การทำฟาร์มเลี้ยงจระเข้

 

การตั้งวัตถุประสงค์ของการเลี้ยง ควรตั้งเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการเลี้ยงให้แน่นอนเสียก่อน เพื่อจะได้วางแผนการจัดการและกิจการได้อย่างถูกต้อง วัตถุประสงค์ของการเลี้ยงพอจะแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1. ฟาร์มจระเข้ขุน เป็นฟาร์มที่เลี้ยงลูกจระเข้ตั้งแต่เล็ก ๆ โดยซื้อลูกจระเข้จากฟาร์มที่เพาะพันธุ์ลูกจระเข้ ลูกจระเข้จะมีอายุประมาณ 2 - 3 เดือน ขนาดประมาณ 30 เซนติเมตร กินอาหารเองได้และมีความแข็งแรงดีแล้ว ทำการเลี้ยงดูจนจระเข้โตได้ขนาดตามที่ตกลงไว้กับฟาร์มที่ซื้อลูกจระเข้มาเพื่อทำการขายคืน แล้วรับลูกจระเข้รุ่นใหม่มาเลี้ยงอีก หรือรับลูกจระเข้มาเลี้ยงทุก ๆ มี เมื่อเลี้ยงครบ 3 ปี จระเข้จะมีขนาดยาว 2 - 3 เมตร ก็ขายคืนฟาร์มเพาะพันธุ์ จากนั้นก็จะมีจระเข้ขายคืนฟาร์มเพาะพันธุ์ทุก ๆ ปี ทำให้มีรายได้ต่อเนื่อง ลักษณะการเลี้ยงแบบนี้มักพบว่าเป็นที่นิยมกระทำกันมาก โดยบางคนใช้จระเข้เป็นเหมือน"ถังขยะที่มีชีวิต" คือถือเป็นตัวทำลายซากสัตว์ เช่น หมู ไก่ ที่เลี้ยงไว้ในฟาร์ม แทนที่จะทิ้งซากสัตว์ไป กลับก่อให้เกิดประโยชน์และผลพลอยได้ตามมา แต่ก็มีบางแห่งที่เลี้ยงโดยไม่ตั้งใจเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากจระเข้ กรณีนี้บ่อที่ใช้เลี้ยงจึงมักเป็นบ่อรวม มีน้ำสะอาด พื้นเรียบ ไม่ขรุขระ และที่สำคัญปริมาณจระเข้ต้องไม่หนาแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการต่อสู้ แย่งอาหาร เจริญเติบโตช้า และแพร่เชื้อโรคได้ การทำฟาร์มลักษณะนี้จะลงทุนน้อย และดูแลง่าย ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ความชำนาญหรือเทคโนโลยีชั้นสูง เหมาะกับเกษตรกรรายย่อย ซึ่งใช้บุคคลในครอบครัวเป็นผู้ดูแลก็พอ

