เยี่ยมห้องวิเคราะห์น้ำ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจันทบุรี
ตอน การเลือกซื้ออุปกรณ์วัดพีเอชน้ำให้เหมาะกับการใช้งานและคุ้มสตางค์

     เว็บเพจเยี่ยมห้องวิเคราะห์น้ำ ผมจะแบ่งการนำเสนอออกเป็นหลายตอน สำหรับหน้านี้คือหน้าที่ 7 ขอนำเสนอตอน  การเลือกซื้ออุปกรณ์วัดพีเอชน้ำให้้เหมาะกับการใช้งานและคุ้มสตางค์ (สนใจชม วิธีวิเคราะห์น้ำ อื่นๆ คลิ๊กที่นี่ห้องวิเคราะห์น้ำ)
    

     1. ชนิดของอุปกรณ์วัดพีเอชน้ำ
     2.
ข้อควรคำนึงในการเลือกซื้ออุปกรณ์วัดพีเอช
  3. การเลือกซื้อน้ำยาวัดพีเอช
4. การเลือกซื้อเครื่องวัดพีเอช
5. การเลือกซื้อหัววัดพีเอชและหัววัดอุณหภูมิ
     
 
 
1. ชนิดของอุปกรณ์วัดพีเอชน้ำ
   

การวัดพีเอชน้ำที่ใช้กันในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จำแนกตามวิธีการวัดได้ 2 แบบ

1. ใช้สารเคมี ที่เรียกว่า อินดิเคเตอร์ มีจำหน่ายเป็นชุดทดสอบเบื้องต้น หรือ Test kit ทั่วไปมี 2 รูปแบบ คือ

1.1 แบบกระดาษ
1.2 แบบน้ำ

        วิธีการวัดคือ จุ่มกระดาษหรือหยดน้ำยาลงในน้ำที่ต้องการวัดพีเอช น้ำจะมีสีที่ต่างกันในแต่ระดับค่าพีเอช (ภาพ) จากนั้นนำตารางสีที่ให้มากับชุดทดสอบ เทียบดูว่าสีที่เกิดขึ้นตรงกับค่าพีเอชใด

หยดน้ำยาวัดพีเอชลงในน้ำตัวอย่าง (ซ้าย)
น้ำจะเกิดสีต่างๆ กัน ตามระดับพีเอช (ขวา)
   
   

2. ใช้เครื่องมือ ที่เรียกว่า พีเอชมิเตอร์ ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ตัวเครื่องและหัววัด (pH Electrode) ทั่วไปมี 2 รูปแบบ คือ

2.1 แบบรวม (ตัวเครื่องและหัววัดติดกัน) หรือเรียกกันทั่วไปว่า แบบปากกา
2.2 แบบแยกส่วน (ตัวเครื่องและหัววัดต่อกันด้วยสาย)
มี 2 แบบ คือ แบบพกพา เหมาะกับการใช้งานภาคสนาม และแบบตั้งโต๊ะ เหมาะกับการใช้งานในห้องปฏิบัติการ

        วิธีการวัด โดย จุ่มหัววัดลงในน้ำตัวอย่างที่ต้องการวัด แกว่งแก้วน้ำ หรือใช้แม่เหล็กหมุน และอ่านค่าที่หน้าจอเครื่อง (ตัวเลขหรือเข็มชี้)

แบบรวม (ปากกา) แบบแยกส่วน (พกพา)
เครื่องวัดพีเอชแบบแยกส่วน (ตั้งโต๊ะ) เหมาะกับการใช้งานในห้องปฏิบัติการ
   
 
 
  2. ข้อควรคำนึงในการเลือกซื้ออุปกรณ์วัดพีเอช
   

        การวัดพีเอชของน้ำสามารถใช้ได้ทั้งสารเคมีหรือใช้เครื่องวัดดังกล่าวแล้ว ซึ่งการจะใช้วิธีวัดพีเอชแบบใด มีข้อคำนึงดังนี้

