วิสัยทัศน์ “ผู้ประกอบการด้านประมงมั่นคง สินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงรุ่งโรจน์”
  หน้าหลัก
  จังหวัดสุรินทร์
  ศูนย์วิจัยฯประมงน้ำจืดสุรินทร์
  โครงการ/กิจกรรม
   อัตรากำลัง
  แผน/ผลปฎิบัติงาน
  งานวิจัย
  สถานที่ท่องเที่ยว
  กระดานถาม - ตอบ
   
   
   
   
   


 หนังสือพิมพ์
ไทยรัฐ | เดลินิวส์ | มิติชน | ข่าวสด ผู้จัดการ | กรุงเทพธุรกิจ | ไทยโพสต์ | บางกอกโพสต์ | อ.ส.ม.ท | เดอะเนชั่น | คมชัด ลึก | สยามกีฬา | ฐานเศรษฐกิจ | สยามรัฐ | เส้นทางเศรษฐกิจ


 สถานนีโทรทัศน์
ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 ช่อง 11 ที-ไอทีวTruevisions twn
 


  ลิงค์หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กรมประมง
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กระทรวงมหาดไทย
สำนักงานประมงจังหวัดสุรินทร์
สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดศรีสะเกษ

ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งระยอง

สุรินทร ์ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม
ประวัติจังหวัดสุรินทร

ขนาดและที่ตั้ง

จังหวัดสุรินทร์ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ห่างจากกรุงเทพฯประมาณ 454 กิโลเมตร
มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 8,124.056 ตารางกิโลเมตร และมีอาณาเขตติดต่อดังนี้.

ทิศเหนือ ติดกับจังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดมหาสารคาม
ทิศตะวันออก ติดกับจังหวัดศรีสะเกษ
ทิศใต้ ติดกับประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย
ทิศตะวันตก ติดกับจังหวัดบุรีรัมย์

ประวัติความเป็นมา

จังหวัดสุรินทร์ เป็นจังหวัดที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานจังหวัดหนึ่ง แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่นอนว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไร
อาศัยเพียงข้อสันนิษฐานของนักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี ตลอดจนคำบอกเล่าของผู้สูงอายุที่เล่าต่อๆ กันมาโดยเชื่อกันว่าเมืองสุรินทร์
ถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 2000 ปี ล่วงมาแล้วในสมัยที่พวกขอมมีอำนาจอยู่ในบริเวณนี้ เมื่อขอมเสื่อมอำนาจลง เมืองสุรินทร์ได้ถูกทิ้งร้าง
จนกลายเป็นป่าดงอยู่นานจนกระทั่ง ถึง พ.ศ. 2306 จึงปรากฏหลักฐานว่า หลวงสุรินทรภักดี (เชียงปุม)
ซึ่งเดิมเป็นหัวหน้าหมู่บ้านเมืองที
ได้ขอให้เจ้าเมืองกราบบังคมทูลขอพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ย้ายหมู่บ้านจากบ้านเมืองที
มาตั้งอยู่บริเวณบ้านคูประทาย บริเวณซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองสุรินทร์ในปัจจุบันนี้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นบริเวณที่มีชัยภูมิเหมาะสม มีกำแพงค่ายคูล้อมรอบ 2 ชั้น
มีน้ำอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การประกอบอาชีพและอยู่อาศัย ต่อมาหลวงสุรินทรภักดีได้กระทำความดีความชอบเป็นที่โปรดปรานจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ยกบ้านคูประทายเป็น “เมืองประทายสมันต์” และเลื่อนบรรดาศักดิ์หลวงสุรินทรภักดี เป็นพระสุรินทรภักดี ศรีณรงค์จางวาง ให้เป็นเจ้าเมืองปกครอง
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 (พ.ศ. 2329) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เปลี่ยนชื่อ” เมืองประทายสมันต์”
เป็น “เมืองสุรินทร์” ตามสร้อยบรรดาศักดิ์ของเจ้าเมืองเมืองสุรินทร์ มีเจ้าเมืองปกครองสืบเชื้อสายกันมารวม 11 คน จนถึง พ.ศ. 2451 ได้มีการปรับปรุง
ระบบบริหารราชการแผ่นดินเป็นแบบเทศาภิบาลส่วนกลาง จึงได้แต่งตั้งพระกรุงศรีบุรีรักษ์ (สุม สุมนานนท์) มาดำรงตำแหน่ง ข้าหลวงประจำจังหวัด
หรือผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนแรกของเมืองสุรินทร์

