เลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบปิดหรือระบบรีไซเคิ้ล
               กุ้งกุลาดำ  เป็นชื่อเรียกตามภาษาพื้นบ้านไทย  มีชื่อเรียกในภาอังกฤษว่า ไจแอนท์  ไทเกอร์ ชริมพ์
(giant tiger shrimp) มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า  พีเนียสโมโนดอน (penaeus monodon) เป็นสัตว์น้ำเค็มอีกชนิดหนึ่งที่มีคุณค่าทางอาหารสูง  รสชาติดี  มีความสำคัญทางเศรษฐกิจประเทศไทยสามารถเพาะเลี้ยงกุ้งชนิดนี้ได้ผลผลิตมาก  จนกระทั่งมีปริมาณเหลือจากการบริโภคภายในประเทศ  แล้วส่งเป็นสินค้าออกนำรายได้เข้าประเทศมากเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาสินค้าสัตว์น้ำ
               จากสภาพที่เป็นจริง  แหล่งน้ำธรรมชาตินั้นตั้งอยู่ในที่ต่ำ  และเป็นสาธารณสมบัติร่วมกันใช้  จึงเป็นแหล่งรองรับสิ่งปฏิกูลของผู้คนทุกสาขาอาชีพที่มิได้รับการบำบัดอย่างต่อเนื่องจากการประกอบกิจต่างๆ  ดังนั้นเมื่อมีสิ่งปฏิกูลต่างๆ  สะสมมากเกินกว่าที่กลไกตามธรรมชาติของแหล่งน้ำนั้นจะบำบัดได้ทัน   จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมในหลายพื้นที่เสื่อมโทรมมากจนกระทั่งอยู่ในภาวะวิกฤต  แล้วก่อให้เกิดมลพิษและโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  สัตว์น้ำซึ่งอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำตลอดจนการเพาะเลี้ยงกุ้งระบบเปิด
(opened  system) "แบบพัฒนา"  ซึ่งใช้วิธีการจัดการเลี้ยงโดยเปลี่ยนถ่ายระบบทิ้งระหว่างฟาร์มกับแหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรงนั้น  ก็จะได้รับอันตรายเป็นพวกแรก  อีกทั้งลักษณะโครงสร้างฟาร์มขั้นพื้นฐานและวิธีจัดการฟาร์มลี้ยงกุ้งระบบเปิด "แบบพัฒนา"  ก็ไม่เอื้อโอกาสต่อการป้องกันมลภาวะจากภายนอก  ไม่เอื้ออำนวยต่อการบำบัด  ควบคุม  และรักษาความสมดุลของสภาพแวดล้อมภายในฟาร์ม
              นอกจากนี้ฟาร์มต่างๆ มักจะอยู่ติดกันคล้ายสลัม  จึงไม่เอื้ออำนวยต่อการป้องกันมลพิษ  โรคและปรสิตต่างๆ ตลอดจนไม่คำนึงถึงเชื้อต่างๆ ที่ตกค้างอยู่ในรูปของซีสท์-สปอร์  ไม่คำนึงถึงการนำข้อมูล  และหลักเกณฑ์ทางวิชาการสาขาต่างๆ   มาจัดการเชื่อมโยงให้สอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริงตามกลไกทางธรรมชาติ  อีกทั้งความเชื่อและวิธีการแก้ปัญหาบางประการที่ปฏิบัติ  และสั่งสอนต่อๆกันมานั้น  ก็ไม่คำนึงถึงผลต่อเนื่องที่สะท้อนกลับมาก่อให้เกิดปัญหาด้านอื่นๆ
               ตามภาพที่ 1  การเพาะเลี้ยงกุ้งในลักษณะดังกล่าวข้างต้นนั้น  น่าจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่มีผลสะท้อนกลับมาทำลายกิจการของทั้งตนเองและผู้อื่น  ดังจะเห็นได้จากสภาพที่เป็นจริงของทุกพื้นที่  เมื่อเริ่มต้นเพาะเลี้ยงกุ้งระบบเปิด"แบบพัฒนา"  สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปยังดีอยู่  ก็มักจะได้ผลผลิตกุ้งที่ดี  แต่เมื่อดำเนินการเพาะเลี้ยงรุ่นต่อๆไป  มีความรู้  ความชำนาญ  ประสบการณ์มากขึ้น  แทนที่จะได้ผลผลิตดีขึ้น  ปัญหาลดลง  แต่ในสภาพที่เป็นจริงกลับมีปัญหาสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม  เกิดมลพิษและโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ  มากยิ่งขึ้น  จนกระทั่งไม่สามารถเพาะเลี้ยงกุ้งระบบเปิด"แบบพัฒนา"  ได้อีกต่อไป  จึงมักจะย้ายพื้นที่เลี้ยงกุ้งในลักษณะเสมือนกับการทำไร่เลื่อนลอย  ทำให้พื้นที่หลายแห่งซึ่งเคยเลี้ยงกุ้งได้ผลผลิตดีกลับถูกปล่อยร้าง  หากขืนเลี้ยงกุ้งระบบเปิด"แบบพัฒนา"  ต่อไป  ก็มีแนวโน้มสูงเป็นอย่างยิ่งว่าจะต้องประสบภาวะล่มสลายเช่นเดียวกับที่เกิดแล้วในประเทศอื่นๆ  ซึ่งจะก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก  อนึ่งถ้าจะฟื้นฟูการเลี้ยงกุ้งและสัตว์น้ำอื่นๆ  ให้กลับมีความมั่นคงดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนต่อไปนั้น  มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะต้องเลิกการเปลี่ยนถ่ายระบายทิ้ง (ทั้งเลน  ตะกอน  และน้ำ)  คือควรเลิกการเลี้ยงกุ้งระบบเปิด"แบบพัฒนา"  ที่ใช้กันอยู่แต่เดิมแล้วควรหันมาเลี้ยงกุ้งระบบปิดหรือรีไซเคิ้ล  ซึ่งเป็นการเลี้ยงโดยใช้วิธีการป้องกันมลภาวะจากภายนอก  พร้อมดำเนินการบำบัด  ควบคุมและรักษาความสมดุลของสภาพแวดล้อมภายในฟาร์มอย่างต่อเนื่อง  โดยไม่ต้องเปลี่ยน  ระบายทิ้ง  แต่ก่อนดำเนินการเลี้ยงจะต้องปรับปรุงลักษณะแผนผัง  โครงสร้างขั้นพื้นฐาน  และเปลี่ยนวิธีการจัดการฟาร์มทุกขั้นตอน  ให้สอดคล้องกับสภาพตามความเป็นจริงทางธรรมชาติให้เอื้ออำนวยต่อการป้องกันมลภาวะต่างๆ  จากภายนอก  สะดวกต่อการบำบัดมลภาวะต่างๆ  ภายในฟาร์ม (ทั้งก่อน  ระหว่าง  และหลังการเพาะเลี้ยง)  จนกระทั่งกลับคืนสู่ภาวะสมดุล  สะอาด  ถูกสุขอนามัย  แล้วนำกลับมาใช้เพาะเลี้ยงกุ้งและสัตว์น้ำอื่นๆ  ได้อย่างต่อเนื่องครบวงจร