1. งบประมาณ หากจำกัดวงเงินไว้เพียง หลักร้อยบาท ก็สามารถเลือกซื้อได้เฉพาะแบบใช้สารเคมีเท่านั้น แต่หากตั้งงบประมาณไว้ถึง หลักพันบาท ก็สามารถเลือกซื้อเครื่องวัดพีเอชแบบปากกาได้ และหากตั้งงบประมาณไว้ เกือบหมื่นบาท ขึ้นไป ก็สามารถเลือกซื้อเครื่องวัดพีเอชแบบแยกส่วนได้

2. ความละเอียดของค่าพีเอชที่ต้องการ หากไม่ต้องการค่าพีเอชที่ละเอียดมาก เช่น ต้องการความละเอียด 0.3 หรือ 0.5 ก็เลือกซื้อแบบใช้สารเคมีวัดค่าพีเอช หากต้องการความละเอียดมาก เช่น 0.01 ก็จำเป็นต้องเลือกซื้อเป็นเครื่องวัดพีเอชมาใช้งาน

 

 

กระดาษวัดพีเอช

3. จำนวนตัวอย่างน้ำที่ต้องการวัดพีเอช ต้องคำนึงถึงต้นทุนการวัดค่าพีเอชต่อตัวอย่างน้ำ หากจำนวนน้ำตัวอย่างน้อย เช่น เฉลี่ยเดือนละ 50 ตัวอย่าง (ปีละ 600 ตัวอย่าง) การลงทุนซื้อเครื่องวัดพีเอชซึ่งทั่วไปมีราคาหลักหมื่นบาทก็จะไม่คุ้มค่า แต่หากซื้อเป็นสารเคมีประมาณชุดละ 300 บาท วัดพีเอชน้ำได้ประมาณ 200 ตัวอย่าง ต้นทุนค่าวัดพีเอชตัวอย่างละ 1.50 บาท เท่านั้น แต่หากจำนวนน้ำตัวอย่างมีมาก เช่น เฉลี่ยเดือนละ 500 ตัวอย่าง (ปีละ 6,000 ตัวอย่าง) การลงทุนซื้อเครื่องวัดพีเอชมาใช้ก็คุ้มค่า

4. ปริมาตรตัวอย่างน้ำที่ต้องการวัดพีเอช หากตัวอย่างที่ต้องการวัดพีเอชมีปริมาตรน้อย เช่น วัดพีเอชเลือดสัตว์น้ำ การใช้ Test kit เช่น น้ำยาหยดหรือกระดาษวัดพีเอชจะเหมาะสม (ภาพ)

   
5. ทักษะการใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ ควรมีทักษะการใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์บ้าง เนื่องจากการใช้เครื่องวัดพีเอชต้องมีการปรับเทียบมาตรฐานบ่อย รวมทั้งต้องบำรุงรักษาเครื่องเป็นประจำ
   
 
 
  3. การเลือกซื้อน้ำยาวัดพีเอช
   
น้ำยาวัดพีเอชแบบช่วงกว้าง 3-8.5

1. ความแตกต่างของสีที่ระดับพีเอชต่างๆ ควรมีความแตกต่างของสีมากและตรงกับตารางเทียบสีที่ให้มากับน้ำยาวัดพีเอชนั้น

2. ช่วงค่าพีเอชที่ต้องการวัด ทั่วไปน้ำยาวัดพีเอชจะมีแบบช่วงแคบและช่วงกว้าง

       ช่วงแคบ ตัวอย่างเช่น สามารถใช้วัดค่าได้ในช่วงพีเอช 7 ถึง 9 ดังนั้นหากตัวอย่างน้ำ่มีค่าีพีเอชนอกช่วง 7 ถึง 9 ก็ไม่สามารถวัดค่าได้ แต่แบบนี้มีข้อดีคือให้ค่าที่ละเอียดกว่าแบบช่วงกว้าง (ความละเอียดประมาณ 0.3)
       ช่วงกว้าง ตัวอย่างเช่น สามารถใช้วัดค่าได้ในช่วงพีเอช 3 ถึง 8.5 เหมาะสำหรับน้ำที่มีการเปลี่ยนแปลงพีเอชมาก แต่มีข้อเสียคือให้ค่าที่ไม่ละเอียด (ความละเอียดประมาณ 0.5)

   
 
