ปัจจุบันทั่วโลกต่างประสบปัญหาวิกฤติการณ์น้ำมันซึ่งมีราคาสูงขึ้นมากและสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ชาวประมงประสบปัญหาต้นทุนในการ
ประกอบการประมงสูง บางส่วนต้องเลิกกิจการหรือปรับเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่นชาวประมงพื้นบ้านหรือชาวประมงขนาดเล็กซึ่งไม่มีเงินทุน
หรือเงินทุนน้อยไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่นได้ ยังคงต้องทำการประมงอยู่ แต่รายได้ที่ได้รับส่วนใหญ่ต้องใช้จ่ายเป็นค่าน้ำมัน
เชื้อเพลิง ทำให้เดือดร้อนและยากจนกว่าเดิม มูลนิธิชัยพัฒนาและกรมประมง จึงได้กำหนดแผนงานปรับปรุงเรือไฟเบอร์กลาสหัวโทงให้สามารถ
ใช้ประกอบใบเรือในการเดินทางและทำการประมงได้ นอกจากนั้นได้หาแนวทางที่จะใช้วัสดุท้องถิ่น ซึ่งหาได้ง่าย บำรุงรักษาง่าย และมีราคาถูก
มาใช้เป็นใบเรือ หากประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง จะเป็นทางเลือกของชาวประมงในการลดภาระค่าใช้จ่ายในการทำการประมงได

      ลักษณะเรือเดิมเป็นเรือไฟเบอร์กลาสที่มูลนิธิชัยพัฒนาและสภากาชาดไทยสร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือชาวประมงผู้ประสบภัยจากคลื่นสึนาม
ิบริเวณฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นลักษณะเรือ หัวโทงที่ชาวประมงในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันนิยมใช้ ในการช่วยเหลือได้สร้างเรือ 2 ขนาด คือ ขนาดความยาว
10 เมตร และ 11 เมตร โดยเรือที่นำมาปรับปรุงเพื่อติดตั้งใบเรือเป็นเรือขนาด 10 เมตร ความกว้างกลางลำ 2.10 เมตร
ความลึกกลางลำ 0.75 เมตร กินน้ำลึก 35 เซนติเมตร ท้องเรือและตามแนวกระดูกงูมีน้ำหนักถ่วงโดยใช้ทรายผสมเรซิ่น มีน้ำหนักประมาณ
200 กิโลกรัม รวมน้ำหนักประมาณ 1,185 กิโลกรัม ซึ่งได้นำเรือดังกล่าวมาปรับปรุง ดังนี้
       1. ทำ ฐานรับเสาใบเรือ บริเวณแนวกึ่งกลางตัวเรือโดยห่างจากหัวเรือประมาณ 3 เมตร ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม ด้านละ 50 เซนติเมตร
สูง 33 เซนติเมตร ทำด้วยทรายผสมเรซิ่น เจาะรูตรงกลางขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 นิ้ว เพื่อตั้งเสาใบเรือ รวมมีน้ำหนักประมาณ 80 กิโลกรัม



       2. กระดานรับเสาใบ เป็นไม้เนื้อแข็งหน้ากว้าง 10 นิ้ว หนา 2 นิ้ว พาดอยู่บนกราบเรือโดยขวางตัวเรือในแนวที่ตั้งฐานรับเสา ตรงกลางเจาะรูในตำแหน่งที่ตรงกับรูที่ฐานรับเสา



       3. เสาใบ ทำด้วยไม้ไผ่ตง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 นิ้ว ยาว 5.7 เมตร และเรียวไปทางปลายเล็กน้อย




       4. หางเสือ ทำด้วยเหล็กแผ่น ขนาด 40 x 50 เซนติเมตร มีคันบังคับหางเสือต่อมายังที่นั่งสำหรับคนบังคับทิศทางเรือ



       5. ใบเรือ วัสดุที่ใช้ทำใบเรือในช่วงเริ่มต้นการทดลองเป็นผ้าสังเคราะห์ที่ใช้ทำใบเรือโดยเฉพาะ สามารถสั่งตัดได้ในจังหวัดภูเก็ต
ซึ่งได้จัดทำ 3 แบบ คือ

