การเพาะเลี้ยงตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวัน

คำนำ
                     
     ตะพาบน้ำเป็นสัตว์น้ำจืดชนิดหนึ่ง ซึ่งจัดอยู่ในประเภทสัตว์ครึ่งบก ครึ่งน้ำ โดยอาศัยอยู่ตามแม่น้ำห้วยหนอง คลองบึงมีอาศัยอยู่ทั่วไปใน
แหล่งน้ำต่าง ๆ ของประเทศไทย แต่ปัจจุบันตะพาบน้ำเป็นสัตว์ที่หาได้ยากไม่เหมือนกับสมัยก่อน เพราะว่าประชากรของประเทศมากขึ้น ตะพาบน้ำก็ถูกตาม ล่า โดยมนุษย์จับมาเป็นอาหารเพิ่มมากขึ้น สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ถูกทำลายลงไปเพราะน้ำมือของมนุษย์ ทำให้ตะพาบสูญหายไปจากธรรมชาติ อย่าง รวดเร็วจึงทำให้มีผู้สนใจที่จะเพาะเลี้ยงตะพาบน้ำแต่ผลผลิตก็ยังไม่เพียงพอ กับความต้องการ และมีสาเหตุเนื่องมาจากประเทศในแถบทวีปเอเซียมีความ
ต้องการบริโภคตะพาบน้ำมากขึ้น จึงได้มีผู้นำตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวันเข้ามาทดลอง เลี้ยงในประเทศไทย ซึ่งสามารถเพาะเลี้ยงได้เป็นผลสำเร็จและมีการขยาย จำนวน ฟาร์มเลี้ยงตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวันขึ้นอย่างมากมาย เช่น แถบจังหวัดระยอง ชลบุรี ตราด และเพชรบุรี ซึ่งฟาร์มเพาะเลี้ยงตะพาบน้ำเหล่านี้ประสบผล สำเร็จ แต่ตะพาบน้ำก็ยังไม่เพียงพอจำหน่าย เนื่องจากตลาดต่างประเทศมีความต้องการมาก ทำให้มีที่ผู้สนใจเลี้ยงตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวันเป็นจำนวนมากแต่ ขอเตือน ผู้เลี้ยงว่าก่อนจะลงมือทำการเลี้ยงเป็นอาชีพ ควรศึกษาเรื่องตลาดให้ดีเสียก่อน เพราะว่าตลาดต่างประเทศ จะไปได้นานแค่ไหน หรืออาจจะเหมือน กับผู้ที่เลี้ยงกบ ก็เป็นได้

แหล่งกำเนิดและการแพร่กระจาย
                        
ตะพาบน้ำที่พบในประเทศไทย มี 5 ชนิด
                  1.Trionyx cortilageneus (Bodd) ตะพาบหรือปลาฝา ตะพาบชนิดนี้ มีขนาดใหญ่ประมาณ 2 ฟุตกระดองออกสีเขียวบางที มีจุดสีเหลือง ปกติมี จุดสีดำ 2-3 จุด จุดดำนี้รูปร่างไม่แน่นอน แต่มีขอบสีเหลือง หัวมีจุดเหลือง ทั่วไป ตัวผู้ด้านท้องมีสีขาว ส่วนตัวเมียจะมีสีเทาชนิดนี้พบ ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ทางตอนใต้ของพม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย
                  2. Trionyx nakornsrithammarajensis (wirot) ตะพาบข้าวตอก เป็นตะพาบน้ำขนาดเล็ก กระดองมีรูปร่างกลม มีผิว เรียบ กระดองหัว เท้ามี สีเขียวเข้ม แต่มีจุดสีเหลืองกระจายอยู่ทั่วไป ส่วนท้องมีสีขาวออกไปทางสีครีม พบในแถบภาคใต้ของประเทศไทย
                  3. Chitra indica Gray ตะพาบม่านลาย ตะพาบชนิดนี้มีขนาด ใหญ่มาก มีกระดองยาวถึง 6 ฟุตมีหัวเล็กและลำคอยาว จมูกค่อน ข้างสั้นยาว เล็กมากจะมีแถบสีเหลืองปนน้ำตาลบนส่วนหัวและกระดองอย่างชัดเจน แถบจะพาดผ่านส่วนหัวยาวอย่างต่อเนื่องมาบนกระดอง ส่วนท้องจะมีสี ขาวหรือ ขาวอมชมพู พบในแม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรี
                  4. Dogania subpiana Geoffroy) ตะพาบแก้มแดง เป็นพันธุ์ที่ เล็กที่สุดกระดองยาว 9-10 นิ้วกระดองเป็นสีเทามีจุดดำ เล็กๆ ประปราย ส่วนหัวเป็นสีเทา ด้านของคอจะเป็นสีแดง ทั้งสองข้างท้องมีสีขาวหรือสีเทา พบแถบจังหวัดกาญจนบุรี ตาก ทางภาคใต้ จังหวัดชุมพร และนคร ศรีธรรมราช
                  5. Pelochelys bibroni (Owen) ตะพาบหัวกบ เป็นตะพาบที่มี ขนาดใหญ่อีกชนิดหนึ่ง รองมาจากตะพาบม่านลายขณะที่ตัวยัง เล็กอายุน้อยจะมี สีเขียวจุดเหลืองประทั่วกระดอง พออายุมากขึ้นกระดองจะเปลี่ยนเป็นสีมะกอกเข้ม หัวและคอมีสีมะกอกปนเทา เท้าเป็นสีเทา เล็บเป็นสีขาว พบในจังหวัดตาก พระนครศรีอยุธยา กรุงเทพฯ กาญจนบุรี และนครศรีธรรมราช

ตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวัน
                 
       ตะพาบไต้หวันมีกระดองเป็นรูปรีเล็กน้อย ลักษณะโครงร่างแบบผิว กระดองเรียบมีกระดองส่วนที่นิ่มหรือเชิงค่อนข้างมาก มีหัวใหญ่ คอ ยาวมาก ปากแหลม ฟันคมและแข็งแรง เมื่อยังเล็กกระดองเป็นสีเขียวเข้มด้านท้องจะมี สีส้มและสีดำสลับ 5-6 ตำแหน่ง เมื่อโตเต็มวัยกระดองจะเป็นสีเขียว อมเหลือง บริเวณเชิงตจะมีสีเหลืองเห็นได้ชัดเจน ตรงกลางกระดองจะมีรอยขีดขวางลำตัว 6 - 7 ขีด ส่วนท้องอ่อนนุ่มมีสีขาวอมชมพูหรือสีเหลืองอ่อน ๆ ตะพาบไต้หวัน มีนิสัยดุร้าย สาเหตุที่ทำให้มีการเลี้ยงตะพาบพันธุ์ไต้หวัน เพราะมีไข่ดกและวางไข่ปีละประมาณ 7-9 เดือน สามารถเลี้ยงเป็นตะพาบเนื้อโดย ใช้ระยะเวลาเลี้ยง 8-12 เดือน จับจำหน่ายได้ราคาดี

ลักษณะเพศของตะพาบน้ำ
                         ตัวผู้จะมีลักษณะยาวเรียว ลำตัวบางกว่าตัวเมีย ตัวผู้หางจะยาวกว่า หางตัวเมีย หางจะยาวยื่นออกมาพ้นกระดอง ตัวเมียจะโตกว่าตัวผู้เมื่อ มีอายุ เท่ากัน ถ้าเอามือลูบที่กระดองตัวเมียจะสากกว่าตัวผู้ ซึ่งสังเกตได้เมื่อตะพาบมี น้ำหนักตั้งแต่ 3 ขีดขึ้นไป ตะพาบจะผสมพันธุ์ได้ดีต้องมีอายุ 18 เดือน ขึ้นไป ถ้าอายุไม่ครบไข่ออกมาไม่ค่อยสมบูรณ์การฟักจะไม่ดีมีไข่เสียมาก

การผสมพันธุ์วางไข่
                   การผสมพันธุ์
                   อายุของตะพาบน้ำที่สามารถผสมพันธุ์ได้ควรมีอายุประมาณ 18 เดือน ขึ้นไปถึงจะดีการผสมพันธุ์ของตะพาบน้ำขณะผสมพันธุ์ตัวผู้จะใช้ ปากกัดที่ บริเวณต้นคอของตะพาบตัวเมียเพื่อจะให้ตัวซ้อนทับอยู่ด้านบน การผสมพันธุ์ ส่วนใหญ่จะกระทำในน้ำ ขณะที่มีความเงียบไม่มีเสียงรบกวน การ ผสมพันธุ์ ส่วนใหญ่มักจะเป็นเวลากลางคืน เมื่อตะพาบผสมพันธุ์กันแล้ว อีกประมาณ 16 - 18 ชั่วโมง ตะพาบตัวเมียจะเริ่มวางไข่ ระยะการวางไข่เป็นเวลา ที่เงียบสนิท ไม่มีเสียงรบกวน ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงเวลาระหว่าง 20.00 - 05.00 น. หรือ ตั้งแต่ 2 ทุ่มจนถึง ตี 5 การวางไข่ของตะพาบน้ำตัวเมียจะขึ้นมา วางไข่บนบก เหนือน้ำเพียงเล็กน้อยหรือบริเวณขอบบ่อ ซึ่งเป็นดินทรายที่เตรียมไว้ให้ตัวเมีย ขึ้นมาวางไข่
                   การวางไข่
                   แม่ตะพาบน้ำจะเลือกที่วางไข่ที่เหมาะสม จากนั้นจะใช้เท้าคุ้ยดินให้เป็น หลุมมีความลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร แล้วหย่อนก้นลงไปไข่ เมื่อไข่เสร็จ แล้วก็จะใช้เท้าเขี่ยกลบ แล้วใช้หน้าอกถูไปกับพื้นเพื่อกลบร่องรอยการวางไข่  
                   อัตราการปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์
                   พ่อพันธุ์ 1 ตัวต่อแม่พันธุ์ 7-10 ตัว การวางไข่ตะพาบจะไข่มากหรือไข่น้อย ขึ้นอยู่กับอายุของตะพาบน้ำถ้าตะพาบอายุ 18 เดือน ให้ไข่ประ มาณ 6-10 ฟอง ถ้าอายุมากขึ้น 2-3 ปี อาจจะไข่ได้ถึง ครั้งละ 20-24 ฟอง ขึ้นอยู่กับอายุและความสมบูรณ์ของตะพาบน้ำ ในระยะเวลา 1 ปี ตะพาบสามารถ วางไข่ได้ 3-5 ครั้ง ตะพาบจะเริ่มวางไข่ตั้งแต่ประมาณ เดือนกุมภาพันธ์-ตุลาคม เพราะช่วงฤดูหนาว ตะพาบจะหยุดวางไข่ หลังจากตะพาบน้ำวางไข่แล้ว จะทิ้งระยะเวลาอีกประมาณ 25-30 วัน จึงจะมีการผสมพันธุ์และวางไข่ครั้งใหม่ ผู้เลี้ยงตะพาบน้ำจึงควรมีความรู้ในด้านนี้ เพื่อเตรียมการให้พ่อแม่พันธุ์มี ความสมบูรณ์อย่างเต็มที่