2. ฟาร์มจระเข้เพาะพันธุ์ หรือ การเลี้ยงเพื่อเพาะขายลูก คือการเลี้ยงเฉพาะพ่อแม่พันธุ์ เมื่อผสมได้ลูกออกมาก็ขายเฉพาะลูกไปปีต่อปี เป็นฟาร์มจระเข้ที่ต้องลงทุนสูง ทั้งในด้านของที่ดินและค่าก่อสร้างบ่อเพาะพันธุ์ เพราะต้องเป็นบ่อที่มีขนาดกว้างใหญ่ ไม่สามารถเลี้ยงให้หนาแน่นเหมือนกับจระเข้ขุนได้ และใช้ระยะเวลาในการคืนทุนช้า หากเริ่มเลี้ยงตั้งแต่ลูกจระเข้แรกเกิดต้องใช้เวลานานถึง 10 ปี กว่าจะเริ่มโตเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ หรือหากต้องการความรวดเร็วโดยหาซื้อจระเข้ที่เป็นพ่อแม่พันธุ์เลี้ยงเลย ราคาก็จะสูง ผลตอบแทนได้ลูกเพียงปีละ 1 ครั้ง เพราะจระเข้จะผสมพันธุ์และวางไข่เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ไข่ก็ได้ประมาณ 30 ใบต่อพ่อแม่พันธุ์ 1 คู่ ซึ่งไข่นั้นจะมีเชื้อหรือไม่มีเชื้อก็ได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของพ่อแม่พันธุ์ และการเลี้ยงดู นอกจากนี้อัตราการฟักตัวจะสูงหรือต่ำ ขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้ฟักอีกด้วย ในกรณีนี้จำเป็นต้องมีพ่อแม่พันธุ์ที่มีประสิทธิภาพในการผสมติดสูงและให้ไข่ปริมาณมาก ทั้งนี้จำต้องคัดเลือกจระเข้ตั้งแต่เป็นวัยรุ่นที่มีประวัติมาจากพ่อแม่ โดยทราบแน่ชัดว่าให้ผลผลิตดี การนำมาเข้าคู่ในระยะเป็นวัยรุ่นเลี้ยงในบ่อด้วยอัตราส่วนตัวผู้ต่อตัวเมียเท่ากับ หนึ่งต่อหนึ่งเท่านั้น จะลดอัตราความเสียหายจากการต่อสู้กัดกัน และยังเพิ่มอัตราการผสมติดให้มาขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องมีพื้นที่พอเหมาะแก่จระเข้สองตัว เพื่อหลบหลีกกันได้ เมื่อมีบ่อผสมพันธุ์แล้วย่อมต้องมีตู้ฟักไข่ที่มีประสิทธิภาพ นั่นคือสามารถปรับอุณหภูมิและรักษาอุณหภูมิได้แน่นอน ที่อุณหภูมิ 31 - 32 องศาเซลเซียส อีกทั้งยังมีความชื้นที่สูงเพียงพอ คือ 99 % ขึ้นไป หลังจากลูกจระเข้ฟักเป็นตัวออกมาแล้ว ควรเตรียมบ่ออนุบาลที่ถูกสุขลักษณะ เพื่อรองรับลูกจระเข้ โดยเน้นถึงการรักษาความสะอาดพื้นผิวเรียบและอุณหภูมิน้ำปรับอยู่ที่ 32 องศาเซลเซียส อัตราการรอดตายจะสูงขึ้น ลูกจระเข้ที่รอดจะแข็งแรงและมีผลผลิตเพียงพอส่งออกสู่ตลาด กรณีนี้ผู้ที่จะลงทุนจึงควรมีทุนมากพอที่จะหมุนเวียนในระยะยาวในช่วงแรกอาจได้ผลตอบแทนช้า จนกว่าจะมีความชำนาญในการจัดการที่ถูกต้อง ทั้งในด้านการจัดสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมและความชำนาญในการเพาะฟัก จึงจะได้ผลผลิตที่สูงคุ้มกับการลงทุน

3. การเลี้ยงครึ่งวงจร วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีเงินลงทุนสูงและตั้งใจทำธุรกิจด้านอุตสาหกรรมจระเข้โดยตรง ทั้งนี้เพราะจะต้องมีทั้งพ่อแม่พันธุ์เพื่อขยายพันธุ์ ระบบฟักไข่ ระบบอนุบาล และระบบขุนที่ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพสูง จึงจะให้ผลผลิตคือจระเข้ที่ได้ขนาด,มีหนังคุณภาพดี ซึ่งจำเป็นต้องมีโรงเชือดและชำแหละที่ถูกต้องตามกรรมวิธีเพื่อให้สามารถส่งหนังจระเข้สู่โรงฟัก หรือส่งเป็นหนังดิบแช่เกลือสู่ต่างประเทศต่อไป

4. การเลี้ยงครบวงจร วงจรการเลี้ยงจระเข้ก็คล้ายกันกับวงจรการเลี้ยงปศุสัตว์อื่น ๆ จะต่างกันก็เพียงรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น หากจะขยายความแล้วการเลี้ยงครบวงจรของอุตสาหกรรมจระเข้ก็เริ่มจากมีพ่อแม่พันธุ์ เพาะเลี้ยงลูก ขุนจระเข้รุ่นได้ขนาดเข้าเกณฑ์เพื่อเชือดและลอกหนัง มีกิจการส่งออกหนังดิบ ฟอกหนังและทำผลิตภัณฑ์จากหนังจระเข้ เนื้อจระเข้ นอกจากนี้ยังสามารถผลิตอาหารอื่นมาเลี้ยงจระเข้ได้เองด้วย แต่ก็มีบางโครงการที่ต้องการเพาะลูกจระเข้ได้แล้วจึงส่งไปยังลูกค้า หรือเกษตรรายย่อย ทำหน้าที่รับจ้างเลี้ยงภายใต้เงื่อนไขและกฎเกณฑ์ ด้วยเทคโนโลยีจากฟาร์มแม่ เพื่อให้ได้คุณภาพที่เหมาะสม เมื่อถึงขนาดแล้วก็ขายกลับไปยังฟาร์มแม่ด้วยราคาประกัน ทำลักษณะเดียวกับธุรกิจฟาร์มไก่, ฟาร์มสุกร