           5.1 ใบเรือแบบที่ 1 เป็นใบสามเหลี่ยม 2 ใบ เป็นลักษณะใบที่นิยมใช้ในการแข่งกีฬา และการท่องเที่ยว ราคา 15,000 บาท ใบเรือทั้งสองเป็นรูปสาม
เหลี่ยมมุมฉาก ใบแรกมีความยาวฐาน2.0 เมตร สูง 4.1 เมตร ใบที่สองมีความยาวฐาน 3.0 เมตร สูง 4.5 เมตร โดยใบที่หนึ่งมีการเจาะรูเพื่อติดตาไก่ในด้านที่อยู่ตรงข้ามมุมฉากสำหรับร้อยกับสายสลิงที่โยงไปทางหัวเรือ ส่วนใบที่สองมีการเจาะรูเพื่อติดตาไก่
ทางด้านที่ประกอบมุมฉากในแนวดิ่งสำหรับยึดใบให้แนบกับเสาใบ และมีคานใบอยู่ด้านล่างของฐานสามเหลี่ยม ทำด้วยอลูมิเนี่ยมที่ใช้ทำกรอบ
ประตู เมื่อใช้งานตัวใบจะติดตั้งที่เสาใบโดยใบที่หนึ่งโยงไปทางด้านหัวเรือ และ ใบที่สองโยงไปทางด้านท้ายเรือ

           5.2 ใบเรือแบบที่ 2 เป็นใบสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 3.0 x 3.5 เมตร เป็นแบบที่ชาวประมงไทยใช้กันทั่วไปในอดีต ราคา 9,095 บาท
มีการเจาะรูเพื่อติดตาไก่ทางด้านบนและด้านล่างของใบเพื่อยึดกับคานใบที่ทำด้วยไม้ไผ่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 นิ้ว เมื่อใช้งานตัวใบ
จะติดตั้งที่ด้านหน้าของเสาใบในแนวกึ่งกลางใบทั้งด้านบนและด้านล่าง โดยขวางกับลำเรือ

            5.3 ใบเรือแบบที่ 3 มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู เป็นแบบที่ชาวประมงไทยใช้กันทั่วไปในอดีตเช่นกัน มีด้านคู่ขนานยาว 3.0 และ
1.65 เมตร สูง 4.0 เมตร ราคา 9,095 บาท มีการเจาะรูเพื่อติดตาไก่ในแนวดิ่งสำหรับยึดใบให้แนบกับเสาใบ มีคานใบทำด้วยไม้ไผ่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 นิ้วติดอยู่ด้านบนและด้านล่างของใบ เมื่อใช้งานตัวใบจะติดตั้งอยู่ที่เสาใบเรือด้านข้าง


เรือไฟเบอร์กลาสที่ใช้ในการทดลอง 2 ลำ

การทดลองแล่นเรือที่ใช้ใบ

      1. การติดตั้งใบเรือเมื่อใช้งาน สามารถทำได้ง่ายโดยใช้คน 2 คนทุกแบบใบเรือ แต่จะมีปัญหาเฉพาะใบเรือแบบสี่เหลี่ยม เนื่องจากมีน้ำหนักมากและจะต้องยึดจุดกลางของคานบนและคานล่างให้อยู่ใกล้เสาใบ เพื่อไม่ให้ตัวใบแกว่งไปมาซึ่งจะทำให้เรือเสียการทรงตัว อีกทั้งมีสายเชือกโยงจากปลายคานทั้ง 4 ด้าน อาจจะทำให้กีดขวางการทำการประมง และในการติดตั้งเมื่อมีลมแรงควรให้แนวใบเรือไปตามทิศทางลม ถ้าขวางลมอาจจะทำให้เรือเสียการทรงตัวและพลิกคว่ำได้

       2. การควบคุมการใช้ใบเรือ ค่อนข้างง่ายสำหรับใบสามเหลี่ยมคู่ และเมื่อต้องการจะปรับใบเรือให้รับลมเต็มที่โดยให้ใบเรือขวางกับตัวเรือ(แบบปีกผีเสื้อ) สามารถทำได้ไม่ยุ่งยากโดยเสริมคานล่างสำหรับใบเรือส่วนหน้า ส่วนใบเรือแบบสี่เหลี่ยมมีสายเชือกโยงจากปลายคานทั้งสองของใบเรือรวม 4 เส้น เมื่อจะปรับใบเรือด้านใดด้านหนึ่ง จะต้องทำการปรับสายโยงอีกด้านด้วยจึงค่อนข้างยุ่งยากสำหรับผู้ปฏิบัติคนเดียว อีกทั้งแผ่นใบที่กางขวางลำเรือบดบัง
ทัศนวิสัยในการเดินเรือ

