรัม ความยาวเฉลี่ย 3-6 นิ้ว อัตรารอดตาย 67.0-75.0%


การเลี้ยงปลากดคัง
ปลากดคัง สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินและในกระชังในอ่างเก็บน้ำหรือในแม่น้ำ ใช้อาหารปลาสด เช่น ปลาทะเลสด ปลาน้ำจืดเบญจพรรณ และอาหารสมทบที่เป็นอาหารสำเร็จรูปเช่น อาหารปลาดุก ที่หาได้ง่ายและมีจำหน่ายในท้องตลาด แบ่งการเลี้ยงปลาออกเป็น 2 ช่วง คือการเลี้ยงปลาขนาดวัยรุ่น และการเลี้ยงปลาให้เป็นขนาดตลาด

50-100 กรัม/ตัว) อัตรารอดตาย 80-90% อัตราการแลกเนื้อ 4.2 ต้นทุนการผลิตต่อกิโลกรัมเฉลี่ย 135-4.5 บาท ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยเฉลี่ย 6.30 บาท/ตัว
การเลี้ยงปลากดคังในบ่อดินขนาด 500 ตารางเมตร ในอัตราความหนาแน่น 2 ตัว/ตารางเมตร (จำนวน 1,000 ตัว) ปล่อยลูกปลากดคังขนาด 6 นิ้ว น้ำหนักเฉลี่ย 15-20 กรัม (ราคาจำหน่ายตัวละ 5 บาท) ให้อาหารเม็ดปลาดุกเล็กเป็นเวลา 30 วัน และอาหารกุ้งก้ามกรามเป็นเวลา 90 วัน วันละ 2 ครั้ง ระยะเวลา การเลี้ยง 4 เดือน
ได้ผลผลิตปลา 150.8 กิโลกรัม (ปลาขนาดตั้งแต่ 0.2-0.4 กิโลกรัม/ตัว จำนวน 119.1กิโลกรัม และปลาขนาด 0.1-0.2 กิโลกรัม/ตัว จำนวน 31.7 กิโลกรัม) อัตรารอดตาย 74.6% อัตราการแลกเนื้อ 1.19 ต้นทุนการผลิตต่อกิโลกรัมเฉลี่ย 82.08 บาท ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยเฉลี่ย 16.59 บาท/ตัว
การเลี้ยงในบ่อดินขนาด 500 ตารางเมตร ปล่อยลูกปลากดคังขนาด 6 นิ้ว น้ำหนักเฉลี่ย 15-20 กรัมในอัตราความหนาแน่น 1 ตัว/ตารางเมตร (จำนวน 500 ตัว) ให้อาหารเม็ดปลาดุกเล็กเป็นเวลา 30 วัน และอาหารกุ้งก้ามกรามเป็นเวลา 90 วัน วันละ 2 ครั้ง ระยะเวลาการเลี้ยง 4 เดือน ได้ผลผลิตปลา 74.7 กิโลกรัม (ปลาขนาดตั้งแต่ 0.2-0.4 กิโลกรัม/ตัว จำนวน 61.2 กิโลกรัม และปลาขนาด 0.1-0.2 กิโลกรัม/ตัว จำนวน 13.5 กิโลกรัม) อัตรารอดตาย 85.8% อัตราการแลกเนื้อ 1.24 ต้นทุนการผลิตต่อกิโลกรัมเฉลี่ย 106.45 บาท ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยเฉลี่ย 18.54 บาท/ตัว


