การเลี้ยงปลานิลในกระชัง


 

            การเลี้ยงปลานิลในกระชังเป็นรูปแบบการเลี้ยงที่ให้ผลผลิตสูง  ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในเชิงเศรษฐศาสตร์ และการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำทั่วไปอีกทั้งยังช่วยให้ผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกินสามารถหันมาเลี้ยงปลาได้  หากปล่อยปลาในอัตราที่เหมาะสม จะทำให้ปลามีอัตราการเจริญเติบโตที่ดีขึ้นสามารถช่วยลดระยะเวลาการเลี้ยงให้สั้นลงได้  นอกจากนี้ยังสะดวกในการดูแลจัดการ  การเคลื่อนย้าย  รวมทั้งการเก็บเกี่ยวผลผลิตและมีการลงทุนต่ำกว่ารูปแบบ  การเลี้ยงอื่นๆ ในขณะที่ผลตอบแทนต่อพื้นที่สูง  อย่างไรก็ตาม  การเลี้ยงปลานิลในกระชังอาจจะมีข้อเสียอยู่บ้าง  เช่น  ปัญหาโรคพยาธิที่มากับน้ำซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ นอกจากนั้นยังอาจก่อให้เกิดปัญหาเรื่องสภาพแวดล้อมหากไม่มีการคำนึงถึงปริมาณและที่ตั้งของกระชัง ตลอดจนความเหมาะสมของลำน้ำ  ดังนั้นการเลี้ยงยังขึ้นอยู่กับอาหารสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียวทำให้สิ้นเปลืองในการลงทุน  หลักการสำคัญที่ควรคำนึงถึงสำหรับการเลี้ยงปลาในกระชังได้แก่ 

 
 

การเลือกสถานที่

           บริเวณที่จะทำการเลี้ยงปลาในกระชัง  จะต้องมีคุณภาพสิ่งแวดล้อมอยู่ในเกณฑ์ดี      เนื่องจากการเลี้ยงปลาในกระชังเป็นการเลี้ยงแบบพัฒนา  (intensive) เน้นการจัดการเลี้ยงโดยใช้อาหารเป็นหลัก  คุณภาพน้ำจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการเลี้ยงปลาในกระชัง  โดยปกติแหล่งน้ำที่จะนำมาเลี้ยงปลาในกระชังควรเป็นแหล่งน้ำที่มีความสมบูรณ์  กล่าวคือ  จะต้องมีปริมาณธาตุอาหารต่ำ  หรือกล่าวอย่างง่ายๆ  คือ  น้ำจะต้องใสสะอาด  มีคุณภาพดี  การเลี้ยงปลาในกระชังสามารถทำได้ทั้งในบ่อขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถถ่ายน้ำได้หมด  หรือในอ่างเก็บน้ำ  แม่น้ำ  ลำคลอง  หนอง  บึง  ทั่วไป  รวมถึงบริเวณชายฝั่งทะเล  เป็นต้น  โดยมีหลักในการพิจารณาถึงทำเลที่เหมาะสม  ดังนี้
 


 

            การถ่ายเทของกระแสน้ำ ปกติการเลี้ยงปลาในกระชังจะอาศัยการถ่ายเทน้ำผ่านกระชัง เพื่อพัดพาเอาน้ำดีเข้ามาและไล่เอาของเสียออกไปนอกกระชัง  เสมือนมีการเปลี่ยนน้ำใหม่เพื่อให้น้ำมีคุณภาพดีตลอดเวลา  ดังนั้นบริเวณที่เลี้ยงปลาในกระชังจึงควรมีกระแสน้ำและลม  เพื่อช่วยให้การหมุนเวียนของน้ำภายในกระชังเป็นไปด้วยดีแต่ต้องไม่รุนแรงนัก  โดยเฉพาะสำหรับการเลี้ยงปลาในกระชังในอ่างเก็บน้ำหรือบ่อขนาดใหญ่  กระแสลมจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการหมุนเวียนของกระแสน้ำในกระชัง  บริเวณที่แขวนกระชังจึงควรเป็นบริเวณที่โล่งแจ้ง  ห่างไกลจากร่มไม้และไม่ควรมีพรรณไม้น้ำ  เนื่องจากต้นไม้และพรรณไม้น้ำมักจะบังกระแสลม  และกระแสน้ำ ซึ่งจะมีผลต่อการหมุนเวียนถ่ายเทน้ำในกระชัง

            ความลึกของแหล่งน้ำ  แหล่งน้ำควรมีความลึกพอประมาณ   เมื่อกางกระชังแล้วระดับพื้นกระชังควรสูงจากพื้นก้นบ่อ  หรือพื้นน้ำไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร  เพื่อให้น้ำถ่ายเทได้ดีตลอด

           ห่างไกลจากสิ่งรบกวน  บริเวณที่ลอยกระชังควรห่างจากแหล่งชุมชน  เพื่อป้องกันการรบกวนจากการพลุกพล่าน  ซึ่งจะทำให้เกิดความเครียดกระวนกระวาย ได้รับบาดเจ็บจากการว่ายชนกระชังทำให้ปลาไม่กินอาหารทั้งหมดนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตตามปกติของปลาที่เลี้ยงหรือเป็นโรคติดเชื้อจากบาดแผลที่เกิดขึ้นได้

 
 

