logo

Monday 10th of December 2018

ปลากดเหลือง PDF พิมพ์ อีเมล

 


การเพาะพันธุ์ปลากดเหลือง 

 

 

          ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสกลนครได้คัดเลือกปลากดเหลือง Hemibagrus

nemurus (Valenciennes, 1840)  เป็นปลาประจำศูนย์ฯ  เนื่องจากเป็นปลาที่สำคัญทาง

เศรษฐกิจในพื้นที่ พบได้มากในแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดสกลนคร  และเป็นปลาที่ศูนย์วิจัย

และพัฒนาประมงน้ำจืดสกลนครสามารถเพาะพันธุ์ได้จำนวนมาก และมีเทคนิคการ

เพาะพันธุ์ซึ่งสามารถนำมาเป็นองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรผู้สนใจ และหน่วยงานใน

กรมประมง


ชีววิทยา

ชื่อไทย  กดเหลือง  กดขี้ลิง  กดเหลืองเล็ก

ชื่อสามัญ YELLOW MYSTUS , GREEN CATFISH

ชื่อวิทยาศาสตร์ Hemibagrus nemurus   (Valenciennes, 1840)

ชื่อพ้อง  Bagrus  nemurus.  Macrones  nemurus.  Mystus  nemurus.

 


ภาพที่
1 ปลากดเหลือง  Hemibagrus nemurus   (Valenciennes, 1840)

 

ลักษณะทั่วไป 

          ปลากดเหลืองเป็นปลาน้ำจืดที่ไม่มีเกล็ด ลำตัวกลมยาว หัวค่อนข้างแบนเรียวเป็น

รูปกรวย (conical)กระดูกท้ายทอยยาวถึงโคนครีบหลัง ปากกว้าง ขากรรไกรแข็งแรง มีฟันซี่เล็กๆ

สั้นปลายแหลมเป็นกลุ่ม หรือเป็นแผ่นบนขากรรไกรบน ขากรรไกรล่าง  และบนเพดานปาก

ซี่กรองสั้นเล็กปลายแหลม มี 15 ซี่ มีหนวด 4 คู่  คือ  บริเวณจมูก ริมฝีปากบน ริมฝีปากล่าง

และใต้คางอย่างละ 1 คู่  ซึ่งหนวดคู่แรกและหนวดคู่สุดท้าย จะมีความยาวสั้นกว่าหนวด

คู่ที่สองและคู่ที่สาม ครีบหลังไม่สูงเป็นครีบเดี่ยวอยู่กลางหลังยาวไม่ถึงครีบไขมันซึ่งต่าง

จากปลากดเหลือง Hemibagrus filamentus Fang&Chaux,1949)  ที่มีก้านครีบหลังยาวถึง

ครีบไขมัน  โดยพบก้านครีบแข็ง 1 ก้าน และก้านครีบอ่อน 7 ก้าน  ครีบไขมันเจริญดีมีสีคล้ำ

หรือดำแตกต่างจากสีของลำตัวอยู่บนหลังตามส่วนท้ายของลำตัว  และอยู่ตรงข้ามกับ

ครีบก้น ครีบก้นมีก้านครีบอ่อน 10-11 ก้าน ครีบหูเป็นครีบคู่อยู่หลังบริเวณเหงือกมีเงี่ยงแข็ง

และแหลมคม 1 คู่ มีก้านครีบอ่อนข้างละ 9 ก้าน ครีบท้องมีก้านครีบอ่อน 6-7 ก้าน

ครีบหางเว้าลึกแฉกบนยาวกว่าแฉกล่างประกอบด้านก้านครีบอ่อน 16-17 ก้าน ลักษณะสี

ของลำตัวจะเปลี่ยนไปตามอายุขนาด และแหล่งที่อยู่อาศัย  ปลากดเหลืองที่มีขนาดโตเต็มวัย

ลำตัวบริเวณส่วนหลังมีสีน้ำตาลเข้มปนดำ บริเวณข้างลำตัวมีสีน้ำตาลปนเหลือง บริเวณ

ส่วนท้องมีสีขาว ฐานครีบอก  ครีบท้อง  ครีบก้น มีสีเทาเจือชมพู  ครีบหลัง ครีบหางมีสีเขียว