ลักษณะแผนผังโครงสร้างฟาร์ม
                ฟาร์มเลี้ยงกุ้งระบบปิดหรือระบบรีไซเคิ้ล  ที่จะเอื้อโอกาสให้สามารถจัดการเลี้ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงตามกลไกทางธรรมชาติ  สะอาด  ถูกสุขอนามัย  เอื้ออำนวยต่อการฟื้นฟู  ควบคุม  และรักษาสภาพแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง  โดยไม่ต้องใช้กากชา  ไม่ต้องทำสีน้ำ  ไม่ต้องดูดเลน  ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายระบบทิ้งนั้น  จะต้องวางรูปแบบแผนผังโครงสร้างฟาร์ม(นอกเหนือจากรูปแบบแผนผังโครงสร้างฟาร์มในระบบเปิด"แบบพัฒนา"  ที่ใช้กันอยู่เดิม)    ให้เหมาะสม  ตามภาพที่ 2  นั้นแบ่งองค์ประกอบต่างๆภายในฟาร์มเลี้ยงโดยสังเขปดังต่อไปนี้
                - ฟาร์มขนาดเล็ก
"small  scale  farm"  หลายๆฟาร์มประกอบกันเข้าเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ "large  scale  farm"  และระหว่างฟาร์มกันพื้นที่ไว้เป็นเขตกั้นกลาง "buffer  zone"  โดยรอบ (กว้างระหว่าง 10-40 เมตร)  ในเขตกั้นกลางระหว่างฟาร์มควรมีทั้งที่พักอาศัย  ด่านสำหรับฆ่าเชื้อชำระล้างให้สะอาดก่อนเข้าฟาร์ม  และควรปลูกพรรณไม้(สวนป่า)  ที่เหมาะสมด้วย  เพื่อจะได้มีโอกาสจัดการ  ป้องกันและลดปัญหาเกี่ยวกับมลพิษ  โรค  ปรสิตและภัยพิบัติต่างๆ  ตามธรรมชาติจากภายนอกฟาร์ม
                - ฟาร์มเลี้ยงกุ้งขนาดเล็กแต่ละฟาร์มนั้นควรแบ่งพื้นที่ออกเป็นเขตบ่อเลี้ยงกุ้ง(30-70%) กับเขตบ่อบำบัดน้ำ"หรือเขตบ่อเลี้ยงพรรณไม้น้ำ(สวนป่า)  และสัตว์น้ำอื่นๆ แบบครบวงจร"  (30-50%) สำหรับในส่วนที่เป็นแนวคลองผันน้ำที่ระบายจากบ่อเลี้ยงกุ้งกลับไปบำบัดนั้นควรอยู่โดยรอบฟาร์ม  ระดับพื้นก้นคลองต้องลึกกว่าพื้นก้นบ่อ  และมีท่อหรือประตูบังคับน้ำปิดกั้นคลองต่างๆ (รวมทั้งปิดกั้นคลองระหว่างฟาร์มกับแหล่งน้ำธรรมชาติดัวย)  เพื่อรองรับน้ำ  ทั้งจากการระบายและการรั่วซึม  แล้วส่งกลับไปบำบัด  ถ้ารักษาระดับน้ำในคลองดังกล่าวให้ต่ำกว่าพื้นที่ข้างเคียงอย่างต่อเนื่อง  ก็จะช่วยป้องกันมิให้การเลี้ยงกุ้งส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมภายนอก

การเตรียมฟาร์ม"การบำบัดปรับปรุงฟาร์มก่อนเลี้ยงกุ้งรุ่นต่อไป"
                  หลังจับกุ้งแต่ละรุ่นแล้ว  ภายในฟาร์ม  ทั้งที่พื้นดิน  ตะกอน  เลน  น้ำ  เครื่องมือ  และอุปกรณ์ต่างๆนั้น  ก็จะปนเปื้อนด้วยสิ่งขับถ่าย  เศษอาหาร  ซากสิ่งมีชีวิต  สารพิษ  จุลินทรีย์  ตลอดจนเชื้อโรค-ปรสิตต่างๆ (รวมทั้งที่เข้าเกราะอยู่ในรูปของซีสท์  สปอร์  ซึ่งดื้อและทนทานต่อทั้งยา  สารเคมี  และสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมด้วย)  ดั้งนั้นถ้าหากยังทำความสะอาดฟาร์ม  โดยการล้างแล้วเปลี่ยนถ่ายระบายทิ้งลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติหรือและกักไว้ภายในฟาร์มโดยมิได้รับการบำบัดก่อนที่จะใช้เพาะเลี้ยงรุ่นต่อไป  ก็น่าจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่มีผลสะท้อนกลับมาทำลายกิจการของตนเองและผู้อื่นด้วย  ดังนั้นถ้าจะเลี้ยงกุ้งโดยไม่มีการทิ้งเลนและตะกอนออกจากฟาร์มให้กลับคืนสู่ภาวะสมดุล  สะอาด  ถูกสุขอนามัย  ก่อนที่จะเลี้ยงกุ้งรุ่นต่อไป  ซึ่งมีขั้นตอนโดยสังเขปดังนี้
                 1.  การบำบัดปรับปรุงเลนในบ่อ
                 -  หลังจับกุ้งแล้วระบายน้ำเข้าพอท่วมเลนที่พื้นบ่อ (5-30 ซม.)  แล้วฉีด  และ/ดูดและ/คราดเลนที่พื้นให้กระจายอยู่เฉพาะในบ่อ (สำหรับเอกสารฉบับนี้  จะกล่าวเฉพาะการคราด  ตามภาพที่ 3)  โดยคราดให้เลนแตกกระจายผสมกับน้ำ  สัมผัสกับอากาศในหลักการเดียวกับการเตรียมนาหว่านน้ำตม  และการทำปุ๋ยหมัก 2-3 ครั้ง  ระยะห่างแต่ละครั้งปล่อยพักไว้ระหว่าง 5-7 วัน/ครั้ง  ซึ่งในระหว่างการคราดอากาศจะเข้าไปแทนที่แก๊สพิษต่างๆให้แปรสภาพตามกลไกทางธรรมชาติเปลี่ยนเป็น  ฮิวมัส  ปุ๋ย  แร่ธาตุต่างๆ  จนกระทั่งกลับคืนสู่สภาวะสมดุล (ใส่จุลินทรีย์เสริมลงในเลนระหว่างการคราดอาจย่นระยะเวลาในการย่อยสลาย)  แล้วจึงหว่านปูนขาวพร้อมคราดอีกครั้ง  เพื่อฆ่าเชื้อ (ยกเว้นเชื้อที่อยู่ในรูปของ  ซีสท์  สปอร์  ไม่สามารถกำจัดได้ในขั้นตอนนี้)  พร้อมปรับ