ชนิดปลาที่จะเลี้ยงและอัตราปล่อย

          ดังได้กล่าวแล้วว่ารูปแบบการเลี้ยงในกระชังมีความเหมาะสมต่อการเลี้ยงปลานิลเป็นอย่างยิ่ง     เนื่องจากปลานิลเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย  มีความอดทน  มีตลาดรับรอง  โดยเฉพาะปลานิลแปลงเพศ  ซึ่งเป็นปลาเพศผู้ล้วน  จะทำให้ได้ผลผลิตสูงขึ้นกว่าการเลี้ยงปลานิลปกติ  เนื่องจากปลาเพศผู้มีอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่าเพศเมีย  อีกทั้งจะได้ปลาที่มีขนาดใหญ่และปลาแต่ละตัวมีขนาดไม่แตกต่างกันมาก  เนื่องจากปลาที่เลี้ยงจะเป็นรุ่นเดียวกันซึ่งต่างจากการเลี้ยงปลานิลรวมเพศที่มีการผสมพันธุ์วางไข่  ทำให้มีปลาหลายรุ่น  และมีจำนวนแน่นบ่อเกิดการแย่งอาหาร  และพื้นที่ไม่เพียงพอ  สำหรับอัตราการปล่อยนั้นขึ้นกับปัจจัยหลายประการ  เช่น  ขนาดที่เริ่มปล่อย  ระยะเวลาการเลี้ยง  และขนาดที่ตลาดต้องการ

 
 

อาหาร  การให้อาหาร  และการจัดการระหว่างการเลี้ยง

            การเลี้ยงปลาในกระชังเป็นรูปแบบการเลี้ยงปลาแบบพัฒนา  ( intensive )  หรือ  กึ่งพัฒนา  ( semi-intensive ) เน้นการให้อาหารเพื่อเร่งผลผลิตและการเจริญเติบโต  จึงควรจะใช้อาหารที่มีคุณค่าทางโปรตีนค่อนข้างสูงและเหมาะสมกับความต้องการของปลาแต่ละขนาด  ปัจจัยที่สำคัญควรนำมาประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับการให้อาหารปลาในกระชัง  ได้แก่

             ระดับโปรตีนในอาหาร  ปริมาณโปรตีนที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของปลานิลที่มีอายุต่างกันและแตกต่างกัน  สำหรับลูกปลาวัยอ่อน (Juvenile)  และลูกปลานิ้ว (Fingerling) จะต้องการอาหารที่มีระดับโปรตีนประมาณ 30-40 %  แต่ในปลาใหญ่จะต้องการอาหารที่มีโปรตีนประมาณ 25-30%

             เวลาในการให้อาหาร   เนื่องจากปลาจะกินอาหารได้ดี   เมื่อมีปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำสูงซึ่งจะเป็นช่วงเวลากลางวัน  ดังนั้นส่วนใหญ่จึงควรให้อาหารในช่วงเวลาดังกล่าว

             ความถี่ในการให้อาหาร  ปลานิลเป็นปลาที่ไม่มีกระเพาะอาหารจริง      จึงสามารถกินอาหารได้ทีละน้อยและมีการย่อยอาหารที่ค่อนข้างช้า  การให้อาหารครั้งละมากๆ  จะทำให้สูญเสียอาหารและก่อให้เกิดสภาวะน้ำเสียได้  ดังนั้น  เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากอาหารเม็ดสูงสุดจึงควรให้ อาหารแต่น้อย  แต่ให้บ่อยๆ  โดยความถี่ที่เหมาะสมคือ  ปริมาณ 4-5 ครั้งต่อวัน  จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตและทำให้ผลตอบแทนในเชิงเศรษฐศาสตร์สูงสุด

           อัตราการให้อาหาร  ปริมาณอาหารที่ให้ปลากินจะขึ้นอยู่กับขนาดของปลาและอุณหภูมิของน้ำ  หากอุณหภูมิของน้ำสูงขึ้น จะทำให้อัตราการกินอาหารของปลาสูงขึ้นตามไปด้วย  อุณหภูมิน้ำที่เหมาะสมประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส  ควรให้อาหาร 20 %  ของน้ำหนักปลา  สำหรับปลาขนาดเล็กในปลารุ่นอัตราการให้อาหารจะลดลงเหลือ  ประมาณ 6-8 %  และสำหรับปลาขนาดใหญ่  อัตราการให้อาหารจะเหลือเพียงประมาณ  3-4 %

             การจัดการระหว่างการเลี้ยง  ควรมีการตรวจสอบกระชังเพื่อซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดทุกๆ สัปดาห์    รวมทั้งสุ่มปลามาตรวจสอบน้ำหนักเพื่อปรับปริมาณอาหารที่ให้ได้อย่างเหมาะสม

 

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

            การเก็บเกี่ยวผลผลิตเป็นข้อควรคำนึงอีกประการหนึ่งสำหรับการจัดการการเก็บเกี่ยวผลผลิต    จากการเลี้ยงในกระชังควรคำนึงถึงขนาดของปลาและปริมาณที่ตลาดต้องการ


                                        การสร้างกระชัง

รูปร่างและขนาดของกระชัง

             กระชังที่ใช้เลี้ยงปลานิลมีรูปทรงต่างๆ  เช่น  รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส  รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  และรูปกลม  เป็นต้น  รูปร่างของกระชังจะมีผลต่อการไหลผ่านของกระแสน้ำที่ถ่ายเทเข้าไปในกระชัง  เมื่อเปรียบเทียบปริมาณเท่าๆกัน  กระชังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสจะมีพื้นที่ผิวที่ให้กระแสน้ำไหลผ่านได้มากกว่ากระชังรูปแบบอื่นๆ


                                                                    
 

            ขนาดกระชัง   ที่ใช้เลี้ยงจะแตกต่างกันไป  ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการของเกษตรกร  ขนาดพื้นที่ที่แขวนกระชัง  ตลอดจนปัจจัยต่างๆ  ดังกล่าวข้างต้น 

             กระชังสี่เหลี่ยม  ขนาด 1.2  X 1.2 X 2.5  หรือ 2 X 2X 2.5  เมตร

             กระชังสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ขนาด 4 X 2 X 2.5  เมตร