 
  4. การเลือกซื้อเครื่องวัดพีเอช
   
        เครื่องวัดพีเอชแบบแยกส่วน (ตัวเครื่องและหัววัดต่อกันด้วยสาย) เมื่อใช้งานจนหัววัดหมดอายุหรือชำรุดแตกหัก ก็สามารถซื้อหัววัดพีเอชใหม่มาต่อใช้งาน ดังนั้นการเลือกซื้อเครื่องวัดพีเอชแบบแยกส่วน โดยเฉพาะตัวเครื่องซึ่งมีราคาแพงและใช้งานกันยาวนาน ควรเลือกซื้อให้เหมาะกับการใช้งานและให้คุ้มเงิน มีข้อควรคำนึงในการเลือกซื้อดังนี้
   

1. เลือกแบบที่เหมาะกับงาน เครื่องวัดพีเอชแบบแยกส่วนมีจำหน่าย 2 แบบ คือ แบบพกพา และ แบบตั้งโต๊ะ ดังนั้นต้องเลือกให้เหมาะกับการใช้งาน

หากงานที่ทำเป็นการเก็บตัวอย่างน้ำมาตรวจโดยไม่ออกไปตรวจข้างนอก ควรเลือกซื้อเครื่องวัดพีเอชแบบตั้งโต๊ะ

หากงานส่วนใหญ่เป็นการออกภาคสนามหรือวัดพีเอชที่บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ เครื่องวัดพีเอชแบบพกพาก็เหมาะสมกว่า

หมายเหตุ เครื่องวัดพีเอชแบบพกพามีข้อได้เปรียบคือ สามารถนำมาใช้ในลักษณะแบบเครื่องตั้งโต๊ะได้ แต่ต้องซื้อขาตั้งสำหรับจับหัววัดพีเอชเพิ่ม

เครื่องวัดพีเอชแบบตั้งโต๊ะ
   
   

2. ระบบไฟของเครื่องวัดพีเอช

        แบบพกพา ใช้แหล่งพลังงานหลักจากแบตเตอรี่ เช่น ถ่านขนาด AA 4 ก้อน

        แบบตั้งโต๊ะ ใช้แหล่งพลังงานหลักจากไฟบ้าน (220 V)

   

        แต่แนะนำเป็นอย่างยิ่งว่า หากเป็นไปได้ ควรเลือกเครื่องที่ใช้แหล่งพลังงานได้ทั้ง 2 ระบบ เช่น แบบตั้งโต๊ะ ที่ใช้แหล่งพลังงานได้ 2 ระบบ ปกติใช้แหล่งพลังงานหลักจากไฟบ้าน (220 V) แต่หากไฟฟ้าดับก็สามารถเปลี่ยนมาใช้ถ่านไฟฉายแทนได้ ส่วนแบบพกพา ที่ใช้แหล่งพลังงานได้ 2 ระบบ ปกติใช้แหล่งพลังงานหลักจากถ่านไฟฉาย หากนำมาใช้ในอาคารก็สามารถเปลี่ยนมาใช้ไฟบ้าน (220 V) ได้

   
   

3. ปลั๊กของเครื่องวัดพีเอชสำหรับต่อกับหัววัดพีเอช

          เครื่องวัดพีเอชจะมีปลั๊กด้านหลังเครื่องสำหรับต่อกับสายของหัววัดพีเอช โดยทั่วไปมี 3 แบบ

3.1 แบบ BNC มีเขี้ยวล็อค

3.2 แบบ DIN มีซีลยางกันน้ำ
3.3 แบบอื่น ๆ
เช่น ปลั๊กแบบ Twisted รวมปลั๊กหัววัดพีเอชและหัววัดอุณหภูมิในปลั๊กเดียวกัน

 

                              

ปลั๊กแบบ Twisted lock
ปลั๊กต่อหัววัดพีเอช
ซ้าย แบบ BNC               ขวา แบบ DIN
   

        ควรซื้อเครื่องที่มีปลั๊กต่อแบบเดียวกับปลั๊กของหัววัดพีเอชที่หาซื้อได้ง่าย เนื่องจากการใช้งานต้องมีการซื้อหัววัดพีเอชใหม่มาแทนหัววัดพีเอชเดิมที่หมดอายุ หรือชำรุดแตกหัก (อาจซื้อหัววัดพีเอชที่ไม่ใช่ยี่ห้อเดียวกับเครื่องมาใช้)