pH  ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม  เสร็จแล้วปล่อยให้ตกตะกอนก่อนระบายเฉพาะน้ำออกให้หมด  ตากให้แห้ง  เลนก็จะแปรสภาพกลับเป็นดินแข็งพร้อมขุดลอกเสริมตกแต่งภายในฟาร์มให้อยู่ในสภาพที่ดีพร้อมก่อนที่จะดำเนินการในข้อ 2 ต่อไป
                 2.  การบำบัดปรับปรุงผิวดินในบ่อ
                 -  หลังจากตากบ่อแห้งแล้วระบายน้ำเข้าบ่อพอท่วมพื้น (5-30 ซม.)  พร้อมคราดผิวดินที่พื้นบ่อให้แตกกระจายผสมกับน้ำ  แล้วปล่อยพักไว้ประมาณ 3-5 วัน  เชื้อต่างๆ ที่เข้าเกราะอยู่ในรูปของซีสท์ สปอร์ "ซึ่งปนอยู่กับดิน"  เมื่อได้รับน้ำและอากาศที่เหมาะสม  ก็จะเพาะฟักออกจากเกราะเป็นตัวอ่อน  ซึ่งจะอยู่ในสภาพที่เราสามารถกำจัดได้
                 -  หว่านปูนขาวแล้วคราดอีกครั้ง  เพื่อกำจัดเชื้อ  พร้อมปรับ
pH  บริเวณพื้นบ่อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม  ปล่อยให้ตกตะกอน  ระบายน้ำออกให้หมด  ตากพอแห้งพร้อมบดอัดพื้นบ่อให้แน่น
                  3.  การบำบัดปรับปรุงเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ
                  หลังจากทำความสะอาด  ซ่อมบำรุงเครื่องมือ  และอุปกรณ์ต่างๆ เสร็จพร้อมตากแห้งแล้ว  นำอุปกรณ์ต่างๆ (เฉพาะส่วนที่เคลื่อนย้ายได้และต้องใช้ในน้ำ)  ไปแช่น้ำไว้ประมาณ 3-5 วัน  เพื่อให้เชื้อต่างๆ  ที่อาจตกค้างอยู่ในรูปของซีสท์  สปอร์  ฟักออกจากเกราะ  จากนั้นฆ่าเชื้อตากให้แห้งอีกครั้ง

การเตรียมน้ำ "การบำบัดปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อนใช้เลี้ยงกุ้งรุ่นต่อไป"
                 เมื่อแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นสาธารณสมบัติ  ของผู้คนทุกสาขาอาชีพร่วมกันใช้จึงเป็นแหล่งรองรับสิ่งปฏิกูลต่างๆ  ที่มิได้รับการบำบัด  จากการประกอบกิจการต่างๆ  เมื่อมีสะสมมากเหลือล้นเกินกว่ากลไกทางธรรมชาติจะบำบัดได้ทัน  ก็จะเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำและไม่สามารถใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่เสื่อมโทรมนั้นเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยตรงได้อีกต่อไป  แต่เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องใช้น้ำที่มีสิ่งปฏิกูลต่างๆ ปนเปื้อน  ในการเพาะเลี้ยงกุ้ง  และสัตว์น้ำอื่นๆ ต่อไป  จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำน้ำที่มีสิ่งปฏิกูลต่างๆ ปนเปื้อนเหล่านั้นมาบำบัด  จัดการช่วยเร่งในการย่อยสลายจนกระทั่งแปรสภาพกลับคืนสู่ภาวะสมดุล  สะอาด  ถูกสุขอนามัย  ก่อนที่จะนำไปใช้ในการเพาะเลี้ยงซึ่งมีขั้นตอนในการบำบัดโดยสังเขปดังนี้
                 1.  สูบน้ำเข้าเก็บกักพักไว้ภายในฟาร์มให้เต็มทุกบ่อ  โดยจัดการให้น้ำในเขตบ่อที่ชะใช้เลี้ยงกุ้งมีความเค็มเริ่มต้นระหว่าง 2-35  ส่วนในพัน  ส่วนน้ำในเขตบ่อบำบัด (เขตเลี้ยงพรรณไม้น้ำ  และสัตว์น้ำอื่นๆ)  จัดการให้ความเค็มเริ่มต้นระหว่าง 0-35 ส่วนในพัน  เสร็จแล้วปิดประตูบังคับน้ำทุกประตูภายในฟาร์ม  ถ้าน้ำที่นำเข้ามาเก็บกักไว้เป็นน้ำสะอาด  ก็ให้ดำเนินการต่อไปในขั้นตอนที่ 3 ได้ทันที  แต่ถ้าเป็นน้ำที่มีสิ่งปฏิกูลต่างๆ  ปนเปื้อนมากจนกระทั่งไม่สามารถใช้เลี้ยงกุ้งโดยตรงอีกต่อไปแล้ว  ก็ต้องนำน้ำที่มีสิ่งปฏิกูลปนเปื้อนนั้นมาเก็บกักพักไว้ภายในฟาร์มแล้วปล่อยให้กลไกตามธรรมชาติทางชีวภาพบำบัด  จนกระทั่งกลับคืนสภาวะสมดุล  ก่อนที่จะดำเนินการในขั้นตอนต่อไปนั้น  ก็ต้องใช้ระยะเวลาระหว่าง  6-8 สัปดาห์  แต่ถ้าต้องการย่นระยะเวลาในการบำบัด  ก็ควรต้องเปิดเครื่องช่วยเพิ่มอากาศในน้ำและอาจใส่จุลินทรีย์เสริมเพื่อช่วยย่นระยะเวลาในการย่อยสลาย
                  2.  สูบน้ำจากเขตบ่อบำบัดมาใช้ทีละบ่อสำหรับเติมใส่บ่อในเขตเลี้ยงกุ้งทดแทนส่วนที่ระเหยและรั่วซึม  (ส่วนน้ำในเขตบ่อบำบัดทุกบ่อที่ถุกนำไปใช้  "บ่อละ 70-8 0%") ก็สูบน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเข้ามาทดแทนเพื่อบำบัดไว้ใช้ต่อไป
                  3.  เปิดเครื่องช่วยเพิ่มอากาศในเขตบ่อเลี้ยงเป็นเวลาประมาณ 3-5 วัน  (ควรปรับ
pH ด้วยปูนขาวให้อยู่ในระดับ 8-9  และอัลคาลินิตี้ให้อยู่ในระดับ 80-150 ส่วนในล้าน)  เพื่อเร่งให้เชื้อต่างๆ  ที่ตกค้างอยู่ในรูปของ  ซีสท์  สปอร์  ฟักออกจากเกราะเป็นตัวอ่อน  ก่อนที่จะดำเนินการต่อตามข้อที่ 4