            สำหรับ ต้นทุนค่าสร้างกระชัง  ต้นทุนต่อปริมาตรจะลดลงเมื่อขนาดของกระชังใหญ่ขึ้นแต่ผลผลิตต่อปริมาตรก็จะลดลงด้วย  เนื่องจากกระชังใหญ่กระแสน้ำไม่สามารถหมุนเวียนได้ทั่วถึง  ความลึกของกระชังส่วนใหญ่ที่ใช้จะมีความลึก 2.5 เมตร  เมื่อลอยกระชังจะให้กระชังจมอยู่ในน้ำเพียง 2.2 เมตร  โดยมีส่วนที่โผล่พ้นน้ำประมาณ 20-25 เซนติเมตร  ความลึกของกระชังมีผลต่อการเติบโตของปลาเช่นกัน  ปกติระดับออกซิเจนที่ละลายในน้ำจะสูงบริเวณผิวน้ำ  ที่ระดับความลึกประมาณ 2 เมตร  ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำพียง 50-70 %  ของปริมาณออกซิเจนที่ผิวน้ำเท่านั้น  ดังนั้น  การสร้างกระชังไม่ควรให้ลึกเกินไป  เนื่องจากปลาจะหนีลงไปอยู่ในส่วนที่ลึกซึ่งมีปริมาณออกซิเจนต่ำ  และจะส่งผลให้ปลากินอาหารน้อยมีอัตราการเจริญเติบโตต่ำ ดังนั้นขนาดกระชังขึ้นอยู่กับปัจจัยเป็นองค์ประกอบของการเลี้ยงซึ่งผู้เลี้ยงต้องตัดสินใจโดยพิจารณาถึงจำนวนปลาที่ปล่อย  กระชังขนาดเล็กที่ปล่อยหนาแน่น  ให้ผลผลิตต่อปริมาตรสูง  ดูแลจัดการง่าย  แต่ผลผลิตรวมอาจจะต่ำกว่ากระชังขนาดใหญ่ดังกล่าวข้างต้น

            นอกจากนี้ที่บริเวณผนังกระชังด้านบน  ควรใช้มุ้งเขียวขนาดความกว้างประมาณ 90 เซนติเมตร  ขึงทับไว้เพื่อป้องกันมิให้อาหารหลุดลอดออกนอกกระชังในระหว่างการให้อาหาร

            การแขวนกระชัง  ควรแขวนให้กระชังห่างกันไม่น้อยกว่า 3 เมตร  เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมุมอับระหว่างกระชังเป็นการลดสภาวะการขาดออกซิเจนหากจำเป็นควรใช้เครื่องตีน้ำหรือเครื่องสูบน้ำช่วยให้เกิดการหมุนเวียนถ่ายเทน้ำภายในกระชังและเป็นการเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำอีกด้วย

           ขนาดตาอวนที่ใช้ทำกระชัง  จะต้องเหมาะสมกับขนาดปลาที่เลี้ยงเพื่อป้องกันไม่ให้ปลาหนีลอดไปได้  อีกทั้งจะต้องให้กระแสน้ำไหลผ่านได้สะดวก  และป้องกันไม่ให้ปลาขนาดเล็กภายนอกเข้ามารบกวนและแย่งอาหารปลาในกระชัง  ขนาดตาอวนที่ใช้ไม่ควรมีขนาดเล็กกว่า 1.5 X 1.5 เซนติเมตร  เพื่อไม่ให้ขัดขวางการหมุนเวียนของน้ำผ่านกระชัง  กระชังควรมีฝาปิดซึ่งอาจทำจากเนื้ออวนชนิดเดียวกับที่ใช้กระชังหรือวัสดุที่เหมาะสม  ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้นกมากินปลาที่เลี้ยงหนีออกและปลาจากภายนอกกระโดดเข้ากระชัง  รวมทั้งป้องกันไม่ให้นกมากินปลาที่เลี้ยง

 
 

อัตราการปล่อยปลา

           การเลี้ยงปลาขนาดตลาด  ผู้เลี้ยงควรคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ  คือ  ขนาดปลาที่ตลาดต้องการและระยะเวลาที่ผลผลิตออกสู่ตลาดในเวลาที่เหมาะสมแล้วจึงพิจารณาย้อนกลับเพื่อหาขนาดและจำนวนปลาที่จะปล่อยลงเลี้ยง

           เนื่องจากการเลี้ยงปลานิลแปลเพศในกระชัง  มีเป้าหมายการผลิตเพื่อการค้า   ซึ่งผู้เลี้ยงควรที่จะผลิตปลาออกมาให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อในระยะเวลาที่เหมาะสมและมีปริมาณเพียงพอ

             อัตราปล่อยที่กำหนดจะอยู่ภายใต้การตัดสินใจ  ซึ่งควรคำนึงถึงข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้

            ระยะเวลาการเลี้ยงปลานิลในกระชัง  การเร่งให้ผลผลิตออกมาในเวลาอันรวดเร็ว (ระยะเวลาเลี้ยงสั้น )  จะต้องปล่อยปลาลงเลี้ยงในอัตราไม่หนาแน่นนักและใช้ปลาที่มีขนาดใหญ่  อัตราการปล่อยปลาขึ้นอยู่กับขนาดของกระชัง  โดยที่กระชังขนาดเล็กสามารถปล่อยได้ในอัตราค่อนข้างหนาแน่นในขณะที่กระชังขนาดใหญ่มากอัตราการปล่อยลงเลี้ยงอาจลดลง 6-8 เท่า  ตัวอย่าง  เช่น  กระชังขนาด 1-4 ลูกบาศก์เมตร  ปล่อยปลานิลแปลงเพศในอัตรา 300-400 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร  จะสามารถผลิตปลาให้ได้ขนาดปริมาณ 400-500 กรัม  และหากปล่อยในอัตรา 200-250 ตัว  ต่อลูกบาศก์เมตร  จะผลิตปลาได้ขนาดประมาณ 700 กรัม  ในขณะที่กระชังขนาด 100 ลูกบาศก์เมตรปล่อยปลาในอัตรา 50 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร  จะสามารถผลิตปลาได้เพียงขนาดเฉลี่ย 400-500 กรัม  เท่านั้น  สำหรับขนาดปลาหากเลี้ยงปลาขนาด 5-10 กรัม  เลี้ยงให้ได้ขนาด 250-300 กรัม  ต้องใช้เวลา 6-8 เดือน  แต่หากต้องการปลาที่มีขนาดใหญ่  จำเป็นต้องปล่อยลูกปลาใหญ่ขึ้น  หรือแบ่งการเลี้ยงออกเป็นช่วงๆ