การฟักไข่
                   ขั้นตอนการวางไข่ตะพาบน้ำเริ่มต้นด้วยการนำไข่ตะพาบที่เก็บได้จาก บริเวณที่วางไข่มาฝังในโรงเพาะฟักซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับที่วางไข่ใน สภาพที่เหมือนธรรมชาติมากที่สุด จะต้องขุดหลุมอีกประมาณ 5-6 เซนติเมตร วางไข่เรียงไว้ ห่างกันเล็กน้อย การฝังไข่ให้ตื้นกว่าของจริงเล็กน้อยไข่ตะพาบ จะฟักออกเป็นตัวต้องอาศัยความชื้นเล็กน้อย จึงควรที่จะพ่นน้ำลงบนหลุมฟักไข่ตะพาบเล็กน้อย เพื่อให้เกิดความชื้น พ่นน้ำทุกวัน หรือ 2-3 วันต่อครั้งบริเวณ ใกล้ที่ฟักไข่ควรมีภาชนะใส่น้ำตื้นไว้ติดกับหลุมฝังไข่ เมื่อลูกตะพาบฟักออกเป็นตัวจะคลาน ลงน้ำทันที ไข่ของตะพาบจะใช้เวลาฟักออกเป็นตัวประมาณ 50-60 วัน ตะพาบน้ำที่ออกใหม่จะแหวกเปลือกไข่ที่แตกแล้วคุ้ยดินขึ้นมาแล้วคลานไปอยู่ในอ่างน้ำที่ เตรียมไว้รุ่งเช้าจึงลำเลียงไปยังบ่ออนุบาล

การอนุบาล
                    เมื่อตะพาบน้ำออกเป็นตัวแล้วก็นำมาอนุบาลในบ่ออนุบาลอีกบ่อหนึ่ง ซึ่งมีขนาดกว้าง 1 เมตรยาว 1.5 เมตร ก่อนนำลูกตะพาบน้ำมาอนุบาล ในบ่อ ต้องมีการเตรียมบ่อไว้ก่อน โดยนำดินร่วนใส่ลงไปประมาณ 2-3 นิ้ว เติมน้ำให้ สูงขึ้นมาจากดิน 1 นิ้ว ในบ่ออนุบาลควรทำเนินไว้สำหรับให้อาหารแก่ ลูกตะพาบ ด้วย เมื่อเตรียมบ่อเสร็จแล้วจึงนำลูกตะพาบลงมาในบ่ออนุบาลต่อไป ในช่วง 3 วันแรกที่ออกจากไข่ยังไม่ต้องให้อาหารลูกตะพาบ ควรให้ในวันที่ 4 ตะพาบ ที่ใส่ลงในบ่ออนุบาลควรใส่ประมาณ 150 ตัว ตะพาบน้ำจะอยู่ในบ่ออนุบาล ประมาณ 7-10 วัน แล้วจึงย้ายไปอยู่ในบ่ออนุบาลที่ 2 ต่อไป
                     บ่ออนุบาล ที่ 2 จะมีขนาดใหญ่กว่าคือให้มีความกว้างประมาณ 2 เมตร ความยาวประมาณ 5เมตร โดยแบ่งพื้นที่บ่อเป็น 2 ส่วน คือส่วน ที่อยู่อาศัยและบริเวณให้อาหาร เช่นเดียวกัน โดยปล่อยลูกตะพาบในอัตราประมาณ 20-25 ตัว ต่อตารางเมตร บ่อนี้จะเลี้ยงตะพาบน้ำเป็นเวลาประมาณ 3 - 4 สัปดาห์ขึ้นไป จึงจะนำออกจำ หน่ายหรือนำลงเลี้ยงในบ่อขุนต่อไป

การเลี้ยงตะพาบน้ำ
                    การเลือกสถานที่เลี้ยงตะพาบน้ำ ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการเลือกสถานที่เลี้ยงตะพาบน้ำ
                      1. ต้องเป็นน้ำจืดสามารถถ่ายเทน้ำได้สะดวก
                      2. บ่อเลี้ยงควรเป็นบ่อดินหรือมีโคลน
                      3. บ่อเลี้ยงตะพาบควรเป็นบริเวณที่มีความเงียบสงบ
                      4. ไม่ควรอยู่ใกล้กับโรงงานอุตสาหกรรมหรือแหล่งชุมชน
                      5. การคมนาคมสะดวกและใกล้แหล่งของตลาด
                      6. บ่อเลี้ยงตะพาบอยู่ใกล้บริเวณที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก

บ่อเลี้ยงตะพาบน้ำ
                     บ่อเลี้ยงตะพาบน้ำแบ่งออกได้ 3 ลักษณะ คือ
                      1. บ่อพ่อแม่พันธุ์
                      2. บ่อเลี้ยงตะพาบน้ำส่งตลาด
                      3. บ่ออนุบาล
                      บ่อพ่อแม่พันธุ์ ถ้าผู้เลี้ยงจะเลี้ยงตะพาบเพื่อจำหน่ายเป็นตะพาบเนื้อบ่อพ่อแม่พันธุ์ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องสร้าง แต่ถ้าจะเลี้ยงแบบต่อ เนื่องหรือครบวงจรแล้ว บ่อพ่อแม่พันธุ์จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพราะการที่เราเพาะลูกตะพาบได้ เองจะเป็นการลดต้นทุนการผลิตได้อย่างแน่นอน บ่อเลี้ยงตะพาบ จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่อยู่อาศัย ส่วนที่ให้อาหารและที่สำหรับวางไข่
                     ตะพาบน้ำจะอาศัยอยู่ทุกบริเวณของพื้นที่ในบ่อเลี้ยง บ่อเลี้ยงควรมีผนังบ่อเป็นคอนกรีตให้สูงประมาณ 50 เซนติเมตร เพื่อป้องกันตะพาบ หลบหนี และผนังคอนกรีตควรเทคอนกรีตลึกลงไปในดินอีกประมาณ 70 เซนติเมตร เพื่อป้องกันตะพาบขุดดินหนี ส่วนพื้นที่บ่อควรเป็นดินเหนียวขนาดของ บ่อเลี้ยงตะพาบน้ำพ่อแม่พันธุ์ไม่มีการกำหนดพื้นที่ตายตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนพ่อแม่พันธุ์
                          ที่ให้อาหาร ควรมีความสำคัญประการหนึ่งซึ่งจะสร้างให้อยู่ ภายในบริเวณที่อยู่อาศัยนั่นเองเหตุที่จะต้องสร้างที่ให้อาหารโดย เฉพาะก็เพราะว่าตะพาบน้ำชอบอาศัยในบ่อที่มีความสะอาด น้ำไม่เน่าเสีย ถ้าให้อาหารภาย ในบ่อโดยตรง โดยที่ไม่มีบริเวณที่ให้อาหารจะทำให้เศษอาหาร ที่เหลือเน่าเสียและทำให้น้ำเสียเร็วขึ้น ทั้งยังทำให้ตะพาบเจริญเติบโตช้าไม่แข็งแรงอาจเกิด โรคได้ บริเวณที่ให้อาหาร อาจสร้างเป็นเนินลาดชันไปจากตัว บ่อและวางอาหารไว้บนเนิน หรือสร้างคันเตี้ย ๆ กั้นระหว่างที่วางอาหารกับส่วนที่อยู่อาศัยให้ แยกจากกันเพื่อป้องกันไม่ให้เศษอาหารเหลือตกลงไปในบ่อทำ ให้น้ำเน่าเสีย
                         โรงเรือนเพาะฟักไข่ตะพาบน้ำ อาจจะสร้างไว้ภายในบ่อพ่อแม่พันธุ์หรือแยกส่วนออกไปต่างหากก็ได้บริเวณฟักไข่จะทำเป็นคอก คอน กรีตรูปสี่เหลี่ยมขนาด2 x 4 เมตร มีความสูงประมาณ 50เซนติเมตรอาจจะใช้อิฐบล็อกกั้นเป็นผนังบ่อก็ได้โดยปรับพื้นบ่อให้เรียบแล้วนำทรายน้ำจืดที่ สะอาดใส่ลงไป ให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อเตรียมไว้ฝังไข่ภายในบ่อฟักไข่ใช้อ่างน้ำดินเผาขนาดปากกว้างประมาณ 12 นิ้ว หรือก่อเป็นอ่างปูนกว้าง ประมาณ 15-20 นิ้ว ฝังไว้ให้เสมอกับพื้นทรายเป็นระยะ ๆ ใส่น้ำให้เต็ม เพื่อเตรียมไว้ให้ลูกตะพาบน้ำลงไปในอ่างหลังจากฟักออกจากไข่
                          โรงฟักไข่หรือคอกฟักไข่ จะต้องสร้างหลังคาคลุมไว้เพื่อป้องกันฝนซึ่งจะทำให้ทรายมีความชื้นมากเกินความจำเป็น และควรกั้นผนัง โดยรอบเพื่อ ป้องกันศัตรูที่จะมากินไข่ตะพาบน้ำได้ คอกฟักไข่ออกแบบได้ตามความเหมาะสมของพื้นที่
                     บ่อเลี้ยงตะพาบน้ำส่งตลาด บ่อขุนตะพาบน้ำมีไว้เพื่อเลี้ยงตะพาบที่คัดออกจากบ่ออนุบาล แล้วนำมา เลี้ยงจนถึงขนาดที่จะส่งขาย ได้ ซึ่งต้องใช้เวลาตั้งแต่ 8-12 เดือน ก็จะได้ น้ำหนักตัวประมาณ 6 ขีด -1 กิโลกรัมได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการ บ่อขุน ตะพาบน้ำนั้นมีลักษณะการสร้างบ่อเป็น แบบเดียวกับพ่อแม่พันธุ์ แต่ความลึกอาจตื้นกว่าเล็กน้อย ส่วนเนินทรายสำหรับวางไข่ไม่มีความจำเป็น บ่อขุนตะพาบ น้ำอาจมีหลังคาพรางแสง โดยใช้ตาข่าย สีดำทำเป็นหลังคาเพื่อช่วยลดอุณหภูมิ
                      บ่อใช้เลี้ยงตะพาบมี 2 แบบ
                      - บ่อคอนกรีต เหมาะสำหรับสร้างในพื้นที่ที่เป็นดอนหรือดินทราย ซึ่งเก็บน้ำไม่อยู่โดยก่อสร้างบ่อคอนกรีตโบกปูนด้านล่างตลอดเพื่อกัน น้ำไม่ให้ รั่วซึมใส่ดินเหนียวตกแต่งให้เหมือนธรรมชาติมากที่สุดแล้วใส่ผักตบชวา บางส่วน
                     - บ่อดิน จะเป็นบ่อที่กว้างมีความจำเป็นที่จะต้องก่ออิฐโบกปูนโดยรอบบ่อความสูงประมาณ 80 เซนติเมตร-1 เมตร เพื่อป้องกันตะพาบน้ำ หลบหนีในบ่อ ควรสร้างเป็นร้านขนาดพื้นที่ 4 ตารางเมตรสามารถให้ตะพาบน้ำคลานขึ้นมา พักผ่อนได้เช่นกัน ในบ่อควรใส่ผักตบชวาเพื่อให้เป็นร่มเงาหรือ ที่สำหรับ ตะพาบน้ำหลบซ่อนได้
                       