                  4.  ใส่สารประกอบพวกที่เป็นทั้งออกซิไดซิ่งเอเจนเป็นตัวเติมออกซิเจน และเป็นสารฆ่าเชื้อพร้อมกันไป  (เฉพาะในบ่อที่จะใช้เลี้ยงกุ้ง  ยกเว้นในเขตบ่อบำบัดน้ำทางชีวภาพ)  โดยใช้ในปริมาณที่มากเพียงพอที่จะแปรสภาพสารพิษ  เช่น  พวกโลหะต่างๆ  ให้เปลี่ยนไปอยู่ในรูปที่ไม่มีพิษ  จนกระทั่งหมดตลอดจนฆ่าเชื้อพร้อมสิ่งมีชีวิตต่างๆ  ที่มีอยู่ในบ่อที่จะใช้เลี้ยงกุ้งด้วย  สารที่จะเลือกใช้มีอยู่หลายชนิด  อาทิ  คลอรีนผง (เกรด 60%)  10-30 กรัม/ตัน "20-50 กิโลกรัม / ไร่"  หรือ คลอรีนน้ำ (เกรด 10 %)  30-100 ซีซี/ตัน  หรือ  ด่างทับทิม (5-15 ส่วนในล้าน) ฯลฯ
                  5.  หลังจากปฏิบัติตามข้อ 4 แล้วประมาณ 1 วัน  ถ้าหากในน้ำนั้นมีซากสิ่งมีชีวิตต่างๆ  ในปริมาณมาก (ระหว่างการเน่าสลาย)  ควรเริ่มต้นควบคุมคุณภาพน้ำภายในบ่อดังต่อไปนี้
                             5.1  ใส่สารประกอบพวกที่จะทำปฏิกิริยากับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สไข่เน่าในน้ำ  แล้วเปลี่ยนสภาพไปอยู่ในรูปที่ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ (อาทิ  ปูนขาว  0.5 - 3 ส่วนในล้าน  "1-5 กิโลกรัม/ไร่  ยกเว้นในกรณีที่น้ำมี
pH และอัลคาลินิตี้สูงมากเกินระดับที่เหมาะสม  ควรงดใช้")
                             5.2  ใส่สารประกอบพวกที่จะทำปฏิกิริยากับแอมโมเนีย  แล้วเปลี่ยนสภาพไปอยู่ในรูปที่ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ  อาทิ  ฟอร์มาลิน  0.25 - 3 ส่วนในล้าน  "0.5 - 5 ลิตร/ไร่"  หรือกรดเกลือ 0.25 - 0.50 ส่วนในล้าน  "0.5-1 ลิตร"  หรือคลอรีนผง (เกรด 10%) 0.25 - 0.1 %  "300-600 ซีซี/ไร่"  ยกเว้นในกรณีที่
pH  และอัลคาลินิตี้ต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมควรงดใช้
                             5.3  ใส่สารประกอบพวกที่จะช่วยลดความเป็นพิษของสารพิษพวกโลหะต่างๆ  โดยจะไปกับพวกสารพิษแล้วเชื่อมโยงต่อเข้าด้วยกันอยู่ในรูปก้ามปู 
(chelated) ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ  อาทิ  อีดีทีเอ  0.01-0.05 ส่วนในล้าน  "25-100 กรัม/ไร่  หรือโซเดียมทัยโอซัลเฟต  0.01-0.05  ส่วนในล้าน  "25-100 กรัม/ไร่   ยกเว้นกรณีที่ไม่มีสารพิษงดใช้
                             ซึ่งสารแต่ละกลุ่มตามข้อ  5.1, 5.2, 5.3  ดังกล่าวข้างต้นจะใช้สลับกันทุกๆ ระยะ 4-6 ชั่วโมง/ครั้ง  ควรเริ่มต้นใช้สารประกอบดังกล่าว (ควรเดินทวนทิศทางของกระแสน้ำในบ่อ)  จากระดับความเข้มข้นสูงสุดที่กำหนด  แล้วลดปริมาณลงวันละประมาณ 20-30 %  จนกระทั่งอยู่ในระดับต่ำสุด  (ซึ่งใช้ระยะเวลาระหว่าง 3-5 วัน)  แล้วหยุดดำเนินการในขั้นตอนนี้ประมาณ 2 วันก่อนปล่อยกุ้ง  (สารใดๆ ก็ตามที่จะใช้ในขั้นตอน 5 นี้จะต้องใช้ในระดับความเข้มข้นที่ต่ำมากจนกระทั่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อจุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ  ที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ในบ่อตามกลไกทางธรรมชาติ)  เพื่อแปลงสภาพสารและแก๊สพิษต่างๆ   ที่เกิดจากกระบวนการย่อยสลาย (ซากสิ่งมีชีวิตต่างๆ)  มิให้สะสมภายในบ่อ  อีกทั้งเพื่อต้องการให้ส่งผลกระทบในทางอ้อมย้อนกลับมาควบคุมสภาพแวดล้อมภายในบ่อให้ไม่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของพวกจุลินทรีย์  และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ  ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อกุ้ง  แต่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของจุลินทรีย์แพลงก์ตอน  และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ  พวกที่จะก่อให้เกิดสายใยธรรมชาติซึ่งเป็นประโยชน์ต่อกุ้ง  (ควรตรวจเช็คคุณสมบัติของน้ำทั้งทางชีวะ  ฟิสิกส์และเคมี  พร้อมปรับให้คืนสู่สภาวะสมดุล  มีคุณสมบัติเหมาะสมทุกประการก่อนปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยง)
 
การปล่อยกุ้งลงเลี้ยง
                    -  เปิดเครื่องช่วยเพิ่มอากาศในน้ำที่จะปล่อยกุ้งลงเลี้ยงตลอดเวลา  ก่อนนำลูกกุ้งมาปล่อยอย่างน้อย 1 วัน
                    -  ลูกกุ้งที่จะปล่อยลงเลี้ยงควรเป็นกุ้งที่แข็งแรง  ไม่เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ  ความเค็มของน้ำในบ่ออนุบาลลูกกุ้งควรปรับให้ใกล้เคียงกับความเค็มของน้ำในบ่อที่จะปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยง
                    -  ปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยงในอัตราระหว่าง 30,000 - 100,000 ตัว/ไร่  ขึ้นอยู่กับรูปแบบวิธีการจัดการเลี้ยง  และขนาดกุ้งที่จะจับขาย

การให้อาหาร
                   อาหารสำเร็จรูปที่ดีนั้น  นอกจากจะต้องมีคุณค่าทางอาหารครบถ้วนแล้วยังต้องมีขนาดเม็ดเหมาะสำหรับกับวัย  ละลายน้ำช้า  ไม่ก่อให้เกิดฟอง  สะอาด  และถูกสุขอนามัยด้วย
                   -  เริ่มให้อาหารสำเร็จรูป 50-100 กรัม/มื้อ/100,000 ตัว  หลังจากปล่อยลูกกุ้ง พี 10-15 ลงเลี้ยง  ถ้าในบ่อมีอาหารธรรมชาติ  พวก  โคพีพอด  ลูกน้ำ  หนอนแดง  และอื่นๆ  ควรปรับลดปริมาณอาหารสำเร็จรูปให้เหมาะสมสอดคล้องกับปริมาณอาหารธรรมชาติด้วย
                   -  ให้กุ้งกินอาหารวันละ 4-6 มื้อ  (กลางคืน 2-3 มื้อ  กลางวัน 2-3 มื้อ)  เมื่อปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยงแล้ว  ถ้าไม่มีอาหารธรรมชาติ  ควรเริ่มให้อาหารสำเร็จรูป  ปริมาณ 6 มื้อ  แล้วค่อยๆ ลดจำนวนมื้อลงพร้อมปรับปริมาณอาหารตามความเหมาะสม  เมื่อกุ้งมีขนาดโตขึ้น  หลัง  (เดินทวนทิศทางของกระแสน้ำในบ่อ)  หว่านอาหาร  โดยรอบบ่อให้กุ้งกินแต่ละมื้อเสร็จแล้ว  (สักครู่ "5-15 นาที" เพื่อรอให้กระแสน้ำพาอาหารกระจายทั่วบ่อ)  จึงนำอาหารส่วนที่แบ่งมาใส่ยอละประมาณ 1 กำมือ  พร้อมปิดเครื่องช่วยเพิ่มอากาศในน้ำประมาณ 1 ชั่วโมง  เพื่อให้กุ้งกินอาหารส่วนที่หว่านก่อน (ในกรณีที่เริ่มเปลี่ยนเบอร์อาหารควรนำอาหารประมาณ 5 กรัม  ใส่ถุงอวนมุ้งไนลอน  แล้วผูกไว้กับยอ  เพื่อตรวจเช็คการละลายน้ำด้วย)  ควรปรับปริมาณอาหารที่ให้กินแต่ละมื้อ  จนกระทั่งอาหารในยอหมดก่อนเปิดเครื่องกังหันตีน้ำ  (อาหารหมดไปจากยอในช่วงนี้มิได้หมายความว่า  อาหารที่ให้กุ้งกินภายในบ่อหมดไปด้วย  ยังมีส่วนที่เป็นเศษอาหาร  และส่วนที่กุ้งกินเหลือตกค้างอยู่)  ดังนั้นควรยกยอตรวจดูปริมาณอาหารก่อนเปิดเครื่องช่วยเพิ่มอากาศในน้ำ  หลังจากตรวจอาหารในยอแต่ละมื้อแล้วควรนำยอขึ้นตาก  ระหว่างตรวจเช็คปริมาณอาหารในยอควรตรวจดูสุขภาพกุ้งและคุณภาพน้ำทางฟิสิกส์บางประการพร้อมกันไปด้วย  จากนั้นปรับปริมาณอาหารมื้อต่อไปให้เหมาะสม
                   -  ในกรณีที่อุณหภูมิลดลง  ท้องฟ้าปิดต่อเนื่อง  รวมทั้งเมื่อกุ้งป่วยยิ่งต้องปรับลดปริมาณอาหารที่ให้กุ้งกินลงจากระดับปกติ  (ระหว่าง 20-50%) พร้อมเสริมวิตามินซีหรือและวิตามินรวมในอาหารประมาณ 2-5 กรัม/กิโลกรัม  และตรวจเช็คพร้อมปรับปริมาณอาหารให้เหมาะสมอย่างต่อเนื่องเป็นกรณีพิเศษ  จนกว่าสุขภาพกุ้งที่เลี้ยง  สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงและสภาพน้ำภายในบ่อจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ

การควบคุมและรักษาคุณภาพน้ำระหว่างการเลี้ยง
                   ตามกลไกธรรมชาติภายในบ่อระหว่างการเลี้ยงกุ้งจะมีทั้งเศษอาหารสิ่งขับถ่าย  ซากสิ่งมีชีวิต  จุลินทรีย์  ฮิวมัส  ปุ๋ย  แร่ธาตุ  แก๊สพิษ  อากาศ  แพลงก์ตอน  เบนโทส  และอื่นๆ อยู่ก่อนแล้ว  ดังนั้นถ้าจะเลี้ยงกุ้งโดยที่ไม่มีการเปลี่ยนถ่ายระบายน้ำทิ้งในระหว่างการเลี้ยงนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องควบคุมและรักษาสภาพแวดล้อมภายในฟาร์มทั้งทางชีวภาพ  ฟิสิกส์  และเคมี  ให้คงอยู่ในภาวะสมดุล  สะอาด  ถูกสุขอนามัย  อย่างต่อเนื่อง  ซึ่งมีขั้นตอนโดยสังเขป  ดังนี้
                  1.  การควบคุมและรักษาคุณภาพน้ำทางชีวภาพ  มีหลายรูปแบบ  แล้วแต่จะเลือกใช้  (ควรเลือกใช้เพียงรูปแบบเดียวตามความเหมาะสม)  แต่  ณ  ที่นี้จะกล่าวเพียง 3 รูปแบบดังนี้
                          1.1  แบบใช้บ่อเลี้ยงกุ้งเป็นบ่อบำบัดน้ำทางชีวภาพระหว่างการเลี้ยงกุ้งด้วย (รูปแบบนี้เหมาะสมสำหรับฟาร์มขนาดเล็ก)
                       
                   ตามภาพที่ 5 ข้อ 1.1  การควบคุมและรักษาคุณภาพน้ำทางชีวภาพ  รูปแบบนี้ตลอดการเลี้ยงจะไม่มีการระบายน้ำออกจากบ่อเลี้ยงกุ้ง  มีแต่การใช้น้ำสะอาด  จากบ่อบำบัดน้ำทางชีวภาพ  (หรือและใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่สภาพแวดล้อมยังดีอยู่  แต่จะมีปัญหา  สัตว์น้ำวัยอ่อนชนิดที่ไม่ต้องการติดเข้าไปเจริญเติบโตอยู่ในบ่อด้วย)  เติมใส่บ่อเลี้ยงกุ้งแทนส่วนที่ระเหยและรั่วซึม  (ระหว่างการเลี้ยงกุ้งระบบปิดหรือระบบรีไซเคิ้ลนั้น  ควรเลิกให้กากชา  เลิกการทำสีน้ำ  เลิกดูดตะกอนและเลิกปฏิบัติการอื่นๆ  ที่จะก่อให้เกิดความไม่สมดุลของสภาพแวดล้อม)
