การเลี้ยงปลาตะเพียนขาว

 คำนำ
                     ปลาตะเพียนขาวเป็นปลาพื้นเมืองและเป็นปลาที่คนไทยทั่วทุกภาค ของประเทศรู้จักปลาตะเพียนขาวมีชื่อสามัญหรือภาษาอังกฤษว่า Jawa หรือ carp มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Puntius gonionotus (Bleeker) เป็นปลาที่สามารถ นำมาเลี้ยงและเพาะขยายพันธุ์ได้ง่ายจึงเป็นปลาพื้น เมืองที่ได้รับการคัดเลือกให้ส่งเสริมในการเพาะเลี้ยงชนิดหนึ่ง ในด้านโภชนาการนั้นเป็นปลาที่ได้รับ ความนิยมอย่างกว้างขวางในหมู่คนไทยทั้งในเมืองและ ชนบท การเพาะเลี้ยงปลาตะเพียนขาวได้ดำเนินการเป็นครั้งแรกก่อนปี พ.ศ. 2503 ที่สถานีประมง (บึงบอระเพ็ด) นครสวรรค์ต่อมาการเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้ ได้รับการพัฒนาทั้งวิธีเลียนแบบธรรมชาติและผสมเทียม ซึ่งสามารถ เผยแพร่ และจำหน่ายอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

 แหล่งกำเนิดและการแพร่กระจาย
                    
ปลาตะเพียนขาวเป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่แถบแหลมอินโดจีน ชวา ไทย สุมาตรา อินเดีย ปากีสถาน และยังมีชุกชุมในถิ่นดังกล่าว
สำหรับประเทศไทยเรานั้นมีอยู่ทั่วไปในแหล่งน้ำธรรมชาติ อันได้แก่ แม่น้ำ ห้วย หนอง คลอง บึงต่าง ๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ

 รูปร่างลักษณะ
                    ปลาตะเพียนขาวมีลักษณะลำตัวแบนข้าง หัวเล็ก ปากเล็ก ริมฝีปาก ขอบส่วนหลังโค้งยกสูงขี้นความยาวจากสุดหัวจรดปลายหาง 2.5 เท่า ของความสูง จะงอยปากแหลม มีหนวดเส้นเล็กๆ 2 คู่ ต้นของครีบหลังอยู่ตรงข้ามกับเกล็ด ที่สิบของเส้นข้างตัว เกล็ดตามแนวเส้นข้างตัวมี 29 -31 เกล็ด ลำตัวมีสีเงิน ส่วน หลังมีสีคล้ำ ส่วนท้องสีขาว ที่โคนของเกล็ดมีสีเทาจนเกือบดำ ปลาตะเพียนขาว ขนาดโตเต็มที่มีลำตัวยาวสูงสุดถึง 50 เซนติเมตร

                         

