การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์
 

 

มาตรฐาน

งานวิจัย

ประชาสัมพันธ์

 

แก้ไขเมื่อ มกราคม 2550

 


 

 

             การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์นับว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย บุคลากรของกรมประมงและคนทั่วไปเข้าใจแต่เพียงว่า การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์คือ การที่ไม่ใช้ยาและสารเคมีในการผลิตสัตว์น้ำ แต่มองข้ามส่วนประกอบในอาหารสำเร็จรูป ที่มีกากถั่วเหลืองดัดแปรพันธุกรรม (GMOs) เป็นวัตถุดิบ ซึ่ง GMOs เป็นสิ่งที่ห้่ามใช้เด็ดขาดในวงการเกษตรอินทรีย์ ดังนั้น จึงควรทราบหลักการและมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์ ดังนี้

              หลักการเกษตรอินทรีย์ (Principles of organic agriculture) ที่มีการนำมาอ้างอิงกันอย่างกว้างขวาง คือ หลักการของสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM) ซึ่งประกอบด้วยหลักการย่อย 4 ประการ คือ
             1. หลักการด้านสุขภาพ (Principle of health) เกษตรอินทรีย์ต้องเพิ่มพูนสุขภาพทั้งของดิน พืช สัตว์ คน และของโลก
             2. หลักการด้านนิเวศวิทยา (Principle of ecology) เกษตรอินทรีย์ต้องอยู่บนพื้นฐานระบบนิเวศที่หมุนเวียนเป็นวัฏจักรไม่หยุดนิ่ง
             3. หลักการด้านความเป็นธรรม (Principle of fairness) เกษตรอินทรีย์ต้องตั้งอยู่บนความเป็นธรรม มีการแบ่งปันใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นของส่วนรวม ให้คนและสัตว์ได้รับโอกาสในชีวิต
             4. หลักการด้านความดูแลเอาใจใส่ (Principle of care) เกษตรอินทรีย์ต้องมีการจัดการอย่างระมัดระวัง รับผิดชอบในการป้องกันสุขภาพและความเป็นอยู่ของชนรุ่นปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งจัดการป้องกันสิ่งแวดล้อมล่วงหน้า

              หลักการข้างต้นได้นำมาใช้เป็นกรอบในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งการจัดทำข้อกำหนดของมาตรฐานเพื่อการตรวจสอบและรับรอง ข้อกำหนดที่สำคัญ คือ
             1. ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะ
             2. อนุญาตให้ใช้สารบางชนิดในการผลิตและการแปรรูป
             3. ใช้ระบบจัดการผลิตแบบองค์รวม (holistic)
             4. ห้ามใช้ปุ๋ยเคมี
             5. ห้ามใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์
             6. ห้ามใช้สิ่งดัดแปรพันธุกรรม (GMOs)
             7. มีสวัสดิภาพสำหรับสัตว์
             8. มีการจดบันทึกข้อมูลเพื่อตรวจสอบย้อนกลับ

             องค์กรที่มีบทบาทด้านเกษตรอินทรีย์ระดับสากล ได้แก่
             1. สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movements, IFOAM)
             2. สภาสหภาพยุโรป (European Union Council)
             3. โครงการอินทรีย์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (The United States Department of Agriculture's National Organic Program, USDA/NOP)
             4. กระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงของญี่ปุ่น (The Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries, MAFF)
             5. โครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศของสหประชาชาติ (The Codex Alimentarius Commission, Codex)
             องค์กรข้างต้นได้กำหนดมาตรฐานโดยใช้ชื่อที่แตกต่างกันไป ได้แก่ มาตรฐาน (standards) ข้อกำหนด (regulation) แนวทาง (guideline)
            
            องค์กรระดับสากลที่มีมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์ชัดเจนคือ IFOAM ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นต่ำ (IFOAM Basic Standards, IBS) หน่วยรับรอง (Certification Body, CB) สามารถนำไปกำหนดมาตรฐานให้สูงกว่า IBS ได้แต่กำหนดให้ต่ำกว่าไม่ได้ มาตรฐาน IFOAM ที่ใช้ในปัจจุบัน คือ Version 2005

             รัฐบาลได้ประกาศเจตนารมณ์ให้การพัฒนาเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547 และมอบให้สำนักงบประมาณร่วมดำเนินการจัดทำแผนงบประมาณบูรณาการ พัฒนาเกษตรอินทรีย์ ปี 2549 - 2552 ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ในหลักการให้ยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2548

             นโยบายกรมประมงด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์ จะใช้การตลาดนำการผลิต เน้นสัตว์น้ำ 3 ชนิด คือ กุ้งกุลาดำ กุ้งแวนนาไม (กุ้งขาว) และปลาสลิด ปัจจุบัน กรมประมงกำลังดำเนินการจัดตั้ง "ศูนย์พัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสัตว์น้ำอินทรีย์" (ศรอ.)             

