คำนำ
ปลาจีนเป็นชื่อที่ใช้เรียกปลา
3 ชนิด คือ ปลาเฉาหรือเฉาฮื้อ หรือปลากินหญ้า ปลาลิ่นหรือปลาลิ่นฮื้อ
หรือปลาเกล็ดเงิน และปลาซ่งหรือซ่ง ฮื้อหรือปลาหัวโต ปลาทั้งสามชนิดนี้เป็นปลาที่นำเข้ามาจากประเทศจีน
เมื่อนำมาเลี้ยงในประเทศไทย พบว่า ปลาทั้งสามชนิดนี้เจริญเติบโตได้ดีโดยเฉพาะ
การเลี้ยงในบ่อที่มีขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ปลาจะไม่วางไข่ในบ่อเลี้ยง
จึงจำเป็นต้องเพาะพันธุ์ดดยวิธีการฉีดฮอร์โมนผสมเทียม
แหล่งกำเนิด
ปลาจีน
มีแหล่งกำเนิดอยู่ในภาคกลางและภาคใต้ของประเทศญี่ปุ่น แถบลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง
ลักษณะทั่วไป
ในบรรดาปลาจีนทั้ง
3 ชนอดนี้ ปลาลิ่นและปลาซ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกันมากที่สุด จะสังเกตุความแตกต่างได้จากลักษณะของหัว
ซึ่งปลา ซ่งมีหัวค่อนข้างโตเมื่อเทียบกับลำตัว จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า
ปลาหัวโต (Bighead carp) ไม่มีสันบริเวณท้อง ตรงข้ามกับปลาลิ่นซึ่งมีหัวขนาดเล็ก
กว่าและมีสันแหลมบริเวณท้อง ปลาทั้งสองชนิดนี้มีเกล็ดสีเงินแวววาว
แต่บางครั้งเกล็ดของปลาซ่งจะมีสีดำเป็นจุดอยู่บนเกล็ดบางส่วน สำหรับปลาเฉานั้นมี
เกล็ดขนาดใหญ่ นอกจากนั้นลำตัวยังกลมและยาวมากกว่า ส่วนหลังมีสีดำน้ำตาล
ส่วนท้องสีขาว
ปลาเกล็ดเงิน (ปลาลิ่น) (Silver carp)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า
Hypophthalmichtys molitrix (Cuv.&Val) ส่วนหัวมีขนาดปานกลาง
ปากเชิดขึ้นเล็กน้อยอยู่ปลายสุดของหัว ขากรรไกรล่างเฉียงขึ้นมาเล็กน้อย
ตาค่อนข้างเล็กและอยู่ต้ระดับกึ่งกลางลำตัว ส่วนหนังของเหลือกไม่เชื่อมสนิทกับแก้มส่วนล่าง
มีอวัยวะ Super branchial อยู่ ซี่กรองเหงือกติดต่อกันเหมือนตะแกรงที่มีลักษระคล้ายฟองน้ำ
ฟันที่คอหอยมีข้างละแถวๆ ละ 4 ซี่ พื้นหน้าตัดของฟันแบนเป็นร่องละเอียด
ครีบหลังมีก้านครีบเดี่ยว 3 ก้าน และก้านครีบแขนง 7 ก้าน ครีบก้นมีก้านครีบเดี่ยว
3 ก้าน และก้านครีบแขนง 11-14 ก้าน ครีบอกมีครีบเดี่ยว 1 ก้าน และมี
ก้านครีบแขนง 17 ก้าน ครีบท้องมีก้านครีบเดี่ยว 1 ก้าน และมีครีบแขนง
8 ก้าน เกล็ดบนเส้นข้างลำตัวมี 110-123 เกล็ดลำตัวรูปกระสวยแบนข้างส่วนท้อง
เป็นสันยาวจากอกถึงรูก้น ลำตัวส่วนหลังสีดำ เทา ส่วนอื่นๆ สีเงิน
ปลาหัวโต
(ปลาซ่ง) (Bighead carp)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า
Aristichthysnobilis (Richardson) ส่วนหัวมีความยาวประมาณ