          หากซื้อเครื่องวัดพีเอชใช้ตั้งแต่ 2 เครื่อง ขึ้นไป ควรเลือกซื้อเครื่องที่มีปลั๊กต่อหัววัดพีเอชแบบเดียวกัน เนื่องจากจะได้ซื้อหัววัดสำรองเพียงหัวเดียว
   
   

4. ปลั๊กของเครื่องวัดพีเอชสำหรับต่อกับหัววัดอุณหภูมิ

        เนื่องจากเครื่องวัดพีเอชต้องการค่าอุณหภูมิเพื่อชดเชยค่าพีเอชให้ถูกต้อง (Temperature Compensation) เครื่องวัดพีเอชจึงมีปลั๊กสำหรับต่อกับหัววัดอุณหภูมิด้วย ซึ่งเป็นปลั๊กแบบ RCA หรือ แบบ Banana (ภาพ)

        เครื่องวัดพีเอชบางเครื่องที่ไม่แพง อาจไม่มีปลั๊กต่อหัววัดอุณหภูมิ แต่ใช้วิธีตั้งค่าอุณหภูมิ (Manual Temperature Compensation, MTC) ซึ่งหากเลือกได้ น่าจะเลือกเครื่องที่มีปลั๊กต่อหัววัดอุณหภูมิ และสามารถชดเชยค่าอุณหภูมิได้ทั้งแบบอัตโนมัติ (ATC) และแบบแมนนวล (MTC)

        หากซื้อเครื่องวัดพีเอชใช้ตั้งแต่ 2 เครื่อง ขึ้นไป ควรเลือกซื้อเครื่องที่มีปลั๊กต่อหัววัดอุณหภูมิแบบเดียวกัน เนื่องจากจะใช้หัววัดทดแทนกันได้

ปลั๊กต่อหัววัดอุณหภูมิ
ซ้าย แบบ RCA            ขวา แบบ BANANA
   
   

5. คุณสมบัติพิเศษของเครื่องวัดพีเอช

        คุณสมบัติพิเศษที่มีมาในเครื่องวัดพีเอชในรุ่นใหญ่ ของแต่ละยี่ห้อ บางอย่างทำให้เครื่องมีราคาสูงขึ้นกว่ารุ่นปกติ ซึ่งต้องดูความจำเป็นว่าต้องใช้คุณสมบัติเหล่านี้หรือไม่ เพื่อประหยัดเงิน ตัวอย่างเช่น

5.1 หน่วยความจำ เครื่องวัดพีเอชบางรุ่นจะมีหน่วยความจำค่าพีเอชที่วัด อาจรวมถึง วัน เวลา ที่วัดพีเอช ซึ่งการออกตรวจตัวอย่างน้ำในพื้นที่ บางครั้งหน่วยความจำเครื่องก็จำเป็นเพราะไม่ต้องเสียเวลาบันทึกข้อมูล

5.2 ความละเอียด โดยทั่วไปค่าพีเอชที่เครื่องวัดแสดงออกมาจะเป็นทศนิยม 2 ตำแหน่ง (0.01) แต่ในเครื่องรุ่นใหญ่ จะวัดได้ถึง 3 ตำแหน่ง (0.001) สำหรับเครื่องที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ วัดค่าได้ทศนิยม 2 ตำแหน่ง ก็เพียงพอแล้ว


5.3 เครื่องเดียวใช้ได้ 2 หัววัด เครื่องวัดพีเอชรุ่นใหญ่ของบางยี่ห้อมีปลั๊กให้ใช้กับหัววัดพีเอชพร้อมกัน 2 หัววัด คล้ายกับมีเครื่องวัด 2 เครื่องในเครื่องเดียว หากมีตัวอย่างในแต่ละวันมาก แบบนี้ก็น่าจะคุ้มค่า

5.4 เครื่องพิมพ์ เครื่องวัดพีเอชรุ่นใหญ่ของบางยี่ห้อมีเครื่องพิมพ์ติดมาด้วย สำหรับพิมพ์ค่าพีเอชที่วัดได้ ค่าที่ปรับเทียบมาตรฐาน เป็นต้น หากเลือกซื้อเครื่องที่เป็นรุ่นเล็กแบบไม่มีเครื่องพิมพ์ ราคาจะถูกกว่า