                   หลังจากปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยงในบ่อแล้ว  ควรนำสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กระหว่าง 1-3 เซนติเมตร  ที่กินแพลงก์ตอนเป็นอาหาร  เช่น  ปลาหางนกยูง  ปล่อยลงในบ่อเลี้ยงกุ้ง (ถ้าหากพื้นบ่อเริ่มเน่าเสียควรใส่จุลินทรีย์เสริมลงในบ่อเพื่อช่วยย่นระยะเวลาในการย่อยสลายด้วย) หรือและปล่อยให้สัตว์น้ำทื่มีขนาดเล็กซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติในบ่อบำบัดน้ำทางชีวภาพ  เช่น  ปลาบู่แคระ  บู่ใส  ซึ่งลอดผ่านถุงกรองน้ำ  (ที่ทำด้วยอวนมุ้งไนลอน  ขนาดตาระหว่าง  ระหว่าง 16-20 ตา/นิ้ว) ในระหว่างสูบน้ำจากบ่อบำบัด  (ทางชีวภาพ) เติมใส่บ่อเลี้ยงกุ้งโดยสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กเหล่านั้นจะเจริญเติบโตขยายพันธุ์ภายในบ่อเลี้ยงกุ้งทำหน้าที่เสมือนพนักงานรักษาความสะอาด  เก็บกินแพลงก์ตอน  เศษอาหารสิ่งขับถ่ายและซากสิ่งมีชีวิตต่างๆ  เมื่อกุ้งเจริญเติบโตจนกระทั่งมีขนาดน้อยกว่า  80 ตัว/กิโลกรัม  ก็จะเริ่มจับสัตว์น้ำเหล่านั้นกินเป็นอาหารอีกทอดหนึ่งตราบใดก็ตามที่สายใยอาหารธรรมชาติภายในบ่อเลี้ยงกุ้งยังคงสมดุล  พร้อมทั้งใช้วิธีการทางฟิสิกส์  (ตามข้อ 2) และเคมี (ตามข้อ 3) ร่วมด้วยก็จะสามารถควบคุมและรักษาคุณภาพน้ำภายในบ่อให้คงอยู่ในภาวะสมดุลได้โดยไม่ต้องระบายน้ำออกจากบ่อเลี้ยงกุ้งตลอดการเลี้ยง
                               1.2  แบบผันน้ำระหว่างเขตบ่อเลี้ยงกุ้งกับเขตบ่อบำบัดน้ำแบ่งแนวทางเลือกใช้ออกเป็น 2 รูปแบบย่อย
                                     1.2.1  แบบผันน้ำจากบ่อเลี้ยงกุ้งให้ไหลผ่านบ่อบำบัดน้ำทางชีวภาพต่างๆ  เรียงตามลำดับห่วงโซ่อาหารธรรมชาติ  (เช่น  บ่อตกตะกอน  บ่อจุลินทรีย์และแพลงก์ตอน  บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำพวกกินแพลงก์ตอนบ่อพรรณไม้น้ำ  )  และบ่อบำบัดน้ำทางเคมี  แล้วเวียนกลับไปใช้เลี้ยงกุ้งอย่างต่อเนื่อง
 (การเลี้ยงในรูปแบบนี้ง่ายต่อการปฏิบัติ  แต่ไม่เอื้ออำนวยต่อการป้องกันควบคุมและรักษาโรคที่จะเกิดขึ้นภายในฟาร์มระหว่างการเลี้ยง)
     1.2.2  แบบผันน้ำจากเขตบ่อเลี้ยงกุ้ง  ใส่เขตบ่อบำบัดน้ำทางชีวภาพให้เต็มทีละบ่อ  (เมื่อคืนสภาพกลับสู่ภาวะปกติแล้วนำกลับไปใช้ทีละบ่อ)
     ตามภาพที่ 6  ข้อ 1.2.2  ควรมีบ่อบำบัดน้ำรวม  (ภาพที่ 7)  จำนวนระหว่าง 3-6 บ่อ  แต่ละบ่อนั้นจะมีสายใยอาหารธรรมชาติครบวงจร  เช่น  จุลินทรีย์  แพลงก์ตอน  พรรณไม้น้ำ  (สวนป่า)  ตลอดจนสัตว์น้ำอื่นๆ  (เช่น  พวกปลาและหอย  ที่กินแพลงก์ตอนเป็นอาหาร  พวกปลาที่กินเนื้อเป็นอาหาร  ฯลฯ)  เมื่อบำบัดจนกระทั่งคืนความสมดุลกลับสู่สภาวะปกติแล้ว  จึงนำน้ำที่บำบัดแล้วทีละบ่อ  (ประมาณ 80%  ของน้ำในบ่อบำบัด) กลับไปใส่บ่อเลี้ยงกุ้ง
     1.3  แบบผสานโดยใช้ทั้งแบบใช้บ่อบำบัดน้ำ  ระหว่างการเลี้ยงกุ้ง  ตามข้อ  1.1  ควบคู่ไปกับแบบผันน้ำระหว่างเขตบ่อเลี้ยงกุ้งกับเขตบ่อบำบัดน้ำ  (ตามข้อ 1.2)  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในการจัดการฟาร์ม  การป้องกันโรค  และการควบคุมสภาพแวดล้อมภายในฟาร์มให้อยู่ในภาวะสมดุล
      2.  การควบคุมและรักษาคุณภาพน้ำทางฟิสิกส์
            2.1  การควบคุมและรักษาคุณภาพน้ำทางฟิสิกส์ในบ่อเลี้ยงกุ้ง
            ตามภาพที่ 8  ควรติดตั้งเครื่องช่วยเพิ่มอากาศในระยะห่างระหว่าง 40-50 เมตร/แขวนในตำแหน่งและทิศทางที่เหมาะสม  แล้วเปิดเครื่องทำให้น้ำเคลื่อนที่สัมผัสกับอากาศอย่างต่อเนื่อง  จนกระทั่งเกิดกระแสน้ำภายในบ่อเลี้ยงกุ้ง  พยุงให้เศษอาหาร  สิ่งขับถ่าย  และซากสิ่งมีชีวิตต่างๆ  แขวนลอยย่อยสลายกลางน้ำ  (เหลือเป็นตะกอนตกกองรวมกันน้อยที่สุด)  เพื่อช่วยเร่งเพิ่มออกซิเจนในน้ำให้มีมากเพียงพอต่อการดำรงอยู่ของทุกสิ่งมีชีวิตภายในบ่ออย่างต่อเนื่อง  เพื่อเร่งในการบำบัดทางชีวภาพ  และเคมีพร้อมกันไปด้วย  และช่วยป้องกันมิให้เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ  (เช่น  ป้องกันมิให้เกิดการแบ่งชั้นของความเค็ม  และคุณภาพน้ำอื่นๆ  ป้องกันมิให้เกิดการสะสมความร้อน  หรือเกิดปฏิบัติเรือนกระจกในน้ำ)  ที่จะเป็นอันตรายต่อทุกสิ่งที่มีชีวิต  ภายในบ่อเลี้ยงกุ้ง  (ยกเว้น  หลังจากหว่านอาหารให้กุ้งกินแต่ละมื้อเสร็จแล้วปิดเครื่องช่วยเพิ่มอากาศในน้ำประมาณ 1 ชั่วโมง)
