สรุปสถานการณ์ประมง

          จังหวัดนครสวรรค์ เป็นจังหวัดที่อยู่ด้านใต้ของภาคเหนือ มีขนาดเนื้อที่ 5.99 ล้านไร่ เป็นประตูสู่ภาคเหนือของ 17 จังหวัด มีพื้นที่ปกครอง 15 อำเภอ จำนวนประชากร 1,073,495 คน สภาพพื้นที่เป็นแอ่งกระทะลาดลงสู่แม่น้ำสำคัญคือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน่าน แม่น้ำปิง และแม่น้ำยม ซึ่งมีพื้นที่ในช่วงเก็บน้ำสูงสุดประมาณ 3.7 ล้านไร่ และมีแหล่งน้ำประเภทหนองบึงอีกจำนวน 1,272 แห่ง เป็นพื้นที่ประมาณ 162,737 ไร่ 56 ตร.ม โดยมีบึงที่สำคัญของจังหวัด คือ บึงบอระเพ็ด มีพื้นที่จำนวน 132,737 ไร่ 56 ตร.ม. ครอบคลุมพื้นที่  3 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอท่าตะโก อำเภอชุมแสง เป็นแหล่งรวมพันธุ์ปลาที่สำคัญ ของกรมประมง และจังหวัดนครสวรรค์ ดังคำขวัญของจังหวัดที่ว่า

  “เมืองสี่แคว      แห่มังกร
พักผ่อนบึงบอระเพ็ด       ปลารสเด็ดปากน้ำโพ”

          จากสภาพพื้นที่ที่เหมาะสมทำให้มีเกษตรกรประมง ทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นจำนวนมากตามแนวแม่น้ำสำคัญ ในเขต อ.ชุมแสง อำเภอเมือง อ.บรรพต อ.โกรกพระ และ อ.พยุหะคีรี และมีการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประมง (ณ วันที่ 31 ม.ค. 2555) จำนวน 10,028 ราย สร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมด้านประมงของจังหวัด จำนวนกว่า 1,300 ล้านบาท โดยในช่วงเดือนกันยายน – ธันวาคม ที่เกิดอุทกภัย ได้ทำความเสียหายให้เกษตรกรประมง ใน 11 อำเภอ จำนวน 5,899 ราย พื้นที่ประมง 11,768.78 ไร่ มูลค่าความเสียหาย 59.325 ล้านบาท
ส่วนในด้านสัตว์สงวนและคุ้มครองที่เป็นสัตว์น้ำ มีผู้เลี้ยงครอบครองจระเข้ตามทะเบียน จำนวน 41 ราย รวมจำนวน 12,304 ตัว ปลาตะพัด รวมจำนวน 27 ตัว และปลาเสือตอ ปัจจุบันตามทะเบียนไม่มีผู้ทำการเลี้ยง โดยเฉพาะกรณีจระเข้ ทุกปีจะมีเจ้าหน้าที่ออกตรวจสภาพบ่อเลี้ยงและมีประกาศจังหวัดเตือนก่อนจะถึงฤดูน้ำหลากของทุกปี เพื่อเป็นหลักประกันในความปลอดภัยของราษฎร

          ปัญหา/อุปสรรค
1. ด้านบริหารจัดการแหล่งน้ำ เนื่องจากนครสวรรค์ มีแม่น้ำสำคัญหลายสายไหลผ่าน ทำให้หลังฤดูน้ำหลาก เมื่อน้ำเริ่มลดจะมีราษฎรใช้เครื่องมือประจำที่ ประเภท โพงพางปิดทางน้ำ กางกั้น เพื่อจับสัตว์น้ำซึ่งไม่เลือกขนาด/ชนิด ทำให้สัตว์น้ำถูกทำลายอย่างมากในช่วงประมาณ 2 เดือน (ต.ค.-พ.ย.)โดยเจ้าหน้าที่แต่ละหน่วยพยายาม ทำหน้าที่แล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุม และปัญหาลักษณะพื้นที่กว้างขวางและอิทธิพลในพื้นที่ ซึ่งกรณีเช่นเดียวกับ“บึงบอระเพ็ด” ที่ทุกปีจะมีข่าวทางทีวี/หนังสือพิมพ์ เรื่องซ๊อตปลา เนื่องจากปัญหาสะสม สภาพภูมิสังคม ตลอดจนแนวทางนโยบายและความจริงจังของแนวนโยบาย
2. ด้านพัฒนาอาชีพ งานวิจัยด้านประมงไม่มีความแปลกใหม่ ทำให้การเข้าส่งเสริม แนะนำ ยึดรูปแบบเดิม  เน้นปริมาณขาดคุณภาพ ขาดความเชื่อถือ ศรัทธาจากเกษตรกรประกอบกับเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งประจำอำเภอ มีเพียง 7 อำเภอ จาก 15 อำเภอ ทำให้การทำงานเชิงรุกกลำบากและเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ยังไม่รวมใจเดียวกันในทางปฏิบัติ ฟังนโยบายของผู้บังคับบัญชาตามสายบังคับบัญชามากกว่ามองเป้าหมายรวมของกรมประมง เนื่องจากผู้นำหน่วยมีวุฒิภาวะและภาวะผู้นำต่างกัน ตลอดจนวัฒนธรรมองค์กรย่อยที่ตกผลึกมานาน ทำให้การเป็นเอกภาพเป็นหนึ่งเดียวเป็นไปได้ยาก เว้นแต่สร้างภาพฉาบฉวยตามสถานการณ์