1 ใน 3 ของลำตัว ปากอยู่ปลายสูงสุดและ เชิดขึ้นข้างบน ขากรรไกรล่างเฉียงขึ้นข้างบนเล็กน้อยตาค่อนข้างเล็กอยู่ต่ำเยื้องมาทางส่วนหน้าซี่กรองเหงือกถี่และมีขนาดเล็กแต่ไม่ติดกัน
ที่คอหอยมีฟัน ข้างละแถวๆ 4 ซี่ พื้นหน้าตัดของฟันแบนและเรียบ ครีบบนหลังมีก้านครีบเดี่ยว
3 ก้าน และก้านครีบแขนง 11-14 ก้าน ครีบอกมีก้านครีบเดี่ยว 1 ก้านและ
ก้านครีบแขนง 17 ก้าน ครีบท้องมีก้านครีบเดี่ยว 1 ก้าน และก้านครีบแขนง
8 ก้าน เกล็ดเล็กที่เส้นข้างลำตัว มี 95-105 เกล็ด ลำตัวกระสวย ส่วนท้องเป็น
สัน ตั้งแต่ครีบท้องถึงครีบก้น หางแบนข้างและเป็นสัน ส่วนหลังจะมีสีคล้ำและจุดดำบางแห่งท้องเหลือง
ปลากินหญ้า
(ปลาเฉา) (Grass carp)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า
Ctenopharyngodon idellus (Cuv.&val) ส่วนหัวค่อนข้างแบนปากอยู่ปลายสุดเฉียงขึ้นเล็กน้อยขากรรไกร
ล่างสั้นกว่าขากรรไกรบน ตาเล็ก ซี่เหงือกติดต่อกับแก้ม ซี่กรองเหงือกห่างและสั้น
ฟันที่คอหอยมีอยู่ 7 แถวคล้ายหวี ข้างซ้ายมี 2-5 ซี่ ข้างขวามี 2-4
ซี่ครีบ หลังสั้นมีก้านครีบเดี่ยว 3 ก้าน และก้านครีบแขนง 7 ก้าน ครีบก้นมีก้านครีบเดี่ยว
3 ก้าน และก้านครีบแขนง 8 ก้าน ครีบอกมีก้านครีบเดี่ยว 2 ก้าน ก้านครีบ
แขนง 14 ก้าน ครีบท้องมีก้านครีบเดี่ยว 1 ก้าน และก้านครีบแขนง 8 ก้าน
เกล็ดขนาดใหญ่บริเวณข้างลำตัว 34-35 เกล็ด ลำตัวรูปกระสวยคล้ายทรงกระบอก
หางแบนข้าง ส่วนหลังมีสีดำ น้ำตาล ท้องสีขาว
การเพาะพันธุ์ผสมเทียมปลาจีน
1.การเลี้ยงพ่อ - แม่พันธุ์
ควรเลี้ยงในบ่อดินขนาดประมาณ
800 ตารางเมตรขึ้นไป ปลาจีนทั้ง 3 ชนิดนี้สามารถปล่อยรวมกันได้ในอัตรา
50-80 ตัว/ไร่ (ปลาขนาด 2-3 กิโลกรัม) ในเรื่องอาหารนั้นควรเตรียมอาหารธรรมชาติ
โดยใส่ปุ๋ยคอก 250 กิโลกรัม/ไร่ ประมาณ 5-7 วัน น้ำจะเขียว เมื่อเลี้ยงไปสักระยะหนึ่งน้ำเริ่ม
จางก็เติมปุ๋ยคอกในอัตราครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ใส่ครั้งแรก สำหรับปลาเฉานั้น
ควรให้ข้าวเปลือกงอกเป็นอาหารเสริม
อย่างไรก็ตาม
เพื่อความสะดวกอาจให้อาหารเม็ดสำหรับปลากินพืชในอัตรา 1-2 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวก็ได้
ในระหว่างการเลี้ยงควรมี การถ่ายเทน้ำ(หรือเติมน้ำ) เข้าบ่อ 3-4 ครั้ง/เดือน
โดยเฉพาะในช่วง 1-2 เดือน ก่อนฤดูการผสมพันธุ์ สำหรับอายุแม่ปลานั้นแมีปลาที่มีอายุประมาณ
1-2 ปี จะให้ไข่ที่มีคุณภาพดี
2.การคัดเลือกพ่อ - แม่พันธุ์ เพื่อความสะดวกและเข้าใจง่ายจะแสดงในตาราง
1
ตารางที่ 1 แสดงความแตกต่างระหว่างเพศปลาของปลาลิ่น