 อุปนิสัยและคุณสมบัติบางประการ
                     ความเป็นอยู่
                       ปลาตะเพียนขาวเป็นปลาที่หลบซ่อนอยู่ตามแม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึงที่มีกระแสน้ำไหลอ่อนๆ หรือน้ำนิ่งเป็นปลาที่ทนต่อสิ่งเปลี่ยนแปลง และสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ทั้งยังเจริญเติบโตในน้ำกร่อยที่มี ความเค็มไม่เกิน 7 ส่วนพัน อุณหภูมิเหมาะสมสำหรับปลาชนิดนี้อยู่ระหว่าง 25 - 33 องศาเซลเซียส
                     นิสัยการกินอาหาร
                       2.1ระบบการกินอาหาร การตรวจสอบระบบการกินอาหารของ ปลาตะเพียนขาว ขนาด 12.5 - 25.5 เชนติเมตร พบว่า มีฟันในลำคอ (Pharyngeal teeth) เป็นชนิดกัดบดแบบสามแถว มีซี่เหงือกสั้นๆ อยู่ห่างกัน พอประมาณ ท่อทางเดินอาหาร กระเพาะอาหารไม่มีลักษณะแตกต่างจากลำ ไส้ ลำไส้มีผนังบาง ๆ ยาวขดเป็นม้วนยาว 2.02 - 2.73 เท่า ความยาวสุดของลำตัว
                       2.2 นิสัยการกินอาการ กล่าวกันว่าลูกปลาตะเพียนขาววัยอ่อน กินสาหร่ายเซลล์เดียวและแพลงก์ตอนขนาดเล็ก ส่วนพวกปลาขนาด 3 - 5 นิ้ว กินพวกพืชน้ำ เช่น แหนเป็ด สาหร่ายพุงชะโด ผักบุ้ง สำหรับปลาขนาด ใหญ่สามารถกินใบพืชบก เช่น ใบมันเทศ ใบมันสำปะหลัง หญ้าขน ๆลๆ พบว่า ปลาตะเพียนขาวหาอาหารกินในเวลากลางวันมากกว่ากลางคืน
                     การแยกเพศ
                       ลักษณะภายนอกของปลาตัวผู้คล้ายคลึงกันมากแต่เมื่อใกล้ผสมพันธุ์ จะสังเกตได้ง่ายขึ้นคือ ตัวเมียจะมีท้องอูมเป่งพื้นท้องนิ่มและรูก้น กว้างกว่าปกติ ส่วนตัวผู้ท้องจะแบนพื้นท้องแข็ง ถ้าเอามือลองรีดเบาๆ ที่ท้องจะมีน้ำสีขาวขุ่น คล้ายน้ำนมไหลออกมา หากเอามือลูบตามแก้มจะรู้สึกสากมือ