ภูมิประเทศ

จังหวัดสุรินทร์ มีพื้นที่ประมาณ 8,124.056 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 5,077,535 ไร่ เท่ากับ10.5 % ของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
มีพื้นที่เพื่อการเกษตรกรรมประมาณ 3,631,421 ไร่ ส่วนพื้นที่ชายแดนด้านกัมพูชามีพื้นที่ป่าและภูเขา ความยาวตลอดแนวชายแดนประมาณ 90 กิโลเมตร
และมีช่องทางขึ้นลงระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา จำนวน 35 ช่องทาง ส่วนตอนกลางของจังหวัดเป็นที่ราบลุ่มขนาดใหญ่สลับกับที่ราบลุ่มสูงบางตอน
ส่วนด้านเหนือจะเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำและลำน้ำธรรมชาติไหลผ่านถึง 8 สาย และเป็นที่ตั้งของทุ่งกุลาร้องไห้อันกว้างใหญ่ประมาณ 576,000 ไร่
คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 29.45 % ของพื้นที่ทุ่งกุลาทั้งหมด

ภูมิอากาศ

ลักษณะภูมิอากาศของจังหวัดสุรินทร์ มี 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูร้อน สภาพอากาศในแต่ละฤดู มีดังต่อไปนี้
1. ฤดูฝนอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม – ตุลาคม ได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นลมที่ก่อให้เกิดฝนตกทั่วประเทศ
ฝนตกมากที่สุดในเดือนกรกฏาคมและกันยายน ซึ่งมีวันฝนตก 127 วัน
2. ฤดูหนาว อยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน – มกราคม ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ
3. ฤดูร้อน อยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน โดยได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นลมร้อนพัดมาจากทะเลจีนใต้

การปกครองและประชากร

จังหวัดสุรินทร์ แบ่งการปกครองส่วนภูมิภาค ออกเป็น 13 อำเภอ 4 กิ่งอำเภอ 158 ตำบล 2,057 หมู่บ้าน โดยแยกเป็นอำเภอต่างๆ ดังนี้
อำเภอเมืองสุรินทร์ อำเภอกาบเชิง อำเภอจอมพระ อำเภอชุมพลบุรี อำเภอท่าตูม อำเภอบัวเชด อำเภอปราสาท อำเภอรัตนบุรี อำเภอลำดวน
อำเภอศีขรภูมิ อำเภอสนม อำเภอสังขะ อำเภอสำโรงทาบ กิ่งอำเภอศรีณรงค์ กิ่งอำเภอพนมดงรัก กิ่งอำเภอเขวาสินรินทร์ และกิ่งอำเภอโนนนารายณ์
การปกครองส่วนท้องถิ่นประกอบด้วยองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล 14 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล 158 แห่ง   
จากข้อมูลสมุดรายงานสถิติจังหวัดสุรินทร์ ในปี พ.ศ. 2545 จังหวัดสุรินทร์มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 1,399,377 คน เป็นชาย 700,417 คน
หรือคิดเป็นร้อยละ 50.05 ของประชากรทั้งหมด เป็นหญิง 698,980 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 49.95 ของประชากรทั้งหมด

ทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งน้ำ

ป่าไม้เป็นทรัพยากรที่มีค่าของจังหวัดสุรินทร์ มีไม้ที่มีค่าอยู่หลายชนิด เช่น ไม้ประดู่ ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้ตะเคียน ไม้ยาง และไม้พลวง เป็นต้น
แหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญ คือ แม่น้ำมูล ลำห้วยชี ลำห้วยพลับพลา ห้วยเสนง ลำห้วยระวี ลำห้วยทับทัน ลำห้วยระหาร และลำห้วยแก้ว
แหล่งน้ำที่มีอยู่โดยทั่วไปมักจะแห้งขอดในฤดูร้อน มีเพียงลำน้ำมูลเท่านั้นที่มีน้ำขังตลอดปี สามารถใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตามยังมีโครงการชลประทานและอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ที่สามารถใช้ประโยชน์ ทั้งในด้านการเกษตร และการอุปโภคบริโภคได้
ถึงแม้สภาพอากาศ น้ำ และคุณภาพของดินจะไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกนัก ประชาชนส่วนใหญ่ในจังหวัดสุรินทร์ยังคงประกอบ
อาชีพทางด้านการเกษตรกรรมมีการทำนาข้าวเจ้า ทำสวน และเพาะปลูกพืชไร่ชนิดต่าง ๆ เช่น ปอแก้ว ข้าวเจ้า ไร่ อ้อยน้ำตาล
และ มันสำปะหลัง อาชีพที่มีความสำคัญรองลงมาคือ การเลี้ยงไหมและการบริการ


สภาพทางเศรษฐกิจ

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงานว่าในปี 2542 จังหวัดสุรินทร์มีมูลค่าผลิตภัณฑ์จังหวัด(GPP.)
ตามราคาประจำปี 26.235 พันล้านบาท มูลค่าผลิตภัณฑ์ เฉลี่ยต่อคน 19,725 บาท สาขาที่ทำรายได้ให้แก่จังหวัดมากที่สุด คือ
สาขาเกษตรกรรม คิดเป็นร้อยละ 28.08 รองลงมา คือสาขาการค้าส่งและค้าปลีก และสาขาการบริการ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 22.43 และ 18.94 ตามลำดับ

การคมนาคมและขนส่ง

จังหวัดสุรินทร์ มีทางหลวงแผ่นดินและทางหลวงจังหวัด ใช้เดินทางติดต่อภายในจังหวัดและติดต่อระหว่างจังหวัดได้โดยสะดวก
มีเส้นทางติดต่อระหว่างตำบลและหมู่บ้านในชนบท ซึ่งสามารถใช้ในการเดินทางและขนส่งผลิตผลต่างๆ นอกจากนี้ยังมีทางรถไฟผ่านจังหวัดสุรินทร์
ที่อำเภอเมืองสุรินทร์ อำเภอศีขรภูมิ และอำเภอสำโรงทาบ รวมระยะทาง 65 กิโลเมตร

การสาธารณูปโภค

ในปี 2545 มีการประปา 9 แห่ง มีกำลังผลิต รวมทั้งสิ้น 13,096,200 ลูกบาศก์เมตร แต่สามารถผลิตน้ำได้เพียง 8,226,473 ลูกบาศก์เมตร
มีการใช้กระแสไฟฟ้าภายในจังหวัดสุรินทร์ 338.96 ล้านยูนิต

การศึกษา

ด้านการศึกษา ปีการศึกษา 2545 จังหวัดสุรินทร์ มีสถานศึกษา 883 แห่ง ครู/อาจารย์ 13,028 คน นักเรียน/นักศึกษา 287,277 คน

การสาธารณสุข
ด้านสาธารณสุข ปีงบประมาณ 2545 มีโรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน รวม 18 แห่ง คลีนิค ทุกประเภท 104 แห่ง สถานีอนามัย 209 แห่ง
แพทย์ 115 คน ทันตแพทย์ 42 คน พยาบาล 1,060 คน