ซีดจาง ปลายครีบมีสีเทาปนดำ ดวงตามีขนาดปลานกลาง ปลากดเหลืองที่พบโดยทั่วไปมีขนาด

20-25 เซนติเมตร แต่เคยพบขนาดใหญ่สุดกว่า 60 เซนติเมตร ปลาชนิดนี้มีกระเพาะลม

ซึ่งมีลักษณะกระเพาะลมตอนเดียวคล้ายรูปหัวใจ ทำหน้าที่ช่วยในการทรงตัว ใช้ปรับความ

ถ่วงจำเพาะของตัวปลาให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย เพื่อให้สามารถลอยตัวอยู่ในน้ำ

ที่ระดับต่าง ๆ ได้ตามความต้องการ               


ถิ่นอาศัย 
         
         
ในพื้นที่จังหวัดสกลนครพบการแพร่กระจายทั่วไปตามแหล่งน้ำธรรมชาติทั้งแหล่งน้ำเปิด

และแหล่งน้ำปิด ในประเทศไทยนั้นพบแพร่กระจายอยู่ทั่วไป  ตั้งแต่ลุ่มน้ำแม่กลองจนถึงลุ่ม

น้ำโขงและลุ่มน้ำเจ้าพระยา 


นิสัยการกินอาหาร

          ปลากดเหลืองจัดเป็นปลาประเภท  ปลากินเนื้อ (Carnivorous  Fish)  หากินในเวลา

กลางคืนมีกระเพาะอาหารที่มีลักษณะเป็นถุงตรงยาว  ผนังหนาสีขาวขุ่น  นิสัยการกินอาหาร

ในธรรมชาติ ได้แก่ ปลาขนาดเล็ก ตัวอ่อนแมลงหรือแมลงในน้ำ กุ้งน้ำจืด เศษพันธุ์ไม้น้ำ

และหอยฝาเดียว เป็นต้น 


เทคนิคการเพาะพันธุ์ปลากดเหลือง

          ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสกลนครเพาะพันธุ์ปลากดเหลืองในโครงการพื้นฟู

ปลาไทยเป็นชนิดแรกๆ  เนื่องจากศูนย์ฯ  มีแหล่งพ่อแม่พันธุ์ปลาในธรรมชาติค่อนข้างมาก

เช่น หนองหารและลำน้ำสงคราม  ซึ่งทั้งสองแหล่งดังกล่าวสามารถรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ได้

ในช่วงที่แตกต่างกัน  คือ ในหนองหารสามารถรวบรวมพ่อแม่พันธุ์จากบันไดปลาบริเวณ

ประตูสุรัสวดีในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายนของทุกปี  ซึ่งเป็นช่วงที่ปลาอพยพผ่าน

บันไดปลาเข้าสู่หนองหาร  ส่วนในลำน้ำสงครามรวบรวมได้โดยการซื้อพ่อแม่พันธุ์จากชาว

ประมงที่รวบรวมในช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคมของทุกปีการเพาะพันธุ์ปลากดเหลืองใน

ช่วงแรกๆ  ของศูนย์ฯ  ใช้วิธีฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์กระตุ้นให้ตกไข่  จากนั้นทำการผสมเทียม

โดยการรีดไข่และผ่าน้ำเชื้อมาผสมเทียมกัน  ต่อมาจึงเปลี่ยนมาใช้วิธีการเพาะพันธุ์โดยใช้วิธี

เลียนแบบธรรมชาติ  โดยฉีดกระตุ้นพ่อแม่พันธุ์ด้วยฮอร์โมนสีงเคราะห์แล้วปล่อยให้ผสมพันธุ์

กันเอง  ซึ่งวิธีนี้สามารถเพาะพันธุ์ลูกปลากดเหลืองได้ดีและไม่ต้องสูญเสียปลาตัวผู้จากการ

ผ่าเพื่อเอาน้ำเชื้อด้วย 


แหล่งพ่อแม่พันธุ์

          พ่อแม่พันธ์ปลากดเหลืองของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสกลนคร ปัจจุบันใช้