ปลาซ่ง และปลาเฉา
ชนิด |
ลักษณะของปลาเพศผู้ |
ลักษณะของปลาเพศเมีย |
ปลาลิ่น |
1.ก้านครีบหูส่วนใหญ่มีปุ่มสาก
เมื่อลูบคลำดูจะรู้สึกสากมือ |
1.ครีบหูมีปุ่มสากเฉพาะก้านครีบบริเวณของครีบเท่านั้น
|
| |
ก้านครีบอื่นๆ เรียบ |
| 2.ท้องแฟบ เมื่อรีดเบาๆ บริเวณช่องเพศจะมีน้ำเชื้อสีขาวขุ่น |
2.ท้องอูมเป่ง ช่องเพศและทวารหนักมีสีแดงเรื่อๆ
|
ปลาซ่ง |
1.ก้านครีบหูส่วนใหญ่มีปุ่มสาก
เมื่อลูบดูจะรู้สึกสากมือ และ |
1.ครีบหูไม่มีปุ่มสากเช่นเดียวกับกระดูกปิดเหงือกและหัว |
| กระดูกปิดเหงือกในปลาที่โตเต็มวัยจะสากมือ |
|
| 2.ท้องแฟบ เมื่อรีดดูเบาๆ
บริเวณช่องเพศจะมีน้ำเชื้อสีขาวขุ่น |
2.ช่องเพศและทวารหนักพองมีสีแดงเรื่อๆ |
| ไหลออกมา |
|
ปลาเฉา |
1.ระหว่างฤดูกาลวางไข่
ครีบหูด้านบนจะมีปุ่มสากเช่นเดียวกับ |
1.มีปุ่มสากเกิดขึ้นเล็กน้อยบริเวณส่วนบนของครีบหูแต่ |
| บริเวณกระดูกปิดเหงือกและบริเวณหัว
ปุ่มเหล่านี้จะพบชัดเจน |
กระดูกปิดเหงือกและหัวด้านบนไม่มีปุ่มสาก |
| ในน้ำเชื้อเจริญดี |
|
| 2.เมื่อรีดเบาๆ บริเวณช่องเพศจะมีน้ำเชื้อสีขาวขุ่นไหลออกมา |
2.ท้องอูมเป่งและนิ่ม |
ก่อนที่คัดเลือกพ่อ-แม่พันธุ์
ต้องงดให้อาหาร 1 วัน เพื่อจะสามารถสังเกตท้องปลาได้แน่นอน
ในกรณีที่เลี้ยงโดยการใส่ปุ๋ย ควรนำพ่อ-แม่ ปลามาขังไว้ในบ่อพักก่อนการคัดเลือกประมาณ
5-6 ชั่วโมง แม่ปลาที่มีไข่แก่จัดสังเกตุได้จากส่วนท้องอูมเป่ง ผนังท้องบาง
จับดูรู้สึกนิ่มหยุ่นมือช่องเพศและ ช่องทวารหนักหนักพวมพองมีวีแดงเรื่อๆ
สำหรับปลาเพศผู้ไม่ค่อยมีปัญหามากนักอาจจะลองรีดน้ำเชื้อดูเล็กน้อยหากน้ำเชื้อมีสีขาวขุ่นหยดลงน้ำแล้วกระจาย
ดีก็ใช้ได้ แต่หากน้ำเชื้อค่อนข้างใสมีสีอมเหลืองหรืออมชมพูหยดลงน้ำกระจายไม่สม่ำเสมอ
ไม่ควรนำตัวผู้นั้นมาผสมเทียม
3.การฉีดฮอร์โมน
ในการเพาะพันธุ์ปลาจีนนั้น
ในอดีตนิยมใช้ต่อมใต้สมองร่วมกับ HCG แต่ปัจจุบันนิยมใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์
LHRH-a ร่วมกับยา เสริมฤทธิ์ Domperidone โดยอัตราีฉีดพอสรุปได้ดังนี้
| |
เข็มที่
1 |
เข็มที่
2 |
ปลาซ่ง |
เพศเมีย |
ฮอร์โมน+ยาเสริมฤทธิ์ |
ฮอร์โมน+ยาเสริมฤทธิ์ |
5 mg
+ 10 mg/ |
10+mg
+ 10 mg/ |
ปลาลิ่น |
แม่ปลา
1 กิโลกรัม |
แม่ปลา
1 กิโลกรัม |
เพศผู้ |
ฮอร์โมน
+ ยาเสริมฤทธิ์ |
ปลาเฉา |
5
mg + 10 mg / พ่อปลา 1 กิโลกรัม |
ในระหว่างเข็มที่ 1กับเข็มที่ 2 g;hoitpt ุ ชั่วโมงหลังจากฉีดเข็มที่
2 แล้ว จะผสมเทียาได้ภายในเวลา 4-9 ชั่วโมง
4.การผสมพันธุ์