5. ฟาร์มจระเข้เพื่อการท่องเที่ยว เป็นฟาร์มจระเข้ที่มีวัตถุประสงค์ทำเพื่อการท่องเที่ยวเป็นหลักกล่าวคือมีจระเข้หลายขนาดอย่างละไม่มากนัก เพื่อให้นักท่องเที่ยวชม จำนวนจระเข้ในฟาร์มมักจะคงที่ เลี้ยงไปเรื่อย ๆ เงินทุนที่ใช้จ่ายมักจะเน้นหนักไปในด้านของการตบแต่งสถานที่ และจะมีส่วนของการจัดสวน ส่วนของการให้ความบันเทิง หรือแม่กระทั่วสวนสนุกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

6. ฟาร์มจระเข้แบบผสมผสาน เป็นฟาร์มจระเข้ที่เป็นทั้งฟาร์มเลี้ยงและฟาร์มเพาะพันธุ์ ลูกจระเข้ที่ได้จากการเพาะพันธุ์อาจจะเลี้ยงไว้ทั้งหมด ในลักษณะจระเข้ขุน หรืออาจทำในลักษณะแบ่งลูกจระเข้ให้ลูกฟาร์มซื้อไปเลี้ยง และเมื่อโตขึ้นก็รับซื้อคืนมาเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ต่อไป ในขณะเดียวกันก็เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้วย การทำฟาร์มจระเข้ลักษณะนี้ควรจะเป็นแบบค่อยเป็นคอยไป ซึ่งจะกินระยะเวลานาน แต่เงินลงทุนจะใช้ไม่มากนัก เมื่อพร้อมในส่วนไหนก็เน้นในส่วนนั้น แล้วค่อย ๆ ขยายให้ใหญ่ขึ้น แต่หากลงทุนในครั้งเดียวจะใช้ทุนสูงมาก

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงจระเข้

นอกจากวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของการเลี้ยงที่ถูกตั้งขึ้นแล้วปัจจัยสำคัญที่มีผลเข้ามาเกี่ยวข้องต่อการตัดสินใจเลี้ยงจระเข้ ที่ต้องถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาประกอบด้วย ได้แก่

1. พันธุ์ การตัดสินใจเลือกว่าจะเลี้ยงจระเข้พันธุ์ใด ย่อมขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาด แหล่งที่มาของพันธุ์ ซึ่งควรต้องเป็นพันธุ์แท้ และมาจากพ่อแม่พันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง สมบูรณ์และแข็งแรง ไม่มีข้อบกพร่องทางพันธุ์กรรม สำหรับประเทศไทยแล้วนิยมเลี้ยงจระเข้น้ำจืด หรือพันธุ์ไทยมากกว่าจระเข้นำเค็ม ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากเหตุผลดังต่อไปนี้ 1.1 พันธุ์จระเข้น้ำจืดหาง่ายกว่าพันธุ์น้ำเค็ม ทั้งนี้เพราะมีฟาร์มที่เลี้ยงขายลูกจระเข้น้ำจืดอยู่หลายแห่ง

1.2 จระเข้น้ำจืดเลี้ยงให้ลูกเร็วกว่า คือเริ่มเมื่ออายุ 10 - 12 ปี ส่วนจระเข้น้ำเค็มจะเริ่มเจริญพันธุ์ในตัวผู้เมื่ออายุ 16 ปี และตัวเมียที่อายุ 10 ปี

1.3 มีการนำลูกจระเข้น้ำจืดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเลี้ยงจึงนับเป็นอีกแหล่งที่คอยสนับสนุนเรื่องพันธุ์มากขึ้น

1.4 ผู้คนเชื่อว่าจระเข้น้ำเค็มต้องเลี้ยงด้วยน้ำเค็ม จึงหันมาเลี้ยงพันธุ์น้ำจืดซึ่งหาแหล่งน้ำได้ง่ายกว่า แต่ความเป็นจริงแล้ว จระเข้น้ำเค็มก็สามารถเลี้ยงได้เป็นอย่างดีในน้ำจืด