การเลี้ยงปลาขนาดตลาด
การเลี้ยงปลากดคังในบ่อดินขนาด 1,000 ตารางเมตร ในอัตราความหนาแน่น 1.1 ตัว/ตารางเมตร (จำนวน 1,100 ตัว) ปล่อยลูกปลากดคังขนาด 6 นิ้ว น้ำหนักเฉลี่ย 15-20 กรัม ให้อาหารเม็ดปลาดุกวันละ 2 ครั้ง ระยะเวลาการเลี้ยง 8 เดือน ได้ผลผลิตปลา 370.1 กิโลกรัม (ปลาขนาดตั้งแต่ 0.4-0.7 กิโลกรัม/ตัว จำนวน 221.7 กิโลกรัม และปลาขนาด 0.3-0.4 กิโลกรัม จำนวน 148.7 กิโลกรัม) อัตรารอดตาย 94.9% มีอัตราการแลกเนื้อประมาณ 2.5 การเลี้ยงปลากดคังร่วมกับปลานิลในบ่อดินขนาด 1,000 ตารางเมตร ปล่อยปลาลงเลี้ยงในอัตรา 0.5 ตัว/ตารางเมตร โดยการปล่อยลูกปลาจำนวน 500 ตัว ให้อาหารเม็ดปลาดุกวันละ 2 ครั้ง ระยะเวลาการเลี้ยง 8 เดือน ได้ผลผลิตปลากดคัง 413.3 กิโลกรัม (ปลาขนาดตั้งแต่ 0.4-0.7 กิโลกรัม/ตัว จำนวน 282.5 กิโลกรัม และปลาขนาด 0.3-0.4 กิโลกรัม/ตัว จำนวน 130.8 กิโลกรัม ) ผลผลิตปลานิล 200 กิโลกรัม (ปลาขนาด 0.5-1.5 กิโลกรัม/ตัว) และได้ลูกปลานิลขนาด 3-5 เซนติเมตร จำนวน 20,000 ตัว อัตรารอดตายของปลากดคัง 97.1% และอัตราการแลกเนื้อประมาณ 2.0


การเลี้ยงในกระชัง
การเลี้ยงปลากดคังในกระชัง ในแม่น้ำน่าน จังหวัดนครสวรรค์ เลี้ยงในกระชังไม้เนื้อแข็งขนาด
6x2x2 เมตร จำนวน 3 กระชัง ปล่อยลูกปลากดคังขนาด 2 นิ้ว (ราคาจำหน่ายตัวละ 5 บาท) ค่าพันธุ์ปลา 15,000 บาท ในอัตรา 1,000 ตัว/กระชัง ให้อาหาร ปลาทะเลบด วันละ 2 ครั้ง ค่าอาหารปลา 100,000 บาท (กิโลกรัมละ 6-7 บาท) ระยะเวลาการเลี้ยง 1 ปี ได้ผลผลิตปลา 1,000 กิโลกรัม/กระชัง (รวม 3,000 กิโลกรัม) ปลาขนาดเฉลี่ย 1.2-1.5 กิโลกรัม/ตัว อัตราแลกเนื้อ 3.5-4.0 กำไรสุทธิ ประมาณ 40,000 บาท/กระชัง การเลี้ยงปลากดคังในกระชัง ในอ่างเก็บน้ำแม่ถาง จังหวัดแพร่ เลี้ยงในกระชังอวนขนาด 5x5x2 เมตร ปล่อยลูกปลากดคังขนาด 4 นิ้ว ในอัตรา 400 ตัว/กระชังให้อาหารเม็ดปลาดุกวันละ 2 ครั้ง ระยะเวลาการเลี้ยง 10 เดือน ได้ผลผลิตปลา 400 กิโลกรัม/กระชัง ปลาขนาดเฉลี่ย 1.0-1.2 กิโลกรัม/ตัว การเลี้ยงปลากดคังในกระชังที่แขวนลอยไว้ในบ่อดินขนาด 2 ไร่ จังหวัดสงขลา เลี้ยงในกระชังอวนขนาด 5x5 เมตร ปล่อยลูกปลากดคังขนาด 2 นิ้ว จำนวน 700 ตัว/กระชัง (30 ตัว/ตารางเมตร) ในปลาขนาดเล็กให้อาหารเม็ดปลาดุกเสริมด้วยเนื้อปลาบดวันละ 2 ครั้ง เมื่อปลามีขนาด 5 นิ้ว ให้ปลาทะเลสับเป็นอาหารวันละ 2 ครั้ง ในอัตรา 3-5 % ของน้ำหนักตัว ระยะเวลาการเลี้ยง 6 เดือน ได้ผลผลิตปลา 300-400 กิโลกรัม/กระชัง ปลาขนาดเฉลี่ย 0.4-0.5 กิโลกรัม/ตัว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
เรื่องการเพาะพันธุ์ การอนุบาล และการเลี้ยงได้ที่
ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพิษณุโลก
055 369065 หรือ 09 9451257