 การเพาะพันธุ์ปลาตะเพียนขาว
                     ในการเพาะพันธุ์ปลาตะเพียนขาวควรเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เอง บ่อขุนเลี้ยง พ่อแม่พันธุ์ควรเป็นบ่อดินขนาดประมาณ 400 ตารางเมตร ถึง 1ไร่ ่โดยปล่อย ปลาเพศผู้เพศเมีย แยกบ่อกันในอัตราประมาณ 800 ตัว/ไร่ให้ผักต่างๆ หรือ อาหารผสมในอัตราประมาณร้อยละ 3 ของน้ำหนักตัว การเลี้ยงพ่อ แม่ปลา อาจจะเริ่มในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน โดยคัดปลาอายุประมาณ 8 เดือน แยกเพศและปล่อยลงบ่อ เมื่ออากาศเริ่มอุ่นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ควร ตรวจสอบพ่อแม่ปลา ถ้าอ้วนเกินไปก็ต้องลดอาหาร หากผอมเกินไปก็ต้องเร่งอาหาร ทั้งนี้ควรจะถ่ายน้ำบ่อยๆ เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของไข่และน้ำเชื้อ การ เพาะพันธุ์ จะเริ่มได้ประมาณเดือนมีนาคมถึงกันยายน โดยพ่อแม่พันธุ์จะพร้อมที่สุด ในเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน
                     การคัดพ่อแม่พันธุ์
                      ปลาเพศเมียที่มีไข่แก่จัดจะมีท้องอูมโป่งและนิ่ม ผนังท้องบาง ช่องเพศและช่องทวารค่อนข้างพองและยืน ส่วนปลาเพศผู้แทบจะไม่มี ีปัญหา เรื่องความพร้อมเนื่องจากสร้างน้ำเชื่อได้ดีเกือบตลอดปี
                     การฉีดฮอร์โมน
                       โดยทั่วไปจะใช้ต่อมใต้สมองจากปลาจีน หรือปลายี่สกเทศ ฉีดใน อัตรา 1.5 - 2 โดส ขึ้นกับความต้องการของแม่ปลาฉีดเพียงเข็มเดียว ปลาเพศผู้ไม่ต้องฉีด ตำแหน่งที่นิยมฉีดใต้เกล็ดบริเวณใต้ครีบหลังเหนือเส้น ข้างตัวหรือบริเวณโคนครีบหู ในบางพื้นที่นิยมใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ LHRN ฉีดในอัตรา 20 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ควบคู่กับยาเสริมฤทธิ์ Domperidone ในอัตรา 5 - 1O มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะมีผลให้ปลาวางไข่เช่นเดียวกัน
                    การผสมพันธุ์
                       การผสมพันธุ์ทำได้ 2 วิธี คือ
                          l. ปล่อยให้พ่อแม่ปลาผสมพันธุ์กันเอง