         ขนาดปลาที่ตลาดต้องการ  ถ้าต้องการปลาขนาดใหญ่  ควรปล่อยปลาลงเลี้ยงในอัตราความหนาแน่นต่ำ และ/หรือ  ย่นระยะเวลาเลี้ยงให้นานขึ้น  ในทางตรงกันข้ามหากตลาดมีความต้องการปลาขนาดเล็ก  ผู้เลี้ยงสามารถปล่อยปลาในอัตราสูง  และ/หรือ  ย่นระยะเวลาเลี้ยงให้สั้นลง

 
 

การเลี้ยงปลาวัยอ่อนเป็นปลารุ่น  และการเลี้ยงปลารุ่นเป็นปลาขนาดตลาด
           การเลี้ยงปลาในกระชังควรแบ่งการเลี้ยงออกเป็นหลายๆช่วง เพื่อความสะดวกในการจัดการดูแลย่นระยะเวลาในการเลี้ยงในแต่ละช่วงให้สั้นลง  ทั้งนี้เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้น  ซึ่งสามารถแบ่งเป็นขั้นตอนต่างๆ ได้แก่

                1.  การเลี้ยง/อนุบาลลูกปลาขนาดเล็กเป็นปลาวัยรุ่น

                2.  การเลี้ยงลูกปลาวัยอ่อนเป็นปลาวัยรุ่น

                3.  การเลี้ยงปลาวัยรุ่นเป็นปลาขนาด 100-200 กรัม

                4.  การเลี้ยงปลาวัยรุ่น  หรือ  ปลาขนาด 100-200 กรัม  เป็นปลาขนาดตลาด

 

             การเลี้ยงปลาวัยอ่อนเป็นวัยรุ่น  การอนุบาลลูกปลาวัยอ่อนถึงขนาด 50-100 กรัมนั้น  เป็นการเลี้ยงเพื่อส่งต่อไปยังผู้เลี้ยงส่งต่อไปยังผู้เลี้ยงปลาขนาดตลาด  ซึ่งอาจจะดำเนินการได้ทั้งในบ่อดิน  และในกระชัง   สำหรับการเลี้ยงในกระชังผู้เลี้ยงควรทำการคัดขนาดปลาทุก 4-6 สัปดาห์  เพื่อคัดปลาที่แคระแกร็นออกการเลี้ยงเริ่มจากปลาขนาดประมาณ 1 กรัม  สามารถเลี้ยงในกระชังขนาดตา ¼ นิ้ว  ด้วยอัตราปล่อย 3,000 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร ใช้เวลาประมาณ 7-8 สัปดาห์  จะได้ปลาขนาดประมาณ 10 กรัม  เพื่อนำไปคัดและเลี้ยงต่อให้ได้ปลาขนาด 25-30 กรัม  โดยเลี้ยงในกระชังขนาดตา ½ นิ้ว  ด้วยอัตราปล่อย 2,500 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร  ประมาณ 5-6 สัปดาห์  ก็จะได้ปลาขนาดเล็กเฉลี่ย 25-30 กรัม  ตามต้องการ  ช่วงที่ อนุบาลลูกปลาเล็กเป็นปลาวัยรุ่นควรให้อาหารที่มีปริมาณโปรตีนสูงไม่น้อยกว่า 25 %

 

             การเลี้ยงปลาวัยรุ่นเป็นปลาขนาดตลาด หลังจากอนุบาลลูกปลาได้ 12-14 สัปดาห์  ควรคัดขนาดเพื่อให้ได้ปลาที่จะนำไปเลี้ยงต่อมีขนาดสม่ำเสมอ  กล่าวคือ  จะได้ปลาวัยรุ่นขนาดปลาประมาณ 50-60 กรัม  ก่อนนำไปเลี้ยงเป็นปลาขนาดตลาด  ควรแบ่งการเลี้ยงออกเป็นขั้นตอนเป็นการเลี้ยงปลารุ่นให้เป็นปลาขนาด 100 กรัม  โดยใช้อัตราปล่อยลงเลี้ยงในกระชัง 1,500 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร  จะใช้เวลาประมาณ 5 สัปดาห์  หรือถ้าต้องการนำไปเลี้ยงเป็นปลาขนาดตลาดเลย  ควรปล่อยในอัตรา 1,000 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร  ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงประมาณ 9-10 สัปดาห์  ควรให้อาหารเม็ดชนิดลอยน้ำที่มีคาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงาน  และมีโปรตีนประมาณ 25 %  ในปริมาณ 5 % ของน้ำหนักตัวปลา  วันละ 3 เวลา  โดยมีการปรับปริมาณอาหารทุก 15 วัน  จะได้ปลาขนาด 300-400 กรัม

 

            การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในกระชัง  โดยแบ่งการเลี้ยงออกเป็นช่วงต่างๆ  ดังกล่าวข้างต้น  มีข้อดี  คือ  ผู้เลี้ยงสามารถทราบผลผลิตที่แน่นอน  ปลาที่ได้มีขนาดสม่ำเสมอเหมาะสำหรับการผลิตเพื่อการค้า  สามารถปรับขนาดตากระชังให้เหมาะสมกับขนาดปลาที่เลี้ยงได้  การเพิ่มขนาดตากระชังจะเป็นประโยชน์ในด้านการหมุนเวียนถ่ายเทน้ำในกระชัง  ซึ่งจะช่วยเร่งการเจริญเติบโตของปลาให้ดียิ่งขึ้น

            ขั้นตอนต่างๆ  นี้ผู้เลี้ยงสามารถส่งต่อกันเป็นลักษณะผู้เลี้ยงปลาขนาดต่างๆ ซึ่งแต่ละขั้นตอนใช้เวลาไม่นานนัก  ทำให้ผู้เลี้ยงสามารถมีรายได้ในเวลาอันรวดเร็ว  มีอัตราเสี่ยงในการลงทุนต่ำ  และลงทุนไม่มากนัก 

 
 

ปัญหาและอุปสรรคการเลี้ยงปลาในกระชัง

               แม้ว่าการเลี้ยงปลาในกระชังจะมีข้อได้เปรียบหลายประการ  แต่ก็มีปัญหาอุปสรรคและข้อจำกัดของการเลี้ยงอยู่บ้าง  ได้แก่

              1.  อาจจะมีการรบกวนจากปลาธรรมชาติ  และศัตรูปลาในธรรมชาติ

              2. ปลาขนาดเล็กหลุดเข้าไปในกระชัง  และแย่งอาหารปลาได้

              3.  การดูแลจัดการแม้ว่าจะสะดวก  แต่ต้องเสียเวลาและแรงงานมากกว่าการเลี้ยงรูปแบบอื่น

              4.  ปัญหาการลักขโมย  ค่อนข้างง่าย

           5. ลักษณะการเลี้ยงในกระชัง เป็นรูปแบบที่ต้องใช้อาหาร   เลี้ยงเป็นหลักซึ่งต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากอาหารส่วนหนึ่งสูญเสีย โดยลอดตากระชังออกไปข้างนอก

              6.  น้ำต้องดีตลอด  ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่ดี  น้ำเสีย  จะทำให้ปลาตายหมดกระชังได้

              7.  ปลาจะเป็นโรคติดต่อกันได้ง่าย

             8.  ถ้ามีการเลี้ยงกันมากๆ   มูลปลาและเศษอาหารที่เหลือจะตกไปที่พื้นเกิดหมักหมม  ทำให้น้ำเน่าเสียได้  โดยเฉพาะที่น้ำนิ่งไม่มีน้ำถ่ายเท

 
 

การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในกระชัง

             ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า  กระชังที่ใช้เลี้ยงอาจทำได้หลายขนาด  ทั้งนี้ขึ้นกับความเหมาะสมของสภาพแวดล้อม  เช่น  ความลึกและความแรงของกระแสน้ำ  ตลอดจนขนาดและจำนวนปลาที่ต้องการเลี้ยง  จากการศึกษาของกรมประมง ( สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดอุตรดิตถ์ )  สามารถกล่าวได้ว่า  การเลี้ยงปลานิลในกระชังจะให้ผลผลิตเฉลี่ยระหว่าง 180-212 กิโลกรัม/กระชัง  ( กระชังขนาด 2.0X 2.0X 2.5 )  โดยปล่อยปลาลงเลี้ยงในอัตราความหนาแน่น  60 ตัว/ลูกบาศก์เมตร  หรือเท่ากับ  500 ตัว/กระชัง  ( ลูกปลาขนาด 60 กรัม )  ระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ  63 วัน  ก็จะได้ขนาดตลาด ( ตัวละ 3 ขีด )  ซึ่งหากราคาจำหน่ายกิโลกรัมละ 40 บาท  ก็จะทำให้มีรายได้ถึง 7,200-8,480 บาท/กระชัง/2 เดือน  จากต้นทุนเฉลี่ยประมาณ  5,985 บาท  คิดเป็นกำไรสุทธิ 1,215-2,495 บาท/กระชัง/2 เดือน  ทั้งนี้สภาพการเลี้ยงจริงมักจะทำการเลี้ยงเป็นแพ  แพละอย่างน้อย 4 กระชัง  ดังนั้นจะทำให้ผู้เลี้ยงมีรายได้ระหว่าง 2,430-4,990 บาท/เดือน/4 กระชัง  ซึ่งสามารถค้ำจุนครอบครัวขนาดเล็กได้อย่างเพียงพอ

             สำหรับรายละเอียดการเลี้ยงดังกล่าว  กระชังที่ใช้เลี้ยงมีขนาด  2.0 X  2.0 X 2.5  เมตร  ทำด้วยอวนไนลอนขนาดช่องตา 1 นิ้ว  แขวนอยู่บนแพๆ ละ 3 กระชัง  โครงทำด้วยท่อเหล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว  ใช้ถังพลาสติกเป็นทุ่นลอย  กระชังแขวนลอยน้ำ  เป็นต้นทุน 5,000 บาทต่อแพ   ( 4 กระชัง )  โดยจะมีอายุการใช้งาน 3 ปี

            ปล่อยปลาขนาดตัวละประมาณ  60 กรัม  ลงเลี้ยงในกระชัง  ในอัตราความหนาแน่น  60 ตัว/ลูกบาศก์เมตรหรือกระชังละ 500 ตัว  ให้อาหารเม็ดสำหรับปลากินพืชที่มีระดับโปรตีนร้อยละ  30 วันละ  2 ครั้ง  ให้ช่วงเช้าและบ่าย  โดยให้กินจนอิ่ม  ทำการเลี้ยงโดยใช้ระยะเวลา 63 วัน  จะได้ผลดังตารางแสดงอัตราการเจริญเติบโตดังนี้

 

ตาราง  แสดงอัตราการเจริญเติบโตของปลานิลแปลงเพศที่เลี้ยงในกระชัง
 

น้ำหนักเพิ่มต่อวัน (ค่าเฉลี่ย)

4.9 – 5.86 กรัม / ตัว

อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะ

2.82 – 3.05 เปอร์เซ็นต์ / วัน

อัตราการรอดตาย

96.2 – 96.6 เปอร์เซ็นต์

อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ

1.21 – 1.42

ปริมาณอาหารที่ใช้ (ต่อกระชัง)

211 – 218 กก.

