แมงกะพรุน (jellyfish) |
แมงกะพรุน (jellyfish)
แมงกะพรุนจัดเป็นแพลงก์ตอนขนาดใหญ่ (macroplankton) โดยทั่วไปมีรูปร่างคล้ายร่มหรือกระดิ่งคว่ำ (medusa) ลำตัวโปร่งแสง ประกอบด้วยวุ้นเป็นส่วนใหญ่ ดำรงชีวิตโดยว่ายและล่องลอยไปตามกระแสน้ำและแรงพัดพาของคลื่นลม อาหารที่แมงกะพรุนกินได้แก่ ปลา ครัสเตเชียน และแพลงตอนอื่นๆ โดยบริเวณหนวดและแขนงที่ยื่นรอบปาก มีนีมาโตซีส ((nematocyst) หรือเข็มพิษ ใช้ฆ่าเหยื่อ หรือทำให้เหยื่อสลบก่อนจับกินเป็นอาหาร ปริมาณของนีมาโตซีสอาจมีจำนวนถึง 80,000 เซลล์ ใน 1 ตารางเซนติเมตรเท่านั้น ภายในนีมาโตซีสนี้เองมีน้ำพิษที่เป็นอันตรายทำให้เกิดอาการคัน เป็นผื่น บวมแดง เป็นรอยไหม้ ปวดแสบปวดร้อน และเป็นแผลเรื้อรังได้ ขึ้นอยู่กับแมงกะพรุนแต่ละชนิด |
แมงกะพรุนที่พบกันมาก
1.สาหร่าย, สาโหร่ง (Sea wasp, Chironex species) ชาวทะเลนิยมเรียกว่า'ส่าหร่าย' แต่จริงๆแล้วคือ แมงกะพรุนสีขาว หรือ เหลืองแกมแดง มีสายยาวต่อจากลำตัวหลายเส้น แต่ละเส้นยาวประมาณ 1.50 เมตร มีการเคลื่อนไหวได้น้อย อาศัยกระแสน้ำพัดพาไปยังที่ต่างๆ เมื่อมีพายุ คลื่น ลมแรง สายของมันจะขาดจากลำตัว ลอยไปตามน้ำ แต่ยังสามารถทำอันตรายผู้ที่สัมผัสถูกได้ ซึ่งทำให้ไหม้เกรียม และมีอาการปวดแสบปวดร้อนตามกล้ามเนื้อ จุกแน่นหน้าอกในรายที่แพ้รุนแรง และเป็นไข้ อาการเป็นอยู่ 2-3 วัน จึงทุเลาหายไป แมงกะพรุนชนิดนี้ แถบทะเลชุมพร หัวหิน เป็นต้น |
| 2. แมงกะพรุนไฟ (Sea nettles, Chrysaora species) มีสีแดง หรือ สีเขียว ด้านบนมีจุดสีขาวอยู่ทั่วไป พวกนี้เมื่อถูกเข้าทำให้เกิดปวดแสบปวดร้อน พุพองแตกเป็นน้ำเหลือง และเกิดแผลเป็นรอยดำเรื้อรังได้นานหลายๆปี |
| |
การปฐมพยาบาลเมื่อโดนพิษแมงกะพรุน
1. ให้รีบขึ้นจากน้ำทันที เพราะหากพิษรุนแรงอาจจมน้ำเสียชีวิตได้
2. จากนั้นให้ใช้ทรายแห้งๆ หรือผ้าหนาขัดบรเวณแผล เพื่อให้น้ำเมือกที่ติดอยู่ที่ผิวหนังหลุดออกไป แต่อย่าถูแรงเพราะจะทำให้พิษยิ่งเพิ่มขึ้น และอย่าใช้มือเปล่าถูเพราะอาจโดนพิษได้ แล้วล้างออกด้วยน้ำทะเล แอลกอฮอล หรือแอมโมเนีย
3. สำหรับนักดำน้ำ มักนิยมใช้น้ำส้มสายชูถอนพิษแมงกะพรุน อาการเจ็บปวดจะทุเลาลง
4. สำหรับชาวบ้านจะใช้ผักบุ้งทะเลตำให้ละเอียดแล้วพอกบริเวณบาดแผล หลังจากถูเอาเมือกออกแล้ว
5. ยาระงับปวด ถ้ารุนแรงอาจต้องใช้ Morphine รวมกับยานอนหลับจำพวก Barbiturate และให้ยาแก้อาการกล้ามเนื้อเกร็ง เป็นตะคริว หรือ ยารักษาอาการอื่นๆ |