พ่อแม่พันธุ์จาก 2  แหล่ง  ได้แก่

           1.       พ่อแม่พันธุ์ที่ได้จากการเพาะพันธุ์ปลากดเหลืองภายในศูนย์ฯ  และทำการคัด

เลือกจากลูกปลาที่ผลิตได้ในแต่ละปี  ำมาขุนเลี้ยงเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์

           2.       รวบรวมพ่อแม่พันธุ์จากแหล่งน้ำธรรมชาติ    โดยแหล่งรวบรวมหลัก  ได้แก่ 

หนองหารและแม่น้ำสงคราม  เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมของปลากดเหลือง

ที่เพาะในศูนย์ฯ 


การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์

          เมื่อขุนเลี้ยงปลากดเหลืองที่ได้จากการเพาะพันธุ์จนได้ปลาพ่อแม่พันธุ์อายุ 1 ปี ขึ้นไป 

ทำการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์นำไปเลี้ยงในบ่อดินขนาด  600  ตารางเมตร  ที่ระดับน้ำลึก  1.2  เมตร 

โดยปล่อยพ่อแม่พันธุ์แบบรวมเพศ  อัตราปล่อย  3.5  ตัวต่อตารางเมตร หรือจำนวน  2,100  ตัว

ต่อบ่อน้ำหนักแม่พันธุ์เฉลี่ย 150  กรัม และพ่อพันธุ์น้ำหนักเฉลี่ย  100  กรัม   

 

อาหารและการให้อาหารพ่อแม่พันธุ์

          การให้อาหารพ่อแม่พันธุ์ปลากดเหลืองแยกออกเป็น 2 ช่วงเวลา  ได้แก่

          ช่วงแรกระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนเมษายน  ให้อาหารเม็ดลอยน้ำสำหรับปลาดุกรุ่น

โปรตีนไม่น้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์  วันละ 1 ครั้งๆ ละ 3 กิโลกรัมต่อบ่อ 

          ช่วงที่ 2 ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน  ให้อาหารไก่ไข่ชนิดเม็ดโปรตีนไม่น้อย

กว่า 16 เปอร์เซ็นต์ วันละ  1  ครั้งๆ ละ  2  กิโลกรัม โดยในช่วงแรกจะเปลี่ยนถ่ายน้ำตามความ

เหมาะสมแต่ในช่วงที่ 2  ทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกสัปดาห์ในวันศุกร์  โดยลดน้ำลง  30 

เซนติเมตรจากระดับน้ำในบ่อ  120  เซนติเมตร แล้วเพิ่มน้ำให้เท่าระดับเดิม ในการเลี้ยง

พ่อแม่พันธุ์ในบ่อดินนี้ไม่มีการใช้เครื่องเพิ่มอากาศในบ่อพ่อแม่พันธุ์ 


ฤดูเพาะพันธุ์    

           ศูนย์ฯ เริ่มทำการเพาะพันธุ์ปลากดเหลืองตั้งแต่เดือนมิถุนายนของทุกปี  โดยหยุดให้

อาหารก่อนการเพาะพันธุ์  1-2  วัน  จากนั้นทำการรวบรวมพ่อแม่พันธุ์โดยใช้อวนตาถี่ 

ทำการคัดเพื่อคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีความสมบูรณ์เพศมาทำการเพาะพันธุ์โดยการกระตุ้น

ด้วยฮอร์โมนสังเคราะห์  (Buserelin  Acetate) 


การคัดเลือกพ่อ-แม่พันธุ์   

          พ่อแม่พันธุ์ต้องมีอายุมากกว่า 1 ปี โดยมีน้ำหนักเฉลี่ยของพ่อพันธุ์มากกว่า  100  และ

น้ำหนักเฉลี่ยของแม่พันธุ์มากกว่า  200  กรัม   โดยลักษณะของแม่พันธุ์ที่มีความพร้อม  ส่วนท้อง

จะอูม ผนังท้องบางนิ่ม  ช่องเพศกลมขยายใหญ่สีชมพู   ส่วนในพ่อพันธุ์ลำตัวเรียวยาว  ช่องเพศ

มีติ่งเรียวแหลมสีชมพูเข้ม  ไม่พิการ เมื่อรีดจากส่วนท้อง จะมีน้ำเชื้อไหลออกมาลักษณะมีสีขาวขุ่น 

 

