การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม

คำนำ
                  กุ้งก้ามกราม (giant freshwater prawn) มีชื่อภาษาอังกฤษท้องถิ่นของไทยหลายอย่าง เช่น กุ้งนาง กุ้งหลวง หุ้งหใญ่ กุ้งก้ามเกลี้ยง และ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium rosenbergii de Man เป็นกุ้งน้ำจืดขนาดใหญ่ เนื้อมีรสชาติดี ราคาแพง จัดเป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทาง เศรษฐกิจชนิดหนึ่ง นำมาประกอบอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น ต้มยำ ทอด พล่า ยำ เผา อบ หรือแปรรูปตามความนิยมของผู้บริโภค กุ้งก้ามกรามเคยพบชุกชุม บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำบางปะกง ทางภาคใต้พบในแม่น้ำปากพนัง แม่น้ำตาปี และแม่น้ำปัตตานี โดยเฉพาะในทะเลสาบสงขลาซึ่งอยู่ในจัง หวัดสงขลาและพัทลุงมีชุกชุมมาก ปัจจุบันปริมาณกุ้งก้ามกรามในแหล่งน้ำธรรมชาติลดลงอย่างมาก เนื่องจากสาเหตุหลายประการ เช่น การทำประมงมากเกิน ควร การทำประมงผิดวิธีและมลภาวะเป็นพิษ เป็นต้น
                  ดังนั้น จึงได้มีการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามเพื่อทดแทนผลผลิตจากธรรมชาติ โดยได้พัฒนาวิธีการและเทคนิคการเพาะเลี้ยงตลอดมา ทำให้การ เลี้ยงกุ้งก้ามกรามกลายเป็นอาชีพที่ทำรายได้ดี การเรียนรู้ทักษะเพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจและประสบการณ์ในวิธีการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม จะเป็นแนวทางให้ ประสบผลสำเร็จในการประกอบอาชีพได้

แหล่งที่อยู่อาศัย    
                   กุ้งก้ามกราม มีการแพร่กระจายอย่างกว้างขวางพบทั้งบริเวณแหล่งน้ำกร่อยและแหล่งน้ำจืด กุ้งก้ามกรามวัยรุ่นจะเดินทางไปหากินในแหล่งน้ำ จืดตามแม่น้ำ ลำคลองทั่วๆไป เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์พ่อแม่พันธุ์กุ้งจะเดินทางมายังแหล่งน้ำกร่อย ซึ่งเป็นบริเวณปากแม่น้ำหรือทะเลสาบเพื่อผสมพันธุ์วางไข่ และ เลี้ยงตัวอ่อนจนเป็นกุ้งวัยรุ่นแล้วเดินทางเข้าไปในบริเวณน้ำจืดเพื่อเลี้ยงตัวจนเป็นกุ้งใหญ่ต่อไป

การเลือกสถานที่เลี้ยงกุ้งก้ามกราม
                   สถานที่ที่จะใช้ขุดบ่อเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ควรเป็นดินเหนียวหรือดินร่วนจะทำให้เก็บน้ำได้ดีและคันดินไม่พังทลายง่าย และไม่ควรเป็นดิน เปรี้ยว เพราะจะทำให้น้ำเป็นกรด ไม่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของกุ้ง บ่อเลี้ยงกุ้งควรอยู่ใกล้แหล่งน้ำที่มีคุณภาพดี สะอาด ไม่มีมลภาวะจากโรงงานอุตสาห กรรม แหล่งชุมชนและแหล่งเกษตรกรรมน้ำควรมีปริมาณมากพอที่จะใช้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะถ้าเป็นพื้นที่ที่มีน้ำส่งเข้าบ่อโดยไม่ต้องสูบน้ำ เช่นจาก แม่น้ำ ลำคลอง คลองชลประทาน ก็จะยิ่งดีเพราะจะช่วยลดค่าใช้จ่ายพื้นที่เลี้ยงควรอยู่ใกล้แหล่งพันธุ์กุ้งก้ามกราม เพื่อสะดวกในการลำเลียงขนส่งลูกกุ้งมิให้ บอบช้ำ นอกจากนี้ควรอยู่ใกล้ถนน ไฟฟ้าเพื่อสะดวกในการขนส่งอาหาร ผลผลิต ตลอดจนใกล้ตลาด เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งปัจจัยการผลิตต่างๆ

แหล่งน้ำและคุณภาพน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงกุ้ง
                    แหล่งน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงกุ้ง ต้องทราบปริมาณน้ำเพียงพอที่จะใช้เลี้ยงกุ้งได้กี่เดือน เพื่อนำไปวางแผนเลี้ยงกุ้งได้เหมาะสมกับสถานการณ์ คุณ ภาพน้ำ ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญในการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม เพราะว่ากุ้งอาศัยอยู่ในน้ำซึ่งคุณภาพน้ำจะมีผลกระทบโดยตรงกุ้งที่อยู่ในน้ำที่มีคุณภาพดีก็จะเจริญ เติบโต ได้ดีและรวดเร็วผู้เลี้ยงก็จะประสบผลสำเร็จและได้กำไรมาก ถ้าหากคุณภาพน้ำไม่ดีกุ้งจะเจริญเติบโตช้าหรือเป็นโรคได้ง่าย ทำให้กุ้งตายเป็นจำนวน มากผู้เลี้ยง ต้องขาดทุน การรักษาคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

การรักษาคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้ง
                     ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง
                     ค่าความเป็นกรด-ด่างของน้ำจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เนื่องจากการสะสมของเสียที่กุ้งถ่ายออกมา รวมทั้งเศษอาหารตกค้างในบ่อและ ซาก พืชน้ำ การสังเคราะห์แสงของพืชน้ำ ก็มีส่วนทำให้ค่าความเป็นกรด-ด่างเปลี่ยนแปลง ในช่วงบ่ายเวลาประมาณ 15.00-16.00 น.การสังเคราะห์แสงจะ ถึงจุด สูงสุด ทำให้ค่าความเป็นกรด-ด่างในน้ำสูงมาก แต่ในช่วงกลางคืนพืชน้ำต่างๆ จะหยุดสังเคราะห์แสงเนื่องจากไม่มีแสงแดดมีแต่การหายใจเพียงอย่าง เดียวค่า ความเป็นกรด-ด่างจะลดลงมาก ค่าความเป็นกรด-ด่างในบ่อกุ้ง ควรรักษาให้อยู่ในระดับ 7-9 และระดับที่เหมาะสมที่สุดคือ 7.5-8.5 ซึ่งเหมาะสม ต่อการเจริญ เติบโตของกุ้งมากที่สุดกุ้งสามารถจะกินอาหารได้ดีด้วย ดังนั้นควรรักษาระดับค่าความเป็นกรด-ด่าง ให้อยู่ในช่วง 7.5-8.5 ถ้าสูงหรือต่ำกว่านี้ก็ ควรรีบแก้ไข
                    ข้อเสนอแนะ
                    1.ค่าความเป็นกรด-ด่างสูงเกินไป จะทำให้แพลงก์ตอนพืชในน้ำเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วแสดงว่าน้ำในบ่อ แสดงว่าน้ำในบ่อมีปุ๋ยหรือแร่ธาตุ มากเกินไปจะต้องถ่ายน้ำในบ่อออกแล้วนำน้ำใหม่เข้ามาเพื่อปรับค่าความเป็นกรด-ด่างให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ถ้าปล่อยให้ค่าความเป็นกรด-ด่างสูงจะทำให้พืชน้ำ เจริญเติบโตได้เร็วมากเมื่อมันตายลงจะทำให้น้ำเน่าเสีย
                    2.ค่าความเป็นกรด-ด่างต่ำเกินไป แสดงว่าน้ำขาดปุ๋ยหรือแร่ธาตุแพลงก์ตอนพืชจะเจริญเติบโตช้าหรือไม่เจริญเติบโตเลยการคายออกซิเจน จากการสังเคราะห์แสงก็จะน้อยลงไปด้วย ควรใส่ปูนขาวประมาณ 1-1.5 กิโลกรัม/ไร่ เป็นเวลา 3-4 วัน
                     ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ
                    ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำจะลดลงเนื่องจากการใช้หายใจของกุ้ง และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในน้ำซึ่งทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปค่าออก ซิเจนที่ละลายในน้ำจะต่ำที่สุดในช่วงเวลา 02.00 น.-05.00 น. ก่อนตะวันขึ้นค่าต่ำสุดที่กุ้งจะทนได้คือประมาณ 0.35-0.9 พีพีเอ็ม(ส่วนในล้าน)สำหรับ การ เลี้ยงแบบหนาแน่นในสภาพน้ำที่เขียวควรรักษาระดับออกซิเจนที่ละลายในน้ำให้สูงกว่า 3 พีพีเอ็ม ถ้าออกซิเจนละลายในน้ำไม่พอกุ้งจะว่ายบนผิวน้ำมี อาการลอย หัวและเกาะตามตลิ่งจะไม่ว่ายลงไปใต้น้ำ แม้ว่าจะมีคนเดินมาใกล้ก็ตามควรรีบเปลี่ยนถ่ายน้ำหรือเปิดเครื่องตีน้ำให้เต็มที่ทันทีเพื่อเพิ่มค่าออกซิเจน ในน้ำ
                    ข้อเสนอแนะ
                    1. การขยายเพิ่มปริมาณของแพลงก์ตอนพืชในน้ำ เพื่อทำสีน้ำให้เขียวขึ้นในเวลากลางวันการสังเคราะห์แสงจะเป็นการเพิ่มปริมาณออกซิเจน แต่ในเวลากลางคืนแพลงก์ตอนพืชไม่มีการสังเคราะห์แสง มีแต่การใช้ออกซิเจนในการหายใจถ้าหากมีแพลงก์ตอนพืชมากเกินไป ทำให้ออกซิเจนในน้ำไม่เพียงพอ สำหรับกุ้ง ฉะนั้น จึงต้องมีการควบคุมปริมาณแพลงก์ตอนพืชให้มีความโปร่งใสของน้ำประมาณ 20-30 ซม. และอาจต้องใช้เครื่องตีน้ำช่วยเพิ่มออกซิเจนใน เวลากลางคืนด้วย
                    2.ต้องทำลายหรือขจัดสิ่งที่จะมาแย่งออกซิเจน เช่น ปลา ปู กุ้งฝอยเศษสกปรกที่สะสมอยู่ก้นบ่อซึ่งเป็นสารอินทรีย์ที่ต้องใช้ออกซิเจนในการ ย่อยสลายตัวโดยการถ่ายเปลี่ยนน้ำ
                    3.ในกรณีที่ใช้น้ำบาดาล ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำบาดาลมักต่ำแต่จะมีไนโตรเจนสูง ดังนั้น จะต้องพักน้ำบาดาลให้อยู่กลางแจ้งก่อนแสง แดดจะช่วยเพิ่มค่าออกซิเจนและสลายปริมาณไนโตรเจนในน้ำ ตลอดจนช่วยตกตะกอนเหล็กหรือโลหะต่างๆ
                    4.ในวันที่ฝนตก จำเป็นต้องใช้เครื่องตีน้ำเพื่อเพิ่มออกซิเจนในน้ำ เนื่องจากความกดอากาศต่ำจะทำให้ค่าออกซิเจนต่ำเช่นกัน
                    5.ในระหว่างกุ้งลอกคราบต้องการออกซิเจนมาก หากออกซิเจนไม่พอจะมีผลกระทบที่ไม่ดีต่อกุ้ง เราจึงต้องถ่ายน้ำและตีน้ำมากๆ เพื่อให้กุ้ง ได้ รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ
                     อุณหภูมิของน้ำ
                    อุณหภูมิของน้ำที่เหมาะสมที่สุดในช่วง 25-30 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป อาจทำให่กุ้งอ่อนแอหรือตายได้
                    ข้อเสนอแนะ
                     1.ถ้าอุณหภูมิน้ำสูงเกินไปแสดงว่าระดับน้ำต่ำเกินไป ควรรีบเติมน้ำเข้าไปให้ระดับน้ำสูงขึ้นเป็น5-6 ฟุต และอย่าให้เครื่องตีน้ำตีน้ำลึกเกินไป เพราะจะทำให้น้ำชั้นล่างร้อนด้วย
                     2.ถ้าอุณหภูมิต่ำเกินไปให้ดูดน้ำที่อุ่นกว่าเข้าผสมหรืออาจลดระดับน้ำให้ตื้นในช่วงเช้า เพื่อให้แสงแดดส่องและเพิ่มระดับน้ำให้สูงขึ้นในช่วง บ่าย
                     สีของน้ำ
                     น้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งควรเป็นสีเขียวอมน้ำตาลขึ้นอยู่กับชนิดของแพลงก์ตอน เพื่อป้องกันแสงแดดไม่ให้ส่องถึงก้นบ่อมาก เป็นการลดการเกิดขี้แดด และพืชน้ำอื่นๆ ถ้าขี้แดดในบ่อมีมากมันจะไปเกาะตัวกุ้งทำให้กุ้งไม่ลอกคราบ
                     ข้อเสนอแนะ
                     1.น้ำสีอ่อนหรือใสเกินไปแสดงว่าน้ำขาดธาตุอาหาร จึงต้องใส่ปุ๋ยในบ่อกุ้ง ควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 3 กิโลกรัม/ไร่
                     2.น้ำมีสีเขียวจัดเกินไปต้องเติมน้ำหรือถ่ายน้ำเก่าออก แล้วเติมน้ำใหม่เข้าบ่อหรือหว่านปูนขาว อัตรา 10 กิโลกรัม/ไร่ ละลายน้ำแล้วสาดให้ทั่ว บ่อ
                     ขี้แดด
                     บ่อที่แสงแดดส่องลงไปได้ลึก จะต้องทำให้แพลงก์ตอนพืชเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำขาดออกซิเจนและพืชน้ำเหล่านี้จะตายไปสะสม อยู่ก้นบ่อแลายเป็นขี้แดด
                     ข้อเสนอแนะ
                     ทำสีน้ำในบ่อให้คงที่ ไม่ใสหรือเข้มเกินไป

