เยี่ยมห้องวิเคราะห์น้ำ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจันทบุรี
ตอน การวิเคราะห์ (Nitrite)
 

     เว็บเพจเยี่ยมห้องวิเคราะห์น้ำ ผมจะแบ่งการนำเสนอออกเป็นหลายตอน สำหรับหน้านี้คือหน้าที่ 2 ขอนำเสนอตอน  การวิเคราะห์ไนไตรท์ (Nitrite) ประกอบด้วย 6 หัวข้อย่อย (สนใจชมตอนอื่นๆ คลิ๊กที่ห้องวิเคราะห์น้ำ)      
    

     1. หลักการวิเคราะห์ไนไตรท์
     2. ภาพขั้นตอนการวิเคราะห์ไนไตรท์
     3. ภาพขั้นตอนการเตรียมน้ำยาเคมี
  4. ภาพขั้นตอนการเตรียมสารละลายมาตรฐานไนไตรท์
5. ภาพขั้นตอนการทำชุดเทสคิตท์ไนไตรท์
6. ไนไตรท์กับผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
     
   
 
1. หลักการวิเคราะห์ไนไตรท์
 
วิธีการวิเคราะห์ไนไตรท์ที่นำเสนอเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมใช้กันแพร่หลาย โดยใส่น้ำยาเคมีลงในน้ำ จากนั้นน้ำยาเคมีจะทำปฏิกริยากับไนไตรท์ที่มีอยู่ในน้ำ เกิดเป็นสารประกอบ Azo dye ซึ่งสารตัวนี้มีสีชมพู หากไนไตรท์มากสารตัวนี้ก็จะเกิดมาก
ดังนั้นหากในน้ำมีไนไตรท์น้อย สีชมพ ก็จะจาง หากในน้ำมีไนไตรท์มาก สีชมพู ก็จะเข้ม วิธีวิเคราะห์แบบนี้เรียกว่า Colorimetric method หรือ การวิธีวิเคราะห์ด้วยการเปรียบเทียบความเข้มของสี
แต่เราคงไม่ต้องการจะรู้แค่น้ำมีไนไตรท์น้อยหรือมาก? เท่านั้นนะครับ แล้วเราจะรู้ปริมาณไนไตรท์จริงๆ ได้อย่างไร?  ก็มี 2 วิธีครับ
วิธีแรก ทำสารละลายมาตรฐานไนไตรท์ที่มีความเข้มข้นต่างๆกัน ในช่วงความเข้มข้นของไนไตรท์ที่เราคาดว่ามีในน้ำที่ต้องการวิเคราะห์ เช่น ที่ผมทำอยู่สำหรับบ่อเลี้ยงกุ้ง มีความเข้มข้น 0 - 1 mg-N/L (ทำเผื่อเทสท์คิต) จากนั้นก็เติมน้ำยาเคมีลงไป สารละลายมาตรฐานไนไตรท์ก็จะเกิดสีชมพู จางหรือเข้มก็ขึ้นกับความเข้มข้นของไนไตรท์ คราวนี้เราก็จะมีสีชมพูมาตรฐาน นำเปรียบเทียบกับสีชมพูของน้ำตัวอย่าง ก็จะรู้ปริมาณไนไตรท์ได้ครับ (ชุดเทสท์คิตที่จำหน่ายกันก็ใช้หลักการนี้ครับ)
วิธีที่สอง ทำสารละลายมาตรฐานไนไตรท์ที่มีความเข้มข้นต่างๆกัน จากนั้นก็เติมน้ำยาเคมีลงไป สารละลายมาตรฐานไนไตรท์ก็จะเกิดสีชมพู จางหรือเข้มก็ขึ้นกับความเข้มข้นของไนไตรท์ แล้วนำไปวัดกับเครื่องวัดการดูดกลืนแสงหรือ สเปคโตรโฟโตมิเตอร์ ซึ่งหลักการของเครื่องคือ ปล่อยแสงผ่านน้ำที่เติมน้ำยาเคมีจนมีสีชมพู ไปยังตัวรับแสงอิเลคทรอนิค หากสีชมพูจางแสงก็จะผ่านได้มาก ตัวรับแสงก็อ่านค่าว่า น้ำนั้นมีค่าดูดกลืนแสง (Absorbance) ต่ำ ทางกลับกัน หากสีชมพูเข้มแสงก็จะผ่านได้น้อย ตัวรับแสงก็อ่านค่าว่า น้ำนั้นมีค่าดูดกลืนแสงมาก เราก็จะได้ค่าการดูดกลืนแสงมาตรฐานที่สัมพันธ์กับความเข้มข้นไนไตรท์ โดยความสัมพันธ์จะเป็นเชิงเส้นตรงในช่วงแรกที่ความเข้มข้นของไนไตรท์ต่ำ เมื่อความเข้มข้นไนไตรท์สูงถึงระดับหนึ่ง สัมพันธ์จะเปลี่ยนเป็นเส้นโค้ง
สำหรับความเข้มข้นของไนไตรท์ นิยมใช้หน่วย น้ำหนักของไนโตรเจนต่อปริมาตรน้ำ 1 ลิตร คือ มิลลิกรัมไนโตรเจน/ลิตร หรือ มิลลิกรัม/ลิตรไนไตรท์-ไนโตรเจน แต่บางครั้งอาจเขียนสั้นๆเป็น มิลลิกรัม/ลิตร หรือ มก./ล. ก็เป็นที่เข้าใจกัน ตัวย่ออังกฤษก็ mg-N/L  หรือ mg(NO2-N)/L ซึ่งแอมโมเนียและไนเตรทก็ใช้หน่วยวัดแบบนี้ครับ เนื่องจากองค์ประกอบมีไนโตรเจนเหมือนกัน (รายละเอียดใน กรรณิการ์ 2544; นิคมและยงยุทธ 2546)
   