               ติดตั้งเครื่องช่วยเพิ่มอากาศน้ำอย่างน้อยบ่อละ 1 เครื่อง  ในตำแหน่งและทิศทางที่เหมาะสม  แล้วเปิดเครื่องช่วยเพิ่มอากาศในบ่อบำบัดทางชีวภาพอย่างน้อยก็ในระหว่างเติมน้ำและระหว่างฝนตก  เพื่อป้องกันมิให้ความเค็ม  อุณหภูมิและคุณภาพน้ำอื่นๆแบ่งชั้น  และเพื่อป้องกันมิให้เกิดการสะสมความร้อนหรือเกิดปฏิกิริยาเรือนกระจกในน้ำที่บริเวณพื้นบ่อที่จะเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตต่างๆภายในบ่อบำบัด  ตลอดจนเพื่อย่นระยะเวลาในการบำบัด
         3.  การควบคุมและรักษาคุณภาพน้ำทางเคมี
         สำหรับสารที่จะใช้ในการควบคุมและรักษาคุณภาพน้ำนั้นจะต้องใช้ในระดับความเข้มข้นที่ต่ำมาก  (ต่ำกว่าระดับต่ำสุดที่จะเป็นอันตรายต่อกุ้งระหว่าง 10-50 เท่า)  จนกระทั่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตต่างๆ  ที่มีอยู่ในบ่อ  ส่วนระยะเวลาและวิธีการจัดการใช้นั้นจะต้องสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง  ตามกลไกทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง  อาทิ  ในการควบคุมสารและแก๊สพิษต่างๆ  (ซึ่งมีที่มาทั้งจากซึมออกมาจากในดิน  จากมลพิษในอากาศ  จากการหายใจ  และจากการย่อยสลาย)  มิให้ตกค้างสะสมหรือตกค้างภายในบ่อ  ควรดำเนินการเฉพาะช่วงที่ไม่มีแสงแดด  ก็จะไม่มีกระบวนการทางชีวภาพในขั้นตอนการสังเคราะห์แสงของสิ่งมีชีวิตพวกที่มีคลอโรฟีลล์  จึงไม่มีการใช้สารและแก๊สพิษให้หมดไปในกระบวนการดังกล่าว  แต่ทุกสิ่งที่มีชีวิตยังคงต้องกินอาหาร  ต้องขับถ่าย  ต้องการใช้ออกซิเจนในการหายใจและย่อยสลาย  แล้วคายคาร์บอนไดออกไซด์และสารพิษอื่นๆ  สะสมในน้ำมากยิ่งขึ้น  ดังนั้นถ้าต้องการควบคุมและรักษาปริมาณออกซิเจนมิให้ลดลง  และสารพิษต่างๆในช่วงเวลาดังกล่าวมิให้เพิ่มขึ้น  ก็มีความจำเป็นที่จะต้องใช้วิธีทางเคมีช่วยเสริมวิธีทางเคมีช่วยเสริมวิธีทางชีวภาพ (ข้อ 1)  และฟิสิกส์ (ข้อ 2)
       โดยจัดการใช้สารเคมีสำหรับการป้องกันควบคุมและรักษาคุณภาพน้ำในบ่อระหว่างการเลี้ยงกุ้งให้อยู่ในภาวะสมดุลอย่างต่อเนื่องในกรณีต่างๆกัน  โดยสังเขปดังต่อไปนี้
          3.1  ใช้สารเคมีในการป้องกันมิให้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สไข่เน่าสะสมในบ่อเลี้ยงกุ้ง  (โดยจัดการให้เปลี่ยนสภาพไปอยู่ในรูปของเกลือแร่ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ)  ในกรณีนี้ใช้สารประกอบที่มีฤทธิ์เป็นด่าง  อาทิ  ปูนขาว 0.5-3 ส่วนในล้าน (1-5 กก/ไร่)  ยกเว้นในกรณีที่น้ำในบ่อ 
pH  หรือและอัลคาลินิตี้มีค่าสูงเกินกว่าระดับที่เหมาะสมควรงดใช้  เพราะในน้ำนั้นมีสารซึ่งออกฤทธิ์ด่างตามธรรมชาติสะสมมากเกินพออยู่ก่อนแล้ว
           3.2  ใช้สารเคมีในการป้องกันมิให้แก๊สแอมโมเนียมีสะสมในบ่อเลี้ยงกุ้ง  (โดยจัดการให้เปลี่ยนสภาพไปอยู่ในรูปของเกลือแร่ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ)  ในกรณีนี้ใช้สารประกอบที่มีฤทธิ์เป็น  กรด  อาทิ
    -  ฟอร์มาลิน  0.25 - 3  ส่วนในล้านหรือ  0.5 - 5 ลิตร/ไร่
      -  คลอรีนผง (เกรด 10%)  0.01 - 0.1 ส่วนในล้านหรือ 25 - 100 กรัม/ไร่
  -  คลอรีนน้ำ (เกรด 10 %)  0.01 - 0.1 ส่วนในล้านหรือ  150 - 600 ซีซี/ไร่
          เลือกใช้สารดังกล่าว  (ในข้อ 3.2 นี้)  ครั้งละชนิดเดียว  ยกเว้นในกรณีที่
pH  และอัลคาลินิตี้  มีค่าต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมควรงดใช้  เพราะในน้ำนั้นมีสารพวกที่ออกฤทธิ์กรดตามธรรมชาติสะสมมากเกินพออยู่ก่อนแล้ว
     3.3  ใช้สารเคมีในการช่วยลดความเป็นพิษเข้าด้วยกันให้อยู่ในรูปก้ามปู (
chelated)  ซึ่งจะไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ  ในกรณีนี้ใช้อีดีทีเอ  0.01 - 0.05  ส่วนในล้านหรือ 25 - 100 กรัม/ไร่  (ยกเว้นในกรณีที่ไม่มีสารพิษปนเปื้อนควรงดใช้)
            ในการใช้สารเคมีในกรณีดังกล่าว  ตามข้อ 3.1  3.2  และ  3.3  นั้นควรเจือจางกับน้ำ  แล้วสาดโดยรอบบ่อ  (เดินทวนทิศทางของกระแสน้ำในบ่อ)  ก่อนให้อาหารแต่ละมื้อ 30 นาทีสลับกันเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน  ช่วงท้องฟ้าปิดเวลากลางวัน  ช่วงกุ้งป่วย  ช่วงหลังจากที่มีการตายของสิ่งมีชีวิตต่างๆ  ภายในบ่ออยู่ในภาวะไม่ปกติ   (พร้อมปรับปริมาณอาหารให้เหมาะสม)  เพื่อควบคุมแก๊สและสารพิษต่างๆให้อยู่ในรูปของสารประกอบที่ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ(อีกทั้งในสภาพความเป็นจริงตามธรรมชาติ  เมื่อแก๊สพิษต่างๆ  ในน้ำถูกกำจัดไป  ออกซิเจนในอากาศก็ละลายลงไปแทนที่ได้โดยเฉียบพลัน  