รูปแบบบ่อและการก่อสร้างบ่อเลี้ยงกุ้งก้ามกราม
                     รูปทรงบ่อที่ได้รับความนิยมมักเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพราะสะดวกในการจัดการและการจับกุ้งขนาดของบ่อควรกว้างประมาณ 25 เมตร ไม่ ควรเกิน 50 เมตร มีเนื้อที่ประมาณ 1-5 ไร่ต่อบ่อ พื้นบ่อต้องอัดเรียบแน่นจะทำให้จับกุงได้สะดวก ความลึกของบ่อที่เหมาะสมคือ 1 เมตร ถ้าบ่อลึกเกินไป จะทำ ให้ออกซิเจนในน้ำขาดแคลนได้ หากบ่อตื้นเกินไปก็จะทำให้แสงแดดส่องถึงก้นบ่อก็จะเกิดขี้แดดและทำให้น้ำเน่าเสียได้ง่าย คันบ่อต้องสูงพอที่จะป้องกันน้ำท่วม ในฤดูน้ำหลากและมีความลาดชันพอประมาณ ถ้าคันบ่อลาดชันน้อยไปจะทำให้พังทลายได้ง่ายหากลาดชันมากไปก็จะทำให้เปลืองพื้นที่ทางระบายน้ำของบ่อควร แยกจากกันและทางน้ำเข้า น้ำออก ควรอยู่ตรงกันข้ามประตูระบายน้ำ ต้องปล่อยน้ำได้เร็วและควบคุมระดับน้ำได้ดี ควรอยู่ทิศใต้ลมเพื่อระบาย ของเสียได้ดีแนว บ่อทางด้านยาวควรเป็นแนวรับลมเพื่อให้ออกซิเจนในอากาศละลายน้ำได้ดี บ่อควรมีความลาดเอียงสู่ประตูระบายน้ำและคลองระบายน้ำ ออกจะต้องอยู่ต่ำกว่า ประตูระบายน้ำเพื่อระบายน้ำออกได้หมด

การเตรียมบ่อเลี้ยงกุ้งก้ามกราม
                      สูบน้ำออกจากบ่อและกำจัดศัตรูกุ้ง ได้แก่ ปลา กบ เขียด ปู นก โดยใช้ปูนขาว โล่ติ๊น กากชา หรืออาจใช้เฝือก อวนไนล่อนล้อมรอบคันบ่อ และ หมั่นตรวจดูคันบ่อทุกวันเพื่อกำจัดศัตรูกุ้งโดยเฉพาะพวกปูตัวเล็กๆ ซึ่งเป็นศัตรูสำคัญที่คอยแย่งอาหารกุ้งห้ามใช้ยาฆ่าปูเป็นอันขาด เพราะจะทำให้กุ้งตายไป ด้วย ควรกำจัดพันธุ์ไม้น้ำหรือวัชพืชอื่นๆ ที่เป็นแหล่งหลบซ่อนของศัตรูกุ้ง และยังทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเลี้ยงและการจับกุ้ง จากนั้นให้หว่านปูนขาวขณะดิน เปียกประมาณ 60-100 กก./ไร่ แล้วตากบ่อทิ้งไว้ 1-2 อาทิตย์ จนบ่อแห้ง กรณีที่บ่อมีเลนมากควรปาดเลนก่อนหว่านปูนขาวและตากบ่อ ยกเว้น กรณีดินเปรี้ยว ไม่ต้องปาดเลนทิ้งเพราะจะทำให้บ่อเป็นกรด การตากบ่อจะช่วยให้แก๊สพิษบางตัวระเหยและถูกทำลายโดยแสงแดดและความร้อน และยังช่วย ฆ่าเชื้อโรคบริเวณ ก้นบ่อรวมทั้งช่วยกำจัดศัตรูกุ้งด้วย
                      สำหรับบริเวณที่เคยเป็นนาข้าวเก่าแล้วยังปรับพื้นที่มาเป็นนากุ้ง ส่วนใหญ่จะมีสภาพเป็นกรดหรือที่เรียกว่าดินเปรี้ยว เนื่องจากเป็นพื้นที่ ที่มี การใช้ปุ๋ยเคมีมากติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนในสภาพพื้นที่แบบนี้ควรใส่ปูนขาวให้มากขึ้น สำหรับบ่อใหม่สภาพดินที่เป็นกรดให้ใช้ ปูนขาว 80-100 กก./ไร่ ส่วนบ่อเก่าที่ใช้เลี้ยงมา 2-3 ปี แล้วหรือบ่อที่เคยเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาก่อนให้ไถพรวนดินก้นบ่อแล้วสูบน้ำทิ้งเพื่อลดปริมาณสารอินทรียซึ่งทำให้ก้น บ่อเน่าเสียแล้วหว่านปูนขาว 200-300 กก./ไร่ ตากบ่อประมาณ 3-4 สัปดาห์ จนแห้งสนิทจึงเปิดน้ำเข้าบ่อ
                      ควรใช้ปูนครั้งแรกในการเตรียมบ่อ จะทำให้การทำสีน้ำง่ายและการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำน้อย ในช่วงต้นของการเลี้ยงการใช้ปูนในขณะที่ มีกุ้งอยู่ในบ่อจะต้องใช้ความระมัดระวังเพราะอาจจะส่งผลกระทบกับกุ้งได้ สำหรับบ่อที่มีน้ำสีเข้มอยู่แล้วการใส่ปูนอาจจะต้องหลีกเลี่ยงมาใส่ในช่วง บ่ายเพราะ การใส่ปูนในช่วงเช้าอาจทำให้ค่าความความเป็นกรด-ด่าง เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่ควรใส่ปูนพร้อมกับปุ๋ย เพราะจะทำให้ปูนและปุ๋ยจับตัวกันตกตะกอนทำให ้ ไม่เกิดประโยชน์ การใส่ปุ๋ยควรทำหลังจากการใส่ปูนแล้วประมาณ 3-5 วัน ในฤดูฝนควรใช้ปูนโรยที่คันขอบบ่อจะช่วยลดปัญหาความเป็นกรดในบ่อกุ้งที่เกิดจาก น้ำฝนได้

