น้ำทะเล คือ น้ำเค็มในทะเลและมหาสมุทร ซึ่งปกคลุม
พื้นผิวของโลกอยู่ถึงสามในสี่ส่วนในบรรดาแหล่งน้ำธรรมชาติทั้งปวง
น้ำทะเลมีรสเค็ม เพราะมีเกลือและแร่ธาตุหลายชนิดละลายปนอยู่
เกลือที่มีมากที่สุดคือ เกลือแกง หรือโซเดียมคลอไรด์ ซึ่งมีรสเค็ม

 น้ำทะเลมีสีฟ้า (สีฟ้าทะเล) เหมือนกับสีท้องฟ้า
ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากการกระจายแสงของโมเลกุลของน้ำทะเล

เกลือที่ละลายอยู่ในทะเลและมหาสมุทรมาจากไหน
          ในตอนเริ่มแรกเชื่อว่าเกลือที่ละลายอยู่ในทะเลและมหาสมุทรนั้นมาพร้อมกับน้ำที่ไหลลง
มาจากทวีปกล่าวคือน้ำฝนจะชะล้างเกลือที่มีอยู่ในดินและหินก่อนที่จะไหลลงทะเลและมหาสมุทร การยืนยันแนวความคิดนี้ทำโดยการวัดปริมาณเกลือที่แม่น้ำและลำธารก่อนลงสู่ทะเล หรือดูจากปริมาณเกลือที่หายไปจากหินบนเปลือกโลกเพราะกระบวนการกัดกร่อนผุพัง ผลการศึกษาพบว่า เกลือหลายชนิดมีปริมาณสอดคล้องกับสิ่งที่มีอยู่ในเปลือกบนทวีป เช่น เกลือของโซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียมและโพแทสเซียม
          อย่างไรก็ตามมีธาตุสำคัญกลุ่มหนึ่งอัน ได้แก่ คลอรีน โบรมีน กำมะถัน ไนโตรเจน คาร์บอน กลับมีปริมาณมากเกินกว่าที่จะมาจากหินของเปลือกโลกได้เพียงอย่างเดียว อธิบายได้ว่ามีการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก และมีก๊าซจากภายในโลกรั่วไหลออกสู่บรรยากาศเพราะกระบวนการของภูเขาไฟ เมื่อน้ำและสารเหล่านี้ก่อกำเนิดมาด้วยวิธีเดียวกัน น้ำในทะเลและมหาสมุทรจึงเค็มมาตั้งแต่เริ่มแรกที่มีมหาสมุทรเช่นเดียวกับที่เค็มอยู่ในตอนนี้เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอาจสรุปได้ว่า เกลือนั้นละลายอยู่ในน้ำ และมาพร้อมกับน้ำ มิใช่ว่าเกิดน้ำขึ้นมาก่อนแล้วจึงมีน้ำเกลือไปละลายในภายหลัง
       น้ำทะเลในทะเลและมหาสมุทร มีอิทธิพลต่อลมฟ้าอากาศของโลก เพราะสามารถดูดและคายความร้อนได้ดีกว่าแผ่นดิน ทำให้ทะเลและมหาสมุทรเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดเมฆ ฝน ลม และพายุ พัดพาเข้าสู่แผ่นดิน
      น้ำทะเลมีเกลือแร่หลายชนิดละลายอยู่มาก จึงเป็นแหล่งกำเนิดของสัตว์น้ำนานาชนิด มีทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น โลมา ปลาวาฬ ปลาหลากหลายชนิด บางชนิดมีรูปร่างแปลกประหลาด เช่น ปลานกกระจอกที่บินได้ ปลาสวยงาม ปลาดุร้ายและปลาที่เป็นอาหาร นอกจากนั้นก็มีกุ้ง แมงกะพรุน ปลาหมึก หอย ปลิงทะเล สัตว์น้ำในทะเลนั้นมีอยู่เป็นปริมาณมากถึง ๘๐ % ของสัตว์น้ำทั้งหมดบนโลก เป็นแหล่งอาหารโปรตีน และไขมันที่สำคัญที่สุดแหล่งหนึ่ง