เมื่อได้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง หลังจากการฉีดแม่ปลาควรเริ่มสังเกตอาการของแม่ปลา
เมื่อแม่ปลามีอาการกระวนกระวายผิดปกติว่าย น้ำไปมาอย่างรุนแรง ควรตรวจสอบแม่ปลาโดยใช้เปลผ้าตักแม่ปลาขึ้นมาตรวจสอบ
เมื่อพบว่าไข่ไหลพุ่งออกมาอย่างง่ายดาย ก็นำมารีดและทำการผสมเทียม
กับน้ำเชื้อตัวผู้
5.การฟักไข่
เนื่องจากไข่ของปลาทั้ง
3 ชนิดนี้ เป็นไข่ครึ่งจมครึ่งลอย จึงต้องพักในระบบกรวยฟัก เช่นเดียวกับปลาตะเพียนขาวเพียงแต่ต้องลด
ปริมาณไข่ในแต่ละกรวยให้น้อยลง เนื่องจากไข่ปลาเหล่านี้มีขนาดใหญ่กว่าไข่ปลาตะเพียนขาว
โดยกรวยฟักขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 40 เซนติเมตร ลึก 60 เซนติเมตร จะฟักไข่ปลาจีนได้ประมาณ
30,000-50,000 ฟอง เมื่อระยะเวลาผ่านไปประมาณ 20-24 ชั่วโมง จะฟักเป็นตัวที่อุณหภูมิน้ำ
28-30 องศาเซล เซียส
การอนุบาลลูกปลา
ลูกปลาทั้ง
3 ชนิด เมื่อแรกออกจากไข่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมากจะเริ่มกินอาหารภายในระยะเวลา
2-3 วัน การอนุบาลลูกปลาทั้ง 3 ชนิดนี้ ในระยะเวลา 2-3 วันแรก จะให้กินไข่แดงต้มละลายน้ำ
ฉีดให้กินวันละหลายครั้ง หลังจากนั้นจึงย้ายลูกปลาลงบ่ออนุบาล ซึ่งเป็นบ่อดินที่เตรียมไว้อย่างดีก็คือ
กำจัดศัตรูปลาโรยปูนขาวและใส่ปุ๋ยจนน้ำมีสีเขียว ในระยะแรกยังให้ไข่ปลาเป็นอาหารอยู่
จากนั้นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นรำผสมปลาป่นถ้าปล่อยลูกปลาในอัตรา 1,000-1,500
ตัว/ตารางเมตร อนุบาล 3-4 สัปดาห์ จะได้ลูกปลาขนาดประมาณ 2.5 เซนติเมตร
อีกวิธีหนึ่งคือ
นำพันธุ์ปลาที่ซื้อจากฟาร์มจำหน่ายลูกปลา ซึ่งส่วนใหญ่จะมีขนาด 3-5
เซนติเมตร มาเลี้ยงโดยเลี้ยงลูกปลารวมกันในอัตรา ส่วนปลาเฉา 5-7 ตัว/ตารางเมตร
ปลาซ่ง 12-15 ตัว/ตารางเมตร หรือปลาเฉา 5-7 ตัว/ตารางเมตร ปลาลิ่น
12-15 ตัว/ตารางเมตร เมื่อเลี้ยงได้ขนาด 10- 15 เซนติเมตร จัดคัดขนาดลงในบ่อเลี้ยงเพราะปลาขนาดนี้มีพัฒนาการทางด้านร่างกายสมบูรณ์
เช่น ปลาเฉามีฟันที่คอหอยที่สมูรณ์พอที่จะตัดบดหญ้าหรือ วัชพืชน้ำก็ได้
เมื่อคัดประมาณ 10-15 เซนติเมตร ออกไปเลี้ยงหรือจำหน่ายแล้ว ควรปล่อยปลาเล้กทดแทนตามจำนวนปลาที่คัดออกไปพร้อมทั้งใส่ปุ๋ยคอก
และให้อาหารได้แก่ กากถั่วเหลือง รำละเอียด แหนเป็ด ผำน้ำ วัชพืชน้ำและหญ้า
เป็นอาหารเพิ่มเติม
การจัดการบ่อเลี้ยง
จากสถิติผลผลิตการเลี้ยงสัตว์น้ำจืด
ปี 2546 พบว่า ประเทศไทยมีฟาร์มเลี้ยงปลาจีนทั้งสามชนิดอยู่ 613 ฟาร์มรวมเนื้อที่
