อะไรเอ่ย ?....ชื่อดำตัวขาว  ทุกคนคงตอบถูกว่า “หมึก” มิใช่ปลาหมึกอย่างที่หลายๆคนชอบเรียกกัน เพราะหมึกไม่ใช่ปลาแต่เป็นหอยกลุ่มหนึ่งที่ว่ายน้ำได้ จัดอยู่ในไฟลั่ม Mollusca  Class Cephalopoda  คำว่า "Cephalo" แปลว่า "หัว" "Poda" แปลว่า "เท้า" งงแล้วสิว่าทำไมหัวกับเท้าจึงมาอยู่รวมกันเป็นชื่อเดียวได้  เพราะหมึกเป็นสัตว์ที่มีส่วนหัวกับส่วนเท้าติดกัน "เท้า" ในที่นี้ คือ "หนวด" นั่นเอง หมึกเป็นสัตว์ที่มีตาและสมองที่พัฒนาดี หลายชนิดมีเปลือกที่หายเข้าไปอยู่ในลำตัว หมึกมีประมาณ 650 ชนิด (หนังสือบางเล่มบอกว่ามี 800 ชนิด) แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้


อันดับแรก  คือ  หอยงวงช้าง (Nautilus)มีหนวดตั้ง 63-94 เส้น มากกว่าหมึกชนิดไหนๆ และไม่มีน้ำหมึกใช้พ่นป้องกันตัว หอยงวงช้างยังแตกต่างจากหมึกทั้งหลายเพราะมีเปลือกอยู่ด้านนอก แบ่งเป็นช่อง ๆ มีรูเชื่อมต่อกัน จะอาศัยอยู่ในช่องสุดท้ายเท่านั้น

 

กลุ่มที่สอง  คือ หมึกยักษ์หรือหมึกสาย (Octopus)   ชื่อภาษาอังกฤษบอกลักษณะเด่นอยู่แล้ว เพราะ "Octo"    แปลว่า "แปด" หมึกกลุ่มนี้มีหนวด 8 เส้น ไม่มีเปลือกด้านนอก และไม่มีเปลือกภายในลำตัวด้วย จะยกเว้นก็เฉพาะสกุล Argonauta ที่สกัดสารออกมาสร้างเปลือก โดยมีหนวดคู่พิเศษเพื่อกิจกรรมนี้ เปลือกนั้นใช้หุ้มไข่ ลักษณะคล้ายเปลือกหอยงวงช้างแต่มีสีขาวและบางกว่า

 

กลุ่มที่สาม  คือ  หมึกหอม (Squid) หมึกกล้วย (Loligo)มี 10 หนวด รูปร่างยาวคล้ายตอร์ปิโด มีครีบอยู่ด้านข้างค่อนไปทางด้านท้ายลำตัว เหมาะสำหรับว่ายหากินกลางน้ำมาก หนวดจะมีตะขอเล็ก ๆ เอาไว้เกี่ยวจับปลากิน เปลือกลดรูปเข้าไปอยู่เป็นแกนในร่างกาย เป็นแผ่นบางใสโปร่งแสง (Pen) มีน้ำหนักเบาเพื่อให้หมึกกลุ่มนี้ว่ายน้ำได้รวดเร็ว ประโยชน์ของแกนกลาง  คือ ช่วยให้ลำตัวคงรูปร่างอยู่ได้

กลุ่มที่สี่  หมึกกระดอง (Cuttlefish) ฉันมี 10 หนวดเหมือนหมึกหอมและหมึกกล้วย แต่หนวดไม่มีตะขอ เพราะหากินหน้าดิน ใช้หนวดกดกุ้งปูให้ติดพื้น ส่วนหมึกหอม (Squid)หมึกกล้วย (Loligo) นั้นกินปลากลางน้ำเป็นหลักจึงยังมีครีบบาง ๆ อยู่รอบตัว ไม่ได้มีเฉพาะด้านท้าย มีแกนเป็นแผ่นหินปูนอยู่ข้างในลำตัว เรียกว่า "ลิ้นทะเล" (Cuttle Bone) หรือ "กระดอง" อันเป็นที่มาของชื่อ "หมึกกระดอง"