ผลผลิต

180 – 212 กก.

 

             ส่วนรายละเอียดต้นทุนการผลิตได้มีการนำค่าทางหลักเศรษฐศาสตร์ ได้แก่  ค่าเสียโอกาสการลงทุน  ค่าแรงงาน  ค่าเสื่อมราคา  มาคำนวณด้วย  เพื่อให้ผลที่ได้สะท้อนถึงต้นทุนที่เป็นจริง  โดยมีรายละเอียดดังตาราง
 

ตาราง  แสดงรายละเอียดต้นทุนการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในกระชัง
 

รายการ

เฉลี่ย

หมายเหตุ

1.  ต้นทุนผันแปร

 

 

      1.1  ค่าพันธุ์ปลานิลเพศผู้

1,000,000

ตัวละ 2 บาท  ขนาด 50 กรัม

      1.2  ค่าอาหารปลา

4,352.40

214.9 กิโลกรัมๆ ละ 20.25 บาท

      1.3  ค่าแรงงาน

292.57

ชั่วโมงละ 25.45 บาท

-   เลี้ยง 63 วัน  จับปลา
    ทำความสะอาดกระชัง

      1.4  ค่าเสียโอกาสเงินลงทุนของต้นทุน    ผันแปร(คิดจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำร้อยละ 4.5 บาท / ปี)

44.18

 

รวมต้นทุนผันแปร

5,689.15

 

2.  ต้นทุนคงที่

 

 

      2.1  ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์

250.00

 

      2.2  ค่าเสียโอกาสเงินลงทุนคงที่

(คิดจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ร้อยละ 4.5 บาท/ปี)

2.25

 

 รวมต้นทุนคงที่

252.50

 

รวมต้นทุนทั้งหมด (บาท)

5,942.00

 

 
 

ผลตอบแทนและรายได้

             ภายหลังการเลี้ยง  63 วัน  จะได้ผลผลิต  180 – 212 กก.  จำหน่ายในราคา 40 บาท / กก.  จะมีรายได้อยู่ระหว่างช่วง  7,213 – 8,502 บาทซึ่งเมื่อนำต้นทุนทั้งหมดหักออกจากรายได้  จะมีกำไรสุทธิระหว่าง 1,294 – 2,439 บาท / กระชัง  โดยมีจุดคุ้มทุนที่ 31.11 บาท  โดยมีรายละเอียดการลงทุน  -  ผลตอบแทนดังตาราง
 

ตาราง  แสดงรายได้สุทธิ  ผลตอบแทนการลงทุน  และจุดคุ้มทุน
 

 

 

( เฉลี่ย )

ระยะเวลาการเลี้ยง (วัน)

                              63

                         -

ผลผลิตปลา ( กิโลกรัม )

                 180 – 212

                    196

ราคาปลานิล ( บาท )

                              40

                         -

รายได้จากการขายปลา ( บาท )

          7,213 – 8,502

             7,857.5

ต้นทุนทั้งหมด ( บาท )

          5,918 – 6,062

                5,990

รายได้สุทธิ ( บาท / กระชัง )

          1,294 – 2,439

             1,866.5

ราคาจุดคุ้มทุน ( บาท / กิโลกรัม )

              28.5 – 32.8

                30.65

ผลตอบแทนต่อต้นทุน ( ร้อยละ )

              21.8 – 40.2

                      31

     

                   หมายเหตุ  จากข้อมูลทดลองของสถานีประมงน้ำจืดจังหวัดอุตรดิตถ์  จำนวน 9 กระชัง

 
 

การลำเลียงพันธุ์ปลา

              ก่อนการลำเลียงพันธุ์ปลาที่ต้องขนส่งระยะไกล  มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอดอาหารปลาที่ถูกลำเลียง  12 – 24 ชั่วโมง  เพื่อให้อาหารที่อยู่ในระบบทางเดินอาหารได้ถูกขับถ่ายหรือใช้ให้หมดก่อน  ช่วยลดของเสียที่เกิดขึ้นระหว่างการลำเลียง  สำหรับการลำเลียงพันธุ์ปลามีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี  คือ  การลำเลียงแบบภาชนะปิด  และแบบภาชนะเปิด

            การลำเลียงแบบภาชนะปิด  เป็นภาชนะที่มีแพร่หลายในปัจจุบัน  ภาชนะปิดจำเป็นต้องอัดออกซิเจนหรืออากาศใส่ลงไปในภาชนะก่อนปิด  เพื่อเป็นการเพิ่มออกซิเจนในภาชนะลำเลียง  ในปัจจุบันนิยมใช้ถุงพลาสติกเป็นภาชนะลำเลียง  เนื่องจากราคาถูกและสะดวก  ยกเว้นการลำเลียงพันธุ์ปลาขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้ภาชนะโลหะหรือถังชนิดอื่นๆ  ที่มีฝาปิด

 