5.5 วัดคุณภาพน้ำได้หลายพารามิเตอร์ เครื่องวัดพีเอชบางเครื่องสามารถใช้วัดคุณสมบัติน้ำตัวอื่นได้ โดยต้องซื้อหัววัดเพิ่ม เช่น สามารถวัดออกซิเจน และอิออนต่าง ๆ ซึ่งต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก

เครื่องวัดพีเอชแบบตั้งโต๊ะ เครื่องเดียวมีปลั๊กให้เสียบหัววัดพีเอชได้พร้อมกัน 2 หัว (ลูกศรสีชมพู) ซึ่งสามารถใช้งานได้พร้อมกัน (ส่วนลูกศรสีขาวคือปลั๊กหัววัดอุณหภูม)ิ

5.6 ต่อคอมพิวเตอร์ เครื่องวัดพีเอชรุ่นใหญ่ จะให้ปลั๊ก R323 มาด้วย ส่วนรุ่นเล็ก ปลั๊กต่อจะน้อย ราคาจะถูกกว่า

5.7 หน้าจอเครื่อง เครื่องวัดพีเอชรุ่นใหม่ ๆ มีการแสดงค่าที่มีประโยชน์ต่อการวัดพีเอช เช่น การตอบสนองของหัววัดพีเอช การปนเปื้อนหรือการเสื่อมของหัววัดพีเอช เป็นต้น

                                    

ปลั๊ก RS 232
   
   

5. บริการหลังการขาย

          มีบริการหลังการขาย สามารถซ่อมเครื่องได้หากเครื่องมีปัญหา

   
 
 
  5. การเลือกซื้อหัววัดพีเอช (pH Electrode) และหัววัดอุณหภูมิ
   
        เมื่อต้องการซื้อหัววัดพีเอชใหม่มาใช้งาน ควรเลือกซื้อให้เหมาะกับการใช้งาน ซึ่งมีข้อควรคำนึงในการเลือกซื้อดังนี้
   
   

1. เลือกหัววัดพีเอชที่ผลิตขึ้นมาตรงตามคุณสมบัติที่ใช้งาน

        บริษัทผลิตหัววัดพีเอชบางแห่งผลิตหัววัดพีเอชหลายรุ่น ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน เช่น ใ้ช้วัดน้ำเสีย ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม อาหาร ไวน์ เนื้อ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถดูคุณสมบัติของหัววัดได้จากตัวหัววัดพีเอช เช่น ช่วงพีเอชที่สามารถวัดได้ อุณหภูมิที่เหมาะสม เป็นต้น

   
   

2. เลือกหัววัดพีเอชแบบเปิด หรือ ปิด

หัววัดพีเอชแบบเปิด (Refillable Electrode) ต้องเติมน้ำยาเคมี มีช่องเปิดให้เติมน้ำยาเคมี (Electrolyte) ตัวหลักคือ KCl (ภาพ)
หัววัดพีเอชแบบปิด (ไม่เติมน้ำยาเคมี) โครงสร้างส่วนใหญ่เป็นพลาสติก ภายในบรรจุด้วยเจลหรือสารโพลิเมอรไม่มีช่องเปิด (ภาพ) เพราะไม่ต้องเติมน้ำยาเคมี

ซ้าย หัววัดพีเอชแบบเปิดมีช่องเปิด (ลูกศรแดง)
ขวา หัววัดพีเอชแบบปิด
   
   

3. เลือกหัววัดพีเอชแบบรวมหัววัดอุณหภูมิ หรือ ไม่รวมหัววัดอุณหภูมิ

     เครื่องวัดพีเอชต้องการค่าอุณหภูมิเพื่อชดเชยค่าพีเอชให้ถูกต้อง (Temperature Compensation) หากต้องการชดเชยอัตโนมัติ (ATC) ต้องใช้หัววัดอุณหภูมิด้วย ซึ่งอาจใช้แบบหัววัดพีเอชที่มีหัววัดอุณหภูมิรวมอยู่ หรือ แบบแยกหัววัดอุณหภูม