      3. ทิศทางในการแล่นเรือ ใบเรือแบบสามเหลี่ยมคู่สามารถแล่นได้ดีเกือบทุกทิศทางยกเว้นในทิศทางที่วิ่งสวนลมในขอบเขต 90 องศา ส่วนใบแบบสี่เหลี่ยมคางหมูสามารถแล่นเรือได้ดีเมื่อแล่นตามลมและขวางลม แต่ไม่สามารถปรับใบแล่นทวนลมได้ สำหรับใบแบบสี่เหลี่ยมสามารถแล่นเรือ
ได้ดีเมื่อแล่นตามลม แต่ไม่สามารถปรับใบเรือให้แล่นทวนลมได้เช่นกัน

                                                                                                                  4. ความเร็วเรือที่ทำการทดลองแล่นด้วยใบ ทดสอบความเร็วของเรือเมื่อใช้ใบเรือแบบต่างๆโดยไม่ได้เปรียบเทียบความเร็วของเรือที่ผันแปรไปกับทิศทางเรือวิ่งกับทิศทางลม ซึ่งได้ทดสอบในพื้นที่อ่าวบริเวณใกล้เคียงอ่าวปอ และใช้ความเร็วลมที่มีการบันทึกไว้ของศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันตก ซึ่งบันทึกไว้บริเวณอ่าวปอ
                                                                                                            ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยผลที่ได้พบว่าความเร็วเรือที่ใช้
ใบสี่เหลี่ยมมีค่าใกล้เคียง 50 เปอร์เซ็นต์ของความเร็วลม ส่วนเรือที่ใช้ใบแบบสี่เหลี่ยมคางหมูมีความเร็วต่ำสุด

ชนิดใบ

ค่าเฉลี่ยความเร็วเรือ (ไมล์/ชั่วโมง)

ค่าเฉลี่ยความเร็วลม (ไมล์/ชั่วโมง)

สามเหลี่ยม 2 ใบ

4.7

10.5

สี่เหลี่ยม

5.8

11.8

สี่เหลี่ยมคางหมู

2.9

9.5

      5. การเก็บใบเรือ เมื่อเลิกใช้งานถ้าทำการถอดใบเรือพร้อมอุปกรณ์จะใช้เวลาเล็กน้อยเพราะต้องม้วนใบเรือเข้ากับคานใบ แต่เนื่องจากคานใบและ
ใบเรือมีน้ำหนักปานกลาง การเก็บม้วนใบเรือในเรือซึ่งมีพื้นที่คับแคบทำให้ล่าช้า

      6. ความสมดุลของตัวเรือเมื่อติดตั้งใบเรือ ขนาดของเสาใบและขนาดของใบเรือที่ใช้ไม่ใหญ่เกินไปนักเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของเรือ
จึงไม่เกิดอาการโคลงมากนัก

ใบเรือแบบสามเหลี่ยม 2 ใบ
ใบเรือแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ใบเรือแบบสี่เหลี่ยมคางหมู
การกางใบแบบผีเสื้อ


        หลังจากนั้นได้จัดให้มีการทดสอบการใช้ใบเรือประกอบการทำการประมง โดยได้ทดสอบกับเครื่องมือประมงทะเลพื้นบ้านชนิดที่นิยมใช้กันในพื้นที่ โดยแบ่งกลุ่มตามประเภทเครื่องมือ ดังนี้

       1. ประเภทลอบ ซึ่งถ้าเป็นการวางลอบแบบเดี่ยวสามารถกระทำได้โดยง่ายเนื่องจากไม่ต้องคำนึงถึงทิศทางที่เรือวิ่ง ลอบแต่ละใบแยกจากกันเป็นอิสระ สามารถวางลอบได้ทั่วไป แต่เมื่อมีการกู้ลอบ การบังคับเรือให้ไปถึงที่หมายที่วางลอบค่อนข้างยุ่งยากเพราะทิศทางที่วางลอบแต่ละใบไม่แน่นอน ส่วนการวางลอบที่เป็นแบบผูกโยงกันเป็นแนวยาว มีลอบจำนวนมากในแต่ละชุด ซึ่งนิยมวางเป็นแนวเส้นตรง ในการวางลอบถ้าทิศทางของลมไม่สอดคล้องกับแนวที่ต้องการวางลอบจะต้องใช้เครื่องยนต์ช่วย แต่ในการกู้ลอบแบบนี้จะง่ายเพราะเมื่อสามารถพบปลายด้านใดด้านหนึ่งก็สามารถกู้ลอบได้ตลอดแนว เพียงแต่ถ้าทิศทางลมสอดคล้องกันกับแนวที่วางลอบ จะทำให้สามารถทุ่นแรงในการกู้ลอบได้