721.97 ไร่ ผลผลิต 200.07 ตัน (ศูนย์สารสนเทศ,2546) และจากการศึกษาพบว่า
ปลาจีนทั้งสามชนิดนั้นจะเจริญเติบโตได้เร็วมากถ้าหากได้รับการเลี้ยงอย่างถูกวิธีซึ่ง
พอจะจำแนกปัจจัยที่ทำให้การเลี้ยงได้ผลผลิตสูงขึ้นดังนี้
1.ความลึกของน้ำ
1.5-2.0 เมตร
2.ขนาดของบ่อ
ควรมีขนาด 2-5 ไร่
3.คุณสมบัติของดิน
ดินปนทรายดีที่สุด เพราะทำให้การเน่าสลายของพวกอินทรีย์สารดี
มีการดูดซึมพวกปุ๋ยและการคงไว้ขนาดพวก เกลือแร่อย่างดี
4.รูปแบบบ่อ
ควรเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า (ความยาว:ความกว้าง: 3:2) ซึ่งงายและสะดวกต่อการจัดการ
5.การทำความสะอาดบ่อ
หลังจากการเลี้ยงปลาไปในระยะหนึ่งพื้นก้นบ่อจะมีตะกอนเพิ่มขั้นเป็นจำนวนมาก
ดังนั้นควรจะมีการลอก เลนกำจัดตะกอน ที่เกิดขึ้นออกจากบ่อ
6.คุณสมบัติของน้ำ
ควรมีความเป็นกรดเป็นด่าง 7-8.5 และปริมารออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำระหว่างการเลี้ยงควรสูงกว่า
2 ppm. เพราะถ้าปริมาณออกซิเจนในน้ำต่ำกว่า 2 ppm. ปลาจะกินอาหารน้อยลง
และจะหยุดกินอาหารเมื่อออกซิเจนต่ำกว่า 1 ppm. ปลาจะลอยหัวและตายเมื่อออก
ซิเจนในน้ำอยู่ระหว่าง 0.2-0.5 ppm. ดังนั้นถ้าสังเกตเห็นปลาที่เลี้ยงมีการลอยหัวจะต้องทำการเปลี่ยนน้ำ
หรือฉีดพ่นผ่านอากาศลงในบ่อเพื่อเพิ่มออกซิเจน อุณหภูมที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง
25-30 องศาเซลเซียส
7.การเตรียมบ่อ
ในกรณีที่เป็นบ่อเก่า ควรปรับปรุงบ่อโดยนำโคลนหรือซากอินทรีย์วัตถุที่เหลืออยู่ในบ่อออกเสียก่อนที่จะปล่อยปลาลง
เลี้ยงถ้าอุณหภูมิสูงขึ้น สารพิษต่างๆ เช่น กรดอินทรีย์ ไฮโดรเจนซัลไฟด์และแก๊สมีเทน
ฯลฯ จะสลายออกมาจากสารเน่าเปื่อยได้ง่ายและเร็วขึ้น สำหรับบ่อซึ่ง
เคยมีปัญหาเรื่องโรคปลาควรมีการฆ่าเชื้อเสียก่อน และเมื่อพบรอยรั่วหรือรูตามคันบ่อให้รีบซ่อมแซมทันที
หลังจากทำความสะอาดบ่อแล้วจึงทำการตากบ่อ โดยใช้ปูนขาวและกากชากำจัดศัตรู
ในกรณีที่เป็นบ่อใหม่ถ้าดินเป็นกรดมากควรใส่ปูนขาว
เพื่อแก้สภาพความเป็นกรดของดินให้เจือจางหรือหมดไป อัตราส่วนการใช้ปูน
ขาว 1 กิโลกรัมต่อเนื้อที่ 10 ตารางเมตร การใส่ปุ๋ยให้ระบายน้ำเข้าบ่อประมาณ
30-40 เซนติเมตร แล้วใส่ปุ๋ยตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 3-5 วัน จะมีไรน้ำเกิด
ขึ้น ให้ปล่อยปลาลงเลี้ยง
การเลี้ยงปลาขนาดตลาด
การเลี้ยงปลาจีนไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในรูปใดรูปหนึ่งเท่านั้น
การพิจารณาการเลี้ยงปลายังต้องคำนึงถึงเรื่องการตลาดว่า เมื่อเลี้ยงปลาจีน