               กุ้งทะเลอินทรีย์ในประเทศเอกวาดอร์ได้รับการรับรองจาก Naturland (นา-ทัว-ลัน) หน่วยรับรองจากประเทศเยอรมนีเป็นแห่งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2543 สำหรับในประเทศไทย กรมส่งเสริมการส่งออก ได้สนับสนุนการผลิตกุ้งทะเลอินทรีย์ ร่วมกับกรมประมง และภาคเอกชนคือบริษัท ท็อปออร์กานิกโปรดักส์แอนด์ซัพพลายส์ จำกัด ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 ได้ผลผลิตกุ้งกุลาดำรุ่นแรกเพียง 2 ตัน ไม่สามารถส่งออกได้เนื่องจากสินค้าไม่เต็มตู้คอนเทนเนอร์ จึงขายกุ้งแช่แข็งในประเทศแทน ต่อมาในปี พ.ศ. 2547 บริษัทฯ ผลิตกุ้งได้ 33.5 ตัน เป็นกุ้งกุลาดำ 7.7 ตัน กุ้งขาวแวนนาไม 25.8 ตัน ปัญหาด้านการผลิตคือได้กุ้งที่มีขนาดเล็กกว่า 50 ตัว/กิโลกรัม ขนาดกุ้งที่ตลาดต้องการคือ กุ้งกุลาดำขนาดตั้งแต่ 50 ตัว/กิโลกรัม กุ้งขาวขนาดตั้งแต่ 70 ตัว/กิโลกรัม

                ปัจจุบัน บริษัท STC จำกัด หยุดกิจการด้านกุ้งอินทรีย์ชั่วคราว จึงมีผู้ประกอบการผลิตกุ้งอินทรีย์เพียงรายเดียว คือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ฟาร์มตั้งอยู่ที่ จ.จันทบุรี ได้รับการรับรองจาก Bioagricert หน่วยรับรองประเทศอิตาลี แต่ผลผลิตจากการเลี้ยงยังต่ำมาก และสภาพดินไม่ดี ฟาร์มที่มีศักยภาพที่จะได้รับการรับรองอีกแห่งคือ สุรีรัตน์ฟาร์ม จ.จันทบุรี

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกมาก ดังนี้

1.การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์
2.มาตรฐานผลิตภัณฑ์กุ้งก้ามกรามอินทรีย์ จากการเพาะเลี้ยงของประเทศไทย ตอนที่1
3.มาตรฐานผลิตภัณฑ์กุ้งก้ามกรามอินทรีย์จากการเพาะเลี้ยงของประเทศไทย ตอนที่ 2
4.มาตรฐาน การเลี้ยงสัตว์น้ำจืดอินทรีย์
5.มาตรฐาน การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์
6.มาตรฐานสัตว์นำอินทรีย์
7.โครงการสนับสนุนเกษตรกรเพื่อเพาะเลี้ยงสัตว์นำอินทรีย์ ปี 2550 ของกรมประมง
8.กิจกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ด้านประมง
9.เอกสารการเพาะเลี้ยงสัตว์นำอินทรีย์(แผ่นพับ)
10.มาตรฐานการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดอินทรีย์(แผ่นพับ)
11.เอกสารมาตรฐานกุ้งทะเลอินทรีย์(มกอช รับรอง)
12.หลักเกณฑ์การเพาะเลี้ยงสัตว์นำอินทรีย์2551
13.รายงานผลกิจกรรมสัตว์นำอินทรีย์ปี2550
14.มาตรฐานกุ้งทะเล(มกอช รับรอง)
15.ความคิดเห็นเกี่ยวกับสัตว์นำอินทรีย์
16หลักเกณฑ์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์2551
17.วิธีการเลี้ยงอินทรีย์ที่กรมประมงส่งเสริม
18.มาตรฐานกุ้งทะเลอินทรีย์(มกอชรับรอง)
19.แผนที่ที่ตั้งฟาร์มสัตว์นำอินทรีย์ 2551(ตำบล อำเภอ จังหวัด)
20.การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์ 2551



             ต้องการข้อมูลเริ่องสัตว์น้ำอินทรีย์เพิ่มเติมโปรดติดต่อ:
นายวุฒิ คุปตะวาทิน          นักวิชาการประมง 8 ว
กลุ่มวิจัยและพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง
สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง
โทร./โทรสาร       0 2 558 0213
มือถือ       08 6571 8164
E-mail: wootik@fisheries.go.th