     วิธีการดูว่าหัววัดพีเอชรวมหัววัดอุณหภูมิ หรือ ไม่รวมหัววัดอุณหภูมิ ดูจำนวนปลั๊กที่ปลายสายของหัววัด

แบบไม่รวมหัววัดอุณหภูมิ มีปลั๊ก 1 ตัว คือปลั๊กของหัววัดพีเอชเท่านั้น

แบบรวมหัววัดอุณหภูมิ มีปลั๊ก 2 ตัว คือปลั๊กของหัววัดพีเอชกับของหัววัดอุณหภูมิ (ภาพ)

    หรืออาจสังเกตุได้จากบริเวณปลายหัววัด หากเป็นแบบรวมหัววัดอุณหภูมิ ในบางยี่ห้อจะมองเห็นหัววัดอุณหภูมิได้ชัดเจน (ภาพล่าง)

หัววัดพีเอชที่มีหัวอุณหภูมิรวมอยู่ด้วย

หัววัดพีเอชแบบรวมหัววัดอุณหภูมิ จะมีปลั๊ก 2 ตัว คือปลั๊กพีเอช ซึ่งยี่ห้อนี้ใ้ช้แบบ BNC (ลูกศรชมพู) กับปลั๊กอุณหภูมิแบบ RCA (ลูกศรขาว)

   

          เนื่องจากหัววัดพีเอชแบบรวมหัววัดอุณหภูมิ มีราคาแพงกว่าแบบไม่รวมหัววัดอุณหภูมิ การเลือกซื้อมีข้อแนะนำคือ

หากใช้กับเครื่องตั้งโต๊ะควรซื้อหัววัดพีเอชแบบไม่รวมหัววัดอุณหภูมิ และแยกซื้อหัววัดอุณหภูมิมาใช้ร่วม (ภาพขวามือ) เพราะหัววัดอุณหภูมิ มีอายุการใช้งานยาวนาน เมื่อหัววัดพีเอชหมดอายุ เราก็ทิ้งเฉพาะหัววัดพีเอชเท่านั้น ส่วนหัววัดอุณหภูมิเก็บไว้ใช้ต่อได้ ระยะยาวจะประหยัดกว่า

แต่หากซื้อหัววัดพีเอชมาใช้กับเครื่องพกพาและนำไปวัดในภาคสนาม ควรซื้อหัววัดพีเอช แบบรวมหัววัดอุณหภูมิ แม้จะแพงกว่าแต่ใช้งานสะดวก

หัววัดพีเอชแบบ ไม่รวมหัววัดอุณหภูมิ มีปลั๊ก 1 ตัว คือปลั๊กพีเอช ซึ่งยี่ห้อนี้เป็นแบบ BNC (ลูกศรชมพู) ซึ่งต้องซื้อหัววัดอุณหภูมิ (ลูกศรขาว) มาใช้ร่วม

   
 

 

   

ปลั๊กของหัววัดพีเอช

(ซ้ายปลั๊กแบบ DIN)
(ขวาปลั๊กแบบ BNC)

4. ปลั๊กต่อของหัววัดพีเอช

        ต้องเลือกปลั๊กต่อที่สายของหัววัดพีเอชให้เป็นแบบเดียวกับตัวเครื่องวัดพีเอช โดยทั่วไปเป็นแบบ BNC หรือแบบ DIN

   
   

5. ปลั๊กต่อของหัววัดอุณหภูมิ

        หากหัววัดพีเอชไม่มีหัววัดอุณหภูมิรวมอยู่ ต้องซื้อหัววัดอุณหภูมิมาใช้ร่วม ต้องเลือกชนิดที่มีปลั๊กต่อแบบเดียวกับเครื่องวัดพีเอช

หัววัดอุณหภูมิ (ซ้ายปลั๊กแบบ Banana)
(ขวาปลั๊กแบบ RCA)
   
 
 
ศูนย์วิจัยและและพัฒนาประมงชายฝั่งจันทบุรี
ตำบล บางกะจะ อำเภอเมือง จังหวัด จันทบุรี 22000
โทร 0-3945-7987-8
email : chanfisheries@yahoo.com