การเตรียมน้ำ
                      ก่อนสูบน้ำเข้าบ่อต้องสังเกตดูว่ามีการใช้ยาฆ่าแมลงในนาข้าว ไร่ สวน บริเวณใกล้เคียงหรือไม่ ถ้ามีควรงดการสูบน้ำเข้าบ่อในช่วงนั้น เพราะ ยาฆ่าแมลงจะทำให้กุ้งตายหมด หลังจากสูบน้ำเข้าบ่อแล้วควรกักน้ำไว้ 2-3 วัน เพื่อเป็นการปรับสภาพน้ำบริเวณปากท่อน้ำเข้าควรด้วยอวนไนล่อน ตะแกรง ผ้า กรอง หรือเฝือกกั้น เพื่อป้องกันศัตรูของกุ้งที่ปนมากับน้ำ หลังจากนั้นใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 3 กิโลกรัม/ไร่ และปลาป่นผสมรำละเอียด สัดส่วน 1:1 อัตรา 3 กิโลกรัม/ไร่ ละลายน้ำแล้วสาดให้ทั่วบ่อเพื่อให้เกิดอาหารธรรมชาติได้แก่พวกแพลงก์ตอน โดยดูจากน้ำให้เป็นสีเขียวอมเหลืองหรือน้ำตาล

การเลือกพันธุ์กุ้งก้ามกราม
                      ควรเลือกกุ้งที่มีลักษณะว่ายน้ำปราดเปรียวแข็งแรง ลำตัวใส มีขนาดใกล้เคียงกันและเป็นลูกกุ้งคว่ำหรือมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 วัน ควรได้รับการ ปรับสภาพให้อยู่ในน้ำจืดไม่ต่ำกว่า 2-3 วัน

การลำเลียงพันธุ์กุ้งก้ามกราม
                      การลำเลียงพันธุ์กุ้งโดยใช้รถยนต์ ระหว่างการลำเลียงควรรักษาอุณหภูมิให้อยู่ระหว่าง 20-22 องศาเซลเซียส นิยมทำกันในช่วงเช้ามืดหรือ กลางคืน ความหนาแน่นของพันธุ์กุ้งที่ลำเลียงประมาณ 1,000-2,000 ตัว/ถุง ขึ้นอยู่กับขนาดของลูกกุ้งและระยะทาง

การปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามลงเลี้ยง
                     บ่อที่เตรียมพร้อมสำหรับการปล่อยพันธุ์กุ้งลงเลี้ยงควรมีระดับน้ำไม่ต่ำกว่า 60 ซม. ควรปล่อยกุ้งไม่เกิน 7 วัน หลังจากสูบน้ำเข้าบ่อและทำสี น้ำเรียบร้อยแล้วเพราะจะทำให้กุ้งเจริญเติบโตได้เร็วกว่าศัตรูกุ้งที่อาจหลุดรอดเข้ามาในช่วงสูบน้ำเข้าบ่อ นิยมปล่อยพันธุ์กุ้งเวลาเช้าหรือเย็นโดยนำถุงพันธุ์กุ้ง ลอยน้ำในบ่อประมาณ 20 นาที เพื่อเป็นการปรับอุณหภูมิหลังจากนั้นก็ทำการปรับสภาพน้ำ โดยเปิดถุงออกตักน้ำในบ่อมาผสมกับน้ำในถุงอย่างช้าๆ แล้วค่อยๆ ปล่อยพันธุ์กุ้งลงบ่อเพื่อช่วยให้ลูกกุ้งมีการปรับตัว จะทำให้ลูกกุ้งแข็งแรงและมีอัตรารอดมากขึ้นควรปล่อยกุ้งในต้นฤดูแล้งจะโตเร็วกว่าช่วงหน้าหนาวอาจใช้กิ่ง ไผ่หรือกิ่งไม้อื่นๆ สุมไว้ในบ่อทำที่หลบซ่อนให้กุ้ง ขณะที่กุ้งลอกคราบและยังเป็นการเพิ่มที่อยู่อาศัยให้กับกุ้งได้อีกด้วย แต่กิ่งไม้ที่ใช้จะต้องแห้งไม่มียางเพราะ กิ่งไม้สดหรือมียางจะเน่าเปื่อย ผุง่าย ทำให้น้ำเสียได้