 ภาพที่ 2 แสดงความแตกต่างของติ่งเพศของปลากดเหลืองเพศเมีย (ซ้าย) และเพศผู้ (ขวา)

 

 

 

ภาพที่ 3 แสดงความแตกต่างภายนอกของปลากดเหลืองเพศเมีย (ล่าง) และเพศผู้ (บน) 


การเพาะพันธุ์ปลากดเหลือง  

          ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสกลนครดำเนินการเพาะพันธุ์ปลากดเหลือง  โดยวิธี

การใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ Buserelin  Acetate (BUS)  ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์  Domperidone

ฉีดกระตุ้นให้แม่พันธุ์ให้วางไข่  และพ่อพันธุ์ให้สร้างน้ำเชื้อ  อัตราการการฉีดฮอร์โมนกระตุ้น

พ่อแม่พันธุ์นี้จะใช้ความเข้มข้นของฮอร์โมนต่างกัน  โดยแม่พันธุ์ปลาใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์

Buserelin  Acetate ในอัตรา 20  ไมโครกรัมต่อน้ำหนักปลา 1 กิโลกรัม ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ 

10  มิลลิกรัมต่อน้ำหนักปลา กิโลกรัม  ส่วนพ่อพันธุ์ปลาฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ Buserelin 

Acetate ในอัตรา 10  ไมโครกรัมต่อน้ำหนักปลา 1 กิโลกรัม  ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัม 

ต่อน้ำหนักปลา 1 กิโลกรัม  โดยฉีดฮอร์โมนกระตุ้นเข็มเดียว  บริเวณใต้ครีบท้องพร้อมกันทั้ง

แม่พันธุ์และพ่อพันธุ์  

 

 ภาพที่ 4  อุปกรณ์และวัสดุที่ใช้ในการผสมเทียม

 

 ภาพที่ 5 การฉีดฮอร์โมนกระตุ้นบริเวณใต้ครีบท้อง


การผสมพันธุ์     

          หลังจากฉีดฮอร์โมนกระตุ้นพ่อแม่พันธุ์ปลากดเหลือง   นำพ่อแม่พันธุ์ปล่อบลงในกระชัง

ผ้าโอล่อนแก้วขนาด  2.5x4x1.5 เมตร ระดับน้ำลึก 1  เมตร  อัตราแม่พันธุ์  40  ตัว ต่อพ่อพันธุ์ 

80  ตัว (อัตรา 1  ต่อ 2) ให้ทำการผสมพันธุ์กันเองโดยวิธีปล่อยไล่ 

              

   ภาพที่ 6 ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงกระชังเพาะพันธุ์


การฟักไข่    

          หลังจากปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์ลงผสมพันธุ์ประมาณ  10-12  ชั่วโมง  แม่พันธุ์จะเริ่มวางไข่

ซึ่งไข่ของปลากดเหลืองจะติดกับกระชังผ้าโอล่อนแก้ว   หลังจากนั้น  ทำการย้ายพ่อ-แม่พันธุ์

ปลากดเหลืองออกจากกระชัง   โดยค่อยๆ  ไล่พ่อแม่พันธุ์มารวมกันด้านใดด้านหนึ่งของกระชัง

แล้วใช้ตะกร้าตักพ่อแม่พันธุ์ออกจากกระชังปล่อยให้ไข่ฟักในกระชังผ้าโอล่อนแก้ว   โดยดูแล

ระบบฟักไข่โดยให้ออกซิเจน  และน้ำไหลผ่านตลอดเวลาประมาณ  20  ลิตรต่อนาที  ไข่จะฟัก

เป็นตัวภายใน  26-30 ชั่วโมง และถุงไข่แดงยุบภายใน 3 วัน  แม่พันธุ์ปลากดเหลืองจำนวน 

40 ตัว  ได้ลูกปลาประมาณ120,000 ตัว (แม่ปลา 1 กิโลกรัม ให้ลูกปลาประมาณ  20,000 ตัว) 

 

 ภาพที่ 7 การแยกพ่อแม่พันธุ์ปลากดเหลืองออกเมื่อแม่ปลาปล่อยไข่แล้ว

 