การเกษตรกรรมและชลประทาน
สภาพพื้นที่ของจังหวัดสุรินทร์ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบลุ่ม สลับกับพื้นที่ดอน ตามแนวชายเขาเป็นบางส่วน พื้นที่ราบลุ่มนั้นเหมาะสำหรับปลูกข้าว
ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักอันดับหนึ่งของจังหวัด ส่วนพื้นที่ดอนตามแนวชายเขานั้นเหมาะสำหรับเพาะปลูกปอแก้วและมันสำปะหลังซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจ
หลักรองจากข้าว พื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 3,443,514.80 ไร่ แบ่งเป็น
-พื้นที่ทำนา 3,126,747 ไร่ (90.80 %)
-พื้นที่ทำไร่ 175,224.75 ไร่ (5.09%)
-พื้นที่ปลูกไม้ผล 99,616.25 ไร่ (2.89%)
-พื้นที่ปลูกพืชผัก 23,432.75 ไร่ (0.68%)
-ไม้ดอก 202.05 ไร่ (0.01%)
-ไม้ยืนต้น 18,292 ไร่ (0.53 %)

-ปศุสัตว์ 153,808 ไร่ (4.24%)
-พื้นที่ป่าไม้ 1,417,176 ไร่ (25.81%)
-พื้นที่ไม่ได้จำแนก 629,934.20 ไร่ (11.47%)

จำนวนอ่างเก็บน้ำชลประทาน
-ชลประทานขนาดกลาง 17 แห่ง ความจุ 146.77 ล้านลูกบาศก์เมตร
-ชลประทานขนาดเล็ก 281 แห่ง พื้นที่ใช้ประโยชน์ 175,350 ไร่

การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด
ในปี 2545 จังหวัดสุรินทร์ มีครัวเรือนที่ทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด 16,650 ครัวเรือน จำนวน 21,403 บ่อ เนื้อที่ 10,775 ไร่
มีปริมาณการจับสัตว์น้ำจืด 17,065,000 กิโลกรัม

แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ
จังหวัดสุรินทร์ เป็นจังหวัดหนึ่งที่ได้รับการส่งเสริมให้เป็นจังหวัดแหล่งท่องเที่ยว
นอกจากจะมีงานแสดงของช้างซึ่งถือเป็นงานประจำปีระดับชาติที่ยิ่งใหญ่ที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศไทยและจังหวัดสุรินทร์แล้ว
ยังมีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติโบราณสถานประวัติศาสตร์ หัตถกรรมประเพณีและวัฒนธรรมอีกมากมายที่ชักจูงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
ให้เดินทางมาเยี่ยมชมจังหวัดสุรินทร์ ดังนี้ หมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของบ้านกระโพ
มีถนนเดินทางไปถึงสะดวกเป็นถนนลาดยาง แยกจากถนนสายสุรินทร์- ร้อยเอ็ด ประมาณกิโลเมตรที่ 35 ประชากรส่วนใหญ่ มีอาชีพทำนา
ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ปลูกปอและทอผ้าไหมรวมทั้งมีการเลี้ยงช้าง การช้างเลี้ยงของชาวบ้านตากลางเป็นการเลี้ยงไว้เป็นเพื่อน
คนกับช้างมีความรักใคร่ผูกพันรู้จิตใจกันดังเพื่อนสนิทนอกจากนี้บ้านตากลางยังเป็นสถานที่ใช้ฝึกงานสำหรับแสดงในงานแสดงของช้าง
จังหวัดสุรินทร์เป็นประจำทุกปี ช้างบ้านตากลาง เป็นช้างบ้านที่เชื่องนอนร่วมชายคาเรือนเดียวกันกับคนไทยในสมัยโบราณอาชีพที่ขึ้นหน้าขึ้นตา
คือ การไปจับช้างป่ามาขาย ส่วนมากมักจะเดินทางไปจับในดินแดนของประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย ปัจจุบันแม้ชาวบ้านตากลางจะไม่ไปจับช้างแล้ว
แต่เรายังสามารถพบปะพูดคุยกับหมอช้างที่มีประสบการณ์ในการจับช้างมาแล้วหลายครั้งได้ตลอดเวลา ชีวิตของหมอช้างเป็นชีวิตที่ต้องใช้ความกล้าหาญอย่างยิ่ง
ชาวบ้านตากลางเป็นผู้มีความสงบเสงี่ยม สำรวม พูดน้อย ถ้าเราได้สนทนาด้วยแล้วจะทราบว่าเขา คือ นักต่อสู้ผู้ยิ่งใหญ่จริง ๆ