ชนิดใดชนิดหนึ่งออกมาแล้วสามารถจำหน่ายได้หรือไม่ ดั้งนั้นเกษตรกรจึงควรเลือกเลี้ยงปลาจีนชนิดไหนก็ได้ที่ตอบสนองตลาดได้ดี
สำหรับรูปแบบการเลี้ยง นั้น นอกจากจะพิจารณาลักษณะบ่อแล้วต้องพิจารณาลักษณะการกินอาหารของปลาซึ่งจะกล่าวต่อไปโดยสังเขป
ปลาลิ่น
เป็นปลากินแพลงก์ตอน โดยปลาที่มีอายุตั้งแต่ 1-8 วัน จะกินแพลงก์ตอนสัตว์
(Zooplankton) เป็นหลัก แต่เมื่ออายุมากกว่า นี้จะกินแพลงก์ตอนพืช
(phytoplankton) หรือน้ำเขียวเป็นหลักและกินแพลงก์ตอนสัตว์รองลงมา
ปลาซ่ง
เป็นปลากินแพลงก์ตอนโดยจะกินแพลงก์ตอนสัตว์เป็นหลักตั้งแต่เล็กจนโต
ปลาเฉา
ปลาขนาดเล็กที่มีขนาดเล็กกว่า
15 เซนติเมตร จะกินอาหารจำพวกเดียวกัลหลาลิ่นและปลาซ่ง คือแพลงก์ตอนสัตว์และแพลงก์
ตอนพืช แต่เมื่อมีขนาดโตขึ้นจะกินอาหารพวกพรรณไม้น้ำและหญ้า
จากลักษณะการกินอาหารของปลาจีนทั้งสามชนิดพอเป็นแนวทางในการจัดบ่อเลี้ยง
อันได้แก่การใส่ปุ๋ยคอกให้เหมาะสม จะเห็นได้ว่า การเลี้ยงปลาจีนทั้งสามชนิดตอนที่มีขนาดเล็กนั้นไม่ควรเลี้ยงรวมกัน
แต่เมื่อปลาโตขึ้นก็สามารถนำมาเลี้ยงรวมกันได้ แต่ต้องเตรียมอาหารในบ่อให้ถูกต้องกับ
ลักษณะการกินอาหารของปลาที่เลี้ยง ปัจจุบันการเลี้ยงปลาควรหันมาสนใจเรื่องตลาดให้มากขึ้นเพราะว่าการจัดการเรื่องอาหารนั้น
สามารถให้อาหารสมทบ หรืออาจเป็นอาหารสำเร็จรูปของปลากินพืช โดยให้ในอัตรา
1-2% ของน้ำหนักตัวปลาที่ปล่อย
รูปแบบการเลี้ยง
สำหรับรูปแบบการเลี้ยงนั้น
ดังตัวอย่างต่อไปนี้
1.การเลี้ยงปลาจีนแบบรวมกันเองใช้บ่อขนาดตั้งแต่
1 ไร่ขึ้นไปปล่อยปลาเฉา ลิ่น ซ่ง และปลาไน อัตราส่วน 2:1:1:1 อัตราการ
ปล่อยปลา 1 ตัว/4 ตารางเมตร สำหรับปลาที่ปล่อยควรมีขนาด 10-15 เซนติเมตร
(ได้จากที่กล่าวมาแล้ว) โดยใช้หญ้าสดเป็นอาหารและใส่ปุ๋ยคอกเป็นหลัก
นอกจากนั้นให้อาหารปลาสมทบแก่ปลาปริมาณ 2% ของน้ำหนักปลา
2.การเลี้ยงปลาจีนในคอก
โดยเลือกแหล่งน้ำที่เป็นอ่างที่มีความลึกในระดับ 3-5 เมตรและในที่ดังกล่าวควรมีระดับน้ำต่ำสุดประมาณ
1.5 เมตร ขนาดของคอกควรมีพื้นที่ประมาณ 200-1,600 ตารางเมตร
โดยใช้อวนพลาสติกขนาดช่องตาประมาณ 2.5-5.0 เซนติเมตร ตามขนาดปลาที่
เลี้ยง การปล่อยควรปล่อยปลาเฉาเป็นหลัก (ถ้าแหล่งน้ำนั้นมีพรรณไม้น้ำมาก)
ขนาดปลาเฉาที่ปล่อยควรมีขนาดไม่ต่ำกว่า 15 เซนติเมตร สำหรับปลาชนิดอื่น
เช่น ลิ่น ซ่ง และปลาไน ควรปล่อยรวมกันประมาณ 30% ของปลาทั้งหมด อัตราที่ปล่อยปลาในคอกประมาณ
1-2 ตัว/ตารางเมตร
3.การเลี้ยงปลาจีนร่วมกับปลาชนิดอื่นๆ