             การลำเลียงแบบภาชนะเปิด  ภาชนะที่ใช้ในการลำเลียงมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันตามท้องถิ่น  ภาชนะลำเลียงอาจเปิดฝาหรือปิดฝาแต่มีรูถ่ายอากาศ   เข้า – ออก  ในภาชนะลำเลียงได้  ภาชนะดังกล่าวอาจทำด้วยโลหะพลาสติกเป็นตะกร้าไม้ไผ่สานและทาด้วยชัน  ถังไม้  ฯลฯ  การลำเลียงพันธุ์ปลาที่ต้องขนส่งจำนวนมากในระยะไกลๆ  จำเป็นต้องมีเครื่องให้อากาศหรือออกซิเจนท่อโดยตรงไปยังถังลำเลียง  วิธีการดังกล่าวนี้เหมาะสมสำหรับการนำพันธุ์ปลาขนาดใหญ่เพื่อไปจำหน่ายในตลาดในลักษณะยังมีชีวิตอยู่  หรือเป็นพันธุ์ปลาที่ผู้ซื้อนิยมซื้อปลาซึ่งจะทำให้มีราคาสูงขึ้น  และผู้ซื้อมีความนิยม

 
 

เทคนิคที่ช่วยให้การลำเลียงพันธุ์ปลามีประสิทธิภาพ

            1. อุณหภูมิ  การควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำและคงที่จะช่วยให้อัตรารอดตายของปลาสูงขึ้น  เนื่องจากจะช่วยลดอัตราการเผาผลาญพลังงานของปลาขณะลำเลียง  ดังนั้นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการลำเลียงพันธุ์ปลา  คือ  ตอนเย็น  กลางคืน  หรือตอนเช้า  หากมีความจำเป็นต้องลำเลียงในเวลาอื่น  หรือขณะอุณหภูมิสูง  ต้องหาทางลดอุณหภูมิ  เช่น  ลำเลียงในรถยนต์ที่มีเครื่องปรับอากาศ  หรือใช้น้ำแข็งใส่ในภาชนะลำเลียงเพื่อลดอุณหภูมิให้ต่ำลง

           2. เกลือแกง  การเติมเกลือแกงในน้ำที่ใช้ลำเลียง  จะช่วยให้ปลาปรับตัวคืนสู่สภาพปกติได้ไม่ยาก  นอกจากนี้เกลือยังทำให้ค่าความเป็นด่าง      ( alkalinity )  และค่าความกระด้าง ( hardness )  สูงขึ้น  การเปลี่ยนค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) จึงมีน้อยลง  จะทำให้อัตราการรอดตายสูงขึ้น

           3. ยาสลบ เป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่ช่วยในการลดอัตราการเผาผลาญพลังงานระหว่างการลำเลียง   ซึ่งนิยมใช้ในปลาที่มีขนาดใหญ่หรือมีราคาแพง

          4. ยาเหลือง   เป็นสารเคมีที่สามารถนำมาใส่ในน้ำที่ใช้ในการลำเลียงพันธุ์ปลา   ช่วยในการป้องกันการติดเชื้อรา  และเชื้อแบคทีเรีย  ในระหว่างการขนส่ง

            5. น้ำที่ใช้บรรจุในการลำเลียง  เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการลำเลียงพันธุ์ปลา   ควรเป็นน้ำกรองและสะอาด  หากเป็นไปได้ควรเป็นน้ำที่ที่มาจากแหล่งเดียวกับที่ใช้ขังปลาก่อนลำเลียง

 
 

โรคปลานิล

            เนื่องจากปัจจุบันผลผลิตปลานิลยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด      ดังนั้นเกษตรกรส่วนใหญ่จึงเร่งเพิ่มกำลังการผลิตต่อหน่วยพื้นที่  โดยการปล่อยปลาในอัตราที่หนาแน่นมาก  ในกรณีนี้  หากฟาร์มใดขาดการจัดการที่ดี  จะเป็นผลให้สิ่งแวดล้อมในบ่อไม่เหมาะสมทำให้ปลาเกิดความเครียดเป็นสาเหตุให้เกิดความเครียดเป็นสาเหตุให้เกิดโรคได้ง่าย ซึ่งพอจะแบ่งโรคของปลานิลออกตามสาเหตุได้ดังนี้

 
 

โรคที่มีสาเหตุมาจากปรสิตภายนอก

            ปรสิตภายนอกที่ทำอันตรายต่อปลานิลหลายชนิด  โดยปรสิตจะเข้าเกาะในบริเวณเหงือก  ผิวหนังและครีบ  ทำให้ปลาเกิดความระคายเคืองเกิดบาดแผล  ส่วนพวกที่เกาะบริเวณเหงือกจะทำให้มีผลต่อระบบการแลกเปลี่ยนก๊าซ  ทำให้ปลาเกิดปัญหาขาดออกซิเจนได้

              ชนิดปรสิตภายนอก  ได้แก่

              1.  โปรโตซัว

            พยาธิในกลุ่มนี้จะทำลายต่อลูกปลามากกว่าปลาขนาดใหญ่     ชนิดของโปรโตซัวที่พบบ่อย ได้แก่  เห็บระฆัง  Trichodina sp., Ichtyophtirius  multifils, Epistylis sp.,  Scyphidia sp., Apiosoma sp,  ละ Ichtyobodo sp.