 ภาพที่  8   ลักษณะไข่ปลากดเหลืองที่ติดอยู่กับกระชัง


การอนุบาลในบ่อซีเมนต์  
 

          ในระยะแรกหลังจากฟักออกเป็นตัวประมาณ  3  วัน  ถุงไข่แดงจะยุบ  ในวันที่ 3 เริ่มให้

ไข่แดงต้มสุกละลายน้ำผ่านผ้าโอล่อนแก้วให้ลูกปลากดเหลืองกินเป็นอาหาร  โดยให้ในอัตรา

ไข่แดง 1 ฟองต่อกระชัง  จำนวน 3  เวลา  เช้า  เที่ยง  เย็น เป็นเวลา 2  วัน  และเสริมด้วยไรแดง

ที่กรองเอาเฉพาะตัวอ่อนผ่านสวิงผ้าตาพริกไทย  ปริมาณการให้ไรแดง  จะให้ไรแดง  10  ตัว

ต่อลูกปลากดเหลือง  1  ตัว หรือไรแดง  3,000  ตัวต่อน้ำ 1 ลิตร  จำนวน 3 เวลา  เช้า  เที่ยง 

เย็น  เป็นเวลา  3  วัน  สังเกตว่าถ้าลูกปลาว่ายออกจากขอบผ้าไม่เกาะตามเนื้อผ้าจึงนำลง

อนุบาลในบ่อดิน  ในวันที่  4  ต่อไป 


การอนุบาลในบ่อดิน          

          เตรียมบ่อดินขนาด  600  ตารางเมตร   ตัดหญ้ารอบบ่อให้สะอาด   หว่านปูนขาว  5 

กิโลกรัม  และใส่ปุ๋ยขี้ไก่  3  กิโลกรัม  แล้วจึงเติมน้ำสูง  60  เซนติเมตร  จากนั้น  1  วัน  ปล่อย

ลูกปลาลงอนุบาล  จำนวน  120,000  ตัว 

 

 

ภาพที่  9  การเตรียมบ่อดินสำหรับอนุบาลลูกปลากดเหลือง


          การให้อาหารลูกปลาหลังจากปล่อยลูกปลาลงอนุบาลในบ่อดิน  ให้ไรแดงวันละ 2 

กิโลกรัม จำนวน  3  วัน   พร้อมนี้ให้อาหารปลาป่นผสมรำ (อัตราส่วนปลาป่น 1 ส่วน

รำ 2 ส่วน)  ผสมน้ำให้เปียกปั้นเป็นก้อนหว่านให้กินรอบบ่อวันละ  1  ครั้งๆ ละ  5  กิโลกรัม

(1-10 วัน)  หลังจากนั้นให้อาหารปลาป่นผสมรำ  แบบแห้งหว่านให้กินวันละ 1 ครั้งๆ

ละ 5 กิโลกรัม    

 

 

 

ภาพที่  10  การให้อาหารลูกปลากดเหลืองช่วงสัปดาห์ที่  2-4

 

 

         หลังจากปล่อยลูกปลา 7 วัน  ให้สาดน้ำมันดีเซล  5  ลิตร  เพื่อกำจัดแมลง (ควรสาดเมื่อ

มีแดดจัด) เมื่อลูกปลากดเหลืองมีอายุ  10  วัน  ทำการตรวจสอบอัตราการรอดระยะแรก

โดยใช้อวนผ้าโอล่อนลากบริเวณมุมบ่อ ถ้าพบว่ามีลูกปลากดเหลืองรอดให้เพิ่มน้ำขึ้น

อาทิตย์ละ 20 เซนติเมตร  จนได้ระดับน้ำ 1 เมตร ระยะเวลาอนุบาลในบ่อดิน   25 - 30  วัน 

ได้ลูกปลากดเหลืองขนาด  3- 5 เซนติเมตร  จำนวนประมาณ  84,000   ตัว  โดยมีอัตรารอด

ประมาณร้อยละ  70 

 