                            หากเลือกวิธีการนี้เมื่อฉีดฮอร์โมนเสร็จ ก็จะปล่อยพ่อแม่ปลาลง ในบ่อเพาะรวมกัน โดยใช้อัตราส่วนแม่ปลา l ตัว/ปลาเพศผู้ 2 ตัว บ่อเพาะ ควรมีพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 3 ตารางเมตร ลึกประมาณ l เมตร บ่อขนาดดังกล่าว จะปล่อยแม่ปลาได้ประมาณ 3 ตัว เพื่อความสะดวกในการแยกพ่อแม่ปลา ควรใช้อวนช่องตาห่าง ปูในบ่อไว้ชั้นหนึ่งก่อน แล้วจึงปล่อยพ่อแม่ปลาลงไป แม่ปลาจะวางไข่หลังการฉีดประมาณ 4 - 7 ชั่วโมง โดยจะไล่รัดกันจนน้ำแตก กระจาย เมื่อสังเกตว่าแม่ปลาวางไข่หมดแล้ว ก็ยกอวนที่ปูไว้ออกพ่อแม่ปลา จะติดมาโดยไข่ปลาลอดตาอวนลงไปรวมกันในบ่อ จากนั้นก็รวบรวมไข่ปลาไปฟัก ในกรวยฟัก การผสมพันธุ์วิธีนี้มีข้อดีในเรื่องคุณภาพของไข่ที่ได้มักจะ เป็นไข่ที่สุกพอดี นอกจากนั้นผู้เพาะยังไม่ต้องเสียเวลารอด้วย แต่ในบางครั้ง ปลาตัวผู้ อาจไม่ฉีดน้ำเชื้อเข้าผสมทำให้ไข่ที่ได้ไม่ฟักเป็นตัว นอกจากนั้น ไข่ที่รวบรวมได้มักจะไม่สะอาด
                         2.วิธีการผสมเทียม
                            หลังจากฉีดประมาณ 4 - 5 ชั่วโมงจะสามารถรีดไข่ปลาใดโดยปลา จะมีอาการกระวนกระวายว่ายน้ำไปมารุนแรงผิดปกติ บางตัว อาจจะขึ้นมาฮุบ อากาศบริเวณผิวน้ำ เมื่อพบว่าปลามีอาการดังกล่าวก็ควรตรวจดูความพร้อม ของแม่ปลา โดยจับปลาหงายท้องขึ้นโดยตัวปลายังอยู่ในน้ำและ บีบบริเวณใกล้ ช่องเพศเบา ๆ หากพบว่าไข่พุ่งออกมาอย่างง่ายดายก็นำแม่ปลามารีดไข่ได้ การผสมเทียมใช้วิธีแห้งแบบดัดแปลงโดยใช้ผ้าขับตัวปลาให้แห้ง แล้วรีดไข่ลง ในภาชนะที่แห้งสนิท จากนั้นนำปลาตัวผู้มารีดน้ำเชื้อลงผสม ในอัตราส่วนของ ปลาตัวผู้ 1- 2 ตัว ต่อไข่ปลาจากแม่ไข่ 1 ตัว ใช้ขนไก่คนไข่กับ น้ำเชื้อจนเข้ากันดี แล้วจึงเติมน้ำสะอาดเล็กน้อยพอท่วมไข่การคนเล็กน้อยในขั้นตอนนี้เองเชื้อตัวผู้ ก็จะเข้าผสมกับไข่ ่จากนั้นจึงเติมน้ำจนเต็มภาชนะถ่ายน้ำ เป็นระยะๆ เพื่อล้างไข่ให้สะอาด ไข่จะค่อย ๆ พองน้ำ และขยายขนาดขึ้นจนพองเต็มที่ภายในเวลา ประมาณ 20 นาที ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวต้องคอยถ่าย น้ำอยู่เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ไข่บางส่วนเสีย เมื่อไข่พองเต็มที่แล้วก็สามารถนำไปฟักในกรวยฟักได้
        