วิธีนี้เป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน เพราะเป็นการเพิ่มผลผลิตปลาในบ่อ
เช่น การเลี้ยงปลา สวายหรือปลานิลจะปล่อยปลาซ่งไปในอัตราส่วน 10% ของปริมาณปลาที่ปล่อยไปทั้งหมดการเลี้ยงแบบนี้ใช้มูลสุกรสำหรับอาหารปลาสวายและปลานิลส่วน
ปลาซ่งเป็นปลาที่ช่วยกินแพลงก์ตอนในบ่อหรือการเลี้ยงปลาสวายในบ่อร่วมกับปลานิลโดยใช้เศษอาหารที่เหลือจากร้านอาหารโดยจะปล่อยปลาเฉา
ปลาลิ่น ปลาซ่งและปลาไน เพิ่มขึ้นอีกประมาณไร่ละ 20 ตัวทั้งนี้เมื่อรวมลูกปลาที่ปล่อยลงทั้งหมดประมาณ
5 ตัว/ตารางเมตร โดยมีการจัดการที่ดีในด้านอาหารและ ควรรักษาตคุณสมบัติของน้ำในบ่อ
ผลผลิตของปลาโดยการเลี้ยงปลาแบบรวมนี้จะได้ประมาณ 1,000-2,000 กิโลกรัม/ปี
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาหารที่ใช้เลี้ยงและ สถานที่ตั้งของบ่อที่สามารถถ่ายเทน้ำได้สะดวกทุกฤดูกาล
อย่างไรก็ตาม
ในการปล่อยปลาลงเลี้ยงทั้งสามวิธีนั้นควรมีระบบการจัดการอย่างหนึ่งเพิ่มเติมเข้าไปคือการคัดปลาขนาดตลาดออกจำหน่าย
แล้วปล่อยปลารุ่นใหม่ลงทดแทนเพราะนอกจากทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตปลาในบ่อให้มากขึ้นแล้วยังสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตปีละหลายๆ
ครั้งสรุปเป็นตาราง ประเภทการเลี้ยงได้ดังนี้
ประเภทการเลี้ยง |
เนื้อที่ |
อาหารหลัก |
อาหารสมทบ(2%) |
อัตราปล่อย |
| 1.ปลาจีนแบบรวม |
1ไร่ขึ้นไป |
หญ้าสด |
รำและปลายข้าวต้มสุกหรือ |
1 ตัวต่อ 4 ตารางเมตร |
| ปลาเฉา 2 ส่วน |
|
ปุ๋ยคอก |
อาหารเม็ดสำเร็จรูป |
|
| ปลาจีน 1 ส่วน |
|
|
|
|
| ปลาซ่ง 1 ส่วน |
|
|
|
|
| ปลาไน 1 ส่วน |
|
|
|
|
| 2.ปลาจีนในคอก |
200-1,600 |
|
|
1-2 ตัว ต่อตารางเมตร |
| ปลาเฉา ลิ่น ซ่ง ไน |
ตารางเมตร |
|
|
|
| 3.ปลาจีนร่วมกับปลาชนิดอื่นๆ |
|
มูลสุกร เศษอาหาร |
|
10%ของปลาที่ปล่อยทั้งหมด |
| : สวาย นิล |
|
|
|
|
การจับและลำเลียงปลาเล็ก
เนื่องจากพันธุ์ปลาจีนเป็นปลาที่ตายง่าย
การจับและการลำเลียงต้องระมัดระวังให้มากขึ้นเพื่อมิให้ปลาบอบช้ำ สาเหตุที่ปลาบอบช้ำมีหลาย
ประการ
1.เครื่องมือจับปลา
ต้องเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม เช่น อวนควรเลือกขนาดที่ปลาไม่ติดช่องตาอวนหรือจะใช้ยอ
อวนป่านเปล ส่วนแหไม่ เหมาะที่จะนำมาใช้
2.วิธีตีอวน
แม้จะเป็นเครื่องมือที่ดีแต่หากตีอวนไม่เป็นปลาจะได้รับความบอบช้ำ
3.การตักและนับปลา
เมื่อได้ตีอวนรวบปลามาอยู่ในถุงอวนแล้วควรพักลูกปลาให้ขับถ่ายของเสียสักระยะหนึ่งก่อน