พระพุทธบาทจำลองเขาพนมสวาย อยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ ประมาณ 22 กิโลเมตร (ถนนลาดยางสายสุรินทร์ – ปราสาท 14 กิโลเมตร
และถนนผิวจราจรลูกรังระยะทาง 8 กิโลเมตร) อยู่ในท้องที่ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เป็นภูเขาเตี้ยๆ มียอดเขาอยู่ 3 ยอด ยอดที่ 1 มีชื่อว่า ยอดเขาหญิง
(พนมสรัย) ทางวัดได้จัดสร้างพระพุทธรูปองค์ขนาดกลางประดิษฐานบนยอดเขา ยอดที่ 2 ชื่อว่า ยอดเขาชาย (พนมเปราะ) เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธ สุรินทรมงคล
ยอดที่ 3 มีชื่อว่า เขาคอก (พนมกรอล) พุทธสมาคมจังหวัดสุรินทร์ได้จัดสร้างศาลาอัฏมุข เป็นอนุสรณ์ฉลองครบรอบ 200 ปี แห่งการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์
เพื่อประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งแต่เดิมนั้นประดิษฐาน อยู่บนยอดเขาชาย โดยเริ่มทำการก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2524 และสำเร็จบริบูรณ์ใน
วันที่ 15 กรกฎาคม 2525 ปัจจุบันหมู่เขาพนมสวายได้รับการปรับปรุงเป็นวนอุทยานเขาสวายแล้ว บรรพบุรุษชาวสุรินทร์ถือว่าเป็นสถานที่แสวงบุญ โดยการเดินทาง
ไปยอดเขาในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งเป็นวันหยุดงานตามประเพณีของชาวสุรินทร์แต่โบราณกาล เมื่อได้จัดสร้างถาวรวัตถุทางพุทธศาสนาประดิษฐานไว้ทุกยอดของ
หมู่เขาพนมสวายแล้วนับแต่นี้เป็นต้นไปสถานที่แห่งนี้ จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแสวงบุญโดยสมบูรณ์

หมู่บ้านทอผ้าไหม หมู่บ้านเขวาสินรินทร์ ตำบลเขวาสินรินทร์ กิ่งอำเภอเขวาสินรินทร์และหมู่บ้านจันรมย์ ตำบลตาอ็อง อำเภอเมืองสุรินทร์
เป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงในด้านการทอผ้าไหมไทยพื้นเมืองที่เป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้าน นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเยี่ยมชมการทอผ้าไหม การสาวไหม
และซื้อสินค้าพื้นเมืองที่ผลิตขึ้นเองในราคาถูก มีถนนลาดยาง รพช. เข้าถึงหมู่บ้านซึ่งแยกจากถนนสายสุรินทร์ – ร้อยเอ็ด ประมาณกิโลเมตรที่ 14 สำหรับบ้านจันรมย์
อยู่ทางทิศตะวันออกของอำเภอเมืองสุรินทร์ แยกจากถนนสุรินทร์ – สังขะ ประมาณกิโลเมตรที่ 9 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้นำนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ
เข้าเยี่ยมชมโครงการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ที่บ้านจันรมย์ และชมการทอผ้าไหมที่บ้านเขวาสินรินทร์ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2524 ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาเดียวกับเทศ
กาลงานแสดงของช้าง นับเป็นครั้งแรกที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเข้ามาเยี่ยมชมสามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นเมืองได้เป็นจำนวนมากทำให้ราษฏรมีรายได้เพิ่มขึ้น
จนได้รับคำชมเชยจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ปราสาทโบราณ จังหวัดสุรินทร์มีปราสาทต่าง ๆ อยู่ตามอำเภอในเขตจังหวัดหลายแห่ง ซึ่งมีคุณค่าทางด้าน
การศึกษาทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก สันนิษฐานว่าในสมัย ขอมเรืองอำนาจจังหวัดสุรินทร์คงเป็นดินแดนแห่งหนึ่งที่อยู่ในเส้นทางไปมาของขอมระหว่าง
เขาพระวิหาร เขาพนมรุ้งกับนครวัด นครธมจึงได้จัดสร้างปราสาทขึ้นเป็นจำนวนมากดังนี้ คือ

