การเพาะเลี้ยงจระเข้

          จระเข้เป็นสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ที่สุดในโลก บางชนิดเมื่อโตเต็มที่อาจมีความยาวถึง 9 เมตร มีอายุยืนถึง 70 ปี เป็นสัตว์เลือดเย็น มีหัวใจครบ 4 ห้องแต่ไม่สมบูรณ์ สมองเจริญดีกว่าสัตว์เลื้อยคลานชนิดอื่น บรรพบุรุษของจระเข้ถือกำเนิดในยุคไตรแอสสิค (Triassic) ตอนต้น ประมาณ 190 ล้านปีมาแล้ว มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆจนกลายเป็นสกุลต่างๆ 3 สกุล คือ จระเข้ อัลลิเกเตอร์ และตะโขง เคยมีการขุดพบชิ้นส่วนกะโหลกจระเข้ดึกดำบรรพ์ยาว 2 เมตร กว้าง 1 เมตร ที่รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา คาดว่าตัวจริงจะมีความยาวถึง 44 เมตร หนักราว 5 ตัน จระเข้ในปัจจุบันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือ จระเข้น้ำเค็ม


จระเข้น้ำจืด
(Crocodylus siamensis)

จระเข้น้ำเค็ม
(Crocodylus porosus)

         จระเข้ที่มีในไทยอยู่ในสกุล Crocodylus ประกอบด้วย 2 ชนิด ได้แก่ จระเข้น้ำจืด (Crocodylus siamensis) พบในไทย ชวา และเวียดนาม และ จระเข้น้ำเค็ม (Crocodylus porosus) พบในมาเลเซีย อินเดีย ศรีลังกา ไทย ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย

การเพาะเลี้ยงจระเข้น้ำจืด (Crocodylus siamensis)

ธรรมชาติของจระเข้น้ำจืด

          จระเข้น้ำจืดในสภาพธรรมชาติมักอยู่เดี่ยวๆ อาศัยตามแหล่งน้ำนิ่ง บึง หรือวังน้ำที่สงบ มีความลึกไม่เกิน 5 ฟุต มีร่มเงาพอสมควร เพราะจระเข้เป็นสัตว์เลือดเย็น ถ้าอากาศร้อนมันจะแช่อยู่ในน้ำมากกว่าอยู่บนบก แต่ถ้าอากาศหนาวจะขึ้นมานอนผึ่งแดดบนบกในตอนกลางวัน โดยจะนอนนิ่งอ้าปากกว้าง เพื่อปรับอุณหภูมิในร่างกาย โดยเฉลี่ยแล้วจระเข้น้ำจืดมีความยาวตลอดลำตัวประมาณ 3-4 เมตร แต่ถึงแม้จะมีขนาดใหญ่กลับเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว ว่องไว สามารถวิ่งในระยะทางสั้นๆได้เร็วพอๆกับคนเลยทีเดียว จระเข้มีสายตาที่รวดเร็วมาก สามารถงับนกที่บินผ่าน หรืออาหารที่คนโยนให้ไว้ได้ก่อนตกถึงพื้น ตาของมันมองเห็นได้รอบทิศเป็นมุม 180 องศา มันจึงมองเห็นวัตถุเหนือหัวได้ด้วย หรือแม้แต่เมื่ออยู่ในน้ำก็สามารถมองเห็นได้โดยมีม่านตาใสอีกชั้นหนึ่งปิดทับลูกตา

          ประสาทสัมผัสด้านการรับกลิ่นของจระเข้นั้น นอกจากจมูกเป็นปุ่มกลมนูนที่ปลายปากแล้ว ยังมีกระเปาะเป็นโพรงภายในปาก จึงสามารถรับรู้กลิ่นได้ทั้งบนบกและในน้ำ ประสาทสัมผัสพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือ การรับรู้ทางผิวหนังเมื่อมีแรงสั่นสะเทือนพื้นดินหรือน้ำ และสามารถรับรู้เหตุการณ์ทางธรรมชาติได้ล่วงหน้า เช่น ฝนตก พายุ หรือแผ่นดินไหว จะส่งเสียงร้องในลำคอคล้ายเสียงคำรามและมีอาการตื่นตระหนกตกใจ