และควรมีน้ำพ่นเป็น ฝอยเพื่อช่วยเพิ่มอากาศให้ปลาหายใจ การตักและนับปลาต้องระมัดระวังเครื่องมือที่ใช้ควรเป็นกระสอบผ้าไนล่อนเนื้อนิ่มหรือจานสังกะสีเคลือบไม่ควรใช้มือ
หรือกระชอนไม้ไผ่เป็นอันขาาด
4.การลำเลียง
ปัจจุบันนิยมใช้ลำเลียงโดยถุงพลาสติกอัดแก๊สออกซิเจน
การป้องกัน
เมื่อได้ปล่อยปลาลงเลี้ยงการป้องกันควรมีลวดตาข่ายถี่หรืออวนกั้นล้อมขอบบ่อจะช่วยให้ปลารอดตายมากขึ้น
ฤดูร้อนปลากินอาหารดีมีอัตรา การเจริญเติบโตเร็วกว่าฤดูฝนและฤดูหนาว
ในฤดูฝนเวลาเช้าปลามักจะลอยบนผิวน้ำเป็นประจำ เนื่องจากอากาศครึ้มออกซิเจนในน้ำมีน้อยไม่เพียงพอกับความ
ต้องการของปลาส่วนฤดูร้อนและฤดูหนาวอากาศแจ่มใส มีแสงแดดพรรณไม้น้ำและพืชที่มีสีเขียวสามารถปรุงอาหารได้ในเวลาเดียวกันก็จะคายออกซิเจนออก
ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อปลาและสิ่งที่มีชีวิตซึ่งอาศัยอยู่ในน้ำ
ข้อควรพึงระวังเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาจีน
1.ศัตรู
ผู้เลี้ยงปลาจะประสบความสำเร็จและได้ผลกำไรมากหรือน้อยนั้น
ศตรูเป็นสิ่งสำคัญที่ระมัดระวังโดยเฉพาะ นก งู กบ และปลากิน เนื้อบางชนิด
เช่น ปลาช่อน ปลาไหล ฯลฯ
2.น้ำเสีย เมื่อสังเกตเห็นปลาลอยหัวบนผิวน้ำติดๆกัน
3 วัน ในเวลาเช้าแสดงว่าน้ำเสียปริมาณออกซิเจนไม่เพียงพอกับความต้องการของ
ปลาควรเปลี่ยนน้ำใหม่
3.อาหาร
ควรให้อาหารประจำทุกวันและกำจัดเศษอาหารที่เหลือหากปล่อยทิ้งไว้น้ำอาจเสียได้
4.ขโมย
เนื่องจากเป็นปลาราคาดีและจำหน่ายได้ง่าย
ผู้เลี้ยงมักจะถูกแกล้งและถูกขโมย ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้เลี้ยงขาดทุน
การจำหน่าย
ปัจจุบัน
ปลาจีนมีการจำหน่าย 2 รูปแบบ คือขนาด 7-8 ขีด นำไปประกอบอาหารโต๊ะจีนและขนาด
1.5-2 กิโลกรัม เช่น ปลานึ่ง หัวปลาหม้อ ไฟ ฯลฯ
แนวโน้มการเลี้ยงปลาจีนในอนาคต
แนวโน้มด้านการตลาดของปลาจีนยังคงอยู่ในสภาวะที่มีปริมาณความต้องการบริโภคสูง
เนื่องจากเป็นปลาที่มีรสชาติดีราคาไม่แพงมากนัก และนิยมประกอบอาหารเป็นปลาจานระดับภัตตาคาร
อย่างไรก็ตามการเลี้ยงปลาจีนในขณะนี้ ส่วนใหญ่มิได้เลี้ยงปลาเป็นหลักแต่จะปล่อยเสริมเพื่อการใช้ประ
โยชน์จากทรัพยากรในแหล่งน้ำโดยมิให้เกิดความสูญปล่า เนื่องจากปลาจีนจะกินอาหารต่างระดับกับปลาหลัก
มีอัตราการเจริญเติบโตเร็วไม่ค่อยพบปัญหา โรคระบาด ดังนั้นปลาจีนจึงเป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งซึ่งมีตลาดค่อนข้างจะแน่นอน
อันจะเสริมสร้่งความมั่นใจให้แก่ผู้เลี้ยง

|