ข่าวประชาสัมพันธ์

หอยตะเภา PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม 2012 เวลา 11:40 น.

  

หอยตะเภา

  

  

Donex scortum Linnaeus

ลักษณะทั่วไป

 

หอยตะเภา เป็นหอยสองฝาขนาดใหญ่ (ยาวประมาณ 5-10 ซ.ม.ผิวนอกของเปลือกมีสีเขียวเหลือง บางตัวสีค่อนข้างคล้ำ รูปร่างเป็นรูปสามเหลี่ยมท้ายงอนขึ้นคล้ายท้ายเรือสำเภา ชาวบ้านในบางท้องถิ่นจึงเรียกกันว่า “หอยท้ายเภา” หรือ “หอยท้ายสำเภา”  เปลือกฝาซ้ายและขวาเท่ากัน  และฝาทั้งสองข้างประกบกันสนิท   เปลือกด้านในจะมีสีม่วงอ่อน ฝังตัวอยู่ใต้พื้นทรายซึ่งเป็นทรายปนโคลนตามบริเวณชายหาดที่มีพื้นที่ลาดชันเล็กน้อย หอยพวกนี้จะมีท่อน้ำซึ่งอยู่ตอนท้ายยื่นยาวขึ้นมาเหนือพื้นทรายเพื่อหายใจและกินอาหาร  จัดอยู่ในตระกูลเดียวกันกับหอยเสียบ

D1
D2

แหล่งที่พบ

 

พบแพร่กระจายทั่วไปในเขตมหาสมุทรอินเดีย ในประเทศไทยมีรายงานว่าหอยชนิดนี้พบได้เฉพาะแถบชายฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่ หาดแหลมสน อ.ละงู จ.สตูล เกาะลันตา จ.กระบี่ บางส่วนของจ.ระนอง และหาดปากเมง อ.สิเกา จ.ตรัง โดยในจังหวัดตรังจะพบได้มากที่สุด

การเก็บหอยตะเภาสามารถทำได้ 2 ช่วง คือ เดือนตุลาคม-ธันวาคม และ เดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม แต่จะพบมากในช่วงเดือน ธันวาคม วิธีการอนุรักษ์หอยตะเภา เช่น เพาะเลี้ยงหอยตะเภาเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ควรห้ามเก็บหอยในฤดูวางไข่ เพราะหอยตะเภามีวงจรการพัฒนาเซลล์สืบพันธุ์จนถึงระยะปล่อยเซลล์สืบพันธุ์เพียงแค่ครั้งเดียวในรอบปี คือในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนกรกฎาคมและประกาศเขตห้ามเก็บไว้บางส่วน ห้ามกิจกรรมที่จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อแหล่งที่อยู่อาศัยของหอยตะเภา

D3
D4

ความสำคัญทางเศรษฐกิจ

 

หอยตะเภามีรสชาติหวานอร่อยคล้ายๆ หอยเป๋าฮื้อ เนื้อขาวนุ่มน่ารับประทาน จึงเป็นที่นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย และกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของหาดปากเมง มีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อถึงหน้าหาดกิโลกรัมละ 200-300 บาท เพื่อส่งไปขายต่อยังร้านอาหารในหาดใหญ่และกรุงเทพ หรือรวบรวมส่งออกไปยังประเทศจีน ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์

  

    เนื่องจากหอยตะเภามีรสชาติดีเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคจึงมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 150-220 บาท ทำให้มีการทำการประมงอย่างต่อเนื่องและในปริมาณมากขึ้นทุกปี พ่อแม่พันธุ์ในธรรมชาติลดน้อยลง หอยรุ่นใหม่ๆ มีขนาดเล็กลงตามไปด้วย เกิดปัญหาด้านการขยายพันธุ์ จนทรัพยากรหอยตะเภาในธรรมชาติลดน้อยลง จนถึงระดับใกล้สูญพันธุ์ เช่น กรณีของแหล่งหอยตะเภาบริเวณหาดปากเมง อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ที่ปัจจุบันมีปริมาณทรัพยากรในระดับใกล้สูญพันธุ์ ดังนั้นศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำชายฝั่งตรัง จึงทำการหาแนวทางการเพาะฟักเพื่อให้ได้ลูกหอยจากการเพาะเลี้ยงเพื่อทดแทนลูกหอยธรรมชาติ

     ศูนย์ฯ ได้พยายามทำการทดลองและวิจัยการขยายพันธุ์ของหอยตะเภา และสามารถเพาะสำเร็จในปีพ.ศ. 2544 แต่ลูกหอยที่ได้มีอัตรารอดตายต่ำมาก โดยได้ลูกหอยระยะลงเกาะพื้นเพียง 1% และทยอยตายจนเหลือเพียง 4 ตัว ภายใน 89 วัน ในปี 2552 ศูนย์ฯ ขอการสนับสนุนงบประมาณจากจังหวัดตรังเพื่อดำเนินการเพาะพันธุ์หอยตะเภาอีกครั้ง โดยได้ทำการรวบรวมหอยจากธรรมชาติเพื่อขุนเป็นพ่อแม่พันธุ์ และปี 2553 สามารถเพาะพันธุ์หอยตะเภาจากพ่อแม่พันธุ์ที่ขุนเลี้ยงไว้ได้สำเร็จ และอนุบาลจนลูกหอยมีขนาด 1 – 2 ซม. จำนวน 7,900 ตัว แบ่งลูกหอยดังกล่าวไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติในงานวันอนุรักษ์หอยตะเภาประจำปี 2553 จำนวน 2,000 ตัว ส่วนที่เหลือทำการทดลองเพื่อพัฒนาวิธีการเลี้ยง