อัตราการปล่อยกุ้งก้ามกราม
                    การปล่อยลูกกุ้งก้ามกรามลงบ่อควรทำกระชังไนล่อนมุ้งเขียว กว้าง 1.5 เมตร ยาว 1.5 เมตร ลึก 1 เมตรเอาไว้ในบ่อชำหรือบ่อเลี้ยงสำหรับไว้ ตรวจสอบอัตรารอดตาย โดยนำลูกกุ้งที่จะปล่อยมาใส่กระชัง กระชังละ200 ตัว เวลาให้อาหารลูกกุ้งในกระชังด้วย เมื่อครบ 7 วัน ก็นับอัตรารอดถ้ารอดน้อยก็ ต้องปล่อยเสริมใหม่จะช่วยให้ไม่ต้องปล่อยลูกกุ้งเผื่อตายอีกไร่ละ 40,000-50,000 ตัว ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้กุ้งหนาแน่นเกินไปขาดออกซิเจนตายได้ง่ายทำให้ ขาดทุน
                    อัตราความหนาแน่นในการเลี้ยงมีอยู่ 3 แบบ คือ
                    1.ระดับความหนาแน่นน้อย ปล่อยกุ้งอัตรา 20,000-24,000 ตัว/ไร่ แล้วทำการคัดกุ้งตัวเมียออกเมื่ออายุ 3.5 เดือน แล้วยังทยอยจับกุ้ง ขายได้อีก 5 ครั้ง กุ้งที่จับได้ทั้งหมดเฉลี่ยไร่ละ 510-540 กก. กุ้งตัวใหญ่จะขายได้ราคาดีได้กำไรเฉลี่ย 24,000-30,000 บาท/ไร่/ปี
                    2.ระดับความหนาแน่นปานกลางปล่อยกุ้งอัตรา 75,000-80,000 ตัว/ไร่ ทำการคัดกุ้งเพศเมียออกเมื่ออายุ 3.5 เดือนแล้วค่อยทยอยจับ กุ้งขายได้อีก 10 ครั้ง จะจับกุ้งได้ทั้งหมด 848-910 กก./ไร่ กุ้งขนาดเล็กจะได้ราคาไม่ดีแม้ว่าจะได้น้ำหนักมากแต่ก็กินอาหารมากอัตราแลกเนื้อจะสูงทำให้ต้น ทุนสูง กำไรน้อย การเลี้ยงวิธีนี้ถ้าสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงก็จะส่งผลกระทบมาก เช่น ร้อนอบอ้าว ฝนตกมาก จะทำให้กุ้งปรับตัวไม่ทันจึงมีปัญหากุ้งตายมาก ทำให้กำไรน้อย
                    3.ระดับความหนาแน่นมาก ปล่อยกุ้งอัตรา 150,000-200,000 ตัว/ไร่ วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดแต่ต้องใช้บ่อเลี้ยง 2บ่อขึ้นไปโดยบ่อหนึ่งจะ ปล่อยเลี้ยงอย่างหนาแน่น(บ่อชำ)แล้วย้ายไปเลี้ยงในบ่อเลี้ยงที่เตรียมไว้อีกที ในบ่อชำควรมีเครื่องตีน้ำ 4 ใบ ใช้เครื่องดีเซล 2.5 แรงม้า ความหนาแน่นของกุ้งที่ ปล่อยตั้งแต่ 150,000-200,000 ตัว/ไร่ การให้อาหารแบ่งให้กินวันละ 4 มื้อ
                     เมื่อกุ้งอายุ 2 เดือนก็ใช้อวนตาถี่ขนาดช่องตา 1-2 ซม.จับกุ้งตัวโตออกจากบ่อชำไปเลี้ยงในบ่อเลี้ยงถ้ามีบ่อเลี้ยงหลายบ่อก็แบ่งเลี้ยงให้เท่าๆ กัน โดยการนับหรือชั่งแล้วประมาณเอา จะทำทุก 20 วัน เมื่อกุ้งอายุประมาณ 4 เดือน กุ้งในบ่อเลี้ยงที่ย้ายมาจากบ่อชำก็สามารถจับขายได้ ซึ่งจะจับขายทุก35 วัน เช่นกัน คือพอขายกุ้งใหญ่ออกไปแล้วก็จับกุ้งในบ่อชำมาเลี้ยงเพิ่มในบ่อเลี้ยงใหม่ อัตราที่ย้ายไปปล่อยในบ่อเลี้ยงรวมกันไม่เกิน 30,000 ตัว/ไร่ ทุกครั้งที่จับกุ้งใน บ่อชำเพื่อย้ายไปยังบ่อเลี้ยง ถ้าพบกุ้งตัวเมียมีไข่หรือไม่มีไข่ก็ตามหรือกุ้งจิ๊กโก๋ต้องคัดออก พอจับกุ้งขายไปประมาณ 6 ครั้ง กุ้งทุกบ่อจะน้อยลงให้ทำ การคัดกุ้ง ตัวใหญ่ทุกบ่อขายและนำกุ้งตัวเล็กมารวมไว้ในบ่อเดียว กุ้งก้นบ่อนี้ส่วนมากจะเป็นกุ้งตัวผู้ทั้งหมดให้เลี้ยงต่อไป จะได้กุ้งตัวใหญ่และราคาดี
                    ส่วนบ่อที่จับกุ้งหมดแล้วให้ตากบ่อ ลอกเลน หว่านปูนขาว เพื่อเตรียมการเลี้ยงต่อไปกว่าจะเตรียมบ่อเสร็จและสูบน้ำใหม่เข้ามาในบ่อเพื่อ เลี้ยงกุ้งใช้เวลาประมาณ 30-40 วัน ซึ่งกุ้งก้นบ่อที่รวบรวมไว้ก็จะโตพอที่จะขายได้เงินอีกครั้งถ้ากุ้งก้นบ่อเหลือมากให้รวมกุ้งก้นบ่อตัวเล็กที่จับได้ไปแยกเลี้ยง ในบ่อเตรียมใหม่ เป็น 2 บ่อ ถ้ากุ้งหนาแน่นมากเกินไปก็ให้แยกบ่อออกไปอีก ส่วนบ่อชำก็เตรียมตากบ่อไว้ กุ้งที่เลี้ยงใหม่อาจจะเปลี่ยนบ่อชำเดิมเป็นบ่ออื่นก็ได้ เมื่อปล่อยกุ้งใหม่ในบ่อชำได้ 2 เดือนแล้วกุ้งก้นบ่อที่จับมาขยายในบ่อใหม่ก็โตพอที่จะจับขายได้ประมาณ 2 ครั้ง แล้ว ซึ่งการย้ายกุ้งออกจากบ่อชำไปใหม่วิธีนี้ จะทำให้จับกุ้งได้ทุกๆ ไม่เกิน 2 เดือน เงินทุนหมุนเวียนก็จะใช้จากการขายกุ้งชุดเก่านำมาใช้ในการเลี้ยงกุ้งชุดใหม่ วิธีนี้จะทำให้กุ้งได้กำไรมากเพราะกุ้งตัว โตและทำให้มีรายได้รวมทั้งเงินทุนหมุนเวียนตลอดทั้งปีอีกด้วย

อาหารและการให้อาหารกุ้งก้ามกราม
                    อาหารกุ้งก้ามกรามเป็นอาหารเม็ดชนิดจมน้ำ ควรมีโปรตีนไม่ต่ำกว่า 30% หรืออาจใช้อาหารกุ้งกุลาดำก็ได้ อาหารควรคงสภาพในน้ำโดยไม่ ละลายได้นานไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง เนื่องจากกุ้งกินอาหารโดยการกัดแทะจะทำให้สะดวกในการกัดกินถ้าอาหารละลายน้ำง่ายจะทำให้กุ้งได้รับอาหารไม่เต็มที่ทำ ให้สิ้นเปลืองค่าอาหาร และทำให้บ่อกุ้งเน่าเสียอีกด้วยสัปดาห์แรกหลังการปล่อยกุ้งลงเลี้ยง อาจไม่ต้องให้อาหารก็ได้ถ้าหากสีน้ำดีเพราะมีอาหารตามธรรมชาติ ในบ่อเพียงพอสำหรับกุ้ง กุ้งเล็กควรให้อาหารชนิดเกล็ดและอาหารจะใหญ่ขึ้นตามขนาดของกุ้ง โดยให้อาหารลูกกุ้ง 30-40% ของน้ำหนักกุ้งใน ช่วงเดือนแรก แล้วลดเหลือ 3-5% ในเดือนที่ 3 การให้อาหารกุ้งควรหว่านให้กระจายทั่วบ่อจะทำให้กุ้งได้กินอาหารได้ทั่วถึงให้อาหารวันละ 2 ครั้งกุ้งจะกินอาหารได้ดีใน เวลากลางคืน ควรให้อาหารมื้อเช้าเพียงเล็กน้อยและให้มากขึ้นในช่วงเย็น หลังจากกุ้งอายุ 3 เดือนขึ้นไปแล้วควรให้อาหารมื้อเดียวเฉพาะช่วงเย็นในกรณีที่สภาพ ดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลง เช่น ฝนตก ควรลดปริมาณอาหารลง
                     การตรวจสอบว่าให้อาหารพอดีหรือไม่เป็นสิ่งสำคัญในการเลี้ยงกุ้ง เพราะต้นทุนการเลี้ยงกุ้งมากกว่าครึ่งจะเป็นค่าอาหารถ้าให้อาหารมาก เกินไปก็จะเป็นการเพิ่มตุ้นทุนโดยเปล่าประโยชน์ และยังทำให้น้ำเน่าเสียอีกด้วย ถ้าอาหารน้อยเกินไปก็จะทำให้กุ้งเจริญเติบโตช้าทำให้ได้ผลผลิตไม่ดี การตรวจ สอบปริมาณอาหารจะทำภายหลังให้อาหารไปแล้ว 3 ชั่วโมง โดยใช้ยอรูปสี่เหลี่ยมขอบยอทำจากผิวไม้ไผ่หรือเหล็กสเตนเลสเ เย็บติดกับอวนไนล่อนมุ้งเขียว ข้อควรระวังในการให้อาหารกุ้งคือ การแย่งอาหารกุ้งจากศัตรู เช่น ปลา ปู กบและเขียด เป็นต้น จึงต้องดูแลและกำจัดออก