 การอนุบาลลูกปลาตะเพียน 
                    
บ่อที่ใช้เป็นบ่อดินขนาดประมาณครึ่งไร่ถึงหนึ่งไร่ ความลึกประมาณ 1 เมตร ก่อนปล่อยลูกปลาต้องเตรียมบ่อให้ดีเพื่อกำจัดศัตรูและเพิ่ม อาหารของ ลูกปลาในบ่อ การอนุบาลลูกปลาตะเพียนขาวนี้ระดับน้ำในบ่ออนุบาลขณะเริ่ม ปล่อยลูกปลาควรอยู่ในระดับ 30 - 40 เซนติเมตร แล้วค่อยๆ เพิ่ม ระดับน้ำ สัปดาห์ละ 10 เซนติเมตรเพื่อรักษาคุณสมบัติน้ำ ส่วนการใส่ปุ๋ยนั้นหากวางแผน จะอนุบาลด้วยอาหารสมทบเพียงอย่างเดียวก็ไม่ต้องเติมปุ๋ยในบ่อ
                    อนึ่ง การขนย้ายลูกปลาลงบ่อดินเมื่อย้ายลูกปลาลงบ่อดินแล้วให้อาหาร ซึ่งอาจใช้ไข่ต้มเอาแต่ไข่แดงนำไปละลายน้ำและกรองผ่านผ้าโอลอน แล้ว นำไปบรรจุในกระบอกฉีดน้ำและพ่นให้ทั่วผิวน้ำหรือตักราดให้ทั่วบ่อ ปริมาณไข่ที่ให้ขึ้นอยู่กับพื้นที่บ่อ บ่อ 1 ไร่ ปล่อยลูกปลาประมาณ 1,000 - 1,500 ตัว/ตารางเมตร เมื่อลูกปลาโตขึ้น ในวันที่ 5 จะเริ่มลดอาหารไข่และให้รำละเอียด โดย ค่อย ๆ โรยทีละน้อยรอบ ๆ บ่อกะให้รำแผ่กระจายเป็นพื้นที่กว้าง ประมาณ 1 วา จากขอบบ่อ เพราะลูกปลาส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ การสังเกตการกิน อาหารทำยาก เพราะลูกปลายังไม่ขึ้นมากินที่ผิวน้ำ แต่จะคอยกิน อาหารที่ค่อยๆ จมลง หลังให้อาหารแล้วใช้แก้วตักลูกปลามาดู ถ้าลูกปลากินอาหารดีท้องจะขาว เห็นชัดเจน เมื่ออนุบาลไปได้ประมาณ 2 สัปดาห์ ลูกปลาจะ เริ่มขึ้นมากินอาหารที่ผิวน้ำจะสังเกตการกินอาหารได้ง่ายขึ้น โดยจะโรยรำด้านเหนือลม รำจะค่อย ๆ ลอยโปร่งตรงข้ามต้องคอยสังเกตว่าเศษรำที่ลอยมาติด ขอบบ่อมีมากน้อย เพียงใด ถ้ามีมากก็แสดงว่าให้อาหารมากเกินไปต้องลดอาหารลง
                    อาหารที่ให้นี้ ถ้าให้ได้คุณค่าทางโภชนาการดียิ่งขึ้นควรผสมปลาป่น ร่อนแล้วในอัตราส่วน รำ : ปลาป่นเท่ากับ 3 : 1 การให้รำอาจจะให้ วันละ 3 - 4 ครั้ง ในระยะแรก ๆ และลดลงเหลือ 2 ครั้งในเวลาต่อมา โดยทั่วไปเมื่ออนุบาล ได้ 4 - 6 สัปดาห์จะได้ลูกปลาขนาดประมาณ 1 นิ้ว อัตรารอด ประมาณร้อยละ 30 - 40 ซึ่งหมายความว่าจะได้ลูกปลาจำนวน 480,000 - 640,000 ตัว/ไร่