ระดับน้ำ ที่ใช้ในการเลี้ยงตะพาบน้ำบ่ออนุบาลตะพาบน้ำควรมีระดับน้ำประมาณ 20 เซนติเมตร บ่อเลี้ยงตะพาบเพื่อส่งออกระดับ น้ำประมาณ 40-80 เซนติเมตร
                        อัตราการปล่อย ตะพาบน้ำลงบ่อบ่อพ่อแม่พันธุ์ปล่อย ในอัตรา 3-5 ตัว/ตารางเมตร ขนาดตะพาบน้ำฟักออกจากไข่ได้ประมาณ 3 วัน ปล่อยในอัตรา 50 ตัว/ตารางเมตร ตะพาบน้ำอายุได้ 2 เดือนปล่อยในอัตรา 20 - 25 ตัว/ตารางเมตรตะพาบน้ำอายุได้ 6 เดือน ปล่อยในอัตรา 3- 5 ตัว/ ตารางเมตร
                       อัตราการเจริญเติบโต ของตะพาบน้ำตะพาบน้ำที่ฟักออกจากไข่ได้ประมาณ 3 วัน จะมีน้ำหนัก 25 ตัว/1 ขีด หรือ 250 ตัว/กิโล กรัม ตะพาบน้ำที่มีอายุได้ประมาณ 2 เดือน จะมีน้ำหนักประมาณ 0.5 ขีด ตะพาบน้ำที่มีอายุประมาณ 4 เดือน จะได้น้ำหนักประมาณ 1 ขีด ตะพาบน้ำอายุได้ ประมาณ 6 เดือน จะมีน้ำหนักประมาณ 2 ขีด ตะพาบน้ำอายุได้ประมาณ 7-16เดือน จะมีน้ำหนักประมาณ 3 ขีด-1 กิโลกรัม สำหรับผู้บริโภคหรือขนาดที่ ตลาดต้องการ ตะพาบน้ำขนาดตั้งแต่ 4-7 ขีด ส่วนผู้ซื้อที่ ต้องการซื้อไปเป็นพ่อแม่พันธุ์ควรมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 6 ขีดขึ้นไป

อาหารตะพาบน้ำ
                         
ตามธรรมชาติตะพาบน้ำเป็นสัตว์ที่กินอาหารจำพวก ไส้เดือน สัตว์น้ำ ต่าง ๆ เช่น ปู ปลา กุ้ง หอยและยังกินของที่เน่าเปื่อย บางครั้งจะกิน พวกพืชน้ำ สำหรับตะพาบน้ำในระยะอนุบาล ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ซึ่งมีขนาดเล็กอยู่ อาหารเป็นปลาเป็ดบดผสมกับอาหารหมู การให้อาหารตะพาบน้ำ ขนาด เล็กจะให้วันละ 2 มื้อ คือ ช่วงเช้าและช่วงเย็นการให้อาหารจะให้บริเวณขอบบ่อวางเรียงไว้โดยไม่ให้อาหารเปียกน้ำเป็นแนวยาวของที่ให้อาหารเมื่อ คนให้อาหารจากไปแล้วตะพาบน้ำจะคลานขึ้นไปกินเอง ตะพาบน้ำขนาดเล็กจะกินอาหารน้อยประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักตัวส่วนตะพาบน้ำใน ระยะที่ 3 จะให้อาหารเพียงมื้อเดียวในช่วงเย็นการให้ อาหารตะพาบน้ำส่วนใหญ่เป็นพวกปลาสดบดผสมกับปลายข้าวต้มหรือผัก ผลไม้ที่หาได้นำมาผสมกัน อาจให้อาหารเสริมเป็นพวกมะละกอสุกเพราะตะพาบน้ำชอบมาก วางไว้ให้ตะพาบกัดแทะเป็นอาหารเสริม โดยปกติตะพาบน้ำจะกินอาหาร ประมาณ 5-6 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักตัวการเปลี่ยนถ่ายน้ำ ความสะอาดของบ่อเลี้ยงถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญของการเลี้ยงตะพาบน้ำอย่างหนึ่งถ้าน้ำไม่สะอาด การเจริญเติบโต ของตะพาบน้ำจะลดลง อาจทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ บ่อเลี้ยงตะพาบน้ำที่มีการถ่ายเทน้ำได้โดยสม่ำเสมอ ทำให้ตะพาบน้ำเติบโตเร็วและแข็งแรงตะพาบน้ำวัย อ่อนจนถึงอายุ 1-2 เดือน ให้ถ่ายน้ำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ตะพาบน้ำขนาดใหญ่ถ่ายน้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