การลำเลียงลูกปลาวัยอ่อน

          ทำการงดอาหารก่อนทำการรวบรวมลูกปลากดเหลือง 1-2  วัน  จากนั้นลดน้ำลง

ประมาณร้อยละ  50  ทำการลากอวนจับลูกปลา  1-2  เที่ยว  จากนั้นจึงลดน้ำจับปลา

ก้นบ่อส่วนที่เหลือทั้งหมด พักปลาไว้ในเปลผ้าโอล่อน  6-8  ชั่วโมง  จากนั้นจึงทำการ

บรรจุเพื่อลำเลียงปลาต่อไป  กรณีปลาขนาด  3-5  เซนติเมตรศูนย์ฯ  ใช้วิธีการลำเลียง

ด้วยการถุงพลาสติก  โดยใช้ถุงพลาสติกซีลโค้ง ขนาดกว้าง  20  นิ้ว  ยาว 30 นิ้ว  บรรจุ

ลูกปลาได้  500  ตัว  ส่วนการลำเลียงระยะใกล้ๆใช้เวลาไม่เกิน  1  ชั่วโมงลำเลียงโดย

ถังแบบเปิดถังขนาด  1,000  ลิตรลำเลียงได้ 20,000  ถึง  25,000  ตัว ซึ่งแต่เดิมศูนย์ฯ

ใช้วิธีนี้ในการนำลูกปลาที่ได้ปล่อยในหนองหาร  และอ่างเก็บน้ำใกล้ๆ  เพราะลดขั้น

ตอนการบรรจุลำเลียงสำหรับการปล่อยพันธุ์ปลากดเหลืองในแหล่งน้ำและการเลี้ยง

ปลากดเหลืองทั้งในบ่อดินและในกระชัง  ทางศูนย์ฯ จะได้นำเสนอในโอกาสต่อไป 


อกสารอ้างอิง 
 

กรมประมง. 2538.  ปลากดเหลือง.  เอกสารเผยแพร่  กองประมงน้ำจืด, กรมประมง.  56  หน้า   

สำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด. 2553. ปลาไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา. กรมประมง, กรุงเทพฯ. 96 หน้า 

 Mind Map ปลากดเหลือง  ของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสกลนคร

SWOT Analysis เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพปลาประจำหน่วยงาน ปลากดเหลือง

                                       ศพจ.สกลนคร


S: จุดแข็ง


S1

มีพ่อแม่พันธุ์ปลากดเหลืองที่เลี้ยงไว้พร้อมจะดำเนินการเพาะพันธุ์ปลากดเหลืองได้ทันที

 

S2


มีองค์ความรู้ในการเพาะพันธุ์ปลากดเหลืองและอนุบาลลูกปลากดเหลือง

S3

มีอุปกรณ์และบ่อพร้อมสำหรับใช้ในการผลิตพันธุ์ปลากดเหลือง

S4

สามารถผลิตลูกพันธุ์ปลากดเหลืองได้ในปริมาณมาก

S5

สามารถผลิตลูกพันธุ์ปลากดเหลืองเพื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติภายในจังหวัดสกลนคร

S6

อยู่ใกล้แหล่งรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลากดเหลืองจากธรรมชาติ
  เช่น  แม่น้ำสงคราม  และลำน้ำก่ำ
 


W: จุดอ่อน


W1

ขาดข้อมูลด้านการเลี้ยงปลากดเหลือง
  เช่น  การเลี้ยงในกระชัง  ในบ่อดิน

W2

ประสบปัญหาในการอนุบาลลูกปลาในบ่อดินในบางช่วง
  เช่น  สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงกระทันหัน 

 

W3


ขาดข้อมูลรูปแบบการอนุบาลที่เหมาะสมสำหรับแต่ละช่วงเวลาในการอนุบาล

W4

ขาดข้อมูลการประเมินผลผลิตปลากดเหลืองที่ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ

W5

ข้อมูลด้านชีววิทยาของปลากดเหลืองไม่ครบถ้วน เช่น
  พัฒนาการของลูกปลาวัยอ่อน  คัพภะวิทยา

W6

ขาดอุปกรณ์ในการศึกษาวิจัยคัพภะวิทยา
  เช่น กล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูงพร้อมอุปกรณ์ถ่ายภาพ
W7
บุคลากรฝ่ายผลิตมีจำนวนน้อย
  ทำให้ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานในช่วงที่มีการดำเนินการผลิตพันธุ์ปลาในปริมาณมาก
   