 
2. ภาพขั้นตอนการวิเคราะห์ไนไตรท์
 

การวัดไนไตรท์ ใช้น้ำยาเคมีเพียง 2 ตัวเท่านั้น คือ
น้ำยาซัลฟานิลาไมด์

น้ำยาเอ็นอีดี

เริ่มโดยตวงน้ำตัวอย่างที่ผ่านการกรองด้วยกระดาษกรองแล้ว ให้ได้ปริมาตร 50 มิลลิลิตร หรือ 50 ซีซี ด้วยกระบอกตวง

รินน้ำที่กรองแล้ว (50 มิลลิลิตร) ใส่ขวดแก้ว แล้วเติมน้ำยา ซัลฟานิลาไมด์ 1 มิลลิลิตร เขย่าให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 2 นาที

เติมน้ำยา เอ็นอีดี 1 มิลลิลิตร ลงในน้ำตัวอย่าง เขย่าให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 10 นาที ถึง 2 ชั่วโมง (หากน้ำมีไนไตรท์มากสีจะเกิดให้เห็นทันทีที่เติมอ็นอีดีเลยครับ)
นำไปวัดกับเครื่องสเปคโตรโฟโตมิเตอร์ เครื่องจะอ่านค่าแอบซอร์บแบนซ์ (Absorbance) หรือค่าการดูดกลืนแสงที่ได้แล้วคำนวณ ออกมาเป็นค่าความเข้มข้นของไนไตรท์ (มก./ล.) ด้วยการเปรียบเทียบกับค่าการดูดกลืนแสงของสารละลายไนไตรท์มาตรฐานที่ได้ทำข้อมูลเตรียมไว้ในเครื่อง

(ก่อนวัดน้ำตัวอย่าง ต้องปรับค่าการดูดกลืนแสงของเครื่องให้เท่ากับศูนย์ โดยใช้น้ำกลั่นที่เติมน้ำยาเคมีวัดค่าดูดกลืนแสง จากนั้นก็ปรับค่าการดูดกลืนแสงให้เท่ากับศูนย์)
   