                                   ตารางที่ 1 แสดงการให้อาหารกุ้งก้ามกรามด้วยอาหารสำเร็จรูปความหนาแน่น 80,000 ตัว/ไร่      

อายุกุ้ง
(เดือน)
น้ำหนัก
(กรัม)
ขนาด
(ตัว/กก.)
เบอร์อาหาร
ปริมาณอาหาร/วัน
(กก.)
รวมปริมาณ
อาหาร/เดือน(กก.)
1
2
3
4
5
6
7
8
0.40
2.00
5.00
12.00
28.00
50.00
70.00
75.00
2,500
500
200
83
35
20
14
13
#045
#045
#045
#045
#045
#045,#047
#045,#047
#047
0.5
1
1.5-2
2-4
3-5
5
3-5
1-3

15
30
45-60
60-120
90-150
150

90-150
30-90

หมายเหตุ  1.กุ้งน้ำหนัก 0.01-12.0 กรัม ให้ตรวจสอบการกินอาหารโดยใช้ยอ
               2.กุ้งน้ำหนัก 12.0 กรัมขึ้นไป ให้ตรวจสอบการกินอาหารโดยการตรวจก้นบ่อ และคำนวณปริมาณอาหารจากอัตรารอดตาย
               3.ในเดือนที่ 7 และ 8 จะให้อาหารลดลง เพราะเริ่มจับกุ้งตัวโตขายเมื่ออายุได้ 6 เดือน
               4.ในกรณีที่กุ้งมีอัตรารอดตายสูงมากและมีความหนาแน่นสูงอาจทยอยจับกุ้งเมื่อเลี้ยงไปได้ 4 เดือน

การผลิตและเลือกใช้อาหารกุ้งก้ามกราม
                   การเลือกใช้อาหารที่เหมาะสมเป็นส่วนสำคัญในการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม เพราะอาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อการผลิตและมีผลต่อสภาพแวดล้อมเป็น อย่างมาก หากจัดการเรื่องอาหารไม่ดีก็จะก่อให่เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาและยากต่อการแก้ไข ดังนั้น ในการผลิตอาหารหรือพิจารณาเลือกอาหารกุ้งมีปัจจัยสำคัญ ที่ต้องคำนึงถึงดังต่อไปนี้
                   โปรตีน กุ้งเป็นสัตว์น้ำที่ต้องการโปรตีนสูงอยู่ในช่วง 28-38% การเลือกใช้อาหารราคาถูกโดยไม่คำนึงถึงปริมาณโปรตีนในอาหารจะทำให้ ผู้เลี้ยงไม่ประสบความสำเร็จ ในปัจจุบันได้มีการผลิตอาหารสำเร็จรูปของกุ้ง โดยผสมยาและสารเคมีซึ่งยาและสารเคมีเป็นสิ่งสำคัญในการทำลายสภาพแวดล้อม และระบบนิเวศน์ทำให้มีสารตกค้างเป็นพิษในดินก้นบ่อ และในเนื้อกุ้งทำให้เสียสภาพพื้นบ่อเลี้ยงกุ้งได้แค่ 1-2 ปี ก็เลี้ยงต่อไปไม่ได้อีก
                   แอมโมเนีย เนื่องจากอาหารกุ้งมีโปรตีนสูงจึงถูกย่อยสลายก่อให้เกิดแอมโมเนียมากขึ้น ซึ่งแอมโมเนียเป็นต้นเหตุสำคัญทำให้อัตราแลกเนื้อไม่ดี เพราะแอมโมเนียเป็นพิษต่อกุ้ง ทำให้กุ้งเจริญเติบโตช้าถ้ามีปริมาณมากอาจทำให้กุ้งตายได้
                   ความคงทนในน้ำ อาหารกุ้งที่ดีควรละลายน้ำช้าจะทำให้กุ้งได้รับสารอาหารครบถ้วน เป็นการลดความสุญเสียที่เกิดจากการละลายของสาร อาหารไปกับน้ำทำให้กุ้งมีอัตราการแลกเนื้อที่ดีและช่วยรักษาสภาพน้ำ ทำให้สภาพแวดล้อมในบ่อเลี้ยงไม่เป็นพิษและมีความสมดุลย์ การใช้อาหารที่มีสูตรผสม สารเหนียวมากจะมีผลเสียคือ ทำให้อาหารย่อยยากและมีพิษตกค้างต่อกุ้ง สารเหนียวที่ดีมีความคงทนในน้ำ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากธรรมชาติแทนสาร เหนียวจะดีกว่า เช่น ไข่ผง ข้าวสุก แป้งเปียกเป็นต้น
                  การย่อยและดูดซึมสารคาร์โบไฮเดรต กุ้งเป็นสัตว์น้ำที่มีลำใส้สั้นทำให้ประสิทธิภาพในการย่อยคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก สำหรับแป้งตาม ธรรมชาติที่ได้จากธัญพืชต่างๆ เป็นส่วนผสมที่จำเป็นในอาหารกุ้งแต่ต้องทำให้สุก เพราะว่าจะทำให้กุ้งย่อยได้ง่ายและจะช่วยให้การยึดเกาะอาหารเม็ดได้ง่าย ขึ้นและคงทนในน้ำได้นานอีกด้วย
                  ไขมัน กุ้งเป็นสัตว์ที่เจริญเติบโตโดยการลอกคราบจึงต้องการสารไขมันอย่างมากเพราะว่าสารไขมันมีความสำคัญในกระบวนการลอกคราบ ตามธรรมชาติของกุ้ง บางครั้งจะมีการใช้สารเคมีพวกคอปเปอร์ซัลเฟตกระตุ้นให้กุ้งลอกคราบ ซึ่งจะเป็นพิษต่อกุ้งทำให้กุ้งเพลียและอ่อนแอจะพบว่าถ้าใช้คอป เปอร์ซัลเฟตมาก กุ้งจะลอกคราบมากขึ้นและจะตายมากขึ้นเช่นกัน ส่วนกุ้งที่รอดตายก็จะฟื้นตัวกินอาหารได้ช้าส่งผลให้อัตรารอดของกุ้งต่ำ
                                                  สูตรอาหารสำหรับลูกกุ้งอายุไม่เกิน 3 เดือน
                                  รำละเอียด                                            30          กิโลกรัม
                                  ปลายข้าว                                             30          กิโลกรัม
                                  กากถั่วเหลือง                                         25          กิโลกรัม
                                  ปลาป่น                                                20          กิโลกรัม
                                  เกลือ                                                     2          กิโลกรัม
                                  ยาปฏิชีวนะ                                          200          กรัม
                                  นมผง                                          300-400          กรัม