โรคและศัตรูของตะพาบน้ำ
                       ตะพาบน้ำขนาดเล็ก ศัตรูจะได้แก่ พวกหนู นก เหยี่ยว งู และพวกปลาต่าง ๆ ระยะนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ ส่วนศัตรูที่สำคัญ คือ มนุษย์ ซึ่ง มีการลักขโมย เป็นจำนวนมาก
                        โรคตะพาบน้ำ
                         ปัญหาและอุปสรรคในการเพาะเลี้ยงที่สำคัญมากประการหนึ่งคือโรคอีกเช่นเคยโดยมักมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการจัดการที่ไม่เหมาะ สมโรคที่จะกล่าวถึงเป็นโรคที่ตรวจพบในตะพาบน้ำซึ่งเกษตรกรได้นำส่งตัวอย่างมายังสถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำ กรมประมง เพื่อการรักษา
                      โรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย  ตะพาบน้ำที่ป่วยเนื่องจากติดเชื้อแบคทีเรีย มีอาการหลายแบบ
                            - ตกเลือดบริเวณกระดองและหน้าท้อง โดยจะสังเกตเป็นจ้ำเลือด กระจายอยู่ทั่วไป และอาจพบบริเวณคอ ขา รวมถึงบริเวณหาง
                           - ตกเลือดบริเวณช่องขับถ่าย มักพบว่าช่องขับถ่ายบวมแดง
                           - เป็นแผลหลุมบริเวณกระดอง
                           - ตุ่มสิว ตะพาบเมื่อป่วยมากขึ้น ตุ่มเหล่านี้จะปะทุออกกลายเป็น แผล หลุม
                           - เท้าบวมเป็นแผลหนอง และอาจพบจ้ำเลือด
                           - มีน้ำในช่องท้อง
                           - อวัยวะภายใน เช่น ตับ ม้าม ไต หดเล็กลง หรือขยายใหญ่ขึ้น
                           - ขึ้นขอบบ่อ ซึม ไม่กินอาหาร
โรคติดเชื้อแบคทีเรีย มักมีสาเหตุจากตะพาบเกิดความเครียดทำให้อ่อนแอ ยอมรับการติดเชื้อได้ง่าย โดยความเครียดมีสาเหตุจาก
                           - การเลี้ยงที่หนาแน่นมาก
                           - การไม่ค่อยเปลี่ยนถ่ายน้ำ หรือไม่เคยเปลี่ยนถ่ายน้ำเลย
                           - พื้นดินหรือทรายก้นบ่อเน่าเสีย
                           - น้ำที่ใช้เลี้ยงมีความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) สูง หรือต่ำเกินไป
                           - มีแก๊สพิษ เช่น แอมโมเนีย หรือไนไตรท์เกิดขึ้นมากที่พื้นบ่อ
                        การรักษา
                        1.ตะพาบป่วยที่มีลักษณะเป็นแผลบริเวณกระดอง รักษาโดยการใช้
                              - เกลือสาดลงในบ่อปริมาณ 100-300 กิโลกรัม/บ่อ 1 ไร่
                              - บีเคซีสาดลงในบ่ออัตรา 3-5 ซีซีต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร
                              - โพวิโดนไอโอดีนแช่ในอัตรา 1-2 ซีซีต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร
                              - เบตาดีนทาบริเวณที่เกิดแผล
                        2. ตะพาบป่วยมีจ้ำเลือดตามตัว ซึม ถ้ายังกินอาหารอยู่ใช้ยาปฏิชีวนะเช่น ซัลฟาไตร เมทโทรพิม ออกซีเตตราชัยคลิน ไนโตฟูรานโตอิน หรือ นอร์ฟ๊อกซาซีนผสมอาหารให้กินในอัตรา 1-5 กรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัมแต่ถ้าตะพาบไม่กินอาหาร อาจใช้วิธีการฉีดยาปฏิชีวนะแล้วแช่เกลือ นอก จากการใช้ยาและสารเคมีแล้วจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องปรับปรุง สภาพแวดล้อมภายในบ่อควบคู่ไปด้วย เช่น เปลี่ยนถ่ายน้ำหรือกำจัดดินเลน ก้นบ่อที่เน่าเสียทั่วไป เป็นต้น การรักษาจึงจะได้ผลดีและรวดเร็วขึ้น
                      โรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อรา ตะพาบป่วยจะมีลักษณะเป็นขนสีขาวปุยขึ้นทั่วตัว โดยเฉพาะบริเวณกระดอง การกินอาหารจะลดลง ส่วนใหญ่ตะพาบที่ติดเชื้อราถ้าเป็นในตะพาบใหญ่มักจะไม่ตาย แต่การเจริญเติบโตจะช้าส่วนตะพาบเล็กอาจถึงตายได้ เนื่องจากหลังการติดเชื้อรามักมี บาดแผลทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายเกิดโรคแทรกซ้อนทำให้ตะพาบตาย สาเหตุการเกิดเชื้อรามักเกี่ยวเนื่องกับพื้นบ่อที่สกปรกหรือ เน่าเสีย
                        การรักษา
                        ถ้าพบในปริมาณน้อย ให้แยกตะพาบป่วยออกมาแล้วนำมาแช่ในน้ำยามาลาไคท์กรีนเข้มข้น 0.1-2 กรัม ต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร (ตัน) นาน 2 - 3 วันแล้วควรใส่ปูนขาวลงในบ่อในอัตรา 100 - 300 กิโลกรัม/บ่อขนาด 1 ไร่