 
3. ภาพขั้นตอนการเตรียมน้ำยาเคมี
 

การวัดไนไตรท์ ใช้น้ำยาเคมีเพียง 2 ตัวเท่านั้น คือ
น้ำยาซัลฟานิลาไมด์
   น้ำยาเอ็นอีดี

เตรียม
น้ำยาซัลฟานิลาไมด์ ก่อน โดยดูดกรด HCl เข้มข้น 25 มิลิลิตร ใส่ในขวดแก้ว ขนาด 250 มิลลิลิตร (โวลุมเมตริกฟลาสก์) ที่มีน้ำกลั่นอยู่ประมาณครึ่งขวด (ต้องใส่น้ำกลั่นไว้ก่อนบางส่วนเนื่องจากเราต้อง เทกรดลงน้ำ ห้ามเทน้ำลงในกรด)
หมายเหตุ ต้องแน่ใจนะครับว่า กรด HCl ซื้อมาเป็นกรดเข้มข้น (ขายกันในความเข้มข้น 11-12 N) หากไม่ใช่ การเกิดสีชมพูจะไม่ดี ออกเป็นสีขุ่นและจืด เพราะปฏิกริยาเกิดสีสมบูรณ์ในสภาวะกรด

จากนั้นชั่งซัลฟานิลาไมด์ (C6H8N2O2S) 2.5 กรัม ใส่ลงในโวลุมเมตริกฟลาสก์ แล้วเติมน้ำกลั่นจนครบ 250 มิลลิลิตร เราก็ได้น้ำยาซัลฟานิลาไมด์ แล้ว จำนวน 250 มิลลิลิตร ซึ่งสามารถใช้วัดน้ำได้จำนวน 250 ตัวอย่าง

ต่อไปเตรียม น้ำยาเอ็นอีดี
ชั่งแนฟทิล เอธิลีนไดอะมีนไดไฮโดรคลอไรด์ (C10H7NHCH2CH2NH2.2HCl.CH3OH) 0.25 กรัม ใส่ลงในโวลุมเมตริกฟลาสก์ แล้วเติมน้ำกลั่นจนครบ 250 มิลลิลิตร เราก็ได้น้ำยาเอ็นอีดี แล้ว จำนวน 250 มิลลิลิตร ซึ่งสามารถใช้วัดน้ำได้จำนวน 250 ตัวอย่าง
(น้ำยาตัวนี้เมื่อเตรียมแล้วควรเก็บในที่เย็น และควรเตรียมใหม่ทุกเดือน หรือเมื่อเห็นว่าเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล
)

   
 
4. ภาพขั้นตอนการทำสารละลายไนไตรท์มาตรฐาน
 

ขั้นที่ 1 เตรียมสารละลายมาตรฐานไนไตรท์เข้มข้น 200 mg-N/L
เติมผงไนไตรท์ (โซเดียมไนไตรท์ NaNO2) ที่อบแห้ง 110 องศาเซลเซียส 1 ชั่วโมง หนัก 0.496 กรัม ลงในโวลุ่มเมตริกฟลาสก์ ขนาด 500 มิลลิลิตร แล้วเติมน้ำจนครบ 500 มิลลิลิตร ก็จะได้สารละลายมาตรฐานที่มีความเข้มข้นของไนไตรท์ 200 mg-N/L
(คำนวนจาก น้ำหนักโมเลกุลของ โซเดียมไนไตรท์ เท่ากับ 69 และสัดส่วนน้ำหนักของธาตุที่ประกอบเป็นโซเดียมไนไตรท์ คือ โซเดียม = 23 ไนโตรเจน = 14 และ ออกซิเจน 2 อะตอม = 32 ดังนั้นหากต้องการไนโตรเจน 100 มิลลิกรัม ละลายน้ำกลั่น 500 มิลลิลิตร แล้วเข้มข้น 200 mg-N/L ก็ต้องชั่งโซเดียมไนไตรท์ 496 มิลลิกรัม)