                                                                                                                                                เครื่องมือประเภทลอบนี้ถ้าเป็นลอบปลูกปลาเก๋า หรือ ลอบปูแบบพับได้ สามารถวางซ้อนกันในระวางเรือได้เพราะมีขนาดเล็ก คานของใบเรือไม่ได้กีดขวางการบรรทุกลอบมากนักจึงสามารถนำลอบออกไปทำการประมงได้คราวละจำนวนมาก แต่ถ้าเป็นลอบหมึกซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า ไม่สามารถนำออกไปทำการประมงได้จำนวนมากเนื่องจากติดการเคลื่อนไหวของคานใบเรือส่วนล่าง

การวางลอบและการกู้ลอบลูกปลาเก๋า

      2. ประเภทอวน  เช่น อวนจมปู และอวนลอยปลา การนำใบเรือมาใช้ขณะที่ประกอบการทำประมง เช่น การวางอวน หรือการกู้อวน ซึ่งเป็นอวนที่ต้องทำการเดินเรือไปด้วยขณะที่วาง การใช้ใบเรือขณะวางอวนหรือกู้อวนนั้นไม่สะดวกเท่าที่ควร เนื่องจากการวางอวนจะต้องไปในทิศทางที่เหมาะสม
กล่าวคือ อวนบางชนิดต้องวางตามแนวกระแสน้ำ ดังนั้น การจะใช้เรือใบเพื่อวางอวนได้ จะต้องมีทิศทางลมไปในทิศทางเดียวกับกระแสน้ำ และต้องเป็น
ขณะที่มีลมสม่ำเสมอ ไม่มีกำลังแรงจนเกินไปเพราะจะทำให้วางอวนไม่ทันกับเรือที่แล่นไป ถ้าลมอ่อนจะวางอวนได้ช้า ไม่ตรงตามจุดที่ต้องการปล่อยอวน
รวมทั้งตอนกู้อวน บางครั้งไม่สามารถบังคับทิศทางเรือให้วิ่งตรงตามแนวที่วางอวนได้ จึงต้องใช้เครื่องยนต์ช่วย


การวางอวนลอยปลาและการกู้อวน

      3. ประเภทเบ็ด ถ้าเป็นเบ็ดมือไม่ยุ่งยากมากนัก เพียงแล่นเรือไปถึงแหล่งที่ทำการประมงเท่านั้น ส่วนเบ็ดลากปลาอินทรีหรือเบ็ดลากปลาสาก
ถ้าความเร็วเรือเพียง 2 - 3 ไมล์ต่อชั่วโมงก็สามารถทำการประมงได้
       นอกจากนั้น เนื่องจากเห็นว่าวัสดุประกอบใบเรือที่ใช้มีราคาแพง เพราะเป็นการทดลองในเบื้องต้น จึงต้องจัดหาใบเรือที่มีผู้ผลิตในพื้นที่ก่อน เมื่อสามารถเรียนรู้การใช้ใบเรือและนำไปทดสอบประกอบการประมงแล้ว จึงจะหาแนวทางที่จะใช้วัสดุที่มีภายในประเทศ หาง่าย บำรุงรักษาไม่ยุ่งยาก
และมีราคาถูกมาทดแทน จึงได้นำผ้าพลาสติดสำหรับคลุมสิ่งของ (200 - 400 บาท) ผ้าฝ้าย และ ผ้าดิบ (180 - 200 บาท) มาตัดเย็บเป็นใบเรือ
แบบสี่เหลี่ยมคางหมู และทดสอบการใช้ประโยชน์ ผลออกมาไม่แตกต่างกับวัสดุที่มีราคาแพง แต่อายุการใช้งานคาดว่าจะสั้นกว่าผ้าสังเคราะห์ที่ใช้เมื่อเริ่มต้น

 

ระหว่างการปฏิบัติงานได้บันทึกปัญหาที่พบ และหาแนวทางการปรับปรุงเพื่อแก้ปัญหา ดังนี้

      1. เจ้าหน้าที่ของกรมประมงยังขาดทักษะการใช้ใบเรือ ซึ่งได้จัดหาผู้ชำนาญการแล่นเรือมาบรรยายให้เข้าใจถึงการใช้เรือใบ และหมั่นฝึกปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มประสบการณ์ รวมทั้งรวบรวมปัญหาที่พบเพื่อนำมาแก้ไข-ปรับปรุง