ปราสาทหินบ้านพลวง ตั้งอยู่ที่บ้านพลวง ตำบลกังแอน อำเภอปราสาท ห่างจากที่ว่าการอำเภอ 4 กิโลเมตร ตามถนนสายสุรินทร์ – ช่องจอม สร้างสมัยบาปวน ระหว่าง
พ.ศ. 1550 – 1650 รัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 ถึงรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 แห่งอาณาจักรกัมพูชา เป็นปราสาทหินเล็ก ๆ แต่ฝีมือการสลักหินประณีตงดงามมากมาย
เคยได้รับการบูรณะแล้วจึงสามารถเห็นองค์ปราสาทชัดเจนทั้ง 4 ด้าน ฐานของปราสาทก่อด้วยศิลาแลงยกพื้น เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า องค์ปรางค์ก่อด้วยหินทรายเป็นรูปสี่เหลี่ยม
ย่อมุม ประตูปราสาทสลักเป็นรูปโยคีนั่งสมาธิเรียงแถว 6 คน หน้าบันไดสลักเป็นรูปพระกฤษณะยืนอยู่บนเศียรเกียรติมุขพระหัตถ์ซ้ายท้าวพระกฤษฎี พระหัตถ์ขวาทรงแบกเขาวรรธะ
มีรูปโคประกอบและสลักเป็นรูปนาคราช 5 เศียร ข้างละ 1 ตัว องค์ปรางค์สลักเป็นรูปลายดอกไม้ตอนโคนเป็นทวารบาล ยืนกุมกระบอง ด้านหน้าทางเข้าปราสาทมีสระข้างละ 1 สระ
บริเวณองค์ปราสาทได้รับการตกแต่ง ไว้อย่างสวยงาม

ปราสาทศีขรภูมิ ตั้งอยู่ที่บ้านปราสาท ตำบลระแงง อำเภอศีขรภูมิ ห่างจากที่ว่าการอำเภอไปทางทิศตะวันออก ประมาณ 800 เมตร
สร้างสมัยบาปวน เมื่อประมาณ พ.ศ. 1650 ลักษณะเป็นปรางค์ก่อด้วยอิฐ 5 องค์ ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน ฐานก่อด้วยศิลาแลง ปรางค์องค์กลาง
สูง 32 เมตร มีลวดลายสลักหินตามเสาทวารและ ทับหลังงดงามมาก มีสระสี่เหลี่ยมอยู่ใกล้องค์ปราสาท ปราสาทนี้กว้างประมาณ 200 ไร่ เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจที่
สวยงามของจังหวัด อีกแห่งหนึ่ง