          จระเข้ไม่สามารถกินอาหารใต้น้ำได้ เนื่องจากจะทำให้น้ำไหลเข้าหลอดลม จระเข้จะใช้ปากที่มีฟันอยู่กว่า 60 ซี่ งับเหยื่อแล้วสะบัดอย่างแรงจนฉีกเป็นชิ้นๆ ก่อนที่จะกลืนลงคอไป ปกติจระเข้ไม่ใช่สัตว์กินจุ มันจะกินอาหารเพียงวันละครั้ง คิดเป็นน้ำหนักประมาณ 3-5 % ของน้ำหนักตัวเท่านั้น

ความแตกต่างของเพศผู้และเพศเมีย

          เพศของจระเข้จะเห็นได้ชัดในจระเข้ที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป โดยสามารถสังเกตได้จากหลายแห่งด้วยกัน คือ ลำตัว จระเข้ตัวผู้จะมีช่วงลำตัวยาวกว่า มีสีเข้มกว่าเป็นสีเกือบดำ ในขณะที่ตัวเมียลำตัวจะสั้นและป้อมกว่า เกล็ด ตัวผู้มีเกล็ดใหญ่กว่า ที่ท้ายทอยมีเกล็ดขนาดใหญ่สองข้างๆละ 2 เกล็ด ซึ่งเป็นลักษณะประจำพันธุ์ของจระเข้น้ำจืด และจะมีเกล็ดอยู่ที่ด้านบนของส่วนคอเป็นกลุ่มเกล็ดขนาดใหญ่ประมาณ 6 เกล็ด ส่วนหัว ตัวผู้มีโหนกหลังตาสูงคมเด่นชัด

การผสมพันธุ์

          ปกติจระเข้จะมีการผสมพันธุ์ในฤดูหนาวราวเดือนธันวาคม-มกราคม จระเข้ตัวผู้จะส่งสัญญาณให้ตัวเมียรับรู้โดยการงับน้ำให้เกิดเสียงดัง เมื่อตัวเมียยินยอม ตัวผู้จะขึ้นไปขี่หลังพร้อมกับใช้หางกดรัดไม่ให้ตัวเมียดิ้น ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที แต่ถ้าในระหว่างนั้นมีเสียงดังหรือมีเหตุการณ์อื่นรบกวนให้ตกใจมันจะหยุดทันที

          การคัดจระเข้ลงบ่อผสมพันธุ์ เลือกจากอายุและขนาด จระเข้ที่พร้อมจะผสมพันธุ์ต้องมีอายุ 8-10 ปีขึ้นไป ตัวผู้มีขนาดยาวราว 3 เมตร ส่วนตัวเมียจะเล็กกว่ากันประมาณครึ่งเมตร ที่สำคัญจระเข้ตัวผู้ต้องไม่อ้วนมากเกินไป เพราะน้ำเชื้ออาจไม่แข็งแรง ทำให้ผสมไม่ติด นอกจากนั้นต้องดูลักษณะร่างกายภายนอกว่าไม่มีลักษณะพิการกระดูกสันหลังบิดงอ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้ลูกที่ออกมามีความสมบูรณ์แข็งแรงเต็มที่ จากนั้นถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะสมจะได้ลูกจระเข้ภายใน 3 เดือน