 การเลี้ยงปลาตะเพียนขาว
                    ปลาตะเพียนสามารถเจริญเติบโตได้ดีในแหล่งน้ำทั่วไป เป็นปลาที่เลี้ยง ง่ายกินพืชเป็นอาหาร อาศัยอยู่ได้ดีทั้งในแหล่งน้ำไหลและแหล่งน้ำ นิ่งแม้กระทั่ง ในนาข้าว เมื่ออายุเพียง 6 เดือน ก็สามารถจะมีน้ำหนักได้ถึงครึ่งกิโลกรัม
                    บ่อเลี้ยง ควรเป็นบ่อขนาด 400 ตารางเมตร จนถึงขนาด 1 ไร่ หรือมากกว่านั้น ความลึกของน้ำในบ่อควรให้ลึกกว่า 1 เมตรขึ้นไป ใช้เลี้ยง ลูกปลาที่มีขนาดยาว 5 - 7 เซนติเมตรขึ้นไป ในอัตราส่วน 3 - 4 ตัว ต่อตารางเมตร หรือ 5,000 ตัว/ไร่
                    บ่อใหม่ หมายถึงบ่อที่เพิ่งขุดใหม่และจะเริ่มการเลี้ยงเป็นครั้งแรกบ่อใน ลักษณะเช่นนี้ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคพยาธิที่ตกค้างอยู่ในบ่อ เพียงแต่บ่อใหม่ จะมีอาหารธรรมชาติอยู่น้อย หากภายในบ่อมีคุณสมบัติของดินและน้ำไม่ เหมาะสมก็ต้องทำการปรับปรุง เช่น น้ำและดินมีความเป็นกรดเป็น ด่างต่ำกว่า 6.5 ก็ต้องใช้ปูนขาวช่วยในการปรับสภาพ ระบายน้ำเข้าให้มีระดับประมาณ 10 เซนติเมตร ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ จึงใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยวิทยา ศาสตร์ จากนั้นก็ระบายน้ำเข้าให้มีระดับประมาณ 50 เซนติเมตรทิ้งไว้อีก 5 - 7 วันจึงปล่อยน้ำ ให้ได้ระดับตามต้องการประมาณ 1 - 1.5 เมตร จึงปล่อย ปลาลงเลี้ยง
                    บ่อเก่า หรือบ่อที่ผ่านการเลี้ยงมาแล้วหลังจากจับปลาแล้วทำการสูบน้ำออกให้แห้งทิ้งไว้ไม่น้อยกว่าหนึ่งวันจากนั้นใส่ปูนขาวฆ่าเชื้อโรค และพยาธิพร้อม ทั้งปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของก้นบ่อ แต่ถ้าเป็นบ่อที่มีเลนอยู่มากควร ทำการลอกเลนขึ้นก่อนแล้วจึงค่อยใส่ปูนขาว จากนั้นตากบ่อ ทิ้งไว้อีก 7 วันแล้ว จึงปฏิบัติเหมือนกับบ่อใหม่ แต่ถ้าไม่สามารถสูบน้ำให้แห้งได้จำเป็นต้องกำจัด ศัตรูปลาให้หมดเสียก่อน ศัตรูของปลาตะเพียน ได้แก่ พวก ปลากินเนื้อ เช่น ปลาช่อน ปลาดุก กบ เขียด และงู ควรใช้โล่ติ๊นสด 1 กิโลกรัมต่อปริมาณน้ำ 100 ลูกบาศก์เมตร วิธีใช้คือทุบหรือบดโล่ติ๊นให้ละเอียดนำลงแช่ น้ำลึก 1 หรือ 2 ปีบ ขยำโล่ติ๊นเพื่อให้น้ำสีขาวออกมาหลายๆ ครั้งจนหมดแล้วนำลงไปสาดให้ ทั่วบ่อ ศัตรูพวกปลาดังกล่าวก็จะตายลอยขึ้นมาต้องเก็บออกทิ้ง อย่าปล่อยให้ เน่าอยู่ในบ่อก่อนที่จะปล่อยปลาลงเลี้ยงควรทิ้งระยะไว้ประมาณ 10 วัน เพื่อให้ ฤทธิ์ของโล่ติ๊นสลายตัวเสียก่อน ส่วนน้ำที่จะระบายเข้ามาใหม่ ควรใช้ตะแกรง กรองเอาเศษต่างๆ และปลาอื่นๆ ไม่ให้เข้ามาในบ่อได้