ปราสาทภูมิโปน ตั้งอยู่ที่บ้านภูมิโปน ตำบลดม อำเภอสังขะ เป็นปราสาทขอมสมัย ไพรกเมง ระหว่าง พ.ศ. 1185 – 1250 ในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 แห่ง
อาณาจักรเจนละ ลักษณะเป็นปรางค์สี่เหลี่ยมก่อด้วยอิฐ ฐานก่อด้วยศิลาแลงย่อมุมสิบสอง กว้าง 5.70 เมตร มีประตู เสาและทับหลัง ห่างจากฐานปรางค์มาทางตะวันตก
มีฐานวิหาร 1 หลัง และห่างออกไปทางตะวันตกอีก 32 เมตรมีวิหารอีกหลังหนึ่ง ปราสาทภูมิโปนเป็นปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดของจังหวัดสุรินทร์และเก่าแก่กว่าปราสาทหลาย ๆ
แห่งของอีสาน

ปราสาทตาเมือนโต๊ด
ตั้งอยู่ทางทิศใต้ ห่างจากบ้านตาเมียง ตำบลบักได กิ่งอำเภอพนมดงรัก ประมาณ 12 กิโลเมตร
ติดเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาประชาธิปไตย เป็นปราสาทที่มีปรางค์และก่อฐานด้วยหินทรายเป็นรูปสี่เหลี่ยมมีลักษณะเดียวกันกับปราสาทบ้านพลวง

ปราสาทตาเมือนธม ตั้งอยู่ถัดจากปราสาทตาเมือนโต๊ด ไปทางทิศใต้ประมาณ 800 เมตร ตั้งอยู่ริมลำธารซึ่งไหลมาจากเทือกเขาพนมดงรัก ปราสาทนี้มีปรางค์ 3 องค์
ทุกสี่เหลี่ยมขององค์ปรางค์สลักเป็นลายดอกไม้ตอนล่างสลักเป็นเทวรูปยืน ซุ้มประตูสร้างด้วยหินทราย มีท่าน้ำริมวิหาร บันไดท่าน้ำสร้างด้วยท่อนศิลาแลง เฉพาะบันได
กว้าง 2 เมตร ยาว 30 เมตร มีสระน้ำภายนอกปราสาท ตัวสระน้ำเรียงด้วยท่อนศิลาเป็นชั้น ๆ โดยรอบลึกลงไปถึงก้นสระ

ปราสาทยายเหงา ตั้งอยู่ที่บ้านสังขะ อำเภอสังขะ ห่างจากที่ว่าการอำเภอไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 4 กิโลเมตร อยู่ริมถนนสายโชคชัย – เดชอุดม
ตัวปราสาทสร้างด้วยอิฐเป็นรูปสี่เหลี่ยมมียอดปราสาท 4 ยอด เป็นรูปบัวตูม ตัวปราสาทก่อด้วยอิฐ ลักษณะการก่อสร้างเป็นสถาปัตยกรรมแบบลาวสมัยกรุงศรีอยุธยา
ตอนปลาย

ห้วยเสนง เป็นอ่างเก็บน้ำชลประทานที่มีทิวทัศน์สวยงาม ถือเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวสุรินทร์ และนักท่องเที่ยว
ประเพณีประจำปีจังหวัดสุรินทร์เป็นดินแดนที่มีช้างมากมาแต่โบราณ ชาวพื้นเมืองในอดีตหรือที่เรียกว่า “ส่วย” ได้จับช้างป่ามาฝึกเพื่อใช้เป็นพาหนะและขนส่ง
การควบคุมบังคับขี่ช้างของชาวสุรินทร์ได้เคยทำชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยมาแล้วและ “การแสดงของช้าง” ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2503 ทำให้นามของจังหวัดสุรินทร์
เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

งานแสดงของช้าง จังหวัดสุรินทร์ได้กำหนดจัดงานนี้ในวันเสาร์ – อาทิตย์ กลางเดือน พฤศจิกายนของทุกปี
ถือเป็นงานประจำปีระดับชาติ แต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลกมาร่วมชมงานนี้เป็นงานแสดง ที่ยิ่งใหญ่ที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศไทยและจังหวัดสุรินทร์
ช้างแข่งฟุตบอลขบวนช้างศึกรวมทั้งการแสดงศิลปะพื้นบ้าน เช่น รำเรือมอันเร เซิ้งบั้งไฟ ฯลฯ โดยได้รับความร่วมมือจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)
ในด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ตลอดจนอำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ

งานช้างแฟร์ เป็นงานประจำปีซึ่งจัดควบคู่กับงานแสดงของช้าง ประมาณกลางเดือน พฤศจิกายน เช่นเดียวกันมีการออกร้านแสดงนิทรรศการของส่วนราชการองค์กร
ต่าง ๆ การแสดงศิลปหัตถกรรมของนักเรียน นักศึกษา จากโรงเรียนและวิทยาลัยต่าง ๆ ตลอดจนการแสดงศิลปหัตถกรรมพื้นเมืองที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวสุรินทร์

งานประเพณีบุญบั้งไฟศรีนครเตาท้าวเธอ จัดขึ้นที่อำเภอรัตนบุรีในเดือนพฤษภาคมโดยเริ่มปี 2523 เป็นปีแรก มีการประกวดบั้งไฟ การประกวดเทพี
ประกวดการออกร้านของตำบล ต่าง ๆ ประกวดหมอลำประกวดผลิตผลทางการเกษตร การแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้าน

เพลงดนตรีและการละเล่นพื้นเมือง
เรือมหรือลูดอันเร (รำหรือเต้นสาก) นอกจากผู้รำจะประกอบด้วยชายหญิงเป็นคู่ไม่จำกัดจำนวนแล้ว ยังมีอุปกรณ์ประกอบการรำ คือ สากตำข้าว 1 คู่ไม้รอง 1 คู่
(สำหรับกระทบเป็นจังหวะ) เครื่องดนตรีใช้ในการรำประกอบด้วย กลอง โทน ปี่ นิยมเล่นกันในเดือนห้าหรือระหว่างวันหยุดสงกรานต์ซึ่งถือเป็นวันหยุดงานตามประเพณี (วันตอม)

รำกรับหรือจะกรับ มีผู้แสดงและเครื่องดนตรีประกอบ ได้แก่ ซอด้วง 1 กลองโทน 1 ผู้รำกรับชาย 1 หญิง 1 (กรับคู่ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง) ผู้ร้องเพลง 1 รำกรับหรือจะกรับ
เป็นการแสดงในงานลักษณะเดียวกับลิเก หรือ หมอลำ

เจรียงหรือจำเรียง (ขับร้อง) เป็นการขับหรือออกเสียง เป็นทำนองแบบอ่านทำนองเสนาะ ใช้กลอนสดเป็นส่วนใหญ่
ขับขานนิทานชาดก อันเนื่องในพุทธศาสนา หรือบรรยายเหตุการณ์ในอดีตและปัจจุบันถ้ามีเครื่องดนตรีประกอบก็มีชื่อเจรียงตามประเภทเครื่องดนตรีที่ใช้เล่นประกอบนั้น







SurinNews.

 
 
 

ปลาที่จำหน่ายวันนี้

ชนิดของปลา
ราคา/สต.
ชนิดของปลา
ราคา/สต.
ปลานิล ขนาด 2-3 ซม
10 สต.
ปลานิล ขนาด 3-5 ซม.
20 สต.
ปลาตะเพียน ขนาด 2-3 ซม.
10 สต.
ปลาตะเพียน ขนาด 3-5 ซม.
20 สต.
ปลาไน ขนาด 2-3 ซม. 10 สต. ปลาไน ขนาด 3-5 ซม. 20 สต.
*จำหน่ายเฉพาะวันเวลาราชการเท่านั้น*

 

Google
 

 
   


 ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสุรินทร์

กม.3 ถ.สุรินทร์ - ปราสาท 32000 โทรศัพท์ 044-511335 แฟก์ 044-518866 e-mail: if-surin@yahoo.com