ลักษณะการเพาะเลี้ยง

บ่อเลี้ยง

         การปฏิบัติดูแลจระเข้ในบ่อเลี้ยงอาศัยหลักการเดียวคือ ทำให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด อันดับแรกการเตรียมบ่อสำหรับพ่อแม่พันธุ์ ต้องจัดพื้นที่บ่อโดยเฉลี่ย 20 ตารางเมตรต่อตัว ปล่อยจระเข้พ่อแม่พันธุ์อยู่รวมกันในอัตราไม่เกิน 1 ต่อ 3 ตัว สภาพบ่อต้องเป็นพื้นที่น้ำมากกว่าพื้นที่บกหนึ่งเท่าตัว ระดับน้ำลึก 1-1.5 เมตร ส่วนของพื้นที่บกควรปลูกต้นไม้ให้เป็นร่มเงา และกันพื้นที่สำหรับวางไข่โดยทำเป็นดินเกลี่ย มีเศษใบไม้ใบหญ้ากองอยู่ด้วย และที่สำคัญต้องเป็นบริเวณที่สงบเงียบ ไม่มีเสียงรบกวนให้จระเข้ตกใจ

         การจัดการบ่อเลี้ยง ถ้าจะเลี้ยงเป็นจระเข้ขุนต้องแยกออกจากบ่ออนุบาลตั้งแต่อายุ 1 ปี ตอนนี้จระเข้จะตัวยาวถึง 1.2-1.4 เมตร แยกไปไว้ที่บ่อขุนซึ่งมีขนาดพื้นที่เฉลี่ยต่อตัวไม่น้อยกว่า 0.7 ตารางเมตร มีพื้นที่น้ำและบกเท่าๆกัน ให้อาหารอาทิตย์ละ 3-5 ครั้ง และต้องทำความสะอาดบ่อและเปลี่ยนน้ำทุกวัน พื้นบ่อควรทำเป็นซีเมนต์ขัดเรียบหรือไฟเบอร์กลาสส์ เพื่อป้องกันผิวหนังจระเข้ขูดขีดเป็นรอย ซึ่งอาจทำให้จระเข้ติดเชื้อได้ง่าย ทั้งยังจะทำให้หนังเสียราคาอีกด้วย เมื่อจระเข้อายุได้ 3-4 ปี มีความยาวประมาณ 1.7-1.8 เมตร ก็พร้อมที่จะส่งโรงเชือดได้ และไม่ควรให้จระเข้มีอายุมากเกินไปเพราะเนื้อจะเหม็นสาบ

         สำหรับจระเข้ที่ต้องการเลี้ยงไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ สามารถเลี้ยงได้ 2 แบบคือแบบบ่อรวม หรือบ่อแยก การเลี้ยงแบบบ่อรวมจะปล่อยจระเข้พ่อพันธุ์ 20 ตัวรวมกับแม่พันธุ์ 30 ตัวไว้ในบ่อขนาดใหญ่ มีข้อดีที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แต่การเลี้ยงแบบนี้มีข้อเสียเรื่องการแย่งอาณาเขตส่วนตัวตามสัณชาตญาณ ผลก็คือจระเข้มักจะกัดกันจนบาดเจ็บ การผสมพันธุ์บางครั้งอาจไม่ติดและตัวเมียไม่สามารถวางไข่ได้ ส่วนการเลี้ยงแบบบ่อแยกต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ทั้งด้านการก่อสร้างและต้องใช้คนดูแลมากขึ้น แต่อัตราการผสมติดสูง ดูแลติดตามผลง่าย

การฟักไข่

         จระเข้จะออกไข่ประมาณ 40-80 ฟอง ในเวลาเดือนครึ่งหลังจากมีการผสมพันธุ์ คนเลี้ยงต้องคอยสังเกตให้ดี ถ้าเห็นว่ามีการวางไข่แล้ว เช้ามืดวันรุ่งขึ้น หรือภายใน 24 ชั่งโมงต้องเข้าไปเก็บไข่ออกมาฟักในทันที โดยนำไข่จระเข้มาล้างเมือกและเศษดินออกให้สะอาด นำเข้าตู้ฟักที่มีความชื้นสัมพัทธ์ในระดับ 95-99% ต่ำกว่านี้ไม่ได้เพราะไข่จะแห้งตัวอ่อนจะตายเพราะขาดน้ำ อีกทั้งจะต้องกำหนดอุณหภูมิให้อยู่ในระดับ 30-31 องศาเซลเซียส เพราะอุณหภูมิมีผลโดยตรงต่อการกำหนดเพศจระเข้ และระยะเวลาการฟักไข่ ถ้าอุณหภูมิอยู่ในช่วงดังกล่าวลูกจระเข้ที่ฟักออกมาจะเป็นตัวผู้และตัวเมียเท่าๆกัน ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่านั้นส่วนใหญ่จะออกมาเป็นตัวเมีย และใช้เวลาฟักนาน แต่ถ้าอุณหภูมิสูงกว่านั้น ส่วนใหญ่จะฟักออกมาเป็นตัวผู้ และใช้เวลาสั้นกว่าปกติ ที่จะใช้เวลาประมาณ 75 วันจึงจะฟักออกมาเป็นตัว

