โรคสัตว์น้ำที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน

1. โรคปลาดุก (ลูกปลา)
ปัญหาการเลี้ยง โรคปรสิตและ/หรือ โรคติดเชื้อแบคทีเรีย
ลักษณะของปัญหา
          ปล่อยลูกปลาดุกลงเลี้ยงในบ่ออนุบาลพบว่ามีลูกปลาดุกลอยตาย โดยที่ตัวเป็นแผล ปากเปื่อย ครีบเปื่อย เกิดจากโรคปรสิตและ/หรือแบคทีเรียมีอัตราการรอดตายสูงมาก โดยภายใน 3 – 5 วัน อาจมีการตายสูงกว่า 50%
สาเหตุของปัญหา
          เกิดจากมีเชื้อโรคติดมากับลูกปลาจากโรงงเพาะฟัก และประกอบกับการเตรียมบ่อยังไม่เหมาะสม ปลาจะเริ่มแสดงอาการกกหูบวม หรือครีบเปื่อย ลำตัวมีเมือกมาก ปากเปื่อย และลอยหัวใกล้ผิวน้ำ
วิธีการแก้ไข

  1. กรณีที่ลูกปลาตายมากด้วยเชื้อโรค อาจต้องล้างบ่อ ตากบ่อ และฆ่าเชื้อโรค ด้วยปูนขาว
  2. กรณีที่ลูกปลาป่วยตายยังไม่มาก และตรวจพบปัญหาเชื้อโรคภายนอก เช่น โรคปรสิต ให้ทำการรักษาโดยใช้ฟอร์มาลิน 20 ลิตรต่อบ่อขนาด 1 ไร่ ระดับน้ำลึก ประมาณ 50 เซนติเมตร แช่รักษาปลาทั้งบ่อ การตัดสินใจใช้สารเคมีฟอร์มาลิน ควรปรึกษานักวิชาการประมงอย่างใกล้ชิด

วิธีการป้องกัน

  1. การเตรียมบ่อใหม่ต้องมั่นใจว่า มีการปรับคุณภาพน้ำได้เหมาะสมแล้ว โดยสามารถส่งตัวอย่างน้ำเพื่อทำการวิเคราะห์ได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง
  2. เลือกซื้อลูกพันธุ์ปลาดุกที่แข็งแรง โดยลูกปลาดุกที่ซื้อมาควรผ่านการกำจัดเชื้อโรคภายนอกที่ฟาร์มเพาะพันธุ์ปลาดุกก่อนที่จำนำมาปล่อยในบ่ออนุบาล

2. โรคปลานิล (กระชัง)
ปัญหาการเลี้ยง  ปลาป่วยและตายจากปรสิตและเชื้อโรคต่างๆ
ลักษณะของปัญหา
          ปลามักตายหลายสิบตัวถึงหลายร้อยตัว/กระชัง นานติดต่อกัน 2 – 3 สัปดาห์ อัตราการตายมากกว่า 50% ต่อกระชัง กระชังที่แขวนอยู่ในลำน้ำเดียวกันได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกัน ปลาที่ป่วยและตายมีอาการครีบกร่อน ลำตัวมีรอยแผลตกเลือด เหงือกซีดเน่า ตรวจพบเชื้อโรคหลายชนิด เช่นปรสิตและแบคทีเรีย บางครั้งอาจพบเชื้อราหรือเชื้อไวรัสร่วมด้วย
สาเหตุของปัญหา

  1. ปลาป่วยจะมีอาการติดเชื้อโรครุ่นแรง ซึ่งพบว่าปัจจัยโน้มนำที่ก่อให้ปลาเกิดความเครียดก่อนแสดงอาการป่วยมีหลายประการ เช่น อัตราความหนาแน่นสูง สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงกะทันหัน (ฝนตก น้ำหลาก) คุณภาพน้ำไม่เหมาะสม พันธุ์ปลาไม่แข็งแรง  กระชังสกปรกอุดตัน น้ำไม่สามารถไหลเวียนได้ สาเหตุเกิดจากการเลี้ยงปลาอย่างหนาแน่น เลี้ยงปลาในแหล่งน้ำเดิมเป็นระยะเวลานานทำให้มีของเสียสะสมเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เชื้อโรคหลายชนิดเจริญได้ดี ปรสิตและเชื้อโรคชนิดต่างๆ ที่ตรวจพบได้แก่ ปรสิตภายนอก แบคทีเรีย และในบางพื้นที่มีการตรวจพบเชื้อไวรัส และเชื้อราน้ำในปลานิลป่วย
  2. ขาดการคัดกรองคุณภาพหรือสุขภาพของลูกพันธุ์ปลาก่อนปล่อยลงเลี้ยงในกระชัง
  3. เมื่อมีปลาป่วยหรือตาย ผู้เลี้ยงมักทิ้งปลาป่วยหรือตายนั้นในน้ำนอกกระชัง ซึ่งทำให้การแพร่กระจายโรครวดเร็วขึ้น

วิธีการแก้ไข

  1. ปลาที่มีอาการป่วยและมีสภาพเหงือกเน่า การรักษาด้วยยาหรือสารเคมี มักไม่ได้ผล เนื่องจากตัวเชื้อโรคจะทำลายเหงือก ให้รีบจับขึ้น และสามารถบริโภคได้หากทำให้สุกด้วยความร้อน
  2. ในกระชังที่ตรวจพบปลาเริ่มป่วย ควรจัดวางกระชังให้ห่างกัน และล้างทำความสะอาดกระชังให้กระแสน้ำไหลผ่านกระชังได้ง่ายขึ้นจะช่วยแก้ปัญหาได้ในหลายๆ พื้นที่
  3. การใช้ยาหรือสารเคมีในการรักษาหรือบรรเทาอาการป่วย ทำได้ยากในกรณีของฟาร์มที่มีกระชัง อยู่เป็นจำนวนมากในแหล่งน้ำ และมีการจัดวางกระชังติดกันมากเกินไป  เป็นการยากที่จะทำอุปกรณ์คล้ายถุงไปหุ้มกระชังแล้วใส่ยาหรือสารเคมีกำจัดเชื้อโรคภายนอกที่ทำอันตรายต่อเหงือกปลา
  4. หากเกษตรกรจะใช้ยาหรือสารเคมีในการรักษา ขอให้ปรึกษานักวิชาการประมงก่อน เนื่องจากมีประเด็นด้านเทคนิคการใช้และความปลอดภัยทางด้านอาหารที่ต้องระมัดระวัง

วิธีการป้องกัน

  1. การเลี้ยงปลาในครั้งต่อไป ควรปล่อยปลาให้น้อยลง และควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าลูกพันธุ์ปลามีคุณภาพดีและสุขภาพดี
  2. ในแหล่งน้ำที่มีปัญหาปลานิลในกระชังป่วยอยู่เสมอ ควรระงับการเลี้ยงปลานิลช่วงระยะหนึ่ง หรือสลับเลี้ยงปลาชนิดอื่นแทนปลานิล เพื่อให้เชื้อโรคที่ก่อให้เกิดปัญหาในปลานิลลดน้อยลงไป
  3. กระชังปลานิลควรห่างจากน้ำทิ้งชุมชน หรือโรงงานอุตสาหกรรม และบริเวณน้ำหลากจากพื้นที่น้ำท่วมขัง
  4. ล้างทำความสะอาดกระชังอย่างสม่ำเสมอ