      2. หางเสือที่ติดตั้งจะติดสายคร่าวอวนขณะทำการประมงและสายโยงกระชังในพื้นที่ ควรพิจารณาติดตั้งหางเสือที่มีลักษณะถอดได้ตาม
ภูมิปัญญาชาวบ้านในอดีต

      3. คานไม้ด้านล่างของใบเรือแบบคางหมูและสามเหลี่ยมอาจเป็นอันตรายต่อผู้อยู่ท้ายเรือเมื่อลมเปลี่ยนทิศกะทันหัน ชาวประมงที่ร่วมทดลองได้แนะนำว่า ใบแบบคางหมูน่าจะใช้คานไม้ชิ้นเดียวโดยกางแบบทแยงมุม ซึ่งได้นำมาปรับปรุงใช้และได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

      4. ใบที่ทำจากวัสดุผ้าฝ้ายเกิดเชื้อรา ดูไม่สวยงามและทำให้อายุการใช้งานสั้นลง จากระยะเวลาที่ได้ใช้ประมาณ 6 เดือน มีการชำรุดบ้าง
ถึงแม้จะย้อมผ้าด้วยสีย้อมผ้าแล้วก็ตาม ถ้าทำการย้อมผ้าฝ้ายด้วยเปลือกไม้ตามที่เคยใช้ในอดีต เช่น เปลือกไม้ตะบูน อาจจะช่วยป้องกันเชื้อรา
และมีอายุการใช้งานนานขึ้น ส่วนใบเรือที่ทำจากผ้าคลุมสิ่งของเมื่อกระแสลมแรงจะชำรุดโดยฉีกขาดตรงรอยที่ใส่ตาไก่

      5. การใช้ใบสามเหลี่ยม 2 ใบ ทำให้ไม่สะดวกในการกองเก็บเครื่องมือประมง ซึ่งเห็นว่าถ้าใช้เพียงใบเดียวทางด้านท้ายเรือก็เพียงพอสำหรับ
การเดินทางไปทำประมง

      6. ทัศนวิสัยของเรือที่ใช้ใบสี่เหลี่ยมไม่ดี มองไม่เห็นทางด้านหัวเรือ สมควรลดขนาดใบลง และจุดยึดของคานล่างให้ลอยเหนือกราบเรือพอสมควร

      7. เมื่อลมแรงและใบเรือรับลมเต็มที่ เรือจะมีอาการถลาไปตามทิศทางของลม ทำให้บังคับทิศทางของเรือได้ยากเนื่องจากเรือที่ใช้เป็นเรือที่ไม่มีครีบกันโคลง
หรือที่เรียกว่า ปีกกระเบน จึงไม่มีตัวต้านน้ำ เมื่อเรือได้รับแรงกระชากจากกระแสลมแรงจึงถลาไปตามลมได้ง่าย อีกทั้งหางเสือของเรือที่ติดตั้งนั้นมีส่วนที่จมอยู่ใต้น้ำเพียงเล็กน้อยประมาณ 20 เซนติเมตร จะต้องปรับปรุงหางเสือเรือให้มีขนาดกว้างขึ้นและจมอยู่ใต้น้ำมากขึ้น เพื่ออาศัยทำหน้าที่แทนครีบกันโคลงด้วย แต่จะมีปัญหาติดอวนระหว่างทำการประมงเช่นกัน อีกทั้งเรือที่สร้างขึ้น ไม่มี center board ทำให้การบังคับทิศทางเมื่อวิ่งสวนกระแสลมเป็นไปได้ยาก

      8. เนื่องจากการให้เรือแล่นไปได้โดยใช้ใบเรือนั้น ลมเป็นปัจจัยที่สำคัญ ทั้งในเรื่องของทิศทางและกำลังแรงของลม ทำให้เกิดปัญหาทั้งความเร็วและความคล่องตัวในการบังคับเรือ จากการทดลองใช้ใบเรือเพื่อเดินทางไปยังแหล่งทำการประมงพบว่า สามารถ
ใช้ใบเรือในบางระยะทาง เช่น เมื่อกระแสลมอยู่ในทิศทางเดียวกับแหล่งประมงที่ต้องการเดินทางไป ก็สามารถกางใบเพื่อรับลมได้ทันที และ
ใช้สลับกับการใช้เครื่องยนต์