O: โอกาส


O1

กรมประมงมีนโยบายในการอนุรักษ์และฟื้นฟูพันธุ์ปลาพื้นเมือง

O2

มีแหล่งน้ำภายในจังหวัดที่จะสามารถปล่อยพันธุ์ปลากดเหลืองเพื่อการอนุรักษ์
  และเพิ่มผลผลิตปลากดเหลืองได้

O3

เกษตรกรให้ความสนใจที่จะนำไปเลี้ยงในบ่อของเกษตรกร

O4

มีความเป็นไปได้ในการพัฒนาการเลี้ยงปลากดเหลืองเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสกลนคร

O5

ปลากดเหลืองเป็นที่นิยมบริโภคและมีราคาจำหน่ายค่อนข้างสูง
 

 


T: อุปสรรค


T1

สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไม่คงที่ทำให้การเพาะเลี้ยงประสบปัญหา
 

T2

ช่วงระยะการเพาะพันธุ์ปลากดเหลืองค่อนข้างสั้น
  (เพาะได้ในเดือนมิถุนายน - สิงหาคม)

T3

ปลากดเหลืองมีการเจริญเติบโตช้า
 

แนวความคิด/ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาปลากดเหลือง
ของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสกลนคร

1. เพิ่มปริมาณผลผลิตปลากดเหลืองในแหล่งน้ำธรรมชาติของจังหวัดสกลนคร
2. อนุรักษ์และเพิ่มความหลากหลายของปลากดเหลืองในธรรมชาติ
3. การเลี้ยงปลากดเลืองในพื้นที่เพื่อเป็นอาชีพ

กลยุทธ์การดำเนินงาน

1. เพิ่มปริมาณการผลิตพันธุ์ปลากดเหลืองเพื่อปล่อยลงสู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติของจังหวัดสกลนคร
2. ประเมินผลผลิตปลากดเหลืองจากการปล่อยในแหล่งน้ำ
3. ส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงปลากดเหลืองในพื้นที่

แผนในการดำเนินงานครึ่งปีหลังของงบประมาณ 2554

กิจกรรม

แผนการดำเนินงาน ปี 2554

เม.ย.

พ.ค.

มิ.ย.

ก.ค.

ส.ค.

ก.ย.

1. ผลิตลูกพันธุ์ปลากดเหลืองเพื่อปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ

 

 

 

 

 

2. สนับสนุนพันธุ์ปลากดเหลืองแก่เกษตรกรผู้สนใจทดลองเลี้ยง

 

 

 

 

 

3. การทดลองเลี้ยงปลากดเหลืองในบ่อดินและในกระชัง

 

 

 

 

 

4. วางแผนการสำรวจปริมาณปลากดเหลืองในแหล่งน้ำธรรมชาติของจังหวัดสกลนคร

 

 

 

 

 

 

สรุปผลการดำเนินงานตามแผนพัฒนาปลาประจำหน่วยงาน
ระหว่าง
1 เมษายน ถึง 31 สิงหาคม  2554

จากการดำเนินงานตามแผนพัฒนาปลาประจำหน่วยงาน  ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสกลนคร  ได้ดำเนินการผลิตพันธุ์ปลากดเหลือง Hemibagrus nemurus   (Valenciennes, 1840) เพื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดสกลนคร  จำนวน 100,000 ตัว  ที่หนองหมากแซว  ตำบลโพนงาม  อำเภออากาศอำนวย  จังหวัดสกลนคร  พื้นที่ 720  ไร่  เมื่อวันที่ 23  สิงหาคม  2554  ซึ่งยังไม่ได้ดำเนินการประเมินผลผลิต  คาดว่าจะดำเนินการประเมินผลผลิตในปีถัดไป

นอกจากนี้  ศูนย์ฯ ได้ดำเนินการทดลองเลี้ยงปลากดเหลืองในบ่อดินและในกระชัง    เพื่อเก็บข้อมูลด้านการเจริญเติบโต  และต้นทุนการผลิต  นำมาวิเคราะห์จุดคุ้มทุนสำหรับการเลี้ยงปลากดเหลืองทั้งสองรูปแบบ ซึ่งจากการทดลอง  พบว่า