                 การรักษา   : ใช้ฟอร์มาลิน ( formalin ) อัตราเข้มข้น 5 – 50 ppm

               

             2.  ปลิงใส

              ได้แก่ Gyrodactylus sp. และ Dactylogyrus sp. พวกนี้จะเข้าเกาะบริเวณเหงือกทำให้เหงือกมีผิวหนาขึ้น  หรือเกิดอาการบวม  ทำให้ปลาหายใจไม่สะดวก

                 การรักษา   :  เช่นเดียวกับโปรโตซัว

 

              3.  ครัสเตเชียน

              ได้แก่ Arhulus sp.,  Ergasilus sp., Lernaea sp. และ Lamproglena sp. ปรสิตในกลุ่มนี้  ส่วนของอวัยวะที่มีปลายแหลมฝังเข้าไปในเนื้อปลาเพื่อช่วยในการยึดเกาะและ / หรือกินเซลล์  หรือเลือดของปลาเป็นอาหารซึ่งทำอันตรายต่อปลาอย่างรุนแรง  ทำให้ปลาเกิดแผลขนาดใหญ่  และสูญเสียเลือด  ถ้าพบเป็นปริมาณมากจะทำให้ปลาตายอย่างรวดเร็ว  ปรสิตกลุ่มนี้มักพบในปลานิลที่เลี้ยงในกระชังเป็นส่วนใหญ่

                 การรักษา   :  ใช้ดิพเทอร์เรกซ์ ( Dipterex ) ในอัตราความเข้มข้น 0.25 – 0.5 ppm  แช่ตลอด

 
 

โรคที่มีสาเหตุมาจากปรสิตภายใน

               ปรสิตกลุ่มนี้มักพบอยู่ในทางเดินอาหาร  และไม่ทำอันตรายต่อปลามากนัก

              1. โปรโตซัว  ชนิดที่พบในลำไส้  ได้แก่ Eimeria  sp. ถ้ามีเป็นปริมาณมากจะทำให้ปลาผอมได้  ส่วนอีกชนิดพบในระบบหมุนเวียนโลหิต  ได้แก่ Trypanosoma sp. ปรสิตชนิดนี้แม้จะตรวจพบในระบบเลือดของปลานิลแต่ยังไมมีรายงานแน่ชัดว่าทำให้ปลานิลป่วยหรือตายได้

              2. เมตาซัว  ได้แก่  digentic, trematodes,  cestodes,  mematodes  และ  acanthocephalan

 
 

โรคที่มีสาเหตุมาจากแบคทีเรีย

              1. โรคตัวด่าง เกิดจาก Flexibacter columnaris  พบในปลานิลที่เลี้ยงน้ำจืด  ส่วนปลานิลที่เลี้ยงน้ำกร่อยจะเป็นชนิด  F.  Maritimus  โรคนี้มักพบในช่วงที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน  ในช่วงอากาศเย็น  ในช่วงฝนตกหนัก  และหลังจากการขนย้ายปลา  ปลาที่พบว่ามีอาการตัวด่างมักตายในเวลาอันรวดเร็ว  ถ้าไม่รีบทำการรักษาทันทีปลาจะตายหมดบ่อภายใน 24-48 ชั่วโมง

                การรักษา  : ใช้ยาเหลือง  acrifalvin  แช่ในอัตราความเข้มข้น 1-3  ppm. ถ้าลูกปลาที่อนุบาลในบ่อปูน  หรือถังไฟเบอร์  อาจใช้ด่างทับทิมในอัตราความเข้มข้น 2-4  ppm. แช่ตลอด

 

               2.  โรคติดเชื้อ Aeromonas  ปลาจะมีอาการตกเลือดตามตัว  ท้องบวมมีเลือดปน  น้ำเหลืองในช่องท้อง  หรือมีแผลหลุม

                 การรักษา   : ใช้ยาปฏิชีวนะผสมอาหารในอัตรา 3-5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม  ให้ปลากินนาน 5-7 วัน

 

              3. โรคติดเชื้อ Streptococcus ปลามีอาการตาขุ่น  ตาบอด  หรือตกเลือดภายในลูกตา  บางครั้งพบว่าใต้คาง  หรือช่องขับถ่ายมีอาการบวมแดง มีน้ำเลือดภายในช่องท้อง โรคนี้จะเป็นลักษณะของโรคที่เรื้อรังคือปลาจะแสดงอาการของโรคช้าและเป็นระยะเวลานานกว่าปลาจะตาย

               การรักษา  : ใช้ยาปฏิชีวนะผสมอาหารในอัตรา 3-5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม  นาน 5-7 วัน

 
 

โรคที่เกิดจากเชื้อรา

              ราเป็นสาเหตุของโรค  ได้แก่ Achlya sp. และ Aphanomyces sp. ทำให้ปลาเกิดแผลและบริเวณแผลจะมีเส้นสีขาวคล้ายขนขึ้นฟูเป็นกระจุกปลาป่วยจะกินอาหารน้อยลง

                 การรักษา  : ใช้  trifluralin  แช่ในอัตราความเข้มข้น 0.05-0.1 ppm.

 
 

โรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส

              ในประเทศไทยยังไม่มีรายงาน

 
 

การป้องกันการเกิดโรค

             1. ระวังไม่ให้ปลาเกิดความเครียด     โดยการดูแลสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม  ไม่ปล่อยปลาหนาแน่นจนเกินไป  มีการถ่ายเทน้ำ  ให้อาหารที่มีคุณภาพและปริมาณที่เหมาะสม

              2.  เมื่อนำปลาใหม่เข้ามาในฟาร์ม   ควรจะแช่ฟอร์มาลินในอัตราความเข้มข้น 25-30 ppm. (ส่วนในล้าน)  เพื่อกำจัดปรสิตที่อาจติดมากับตัวปลา

              3.  เมื่อมีการขนส่งปลา  ควรแช่เกลือในอัตรา  0.1-0.5 %  เพื่อลดความเครียดให้กับปลา

              4.  ซื้อพันธุ์ลูกปลาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ว่าไม่เคยมีการระบาดของโรคปลา

             5.  ถ้ามีการนำผักตบหรือผักบุ้งใส่ลงในบ่อ  ควรจะทำความสะอาดรากและใบของผักก่อน  โดยก่อนแช่ด่างทับทิมเข้มข้น  5 ppm. นาน 10 นาที  จึงล้างน้ำสะอาดก่อนใส่ลงในบ่อ  เพื่อลดสปอร์ของเชื้อราและปรสิตอาจติดมา