                                                  สูตรอาหารสำหรับกุ้งใหญ่อายุ 3 เดือน ขึ้นไป
                                  หัวอาหารหมูและไก่                                 30           กิโลกรัม
                                  รำละเอียด                                            30          กิโลกรัม
                                  ปลายข้าว                                             30          กิโลกรัม
                                  กากถั่วเหลือง                                         20          กิโลกรัม
                                  ปลาป่น                                                20          กิโลกรัม
                                  ปลาเป็ด                                               20          กิโลกรัม
                                  เปลือกหอยป่นละเอียด                                15          กิโลกรัม
                                  ใบกระถิน                                             15          กิโลกรัม
                                  เกลือ                                                    4          กิโลกรัม
                                  ยาปฏิชีวนะ                                          300          กรัม
                    หมายเหตุ ปลายข้าวนำมาต้มให้แฉะเล็กน้อนเมื่อผสมอาหารจะทำให้เหนียวเป็นเม็ดได้ง่าย
                    วิธีการทำอาหาร เริ่มจากนำปลาเป็ดมาใส่เครื่องบดให้ละเอียดแล้วนำมาคลุกเคล้ากับส่วนผสมอื่นให้เข้ากันแล้วนำมาบดซ้ำอีกครั้งอัดเป็น เส้นใส่น้ำพอประมาณเพื่อให้อาหารจับตัวเป็นเม็ด ถ้าใส่น้ำน้อยเกินไปอาหารจะแห้งร่วนเป็นผง ถ้าใส่น้ำมากเกินไปจะทำให้อาหารเหลวเละ อาหารที่ผ่านเครื่อง บดอัดจะออกมาเป็นเส้นยาว ให้นำมาตากแดดประมาณ 2-3 วัน จนแห้งสนิทอาหารก็จะแตกหักออกเป็นเม็ดแล้วนำอาหารไปเก็บในที่ที่สะอาดและแห้ง ไว้ให้กุ้ง กินต่อไป

การสุ่มตัวอย่างกุ้งก้ามกราม
                    การสุ่มตัวอย่างเป็นการตรวจสอบการเจริญเติบโตของกุ้ง และเป็นการตรวจดูสภาพกุ้งรวมถึงอาการผิดปกติอื่นๆ โดยจะทำการสุ่มตัวอย่าง ทุกๆ เดือน อาจทำได้หลายวิธีได้แก่ วิธีใช้ไฟฉายส่องดูกุ้งที่เกาะอยู่บริเวณขอบบ่อในช่วงเวลากลางคืนหรือเช้ามืด เพื่อสังเกตกุ้งในบ่อและคาดคะเนจำนวนกุ้ง หรือวิธีการงมกุ้งแล้วนำมาคาดคะเนจำนวนกุ้งได้เช่นกัน และวิธีการทอดแหซึ่งเป็นวิธีที่ดีและนิยมใช้โดยจะทอดแหเก็บตัวอย่างกุ้งตรวจดูจำนวน น้ำหนัก ความ ยาวกุ้ง เช่นกุ้งก้ามกรามอายุ 45 วัน ความยาวไม่ควรต่ำกว่า 9 เซนติเมตร นำข้อมูลเหล่านี้มาคำนวณจำนวนกุ้งทั้งบ่อซึ่งจะนำมาใช้ประกอบการคำนวณ อาหาร และปรับอาหารให้เพียงพอกับกุ้ง แล้วยังสามารถสังเกตอาการผิดปกติของกุ้งได้ดีกว่าวิธีอื่นๆ อีกด้วย

การถ่ายเทน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งก้ามกราม
                      การถ่ายเทน้ำจะสัมพันธ์กับอายุและขนาดของกุ้งในบ่อ จะช่วยทำให้กุ้งเจริญเติบโต เนื่องจากกุ้งเป็นสัตว์น้ำที่เจริญเติบโตโดยการลอก คราบ การถ่ายเทน้ำใหม่จะกระตุ้นให้กุ้งลอกคราบ สำหรับกุ้งอายุ 1-2 เดือนแรกในสภาพปกติไม่จำเป็นต้องถ่ายน้ำนิยมใช้วิธีการเพิ่มระดับน้ำทุกสัปดาห์แทน เมื่อกุ้ง อายุ 2 เดือนขึ้นไป อาจเปลี่ยนถ่ายน้ำเดือนละ 2-4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1/3 หรือ 1/2 บ่อ ขึ้นกับสภาพน้ำในบ่อและฤดูกาล สำหรับการขุนกุ้งด้วยปลาสดหรือ อาหารสดอื่นๆ ควรถ่ายน้ำในวันถัดไปเพราะเศษอาหารและของเสียจากการขับถ่าย จะทำให้น้ำในบ่อเขียวจัดอย่างรวดเร็วภายใน 3-5 วันหลังจากให้อาหารสด เมื่อกุ้งอายุได้ประมาณ 4-5 เดือน ควรระบายน้ำก้นบ่อและอาจต้องดูดเลนด้วย ถ้าก้นบ่อมีเศษอาหารและของเสียหมักหมมอยู่มาก จะทำ 1-2 เดือน ต่อครั้งโดย ทำ 1/3 หรือ 1/4 ของพื้นที่บ่อพร้อมกับระบายน้ำออกเปลี่ยนน้ำใหม่ แล้วหว่านปูนขาวบริเวณที่ดูดเลนไม่เกิน 30 กก./ไร่ ช่วงนี้ควรลดอาหาร 1-2 วันเพราะกุ้ง ที่ได้น้ำใหม่จะลอกคราบและไม่กินอาหาร

ระยะเวลาเลี้ยงและการจับ
                      เมื่อเลี้ยงกุ้งก้ามกรามจนอายุได้ประมาณ 6 เดือน ก็จะเริ่มทำการคัดขนาดและจับกุ้งขาย โดยลดน้ำในบ่อลงเหลือประมาณ 50 เซนติเมตร แล้ว ใช้อวนลาก โดยใช้อวนช่องตาขนาด 4 ซม. เพื่อให้กุ้งที่มีขนาดเล็กหลุดออกมาได้ไม่บอบช้ำ ที่ตีนอวนจะมีตะกั่วถ่วงสำหรับเชือกคร่าวบนเวลาลากอาจใช้ไม้ไม้ ค้ำไว้โดยเสียบไว้กับทุ่นลอยที่ทำมาจากต้นกล้วย การจับกุ้งนิยมทำในช่วงเช้าเพราะอากาศไม่ร้อน

