ปูมะพร้าว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Birgus  latro เป็นปูที่วิวัฒนาการมาจากปูเสฉวนและเป็นสัตว์ขาปล้องขนาดใหญ่ที่สุดที่อาศัยอยู่บนพื้นดิน ปูมะพร้าวสามารถเจาะลูกมะพร้าวด้วยก้ามอันทรงพลังนั้นเป็นที่รู้จักกันดี บางคนเรียกปูมะพร้าวว่า "ปูเสฉวน"


ลักษณะทางกายภาพ
                ขนาดตัวเต็มวัยสามารถเจริญเติบโตจนมีน้ำหนัก 4 กิโลกรัม และความยาวของลำตัว 40 เซนติเมตร แต่ถ้านับรวมช่วงขาแล้วจะยาวถึง 1 เมตร โดยทั่วไปตัวผู้จะมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย ปูมะพร้าวมีอายุประมาณ 30-60 ปี
                ลำตัวประกอบด้วยส่วนหัวอก (เซฟาโลโทแรกซ์) และส่วนท้อง ที่มี 10 ขา ขาคู่หน้าสุดเป็นก้ามขนาดใหญ่ ใช้สำหรับเจาะลูกมะพร้าว และสามารถยกน้ำหนักได้ถึง 29 กิโลกรัม ขาอีกสามคู่ถัดมามีลักษณะคล้ายแหนบ ใช้สำหรับเดินและปีนป่าย ส่วนขาคู่สุดท้ายนั้นเล็กมาก ใช้สำหรับทำความสะอาดอวัยวะหายใจ ขาคู่นี้มักจะอยู่ในกระดองตรงช่องที่บรรจุอวัยวะหายใจ

 

การสืบพันธ์
                ปูมะพร้าวสืบพันธุ์แบบง่ายๆโดยปูตัวผู้กับปูตัวเมียผสมพันธุ์กันบนบก เมื่อไข่พัฒนาเต็มที่ แม่ปูจะเดินไปที่ชายฝั่ง เกาะอยู่ตามหินหรืออยู่ในน้ำพอท่วมถึง แล้วปล่อยไข่ที่ได้รับการผสมลงทะเล กลายเป็นแพลงก์ตอน
อาหาร
                อาหารหลักของปูมะพร้าวคือผลไม้ โดยเฉพาะมะพร้าว อย่างไรก็ดี ปูมะพร้าวสามารถกินได้หมดไม่ว่าจะเป็นใบไม้ ผลไม้เน่า ไข่เต่า ซากสัตว์ และเปลือกของสัตว์อื่นๆ ปูมะพร้าวอาจกินสัตว์อื่นเป็นๆ ที่เคลื่อนไหวช้า เช่น เต่าทะเลที่เพิ่งฟักออกจากไข่ เป็นต้น
แหล่งที่พบ
                สามารถพบได้ที่หมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดียและหมู่เกาะทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก นอกจากนี้ปูมะพร้าวยังพบได้ที่อื่นอีก เช่น ในเซเชลส์ เป็นต้น
ปูมะพร้าวในประเทศไทย
                มีหลักฐานการพบปูมะพร้าวในประเทศไทยเพียง 3 ครั้ง ครั้งแรกเป็นในปี พ.ศ. 2530 ชาวประมงจับปูมะพร้าวได้ที่บริเวณเกาะสี่ในหมู่เกาะสิมิลัน ส่วนหลักฐานอีกชิ้นเป็นซากสตัฟฟ์อยู่ที่ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
               จนเมื่อ พ.ศ. 2540 พบที่เกาะหนึ่งในหมู่เกาะสิมิลัน พบปูมะพร้าวน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม ออกมาหากินที่ชายหาดแถวนั้นเป็นประจำ
               ในปี พ.ศ. 2542 เรือสำรวจแหล่งปลาทูน่าในทะเลสากลของกรมประมง เดินทางไปสำรวจมหาสมุทรอินเดีย ได้นำปูมะพร้าวจำนวน 23 ตัว จากเกาะแอสซัมชัน ประเทศเซเชลส์ กลับมาประเทศไทยด้วย โดยเป็นตัวผู้ 4 ตัว และตัวเมีย 19 ตัวคาดว่าปูมะพร้าวที่นำมานี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการศึกษาวิจัยเรื่องปูมะพร้าวในประเทศไทยต่อไป

ที่มา :       http://www.talaythai.com/issue/coconut_crab/
                http://th.wikipedia.org/