         เมื่อลูกจระเข้ฟักออกมาจากไข่แล้วต้องเลี้ยงในตู้หรือบ่ออนุบาลที่มีอุณหภูมิ 31-32 องศาเซลเซียส อยู่ในที่สงบและมืด แต่ต้องมีอากาศไหลเวียนถ่ายเทเป็นอย่างดี น้ำที่ใช้ก็ต้องเป็นน้ำสะอาด ไม่มีเชื้อโรคและสารพิษ

 การเพาะเลี้ยงจระเข้น้ำเค็ม (Crocodylus porosus)

ธรรมชาติของจระเข้น้ำเค็ม

         จระเข้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เมื่อโตเต็มที่มีความยาวถึง 9 เมตร ชอบอาศัยอยู่ตามปากแม่น้ำหรือป่าชายเลน ลักษณะแตกต่างจากจระเข้น้ำจืดคือไม่มีเกล็ด 4 เกล็ดที่ท้ายทอย ปากเรียวยาวกว่า ตีนคู่หลังมีพังผืดระหว่างนิ้วตีนมากกว่า บางครั้งจึงเรียกว่าจระเข้ตีนเป็ด สีลำตัวออกสีเหลืองอ่อน และการเรียงตัวของลายที่ส่วนหางดูคล้ายตาหมากรุก และมีนิสัยดุร้าย

ความแตกต่างของเพศผู้และเพศเมีย

         ส่วนที่สังเกตได้ชัดเจนคือ ลำตัว จระเข้น้ำเค็มตัวผู้จะมีลำตัวผอมยาว ตัวเมียจะมีลำตัวอ้วนสั้นกว่า ขนาดตัวโดยรวมดูเล็กกว่าตัวผู้ที่อายุเท่ากัน และ หาง จระเข้น้ำเค็มตัวผู้จะมีหางยาวกว่าจระเข้ตัวเมีย หัว ตัวผู้ระยะห่างของโหนกหลังตาจะกว้างกว่า หัวของตัวผู้จะดูป้อมสั้น ในขณะที่ตัวเมียจะดูหัวยาวเรียวกว่า

การผสมพันธุ์

          เพศผู้จะถึงวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 16 ปี หรือมีขนาดตัวยาวประมาณ 3.2 เมตร ส่วนเพศเมียถึงวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 10 ปี แต่จะให้ไข่ที่สมบูรณ์เมื่ออายุ 12 ปี มีขนาดยาว 2.2 เมตร มีการผสมพันธุ์ในฤดูร้อนและวางไข่ในฤดูฝน ครั้งละ 25-90 ฟอง การวางไข่จะใช้เวลาประมาณ 20-50 นาที ขนาดของไข่จระเข้น้ำเค็มจะใหญ่กว่าจระเข้น้ำจืดเล็กน้อย มีน้ำหนักประมาณ 110-120 กรัม ใช้เวลาฟักไข่นานประมาณ 80 วัน