โดยมีเครื่องช่วยเพิ่มอากาศในน้ำช่วยเร่งให้น้ำเคลื่อนที่สัมผัสกับอากาศซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มออกซิเจนในน้ำพร้อมกันไปด้วย)  อีกทั้งเพื่อต้องการควบคุมและรักษาคุณภาพน้ำภายในบ่อเลี้ยงกุ้งให้คงอยู่ในระดับที่เหมาะสม  สะอาด  ถูกสุขอนามัยอย่างต่อเนื่องแล้วส่งผลกระทบในทางอ้อมย้อนกลับมาควบคุมและรักษาสภาพแวดล้อมต่างๆ  ภายในฟาร์ม(ให้ไม่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของจุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ  พวกที่ก่อให้เกิดมลพิษแต่เอื้อโอกาสต่อการเกิดและการดำรงชีวิตของพวกจุลินทรีย์แพลงก์ตอน  และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ  ที่ไม่เป็นอันตรายต่อกุ้งที่เลี้ยง)  แล้วส่งผลสะท้อนต่อไป  ช่วยในการเสริมโครงสร้างโอกาสในการป้องกันและควบคุมโรค
          -  ในการใช้สารประกอบต่างๆตามข้อ 3 ดังกล่าวข้างต้นตามปกติ  เมื่อกุ้งยังมีขนาดโตขึ้นย่อมมีของเสียจากเศษอาหาร  สิ่งขับถ่าย  และซากสิ่งมีชีวิตต่างๆมากขึ้น  จึงค่อยๆเพิ่มปริมาณสารตามความเหมาะสมในการควบคุมและรักษาคุณภาพน้ำให้ยังอยู่ในภาวะสมดุล  ยกเว้นในช่วงที่เกิดมีการตายของสิ่งมีชีวิตต่างๆ เช่น  พวกจุลินทรีย์และแพลงก์ตอนเป็นพิษ  (ภาวะน้ำเปลี่ยนสี  "
Red  Tide"  พรายน้ำเรืองแสงในเวลากลางคืน)  ภายในบ่อ  หรือและในช่วงที่เติมน้ำใส่บ่อเลี้ยงกุ้ง  แล้วน้ำไม่สะอาดพอ  หรือและในกุ้งป่วย  ให้ดำเนินการใช้สารเคมีดังกล่าวตามข้อ 3.1  3.2  และ  3.3  อย่างต่อเนื่องเป็นพิเศษ  โดยเริ่มต้นสลับกัน  จากระดับความเข้มข้นสูงสุดที่กำหนด  แล้วค่อยๆลดลงวันละ 10-30%  จนกว่าจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ
       การจับ
     สูบน้ำใส่บ่อที่ว่างเพื่อรักษาระดับน้ำในคลองระบายน้ำหรือในช่องที่มุมบ่อ (ซึ่งมีเฝือกและไม้ปิดกั้นเป็นผนังกั้นน้ำไว้)  ให้เกือบแห้งอย่างต่อเนื่องในระหว่างที่ใช้อวนรอจับกุ้งทางช่องระบายน้ำ  ก็จะสามารถจับกุ้งได้อย่างรวดเร็ว  สด  สะอาด  ถูกสุขอนามัย  ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสุขภาพแวดล้อมภายนอกด้วย
แนวทางแก้ปัญหาบางประการ
        สำหรับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าระหว่างการเลี้ยงกุ้งระบบปิดหรือระบบรีไซเคิ้ลควรนำข้อมูลผลการตรวจคุณภาพน้ำทั้งทางชีวะ  ฟิสิกส์  และเคมี  มาใช้ภูมิปัญญาวิเคราะห์เชื่อมโยงให้สอดคล้องกับเกณฑ์ทางวิชาการสาขาต่างๆ  เพื่อใช้เป็นแนวทางปรับวิธีการจัดการเลี้ยง  ให้สามารถควบคุมและรักษาความสมดุลของสภาวะแวดล้อมภายในบ่ออย่างต่อเนื่อง  อีกทั้งควรตรวจเช็คสุขภาพกุ้งระหว่างการตรวจเช็คอาหารในยอพร้อมกันไปด้วย  เมื่อเริ่มพบกุ้งมีอาการผิดปกติให้รีบนำกุ้งที่ป่วยไปให้คลินิกโรคสัตว์น้ำเพื่อตรวจวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงและหาวีการป้องกันรักษาให้ถูกต้อง  สำหรับในกรณีที่กุ้งเป็นโรคที่เกี่ยวกับ  ไวรัสลงตับ  เช่น  หัวเหลือง  ให้รีบจัดการเบื้องต้นก่อน  โดยสังเขปดังต่อไปนี้
     1.  งดการใช้ยาปฏิชีวนะ  และน้ำมันปลา......ที่จะผสมอาหารให้กุ้งกินเพื่อช่วยลดภาระของตับมิให้ต้องทำงานหนัก  ซึ่งช่วยยืดอายุของกุ้งออกไป  (ถ้าให้ยาปฏิชีวนะและน้ำมันปลา.....จึงเท่ากับเป็นการเร่งทำลายตับ  ทำให้กุ้งที่ลี้ยงตายเร็วขึ้น)
     2.  ลดอาหารสำหรับหว่านให้กุ้งแต่ละมื้อลงจากระดับปกติ  ระหว่าง 20-50%  (ประมาณ 2-4 เม็ด/ตัว/มื้อ)  โดยไม่ต้องไปสนใจเรื่องอาหารในลำไส้กุ้งขาดตอน
      3.  ลดความเครียดของกุ้งโดยไม่ควรรบกวนพร้อมเสริมวิตามินซี  หรือและ  วิตามินเกลือแร่ต่างๆในอาหาร  (เพื่อบำรุงสุขภาพของกุ้งให้มีโอกาสเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตนเอง)  ประมาณ 2-5 กรัม/กิโลกรัม  (โดยใช้ในอัตราสูงสุดที่กำหนดก่อนจากนั้นค่อยๆลดปริมาณลงวันละประมาณ 1 กรัม  แล้วคงใช้อย่างต่อเนื่องในอัตราต่ำสุดที่กำหนด  จนกว่าจะกลับคืนส่าวะปกติ)
  4.  ดำเนินการควบคุมคุณภาพน้ำทางเคมี  ตามข้อ 3 โดยเริ่มต้นใช้สารต่างๆในความเข้มข้นระดับสูงสุดที่กำหนด  แล้วค่อยๆลดลงจนกระทั่งอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมคุณภาพน้ำให้มีคุณสมบัติเหมาะสมคืนสภาพกลับสู่ภาวะสมดุลอย่างต่อเนื่อง
     5.  ระหว่างดำเนินการตามข้อ 1-4  อยู่นั้น  ในช่วง 3-5 วันแรก  ตามปกติแล้วกุ้งจะว่ายน้ำผิดปกติหรือเกาะข้างบ่อมากขึ้น  ถ้ากุ้งยังไม่ตายให้ดำเนินการต่อไปจนกว่าจะหายป่วย(แต่ถ้าตายให้รีบจับ)