1.5 พ่อแม่พันธุ์จระเข้น้ำเค็มมีน้อย ทั้งนี้เพราะในอดีตถูกล่าและส่งหนังออกขายต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากตลาดโลกนิยมหนังจระเข้พันธุ์น้ำเค็มมากที่สุด

2. สถานที่เลี้ยง ข้อนี้รวมทั้งที่ดิน ทำเลที่ตั้ง และบ่อที่ใช้เลี้ยงโดยพิจารณาจากการคมนาคมขนส่ง, การรบกวนต่อเพื่อนบ้านใกล้เคียง, ระบบและสถานที่หรือลู่ทางระบายกำจัดของเสีย ทั้งสิ่งปฏิกูลและน้ำเสีย,ค่าลงทุนในที่ดินกับค่าตอบแทนในการเลี้ยง, การขยายตัวในอนาคต, ขนาดบ่อที่ใช้เลี้ยง, วัสดุพื้นผิวและระบบที่ใช้เลี้ยงจระเข้ ซึ่งขึ้นกับวัตถุประสงค์ที่วางไว้ตั้งแต่แรก

3. แหล่งน้ำ เนื่องจากจระเข้เป็นสัตว์เลื้อยคลาน จึงไม่สามารถปรับอุณหภูมิร่างกายได้ด้วยตนเอง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้สิ่งแวดล้อมเป็นตัวช่วยปรับอุณหภูมิ นั่นคือน้ำ การที่จระเข้ต้องพึ่งพาอาศัยน้ำอย่างมากเป็นเหตุให้ต้องจัดหาน้ำให้เพียงพอ สม่ำเสมอตลอดเวลา อีกทั้งคุณภาพน้ำต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ดีอีกด้วย การเลี้ยงจึงจะประสบผลสำเร็จได้

4. แหล่งอาหาร อาหารที่ดีมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นซากไก่, ปลา, หมู, วัว ฯลฯ ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีน ควรอยู่ไม่ไกลจากที่เลี้ยงนักเพราะการขนส่งไกล ๆ ย่อมทำให้อาหารสดเหล่านั้นบูดเน่า หรือคุณภาพเสื่อมถอยได้ อีกทั้งต้องคำนึงถึงการจัดหาว่าสามารถจัดหาอาหารเหล่านั้นให้ได้สม่ำเสมอ ไม่ใช่ขาด ๆ หาย ๆ อันจะเป็นผลเสียต่อการเลี้ยง รวมถึงราคาที่ต้องอยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะพอดี

5. แหล่งวิชาการ ปัจจุบันการเลี้ยงสัตว์ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตามล้วนจำเป็นต้องอาศัยวิทยาการและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้ได้ผลผลิตคุ้มค่ากับการลงทุน การเลี้ยงจระเข้ก็เช่นเดียวกัน หากสามารถหาแหล่งสนับสนุนทางวิชาการได้ เช่น สมาคมฯ, มหาวิทยาลัย หรือนักวิชาการ เพื่อช่วยชี้แนะให้การดำเนินการเป็นไปในแนวทางที่จักก่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดและคุ้มค่า อีกทั้งหากมีปัญหาเกิดขึ้นก็ย่อมช่วยแก้ไปผ่อนคลายได้ ก่อนที่จะสายเกินไป

6. ทุนทรัพย์ ปัจจัยนี้หากขาดแล้วก็มิอาจดำเนินการอะไรได้เลยไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงจระเข้หรือสัตว์อื่น ๆ แต่หากสามารถควบคุมปัจจัยนี้ได้ โดยใช้ทุกบาททุกสตางค์เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าสูงสุด คิดตรึกตรอง และใช้เหตุผลประกอบกับหลักวิชาการทุกครั้งก่อนใช้เงิน

7. การตลาด มีความสำคัญเป็นอย่างมาก หากเลี้ยงไปแล้วไม่มีตลาดรับซื้อ ผลผลิตราตาตกต่ำไม่คุ้มกับการลงทุน จะสร้างปัญหาได้ผู้ที่ตั้งต้นหรือคิดที่จะเลี้ยงจระเข้ควรศึกษาหาข้อมูลให้ดีเสียก่อน อีกทั้งต้องรู้ขั้นตอนต่าง ๆ ในการค้าจระเข้ ซึ่งรวมถึงระเบียบกฎเกณฑ์ข้อห้ามทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศ (CITES) อย่างถ่องแท้อีกด้วย

( กลับ )