ลักษณะการเพาะเลี้ยง

บ่อเลี้ยง

          การคำนวณพื้นที่บ่อ ใช้หลักการเดียวกันกับจระเข้น้ำจืดคือ พื้นที่ต่อตัว = ความยาวจระเข้ x 3 เท่าของความยาวจระเข้ อัตราส่วนพื้นที่บกเท่ากับพื้นที่น้ำ หรืออย่างน้อย 2 ใน 3 ของพื้นที่น้ำ ความลึกของน้ำอย่างน้อย 60 ซม. กั้นขอบบ่อด้วยซีเมนต์สูง 1.2 เมตร ส่วนพื้นบ่อเป็นซีเมนต์ขัดเรียบหรือไฟเบอร์กลาส เพื่อไม่ให้หนังจระเข้เป็นรอยขีดข่วน ป้องกันการติดเชื้อและหนังเสียราคา

การฟักไข่

          อัตราการฟักของจระเข้น้ำเค็มในสภาพการเลี้ยงมีประมาณ 40-50% และมีอัตราการตายแรกเกิดสูงมาก โดยเฉพาะในปีแรกมีอัตราการตายสูงถึง 20-30% ส่วนวิธีการฟักใช้ตู้ฟักเดียวกันกับไข่จระเข้น้ำจืด ซึ่งมีระยะเวลาการฟักโดยเฉลี่ย 75 วันเท่ากัน ต้องการอุณหภูมิ 30-31 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ 95-99% เช่นเดียวกันกับการฟักไข่จระเข้น้ำจืด

          ลูกจระเข้ที่ได้รับการดูแลดีจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ปีแรกมีความยาวประมาณ 1 เมตร ปีที่ 2 ยาวประมาณ 1.5 เมตร ซึ่งในระยะสองปีแรกนี้น้ำหนักตัวของลูกจระเข้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 50% ของน้ำหนักอาหารที่ได้รับ และปีที่ 3 ลำตัวจะยาวประมาณ 2 เมตร และมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 25-30%

อาหารที่ใช้เลี้ยง

         ในช่วง 7 วันแรกลูกจระเข้จะยังอาศัยอาหารจากถุงไข่แดงที่หน้าท้องอยู่ แต่หลังจากนั้นต้องให้อาหารที่มีสารอาหารสูง เช่น เนื้อปลา กุ้ง หมู ไก่สับ และสัตว์มีชีวิตพวกลูกปลา ลูกกบ กุ้ง โดยต้องให้อาหารทุกวันๆ ละ 5-10% ของน้ำหนักตัว ซึ่งจะทำให้ลูกจระเข้เจริญเติบโตได้ดีและรวดเร็ว

         หลังจากนั้นอาหารที่ใช้เลี้ยงจะมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมตามวัยคือ จระเข้อายุ 1-3 เดือน ให้อาหารจำพวกลูกปลา หรือลูกกบที่มีชีวิต อายุ 4-6 เดือน ให้อาหารผสมเป็นลูกปลาลูกกบที่มีชีวิต 3 ส่วน กับเนื้อไก่ เนื้อหมูไม่ติดมัน ผสมวิตามิน อีก 7 ส่วน อายุ 7-12 เดือน ให้เนื้อไก่เนื้อหมูไม่ติดมันผสมวิตามิน และพออายุ 1-3 ปี ก็จะเปลี่ยนเป็นอาหารผสม โดยใช้โครงไก่ผสมวิตามิน 3 ส่วน ปลาน้ำเค็ม 1 ส่วน กับไก่ทั้งตัวติดกระดูกแต่เลาะมันและเครื่องในออกให้หมด 6 ส่วน และต้องให้ตับเป็นอาหารเสริมทุกเดือนๆละ 2 ครั้งด้วย ส่วนจระเข้พ่อแม่พันธุ์จะไม่ให้อาหารมากนัก โดยให้ 2 อาทิตย์ต่อครั้งๆละ 2 กิโลกรัมเท่านั้น เพราะถ้าอ้วนเกินไปจระเข้จะผสมติดยาก

การป้องกันโรค

         โรคของจระเข้มี 2 ประเภทคือ โรคที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ มีสาเหตุจาก