                       โรคที่มีสาเหตุมาจากโปรโตซัว โปรโตซัวที่ก่อให้เกิดโรคในตะพาบน้ำมีทั้งที่เป็นปรสิตภายนอกและปรสิตภายในตะพาบติดเชื้อ โปรโตซัวที่เป็นพยาธิภายนอก (Epitylis sp.)มักแสดงอาการมีขนขึ้นทั่วตัวโดยสังเกตเห็นได้ชัดเมื่อนำตะพาบแช่น้ำลักษณะของขนที่ขึ้นตัวจะแตกต่างจาก เชื้อรา คือจะมีขนาดใหญ่กว่า และสีขาวเหลือง หรือ ออกเขียว ขึ้นกับสภาพน้ำในบ่อ โรคนี้มักเกิดกับตะพาบที่บ่อเลี้ยงไม่สะอาดหรือ บ่อที่มีการนำผักตบชวา หรือพืชน้ำอื่นเข้ามาใสในบ่อเพื่อเป็นร่มเงา และที่กำบังให้ตะพาบ
                        การรักษา
                        ใช้ฟอร์มมาลิน 25-30 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร สาดลงในบ่อ หรือใช้เกลือ 0.5-1% (เกลือ 5-10กิโลกรัมต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร) เปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวันหลังจากถ่ายน้ำให้ไหลใส่ฟอร์มาลิน หรือเกลือในระดับความเข้มข้นเดิมทำซ้ำประมาณ 2-3 วัน โรคที่เกิดจากปรสิตภายใน (Balantidium sp.)โรคนี้ค่อนข้าง ร้ายแรงโปรโตซัวจะอยู่ในทางเดินอาหาร ถ้ามีเป็นปริมาณมากจะทำให้ลำไส้หรือกระเพาะอาหารทะลุ อาหารที่ตะพาบ กินเข้าไปบางส่วนจะหลุดรอดรูบาดแผลออกมาทำให้เกิดการเน่าเสียภายในช่องท้อง ซึ่งมีผลให้ตะพาบตายได้ เมื่อตะพาบป่วยถึงขั้นทางเดินอาหารทะลุแล้ว ไม่สามารถรักษาให้หายได้ ดังนั้นจึงควรป้องกันไว้ก่อนโดยการให้ตะพาบกินยาถ่ายพยาธิเป็นประจำทุกเดือน
                      โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส มีนักวิจัยบางท่านได้รายงานว่า ตะพาบป่วยมีอาการตัวบวม โดยอาการเริ่มจากคอและขาบวมก่อน จากนั้นส่วนอื่นจึงบวมตาม ตะพาบจะซึมไม่กินอาหาร ตะพาบที่ป่วยหนักจะมีการตกเลือดบริเวณหน้าท้อง และหน้าอกจะยุบลง จากการศึกษาของทางสถาบัน วิจัยสุขภาพสัตว์น้ำพบว่าตะพาบที่ป่วยด้วยอาการดังกล่าวสามารถแยกเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิดซึ่งอาการป่วยนี้จะมีไวรัสร่วมอยู่ด้วยหรือไม่นั้นกำลังศึกษา วิจัยอยู่จากที่กล่าวมาข้างต้นจะพบว่าโรคตะพาบน้ำมีหลายโรคมาก ดังนั้นการ ป้องกันการเกิดโรคจะช่วยลดอัตราการสูญเสียได้
                        การป้องกันโรคตะพาบน้ำ
                          1. ไม่ควรเลี้ยงตะพาบให้หนาแน่นเกินไป เนื่องจากตะพาบน้ำมีนิสัยก้าวร้าว เมื่ออยู่รวมกันแน่นมาก ๆ จะกัดกัน ทำให้เกิดบาดแผลขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราตามมา
                          2. คุณภาพน้ำในบ่อควรปรับให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม โดยเฉพาะความเป็นกรดเป็นด่าง (pH)ควรอยู่ในช่วง 6.5-8.5 เนื่องจาก ตะพาบน้ำจะชอบอยู่ในน้ำมากกว่าบนบก ดังนั้น เมื่อสภาพน้ำไม่เหมาะสมจะมีผลให้ตะพาบอ่อนแอเกิดติดเชื้อได้ง่าย
                          3. ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำให้สม่ำเสมอ อย่าทิ้งให้น้ำในบ่อเน่าเสีย
                          4. ควรมีบ่อสำรอง เมื่อเลี้ยงตะพาบได้ประมาณ 2-3 เดือน ส่วนใหญ่พื้นก้นบ่อจะเน่าเสีย เนื่องจากการสะสมของเศษอาหารที่ตะพาบ กินไม่หมดรวมทั้งสิ่งขับถ่ายของตะพาบซึ่งสะสมอยู่ที่พื้นบ่อ ตะพาบน้ำมีอุปนิสัยชอบฝังตัวในดิน เมื่อการเน่าเสียของพื้นบ่อเกิดขึ้นจึงมีผลกระทบต่อตะพาบ โดยตรง ดังนั้น ถ้าสังเกตเห็นพื้นบ่อเน่าเสียในช่วงแรกอาจใช้ปูนขาวและเกลือช่วยได้แต่เมื่อเน่าเสียมากขึ้นควรจะย้ายตะพาบน้ำไปยังบ่อใหม่ที่มีการทำความ สะอาดพื้นบ่อเรียบร้อยแล้ว
                          5. อาหารที่ใช้เลี้ยงตะพาบน้ำ ถ้าใช้อาหารสด เช่น ปลาสับควรใช้ ปลาที่ยังสดอยู่ ไม่ควรนำอาหารที่เน่าแล้วให้ตะพาบกิน ซึ่งอาจทำ ให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหารได้
                          6. ควรให้ยาถ่ายพยาธิแก่ตะพาบน้ำเป็นประจำ เดือนละ 1 - 2 ครั้ง เนื่องจากตะพาบน้ำกินอาหารสด ดังนั้นจึงมีโอกาสติดโรคพยาธิ ได้ง่าย
                          7. ตะพาบน้ำใหม่ที่นำเข้ามาในฟาร์ม ควรจะมีบ่อแยกต่างหาก จากนั้นให้ยาฆ่าเชื้อและยาถ่ายพยาธิ เพื่อกำจัดแบคทีเรียและพยาธิที่ อาจติดมากับตะพาบน้ำ เป็นการป้องกันการแพร่เชื้อในบ่อตะพาบ
                          8. เมื่อสังเกตพบตะพาบมีอาการผิดปกติ ควรรีบแยกตะพาบป่วย ออกจากตะพาบปกติทันทีเพื่อป้องกันการลุกลามและการระบาดของ โรค
                          9. ผักตบชวาและพืชน้ำที่จะนำมาใส่ในบ่อเพื่อเป็นร่มเงาและที่กำบังให้ตะพาบก่อนนำมาใช้ในบ่อควรทำความสะอาดรากและใบให้ดี แล้วแช่ในน้ำด่างทับทิมเข้มข้นเพื่อกำจัดปรสิตภายนอกที่อาจติดมากับรากและใบก่อน จากนั้นจึงล้างน้ำสะอาดอีกครั้งก่อนใส่ลงในบ่อ