 การใส่ปุ๋ยในบ่อปลา
                    อัตราการใส่ปุ๋ยคอก ที่นิยมใช้กันมากส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 150-200 กิโลกรัม/ไร่ ใส่ทุกๆ 2-3 เดือน ปริมาณแตกต่างกันไปตามสภาพ ของบ่อแลความหนาแน่นของปลาที่เลี้ยง สำหรับอัตราการใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ก็จะแตกต่างกันไปตามชนิดของปุ๋ย คือ
                    - ปุ๋ยฟอสเฟต นิยมใช้กันมากที่สุด ควรใช้ประมาณ 25-30 กิโลกรัมต่อ 6 ไร่ ต่อ 6 เดือน
                    - ปุ๋ยไนโตรเจน อัตราการใช้ไม่ค่อยแน่นอนแตกต่างกันไปแต่ละท้องถิ่น เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียเหลว มีไนโตรเจนอยุ่ 20 เปอร์เซนต์ ใช้ 150 ลิตร ต่อ 6 ไร่
                    - ปุ๋ยผสม เอ็น-พี-เค -300-500 กิโลกรัมต่อ 6 ไร่ ต่อปี
                    การเลี้ยงปลาตะเพียนในบ่อดิน บ่อที่เหมาะสมควรมีขนาดเนื้อที่ ที่ผิวน้ำมากกว่า 400 ตารางเมตร ขึ้นไป ลึกประมาณ 1-1.5 เมตร หลัง จากเตรียมบ่อดังกล่าวมาแล้ว ปล่อยลูกปลาขนาด 1.5-2 เซนติเมตร ในอัตรา 3-4 ตัว/ตารางเมตร ให้อาหารวันละ 2 เวลา เช้า-เย็น ในอัตรา 3-4 เปอร์เซนต์ ของน้ำหนักตัวปลา รูปบ่อที่เลี้ยงควรมีระบบการระบายน้ำที่ดี
                    การเลี้ยงปลาตะเพียนในนาข้าว ควรมีเนื้อที่ประมาณ 10-15 ไร่ การดัดแปลงพื้นที่นาให้เป็นนาปลาก็สามารถปฏิบัติได้ง่าย โดยขุดดิน ในพื้นที่นารอบๆ ถมเสริมคันดินให้สูงขึ้น ทำให้ดินมีความแข็งแรงจะทำให้เกิดคูรอบคันดิน สามารถเก็บกักน้ำให้ขังอยู่ในพื้นที่นาใช้สำหรับเลี้ยงปลาคูที่ขุด ควรมีขนาดกว้างไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร คันดินควรสูงประมาณ 75-100 เซนติเมตร หรือคันดินสูงกว่าระดับน้ำสูงประมาณ 60 เซนติเมตร กว้าง 50 เซนติเมตร มุมที่จะเป็นทางระนาบน้ำออกจากนาควรเป็นด้านที่ต่ำที่สุด ถ้าเป็นไปได้ขุดหลุมกว้าง 1เมตรยาว 1 เมตร ลึก 60-70 เซนติเมตร ไว้เพื่อสะดวกในการจับปลา โดยปลาจะจะมารวมกันในหลุมนี้ เมื่อเวลาน้ำลดในฤดูเก็บเกี่ยว
                   ขนาดของปลาที่ปล่อยลงเลี้ยง ใช้ขนาด 3-5 เซนติเมตร ขึ้นไป ปล่อยอัตรา 400-600 ตัว/ไร่ การใส่ปุ๋ยและการให้อาหารประมาณจะ น้อยกว่าการเลี้ยงแบบอื่นๆ คือ ให้อาหารเพียงวันละครั้ง การปล่อยปลาจะปล่อยหลังจากดำกล้าประมาณ 7 วัน ปล่อยน้ำเข้านาให้สูงประมาณ 1 ฟุต ใช้ระยะ เวลาในการเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน ซึ่งจะพอดีกับข้าวสุก ปลาก็โตมีขนาดพอนำไปจำน่ายตามท้องตลาดได้ การเลี้ยงปลาตะเพียนขาวสามารถเลี้ยงรวมกับ ปลาชนิดอื่นได้ เพื่อเป็นการใช้ประโยชน์ภายในบ่อได้เต็มที่ ปลาแต่ละชนิดที่ปล่อยลงเลี้ยงร่วมกันจะต้องโตได้ขนาดตลาดในเวลาพร้อมกัน เพื่อสะดวกในการ เก็บเกี่ยวผลผลิต ปลาที่เหมาะสมกับการเลี้ยงปลาตะเพียนขาวจะต้องไม่มีนิสัยชอบทำร้ายปลาชนิดอื่น และไม่ควรเป็นพวกปลากินเนื้อ
                   ปลาที่จะเลี้ยงจนดตได้ขนาดตามต้องการ นอกจากใช้อาหาระรรมชาติซึ่งมีอยู่ในบ่อผู้เลี้ยงจำเป็นต้องให้อาหารเพิ่มเติม เพื่อเป็นการเร่งให้ ปลามีอัตราการเจริญเติบโตเร็วขึ้น อาหารสมทบดังกล่าว ได้แก่ แหนเป็ด และไข่น้ำ(ไข่น้ำเป็นพืชที่เกิดขึ้นลอยอยุ่บนผิวน้ำปะปนกับพวกจอกแหน มีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ ขนาดเท่าๆ กับสาคูเม็ดเล็กที่ยังไม่แช่น้ำมีสีค่อนไปทางสีเขียวอ่อน ใช้โปรยให้กินสด) เศษผักต่างๆ โดยวิธีต้มให้เปื่อยผสมกับรำหรือ ปลายข้าวที่ต้มสุก กากถ่วเหลือง กากถั่วลิสง ใช้แขวนหรือใส่กระบะไม้ไว้ในบ่อ ส่วนอาหารจำพวกเนื้อสัตว์หรือสัตว์ที่มีชีวิต เช่น ตัวไหม ปลวก ใส้เดือน มด หนอน ฯลฯ ใช้โปรยให้กิน พวกเครื่องในและเลือดของพวกสัตว์จ่างๆ เช่น สุกร โค กระบือ ใช้บดผสมคลุกเคล้ากับรำและปลายข้าวซึ่งต้มสุกแล้ว นำไปใส่ไว้ ในกระบะไม้ในบ่อ