ขั้นที่ 2 เตรียมสารละลายมาตรฐานไนไตรท์ 1 mg-N/L
ดูดสารละลายมาตรฐานไนไตรท์เข้มข้น 200 mg-N/L จำนวน 2.5 มิลลิลิตร ลงในโวลุ่มเมตริกฟลาสก์ ขนาด 500 มิลลิลิตร ใบใหม่ แล้วเติมน้ำจนครบ 500 มิลลิลิตร ก็จะได้สารละลายมาตรฐานที่มีความเข้มข้นของไนไตรท์ 1 mg-N/L
(คำนวนจากสูตร C1V1=C2V2 โดย C1 คือความเข้มข้นของไนไตรท์ขวดแรกเท่ากับ 200 mg-N/L   V1 คือปริมาตรสารที่ต้องดูดจากไนไตรท์ขวดแรกที่ยังไม่ทราบค่า ส่วน C2 คือ ความเข้มข้นไนไตรท์ขวดใหม่ที่เราต้องการ คือ 1 mg-N/L และ V2 คือ ปริมาตรสารละลายไนไตรท์ขวดใหม่ เท่ากับ 500 มิลลิลิตร)

ขั้นที่ 3 เตรียมสารละลายไนไตรท์เข้มข้น 13 ระดับ จากสารละลาย 1 mg-N/L
ดูดสารละลายมาตรฐานไนไตรท์ 1 mg-N/L ใส่ลงในโวลุมเมตริกฟลาสก์ ขนาด 50 มิลลิลิตร 13 ขวด ปริมาตรดังนี้ 0 0.1 0.5 1.0 2.0 3.0 4.0 5.0 10.0 20.0 30.0 40.0 และ 50.0 มิลลิลิตร จากนั้นเติมน้ำกลั่นให้ได้ครบ 50 มิลลิลิตร ก็จะได้สารละลายมาตรฐานไนไตรท์เข้มข้น 0.000 0.002 0.010 0.020 0.040 0.060 0.080 0.100 0.200 0.400 0.600 0.800 และ 1.000 mg-N/L ตามลำดับ
(คำนวนจากสูตร C1V1=C2V2
เติมน้ำยา ซัลฟานิลาไมด์ 1 มิลลิลิตร เขย่าให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 2 นาที

เติม
น้ำยา เอ็นอีดี 1 มิลลิลิตร ลงในน้ำตัวอย่าง (ตามภาพ) เขย่าให้เข้ากัน
รอประมาณ 20 นาที ถึง 2 ชั่วโมง ก็นำไปวัดค่าการดูดกลืนแสง (Absorbance) กับเครื่องสเปคโตรโฟโตมิเตอร์
นำไปวัดค่าแอบซอร์บแบนซ์ (Absorbance) หรือค่าการดูดกลืนแสงในแต่ละความเข้มข้น ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กันในลักษณะของสมการเส้นตรงเริ่มจากความเข้มไนไตรท์เท่ากับศูนย์ เมื่อความเข้มไนไตรท์สูงถึงระดับหนึ่ง ค่าการดูดกลืนแสงก็จะไม่สัมพันธ์แบบสมการเส้นตรงอีก ซึ่งจะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการวัด

(ก่อนวัด ต้องทำ Auto Zero โดยใช้น้ำกลั่นที่เติมน้ำยาเคมีวัดค่าดูดกลืนแสง จากนั้นก็ปรับค่าการดูดกลืนแสงให้เท่ากับศูนย์)
ความเข้มไนไตรท์สูงเท่าไรแล้วจะไม่สัมพันธ์แบบสมการเส้นตรงกับค่าการดูดกลืนแสง ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถวัดค่าการดูดกลืนแสงของเครื่อง เครื่องรุ่นเก่า อาจได้กราฟไนไตรท์เป็นเส้นตรงที่ค่า Absorbanceประมาณ 0.6-0.7 ตรงกับความเข้มข้นไนไตรท์ประมาณ 0.2 mg-N/L เท่านั้น ส่วนเครื่องปัจจุบันที่เราใช้อยู่ ตามสเปคสามารถวัดค่า Absorbance ได้ถึง 3.999 แต่สำหรับการวัดไนไตรท์ พบว่ากราฟจะเริ่มโค้งที่ค่า Absorbance ประมาณ 2.6 ดังนั้น เพื่อไม่ให้ผิดพลาดจึงกำหนดค่าที่จะทำมาตรฐานไว้ที่ค่าค่า Absorbance ประมาณ 2 หรือที่ความเข้มข้นไนไตรท์ 0.6 mg-N/L
       จากหน้าจอเราใช้ความเข้มข้นไนไตรท์สูงสุดเพียง 0.6 mg-N/L มาทำกราฟมาตรฐาน จะเห็นได้ว่าเป็นเส้นตรงดีมาก ได้ค่าความชัน 3.34 และหากเป็นเครื่องรุ่นเก่าที่ไม่คำนวณกราฟให้ ก็สามารถใช้โปรแกรม Excel สร้างกราฟเองได้ จากนั้นก็หาค่าความชันกราฟ เมื่อเราวัดค่า Absorbance ของน้ำตัวอย่าง ก็สามารถหาความเข้มข้นไนไตรท์ได้ โดยการหารค่า Absorbance ด้วย ค่าความชัน
มาจากสมการเส้นตรง Y=a+bX เมื่อ Y คือ ค่าแอบซอร์บแบนซ์ a คือจุดตัดแกน Y ที่เท่ากับศูนย์เพราะทำ Auto Zero ส่วน b คือค่าความชัน (Slope) และ X คือ ค่าความเข้มข้นไนไตรท์
   
 
5. ภาพขั้นตอนการทำชุดเทสท์คิตไนไตรท์ และการใช้
 
บรรจุน้ำยาเคมีครับ ในภาพกำลังเติมน้ำยาซัลฟานิลาไมด์บรรจุลงขวด 25 ซีซี ชื่อข้างขวดที่ติดสติ๊กเกอร์ คือ ไนไตรท์ 1 (วัดได้ประมาณ 100 ตัวอย่าง)

แล้วเติมน้ำยาเอ็นอีดีบรรจุลงขวดใหม่อีกขวดจำนวน 25 ซีซี ชื่อข้างขวดที่ติดสติ๊กเกอร์ คือ ไนไตรท์ 2

ปิดฝาตัวหยด และฝาเกลียว
ีเวลาใช้ก็ง่ายมากครับ
ตวงน้ำที่ต้องการวัดให้ได้ตามขีดที่กำหนด
หยดน้ำยาไนไตรท์ 1 จำนวน 4 หยด เขย่าให้เข้ากัน รอ 2 นาที
หยดน้ำยาไนไตรท์ 2 จำนวน 4 หยด เขย่าให้เข้ากัน รอ 8-10 นาที
นำมาเทียบสีกับสีมาตรฐานครับ (สีมาตรฐานของเราเตรียมไว้ 11 สี เทียบได้กับความเข้มข้นไนไตรท์ 0.005, 0.01, 0.02, 0.04, 0.06, 0.08, 0.1, 0.2, 0.4, 0.8 และ 1.0 มก.-ไนโตรเจน/ล.)
   