ต้นทุนการผลิต
                     ต้นทุนผันแปร
                       - ค่าพันธุ์
                       - ค่าอาหาร
                       - ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง
                       - ค่าเสียโอกาสเงินทุน
                       - ค่าแรงงาน
                     ต้นทุนคงที่
                       - ค่าที่ดิน
                       - ค่าโรงเรือน
                       - ค่าเสื่อมราคาของบ่อ

แนวโน้มทางด้านการตลาด
                      การเลี้ยงตะพาบในปัจจุบันนี้ มีผู้เลี้ยงกันเป็นจำนวนมาก ผู้เลี้ยงส่วนใหญ่ก็สามารถเลี้ยงตะพาบกันได้เป็นอย่างดี แต่ผู้เลี้ยงยังขาดความรู้
ทางด้านการตลาด จึงอยากให้ผู้เลี้ยงตะพาบที่มีอยู่รวมตัวกันตั้งกลุ่มผู้เลี้ยงตะพาบขึ้นมา เพราะว่าจะช่วยให้ราคาของตะพาบน้ำมีราคาที่ผู้เลี้ยงสามารถเลี้ยง
แล้วมีกำไรพออยู่รอด ทั้งนี้ สาเหตุอันเนื่องมาจากผู้เลี้ยงมีจำนวนมากพ่อค้า คนกลางย่อมกดราคาให้ต่ำลง ส่วนใหญ่ขณะนี้ตลาดของตะพาบน้ำตกอยู่ในมือ
ของพ่อค้าคนกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ที่ส่งออกเพียงกลุ่มเดียว สำหรับท่านที่สนใจจะเลี้ยงตะพาบน้ำก็ควรคิดให้รอบคอบและหาตลาดรองรับเพื่อป้องกันภาวะการ
ขาดทุน ถ้าผู้เลี้ยงรวมตัวกันได้และผู้ค้าตะพาบน้ำยอมลดส่วนแบ่งของกำไรลงบ้างเพื่อประโยชน์ของผู้เลี้ยง คิดว่าตลาดของตะพาบน้ำและการเลี้ยงตะพาบ น้ำ ของประเทศไทยคงยืนยาวไปอีกนาน ซึ่งเป็นแนวทางที่จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศไทยดีขึ้นอีกด้วย