         1. สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น อุณหภูมิ เนื่องจากจระเข้เป็นสัตว์เลือดเย็น อุณหภูมิภายในจะเปลี่ยนตามสภาพอากาศ ถ้าอุณหภูมิเกิน 39 องศาเซลเซียส จะทำให้ตายได้ คุณภาพน้ำ ควรเปลี่ยนน้ำในบ่อเลี้ยงบ่อยๆ สภาพบ่อเลี้ยงต้องมีเนื้อที่เพียงพอโดยคำนวณจากสูตรพื้นที่ต่อตัว=ความยาวจระเข้ x 3 เท่าของความยาวจระเข้ นอกจากนั้นต้องมีร่มเงาและมีพื้นที่น้ำอย่างน้อย 2 ใน 3 ของบ่อ จำนวนจระเข้ในบ่อต้องไม่หนาแน่นจนเกินไป

         2. อาหารไม่เหมาะสม เช่น ถ้าให้โปรตีนหรือเครื่องในสัตว์มากเกินไปจะทำให้สัตว์เป็นโรคเก๊าท์ มีอาการเคลื่อนไหวช้าจนขยับตัวไม่ได้ และตายโดยไม่ทราบสาเหตุ โรคขาดวิตามินและขาดแร่ธาตุเพราะสัดส่วนอาหารไม่เหมาะสม

        3. อาการแคระแกรน อาจเกิดจากพันธุกรรม ความผิดปกติแต่กำเนิด สภาพแวดล้อม อาหาร และโรคติดเชื้อ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกัน

        4. อาการพิการแต่กำเนิด เช่น หลังคด หางด้วน ฯลฯ เกิดจากพันธุกรรม การฟักไข่ไม่เหมาะสม หรือได้รับสารพิษซึ่งอาจถ่ายทอดมาจากพ่อแม่หรือปนมากับน้ำ

         โรคที่เกิดจากการติดเชื้อ มีสาเหตุจาก

        เชื้อไวรัส ทำให้ตับและลำไส้อักเสบ ควรรักษาอุณหภูมิบ่ออนุบาลให้เหมาะสม หมั่นรักษาความสะอาด ใช้คลอรีน 2-4 ppm หรือด่างทับทิม 10 ppm เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อ และผสมยาปฏิชีวนะลงในอาหาร

        เชื้อแบคทีเรีย ถ้าติดเชื้อในกระแสเลือดจะทำให้ตายแบบเฉียบพลัน ปอดบวม ตาอักเสบ เมื่อพบตัวป่วยต้องรีบแยกออก และทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในบ่อเดิม และทำการรักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะ

         เชื้อรา ทำให้เกิดโรคปอดบวม และผิวหนังอักเสบ รักษาโดยให้ยากินพวกนิสตาติน หรือคีโตโคนาโซล ร่วมกับการทายามิโคนาโซลบนผิวหนัง และอาบน้ำด่างทับทิม 10 ppm

        พยาธิ ได้แก่ ปลิงควาย ซึ่งมักอาศัยอยู่ในช่องปากของจระเข้ รักษาได้โดยใช้ปูนขาวละลายน้ำในบ่อ พยาธิในปอด ใช้ยาไอโวเม็คติน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อในอัตรา 200 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

การทำเครื่องหมายบ่งชี้จระเข้

          การทำเครื่องหมายระบุตัวจระเข้มีความสำคัญมากในการขึ้นทะเบียนจระเข้กับกรมประมง ที่เป็นหน่วยงานควบคุมการเพาะเลี้ยง ขยายพันธุ์และการจำหน่ายจระเข้ ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 1 ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันการลักลอบฆ่าจระเข้ธรรมชาติ หรือนำเข้าจากต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนั้นการทำเครื่องหมายบนตัวจระเข้ยังมีประโยชน์ต่อการจัดการผสมพันธุ์ให้รู้ว่าลูกจระเข้มาจากพ่อแม่ตัวใด ป้องกันการผสมในสายเลือดเดียวกัน ที่จะเป็นสาเหตุให้ลูกออกมามีลักษณะพิการ และประโยชน์อีกประการคือ เป็นหลักฐานยืนยันตัวจระเข้ของแต่ละฟาร์มได้ ในกรณีที่มีการลักขโมยเกิดขึ้น