 
6. ไนไตรท์กับผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
 
ปกติแล้วไนไตรท์ในแหล่งน้ำธรรมชาติมีปริมาณต่ำมาก เท่าที่ผมตรวจสอบเอกสารที่รายงานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ บริเวณชายฝั่งหรือแม่น้ำลำคลอง พบว่าส่วนใหญ่จะมีค่า 0.00XX mg-N/L หรือ 0.000X mg-N/L แต่บางครั้งก็พบว่าแหล่งน้ำธรรมชาติบางแห่งมีไนไตรท์ถึง 0.0XXX mg-N/L สำหรับแม่น้ำจันทบุรี และแม่น้ำเวฬุ (แม่น้ำในจังหวัดจันทบุรีที่มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งมาก) มีปริมาณไนไตรท์เฉลี่ย 0.00XX mg-N/L สามารถดูรายละเอียดได้ที่ห้องวิเคราะห์น้ำครับ
ความเป็นพิษของไนไตรท์ต่อสัตว์น้ำ มีรายงานว่า สำหรับสัตว์เลือดแดง ไนไตรท์ทำปฏิกริยากับฮีโมโกลบิน ได้เมทธิโมโกลบิน ซึ่งไม่สามารถขนถ่ายออกซิเจนได้ แล้วไนไตรท์เท่าไร? จึงจะเป็นพิษต่อสัตว์น้ำ ก็ต้องตอบว่าขึ้นกับปัจจัยหลายประการ เช่น ชนิดสัตว์น้ำ ขนาดหรืออายุของสัตว์น้ำ สภาพบ่อ ความหนาแน่นของการเลี้ยง คุณภาพน้ำอื่น (ความเค็มของน้ำ แอมโมเนีย ออกซิเจน เป็นต้น)
ลองมาดูตัวอย่างชนิดสัตว์น้ำ และความเค็มกับการทนไนไตรท์
ปลาเรนโบว์ เทราท์   อายุ 1 ปี   ในน้ำจืด  ไนไตรท์   0.55 mg-N/L ทำให้ปลาตาย 55 เปอร์เซ็นต์ ใน 24 ชั่วโมง
ปลาชินุกค์ แซลมอน (ปลานิ้ว)   ในน้ำจืด  ไนไตรท์ 19.00 mg-N/L ทำให้ปลาตาย 50 เปอร์เซ็นต์ ใน 48 ชั่วโมง
ปลาชินุกค์ แซลมอน (ปลานิ้ว)   ในน้ำเค็ม ไนไตรท์ 1070 mg-N/L ทำให้ปลาตาย 10 เปอร์เซ็นต์ ใน 48 ชั่วโมง
Americah Oyster (โตเต็มวัย)ในน้ำเค็ม ไนไตรท์   658 mg-N/L ทำให้หอยตาย 50 เปอร์เซนต์ ใน 96 ชั่วโมง
Malaysian Prawn               ในน้ำเค็ม ไนไตรท์   8.60 mg-N/L ทำให้กุ้งตาย   50 เปอร์เซ็นต์ ใน 96 ชั่วโมง
(มั่นสินและไพพรรณ 2544)
ปริมาณไนไตรท์ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ มักจะมีค่าสูงขึ้นตามระยะเวลาการเลี้ยงซึ่งเกิดจากอาหารและการขับถ่ายของสัตว์น้ำ ยกตัวอย่างการเลี้ยงกุ้งบ่อดินขนาด 5 ไร่ (มะลิและคณะ 2544) ในชุดควบคุม 4 บ่อ
เมื่อเลี้ยงไป 1 เดือน ไนไตรท์เฉลี่ย 0.008 mg-N/L
เมื่อเลี้ยงไป 3 เดือน ไนไตรท์เฉลี่ย 0.109 mg-N/L
เมื่อเลี้ยงไป 4 เดือน ไนไตรท์เฉลี่ย 0.641 mg-N/L
สำหรับที่ศูนย์ฯ ของเราบางครั้งตรวจพบไนไตรท์ในบ่อเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรที่มีอายุ 4 เดือน สูงมากถึง 0.8 - 1 mg-N/L ก็มีครับ ซึ่งสำหรับกุ้งแล้วไนไตรท์ ระดับ 0.3 mg-N/L ก็ถือว่าไม่ค่อยดีแล้ว หากมีปัจจัยอื่นที่ไม่ดีเสริม กุ้งก็มักมีปัญหา เช่น โตช้ากว่ากุ้งรุ่นอื่น
แต่ในบ่อคอนกรีตที่ใช้อนุบาลสัตว์น้ำ ส่วนมากพบว่ามีค่าต่ำ ระหว่าง 0.000X mg-N/L ไปจนถึง 0.00XX mg-N/L (โรงเพาะฟักของศูนยฯ ก็มีค่าประมาณนี้) สาเหตุที่ไนไตรท์ต่ำกว่าบ่อดินมีหลายประการมาก เช่น ระยะเวลาอนุบาลสั้น มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมากกว่า น้ำที่นำมาใช้ฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนซึ่งก็ไปกำจัดไนไตรท์จนหมด มีการดูดเก็บตะกอน และไม่มีการสะสมไนโตรเจนที่พื้นเหมือนบ่อดิน เป็นต้น
ดังนั้นหากมีการเลี้ยงสัตว์น้ำแบบต่อเนื่องจึงควรมีข้อมูลของคุณภาพน้ำในบ่อที่เลี้ยง เพราะสัตว์น้ำแต่ละชนิด สภาพบ่อแต่ละแบบ อายุการเลี้ยง ก็จะมีปริมาณไนไตรท์ต่างกันไป การมีข้อมูลคุณภาพน้ำของการเลี้ยงในรุ่นที่ผ่านมาก็จะใช้อ้างอิงได้หากเกิดปัญหา ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำสามารถนำตัวอย่างน้ำมาตรวจคุณภาพได้ฟรี ที่ ศูนย์ฯ หรือ สถานีฯ ที่สังกัดกรมประมงในจังหวัดต่างๆ (สำหรับศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจันทบุรี สามารถนำน้ำมาตรวจวิเคราะห์ได้ฟรี 6 รายการ รายละเอียดชมที่ ห้องวิเคราะห์น้ำ)
 