ปลากดเหลืองที่เลี้ยงในบ่อดินอัตราปล่อย 6 ตัวต่อตารางเมตร ในบ่อดินขนาดพื้นที่ 500 ตารางเมตร  จำนวน  3,000  ตัวต่อบ่อ  ระยะการเลี้ยง 10 เดือน  ความยาวเริ่มต้นและน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ยเท่ากับ  11.05 เซนติเมตร  และ 10.71 กรัม ตามลำดับ  หลังสิ้นสุดการทดลอง  ปลากดเหลืองที่เลี้ยงในบ่อดินมีความยาวสุดท้ายและน้ำหนักสุดท้ายเฉลี่ยเท่ากับ 19.96  เซนติเมตร  และ  50.78 กรัม  ตามลำดับ  มีน้ำหนักเพิ่มต่อวัน 0.130 กรัมต่อวัน  อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะ 0.504 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน อัตรารอด 62.30 เปอร์เซ็นต์ อัตราแลกเนื้อ 2.7  และอัตราการกินอาหาร 1.75 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน  การกระจายน้ำหนักของปลากดเหลือง  เมื่อสิ้นสุดการทดลองพบปลากดเหลืองขนาดเล็กมากที่สุดถึง 37.06 เปอร์เซ็นต์  และจากการวิเคราะห์ผลผลิต  ต้นทุนการผลิต  และผลตอบแทนต่อการลงทุน  พบว่า  ได้ผลผลิตปลากดเหลืองรวม  94.90  กิโลกรัม  โดยมีจุดคุ้มทุนของราคาขายเท่ากับ 134.19 บาทต่อกิโลกรัม

ปลากดเหลืองที่เลี้ยงในกระชังด้วยความหนาแน่น 71.11 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร  จำนวน  240  ตัวต่อกระชัง  ในระยะการเลี้ยงนาน 10 เดือน  ความยาวเริ่มต้นและน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ยเท่ากับ  11.85 เซนติเมตร  และ 14.39 กรัม ตามลำดับ  หลังสิ้นสุดการทดลอง ปลากดเหลืองที่เลี้ยงในกระชังในบ่อดินมีความยาวสุดท้ายและน้ำหนักสุดท้ายเฉลี่ยเท่ากับ 19.19  เซนติเมตร และ 49.71 กรัม  ตามลำดับ  มีน้ำหนักเพิ่มต่อวันเฉลี่ย 0.114 กรัมต่อวัน  อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะเฉลี่ย 0.401 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน อัตรารอดเฉลี่ย 96.11 เปอร์เซ็นต์ อัตราแลกเนื้อเฉลี่ย 3.25  และอัตราการกินอาหารเฉลี่ย 2.10 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน  การกระจายน้ำหนักของปลากดเหลืองเมื่อสิ้นสุดการทดลองพบปลากดเหลืองขนาดระหว่าง 40- 49.99 กรัม  มากที่สุด 31.20 เปอร์เซ็นต์  และจากการวิเคราะห์ผลผลิต  ต้นทุนการผลิต  และผลตอบแทนต่อการลงทุน  พบว่า   ได้ผลผลิตเฉลี่ย  11.45 กิโลกรัมต่อกระชัง  โดยมีจุดคุ้มทุนของราคาขายเท่ากับ 213.89 บาทต่อกิโลกรัม

จากสรุปการทดลองเลี้ยงปลากดเหลืองในบ่อดินและในกระชังข้างต้นทำให้ทราบว่า  ปลากดเหลือง Hemibagrus nemurus   (Valenciennes, 1840) ไม่เหมาะสมสำหรับนำมาใช้เลี้ยงเชิงพาณิชย์  ซึ่งต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในการประเมินผลการเจริญเติบโตของปลากดเหลืองที่นำไปปล่อยลงแหล่งน้ำ  เพื่อนำมาเป็นข้อมูลสำหรับพัฒนาศักยภาพปลาชนิดนี้ต่อไป

เอกสารอ้างอิง

กรมประมง. 2538.  ปลากดเหลือง.  เอกสารเผยแพร่  กองประมงน้ำจืด, กรมประมง.  56  หน้า 

สำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด.  2553.  ปลาไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา.  กรมประมง, กรุงเทพฯ. 96 หน้า


 

แนะนำแหล่งท่องเที่ยว


ขับเคลื่อนโดย Joomla!. Designed by: Free Joomla Theme, shared hosting. Valid XHTML and CSS.