         การทำเครื่องหมายสามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน คือ การตัดเกล็ดหาง โดยตัดเกล็ดที่มีอยู่สองข้างบนหางของจระเข้ เป็นวิธีที่มักทำกับลูกจระเข้เกิดใหม่ เพราะทำได้ง่ายเพียงใช้กรรไกรปลายโค้งตัด การใช้สีหรือสารเคมีทา โดยใช้สีน้ำมันหรือสารละลายซิลเวอร์ไนเตรตทาบนผิวหนัง การจำเอกลักษณ์เด่นของจระเข้แต่ละตัว เช่น รอยแผล หางกุด แต่วิธีนี้ไม่ได้รับการยอมรับ และวิธีสุดท้าย ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมทำกันอีกวิธี คือการฉีดไมโครชิพ โดยการใช้เข็มฉีดชิ้นส่วนหน่วยความจำขนาดเล็กซึ่งบรรจุอยู่ในแคปซูลเข้าไปในกล้ามเนื้อที่โคนหางด้านซ้ายของจระเข้ ถึงแม้วิธีนี้จะเป็นวิธีที่สิ้นเปลืองกว่าชนิดอื่นๆ แต่มีความเป็นสากล น่าเชื่อถือและยอมรับกันทั่วโลก

ผลิตภัณฑ์จากจระเข้และการตลาด

        ประโยชน์

         ทุกส่วนของร่างกายจระเข้สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นส่วนนอกสุดคือหนัง นอกจากแปรรูปเป็นรองเท้า กระเป๋า ได้แล้วยังสามารถใช้ทำเป็นยาได้ด้วย เนื้อ มีรสชาติอร่อยโดยเฉพาะส่วนโคนหาง ที่เรียกกันว่า “บ้องตัน” ที่คนนิยมรับประทาน เพราะเป็นเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ มีสรรพคุณบำรุงร่างกาย ซึ่งตำราแพทย์จีนระบุว่าสามารถรักษาอาการหอบหืดได้ ฟัน ใช้บดเป็นยากวาดคอ น้ำมันสกัด ใช้ผสมเป็นยารักษาโรคผิวหนัง กระดูกและกะโหลก ใช้บดเป็นยารักษาอาการท้องผูก และสามารถสกัดเอาน้ำมันจากส่วนนี้ทำเป็นยาแก้อาการเส้นยึด แก้พิษแมลง และแก้อาการวิงเวียนได้ ลิ้น ตับ กระเพาะ เครื่องในทุกส่วน เกล็ด และอุ้งตีน ใช้ปรุงเป็นอาหารบำรุงร่างกาย เลือดและน้ำดี อบแห้งทำเป็นยารักษาโรคมะเร็ง

         ตลาด ผลผลิตจากจระเข้ที่สามารถส่งสู่ตลาดได้แก่

        1. จระเข้มีชีวิต ตลาดของจระเข้มีชีวิตก็คือเลี้ยงแล้วขายจระเข้ที่ยังมีชีวิตอยู่ มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง

-ลูกพันธุ์ ผู้เลี้ยงจะเลี้ยงจนกระทั่งได้ขนาดตามต้องการก็ขายไปให้ผู้อื่นเลี้ยง มักขายที่ขนาดความยาว 30 เซนติเมตร ตัวละประมาณ 1,500 บาท

-จระเข้รุ่น มีขนาดความยาวประมาณ 70-80 เซนติเมตร บางครั้งยาวถึง 1-1.2 เมตร ราคาประมาณ 2,500 บาท