   
 
เอกสารอ้างอิง
 
  กรรณิการ์ สิริสิงห์. 2544. เคมีของน้ำ น้ำโสโครก และการวิเคราะห์. พิมพ์ครั้งที่ 3 370 หน้า
  นิคม ละอองศิริวงศ์ และยงยุทธ ปรีดาลัมพบุตร. 2546 วิธีวิเคราะห์น้ำเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กลุ่มงานวิจัยระบบและการจัดการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จังหวัดสงขลา สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมง. 211 หน้า
  มะลิ บุณยรัตผลิน มาลินี วิชชาวุธ และชนิทร์ แสงรุ่งเรือง. 2544. การใช้ปุ๋ย NaNO3 เพื่อปรับปรุงการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ. เอกสารวิชาการฉบับที่ 35 /2544 กองเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง. 28 หน้า
  มั่นสิน ตัณฆุลเวศม์ และไพพรรณ พรประภา. 2544. การจัดการคุณภาพน้ำและการบำบัดน้ำเสียในบ่อเลี้ยงปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ เล่ม 1 การจัดการคุณภาพน้ำ. ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณืมหาวิทยาลัย. 319 หน้า.
  ไมตรี ดวงสวัสดิ์ และจารุวรรณ สมศิริ. 2528. คุณสมบัติของน้ำและวิธีวิเคราะห์. ฝ่ายวิจัยสิ่งแวดล้อมสัตว์น้ำ สถาบันประมงน้ำจืดแห่งชาติ กรมประมง. 115 หน้า.
  APHA, AWWA and WPCF. 1980. Standard Method for the Examination Water and Wastewater 15th ed. American Public Health Publisher Inc., New York. 1,134 pp.
 
ศูนย์วิจัยและและพัฒนาประมงชายฝั่งจันทบุรี
ตำบล บางกะจะ อำเภอเมือง จังหวัด จันทบุรี 22000
โทร 0-3945-7987-8 โทรสาร 0-3939-1025
email : crchantaburi@dof.thaigov.net หรือ chanfisheries@yahoo.com