     ปี 2554 ศูนย์ฯ พัฒนาปรับปรุงวิธีการเลี้ยงขุนพ่อแม่พันธุ์ โดยใช้ระบบ air-lift ทำให้มวลน้ำในถังเลี้ยงเคลื่อนที่ได้สม่ำเสมอทั่วทั้งถัง พ่อแม่พันธุ์หอยสมบูรณ์เพศดีขึ้น เมื่อขุนเลี้ยงไปได้ 2 เดือน จึงพัฒนารังไข่ได้สมบูรณ์ และเริ่มปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ หลังจากผ่านไป 15 วันพบว่าหอยปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ซ้ำอีกครั้ง เซลล์สืบพันธุ์ที่ได้นำมาเพาะฟักและอนุบาลได้ลูกหอยตะเภาขนาด 0.5 มิลลิเมตร จำนวน 25.000 ตัว แบ่งปล่อยสู่ธรรมชาติบริเวณหาดปากเมง จำนวน 20,000 ตัว

  

การเพาะเลี้ยงหอยตะเภา

 

การรวบรวมพันธุ์

 

 

พันธุ์หอยตะเภาในปัจจุบันรวบรวมมาจากธรรมชาติ เนื่องจากลูกหอยที่ได้จากการเพาะพันธุ์มีขนาดเล็ก ยังไม่สมบูรณ์เพศ โดยจะทำการเก็บบริเวณชายหาดในเวลาที่น้ำลงต่ำสุดของวัน ในช่วงแรมหรือขึ้น 13 ค่ำ จนถึง แรมหรือขึ้น 5-6 ค่ำ แล้วแต่ฤดูกาล

การเพาะพันธุ์

  

ทำความสะอาดเปลือกพ่อแม่พันธุ์หอย ปล่อยให้คายทรายออกมาและเปลี่ยนถ่ายน้ำ จากนั้นกระตุ้นให้หอยปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ โดยปล่อยน้ำออก ทิ้งไว้ 30 นาที เติมน้ำกลับเข้าไปใหม่ ทิ้งไว้ 30 นาที ทำสลับกัน 3 รอบ สังเกตการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ นำไข่มาผสมกับน้ำเชื้อทิ้งไว้ 30 นาที นำไปฟักต่อในถังฟัก ให้อากาศเบาๆ

การขุนเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์

 

 

บ่อหรือภาชนะที่ใช้เลี้ยงหอยตะเภาอาจเป็นบ่อคอนกรีต หรือถังไฟเบอร์กลาส ให้อากาศโดยใช้ระบบแอร์-ลิฟ ทำให้มวลน้ำในถังเลี้ยงเคลื่อนที่ได้สม่ำเสมอทั่วทั้งถัง พื้นก้นถังปูทรายละเอียดปนเลนเพื่อให้หอยฝังตัว ลดการเกิดปรสิต และความเครียด ให้แพลงก์ตอนพืชเป็นอาหารวันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 30,000 – 50,000 เซลล์/มล. ได้แก่ Isochrysis Chaetoceros Dunaliella Tetraselmis และ Chlamydomonas ทำการดูดตะกอนและเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวัน วันละ 1 ครั้ง

D7

D8

 

การอนุบาล

 

อนุบาลตัวอ่อนในน้ำทะเลที่ผ่านการกรองและฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวี ทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำทุก 2 วัน ให้อาหารวันล่ะ 2 ครั้ง และให้อากาศเบาๆ จนลูกหอยลงเกาะพื้น (ใช้เวลา 11-14 วัน) ย้ายไปเลี้ยงในถาดพีวีซีซึ่งก้นกรุด้วยผ้ากรอง โดยให้ระบบน้ำไหลผ่าน และมีอาหารเพียงพอ เมื่อลูกหอยมีอายุ 4 เดือน ( 0.5 ซม.) จึงนำมาเลี้ยงในถังที่มีทรายปนเลน หรือปล่อยกลับลงสู่ทะเล

D6 D5

  

งานวิจัยและบทความเกี่ยวกับหอยตะเภา

1. เพาะพันธุ์หอยตะเภา.. ฟื้นฟูทรัพยากร รำลึกเทศกาลหอยที่ปากเมง : คอลัมน์เลียบรั้วชายฝั่ง จุลสารฅนรักษาเล ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 ปี 2555

2. การทดลองเพาะพันธุ์และอนุบาลหอยตะเภา : รายงานประจำปี 2551 สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดตรัง

3. การพัฒนาเซลล์สืบพันธุ์ และฤดูกาลวางไข่ของหอยตะเภา : รายงานประจำปี 2549 สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดตรัง

 

เรียบเรียงโดย นางสาวอนิดา สงนุ้ย นักวิชาการประมงปฏิบัติการ

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 07 กันยายน 2012 เวลา 15:13 น.