 ต้นทุนและผลผลิตของการเลี้ยงปลาตะเพียนขาว
                    ปลาตะเพียนขาวที่เลี้ยงกันตามอัตราการปล่อยปลาที่กล่าวแล้ว จะมี ผลผลิตไร่ละประมาณ 800 -1,000 กิโลกรัม ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 7-8 เดือน มีน้ำหนักประมาณ 3 - 4 ตัว/กิโลกรัม โดยมีต้นทุนประมาณ 8,000-10,000 บาท/ไร่ และต้นทุนที่สำคัญคือค่าอาหาร ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 45 ของ ต้นทุนทั้งหมด ราคาจำหน่ายประมาณ 22 บาท/กิโลกรัม รายรับประมาณ 17,600-22,000 บาท/ไร่ (ส่วนเศรษฐกิจการประมง,วชิราภรณ์ ไกรอ่ำ,2549)

 ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ

                    ปัญหาทั่วไป ที่มักจะพบ ได้แก่ ปลา ไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร ทั้งนี้ เพราะไม่ได้ถ่ายเทน้ำเป็นประจำ จึงทำให้เกิดเห็บปลาและหนอนสมอ อันเป็นพยาธิ ของปลา หรือโรคจากบักเตรี ซึ่งเกิดจากการเลี้ยงปลาแน่นเกินไป
                    ศัตรู ของปลาตะเพียนขาว ได้แก่ ปลาช่อน ปลาชะโด ปลาดุก กบ เขียด งูกินปลา และนก ฯลฯ
                    ปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่ง คือ การลักขโมยซึ่งมีวิธีการหลายอย่าง เช่น ใช้ตาข่าย แห กระชัง ลอบทำให้นักเลี้ยงปลาประสบการขาด ทุนมากหลายรายแล้ว
                   อนึ่ง ปัญหาเหล่านี้ผู้เลี้ยงควรศึกษาและแก้ไขโดยใกล้ชิด พร้อมทั้ง ปฏิบัติตามคำแนะนำในด้านวิชาการจากเจ้าหน้าที่ของกรมประมงอย่าง เคร่งครัด

 ต้นทุนและผลตอบแทน
                   ต้นทุนการผลิตปลานิล 1กิโลกรัมในฟาร์มเลี้ยงขนาด 1-3 ไร่ ประกอบด้วยต้นทุนคงที่ได้แก่ ที่ดิน ค่าขุดบ่อ เครื่องสูบน้ำ ฯลฯ มูลค่า 10-12 บาท และต้นทุนผันแปร ได้แก่ พันธุ์ปลา ค่าอาหาร น้ำมันเชื้อเพลิง ฯลฯ มูลค่า 4-6 บาท รวมเป็นต้นทุนทั้งสิ้น 14-18 บาท ต่อผลผลิตปลานิล 1 กิโลกรัม จากข้อมูลพบว่าถ้าเลี้ยงปลานิลด้วยอาหารสมทบเพียงอย่างเดียว จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงกว่าราคาตลาด ดังนั้น เกษตรกรควรเลี้ยงปลานิลร่วมกับปลาชนิด อื่น ๆ โดยเฉพาะการเลี้ยงร่วมกับสัตว์บกหรือใช้น้ำจากบ่อปลากินเนื้อ เช่น ปลาดุก ปลาช่อน ซึ่งมีเศษอาหารและปุ๋ยสำหรับพืชน้ำ ซึ่งเป็นอาหารของปลานิล นอกจากนี้การใช้แรงงานในครอบครัวจะเป็นแนวทางลดต้นทุนการผลิตได้อีกทางหนึ่ง

 แนวโน้มการเลี้ยงปลาตะเพียนขาว

                    ปลาตะเพียนขาวเป็นปลาพื้นบ้านของคนไทย ประชาชนนิยมบริโภค อย่างแพร่หลาย ส่วนของผู้เลี้ยงปลาตะเพียนขาวเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย เจริญเติบโต เร็วเป็นที่ต้องการของตลาด สำหรับต้นทุนการผลิตก็ไม่สูงมาก ดังนั้น การ เลี้ยงปลาชนิดนี้จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอีกทางหนึ่ง