-พ่อแม่พันธุ์ ผู้ซื้อจะซื้อไปเพื่อผสมพันธุ์ ราคาจะสูง ทั้งนี้ตามแต่ตกลงกัน

-ส่งโรงเชือด ส่งขายจระเข้ที่ยังมีชีวิต รับซื้อกันที่ขนาดตัวยาว 1.8 เมตร น้ำหนักประมาณ 3,000 บาท ราคาหนังประมาณ 50-200 บาท/ตารางนิ้ว แล้วแต่เกรด

         2. จระเข้เชือด

-   ไม่มีการชำแหละแต่ประการใด
-  ขายเนื้อ แบ่งออกเป็น
     -  ขายซาก โดยจะเอาเครื่องในและหนังออกเท่านั้น ราคาตลาดโลก กิโลกรัมละ 10 เหรียญสหรัฐ
     -   ขายเนื้อสดแช่แข็งชำแหละเป็นส่วนๆ ราคาตลาดโลก กิโลกรัมละ 13 เหรียญสหรัฐ
     -  ขายเนื้ออบแห้ง ราคาตลาดโลก กิโลกรัมละ 80 เหรียญสหรัฐ
-  หนังของจระเข้ มักขายเป็นหนังดิบแช่เกลือ ส่งไปยังโรงฟอกหนัง หรือถ้าเป็นฟาร์มจดทะเบียนไซเตสแล้วส่งออกต่างประเทศได้ราคารับซื้อนิ้วละ 120-250 บาท แล้วแต่เกรด
เลือดของจระเข้ มีบางแหล่งรับซื้อพร้อมทั้งตัวซาก เพื่อนำไปใช้เป็นสมุนไพรสกัดเป็นตัวยารักษาโรคต่างๆ
-  เครื่องใน จะขายไปพร้อมกับตัวซาก หรืออาจนำกลับไปเป็นส่วนผสมคลุกเคล้ากับอาหารเพื่อเลี้ยงจระเข้ได้

แหล่งรับซื้อขายจระเข้

-   พ่อค้าและนายหน้าค้าจระเข้ บุคคลเหล่านี้จะรับซื้อเพื่อนำส่งต่อโรงงาน หรือฟาร์ม ตลอดจนโรงเชือดใหญ่ๆ รวมถึงการขายพันธุ์และพ่อแม่พันธุ์แก่ผู้เริ่มเลี้ยงด้วย เป็นการซื้อจระเข้มีชีวิต
-  เจ้าของระบบลูกเล้า คือ ฟาร์มผู้ขายลูกจระเข้แก่เกษตรกรที่รับไปเลี้ยงในลักษณะสมาชิกหรือลูกเล้า จากนั้นเมื่อครบตามกำหนด หรือได้ขนาดจึงขายกลับสู่แหล่งที่มาตามแต่จะตกลงกัน
-   ฟาร์มจระเข้ขนาดใหญ่ที่ครบวงจร ฟาร์มใหญ่ต้องการจระเข้ไปเพื่อเสริมปริมาณการผลิตของตน
-  ส่งออก ปัจจุบันการส่งออกมักเป็นรูปของหนังดิบหมักเกลือ ซึ่งอนาคตจะเป็นการส่งออกในรูปหนังฟอก และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

ข้อควรคิดในการเลี้ยงจระเข้

          ที่ขาดไม่ได้คือการขออนุญาตจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง คือ กรมประมง เพราะจระเข้น้ำจืดเป็นสัตว์ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 1 ซึ่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 กำหนดให้ผู้ที่จะครอบครองสัตว์ป่าต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลควบคุม ดังนั้นจึงต้องไปติดต่อที่ส่วนอนุญาตและจัดการประมง สำนักบริหารจัดการด้านการประมง กรมประมง หรือสำนักงานประมงจังหวัด ก่อนตามระเบียบ นอกจากนั้นถ้าต้องการนำเข้าหรือส่งออกจระเข้ หรือผลิตภัณฑ์จากจระเข้ ต้องไปติดต่อที่ส่วนอนุญาตและจัดการประมง สำนักบริหารจัดการด้านการประมง กรมประมง


ข้อมูลจากหนังสือ คู่มือการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า โดยศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก , เมษายน 2544