การคัดขนาดแยกประเภทกุ้ง
                     การจับกุ้งต้องมีการคัดขนาดและแยกประเภท เนื่องจากกุ้งที่จับได้จะมีขนาดและลักษณะแตกต่างกันจะขายได้ราคาไม่เท่ากันโดยทั่วไปจะ ทำการคัดขนาดและแยกประเภทกุ้ง ได้ดังต่อไปนี้
                      1.ตัวผู้ใหญ่ (กุ้งขนาด 1) ขนาดน้ำหนักประมาณ 100 กรัม (10 ตัว/กก.)
                      2.ตัวผู้รอง (กุ้งขนาด 2 ) ขนาดน้ำหนักประมาณ 70 กรัม ( 15 ตัว/กก.)
                      3.ตัวผู้ขนาดเล็ก (กุ้งขนาด 3) ขนาดน้ำหนักประมาณ 50 กรัม ( 20 ตัว/กก.)
                      4.ตัวผู้ขายาว เป็นตัวผู้ก้ามยาวใหญ่จะมีราคาถูกกว่ากุ้งตัวผู้ลักษณะธรรมดา
                      5.ตัวเมียไม่มีไข่ราคาจะดีกว่าตัวเมียมีไข่
                      6.ตัวเมียมีไข่
                      7.กุ้งนิ่มหรือกุ้งที่เพิ่งลอกคราบ
                      8.กุ้งจิ๊กโก๋ เป็นกุ้งแคระแกร็นไม่ลอกคราบ

                ตารางที่ 2 การเจริญเติบโตและผลผลิตการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในบ่อดินของเกษตรกร อำเภอปากพนังและอำเภอเชียรใหญ่                               จังหวัดนครศรีธรรมราช

1.ขนาดกุ้งที่ปล่อย (ซม.)
2.อัตราปล่อน (ตัว/ไร่)
3.ระยะเวลาเลี้ยง (วัน)
4.อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะ(%กรัม/วัน)
5.ผลผลิต (กิโลกรัม/ไร่)
6.อัตรารอดตาย(%)
7.ขนาดกุ้งที่จับได้ (ตัว/กิโลกรัม)
8.อัตราการแลกเนื้อ (FCR)
2-3
80,000
120
6.33
450
28.13
50
1.91

การจำหน่ายผลผลิต
                 กุ้งก้ามกรามที่ขายตามท้องตลาด ส่วนใหญ่จะได้มาจากการเลี้ยงราคาขายส่งคละทั้งตัวผู้ตัวเมีย 80-100 บาท/กก. หากคัดขายเฉพาะกุ้งตัว ผู้ราคา 100-120 บาท/กก. ส่วนตัวเมียราคา 55-77 บาท/กก. ราคากุ้งก้ามกรามมีแนวโน้มสูงขึ้นเพราะกุ้งก้ามกรามตามแหล่งน้ำธรรมชาติมีจำนวนลดลง รวมทั้งความต้องการของผู้บริโภคมีมากขึ้น

โรคกุ้งก้ามกรามและการป้องกันรักษา
                 1.โรค Shell disease หรือโรคจุดดำบนเปลือกกุ้ง
                     สาเหตุ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม Chitinolytic bacteria ซึ่งได้แก่ Aeromonas hydrophila และบางครั้งจะถูกแทรก ซ้อนด้วยโรคเชื้อราภายหลัง เชื้อแบคทีเรียนี้จะเกาะกินและทำลายเปลือกกุ้งทำให้บริเวณที่มีเชื้อเป็นจุดสีดำ ทำให้กุ้งที่เลี้ยงมีคุณภาพต่ำและเสียราคา อาการอีก อย่างหนึ่งที่มักพบในกุ้งที่เป็นโรคจุดดำบนเปลือกคือ กุ้งจะแสดงความก้าวร้าวและชอบกัดตัวอื่นที่เล็กหรืออ่อนแอกว่าจึงยิ่งทำให้มีปัญหามากขึ้น
                     การป้องกันรักษา
                     การลดปริมาณความหนาแน่นของกุ้งลงจะทำให้อัตราการแพร่กระจายของโรคลดลงอย่างรวดเร็ว ยาที่นิยมใช้รักษาโรคจุดดำบนเปลือกนั้น ได้แก่ ยาปฏิชีวนะผสมอาหารให้กุ้งกิน
                  2.โรคแบคทีเรียในเหงือก
                      สาเหตุ เนื่องจากมีเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม Filamenus เข้าไปเกาะติดอยู่ในเหงือกกุ้งทำให้กุ้งหายใจไม่สะดวกหากแบคทีเรียขยายตัวอย่าง รวดเร็วจะทำให้การทำงานของเหงือกเสื่อมสภาพ อาจจะทำให้กุ้งตายได้โดยเฉพาะเมื่อกุ้งอยู่กันอย่างหนาแน่นเกินไป
                      การป้องกันรักษา
                      - ลดอัตราความหนาแน่นของกุ้งในบ่อลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
                      - ควบคุมการให้อาหาร การทำความสะอาดเศษอาหารที่เหลือละตะกอนพื้นบ่อ
                      - ยาที่นิยมใช้กันโดยทั่วไปได้แก่ Furanace (3-5 กรัม/กก.)*ยาตัวนี้ห้ามใช้ในหลายประเทศแล้วจึงควรหลีกเลี่ยง
                   3.โรคกล้ามเนื้อขาวขุ่น
                       สาเหตุ ส่วนใหญ่โรคกล้ามเนื้อขุ่นขาวจะเกิดขึ้นเมื่อเลี้ยงด้วยความหนาแน่นเกินไป จนทำให้ปริมาณออกซิเจนไม่เพียงพอแก่ความต้องการ บริโภคของกุ้งในบ่อ สาเหตุอื่นๆ อาจจะได้แก่ อุณหภูมิ และpH ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในบางครั้งเมื่อมีการปรับน้ำในบ่อจึงทำให้กุ้งช๊อคได้ โรคนี้พบนานๆ ครั้งและไม่เป็นปัญหาจนทำให้กุ้งตายมากนัก
                      การป้องกันและรักษา
                      - ลดปริมาณความหนาแน่นของกุ้งลง และดูแลเรื่องการให้ออกซิเจนอย่างเพียงพอในบ่อเลี้ยงกุ้ง
                      - ควบคุมและดูแลเรื่องคุณภาพน้ำให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ
                   4.โรคเหงือกดำ
                       สาเหตุ เกิดจากการมีของเสียจำพวกไนไตรท์และไนเตรท ละลายอยู่ในน้ำก้นบ่อมากเกินไป
                       การป้องกันและรักษา
                       - ทำความสะอาดพื้นบ่ออย่างสม่ำเสมอ เพื่อกำจัดเศษอาหารและของเสียออกไป
                       - เปลี่ยนถ่ายน้ำเพื่อให้น้ำหมุนเวียน และมีอ๊อกซิเจนเพียงพอแก่ความต้องการของกุ้งในบ่อ
                   5.โรคลอกคราบช้า
                       สาเหตุ
                       1.อาหารที่มีคุณภาพต่ำหรือการให้อาหารไม่ถูกต้อง
                       2. คุณภาพในน้ำไม่ดีเท่าที่ควร
                       3.อาจมีสารพิษปะปนอยู่กับน้ำในบ่อเลี้ยง
                      การป้องกันและรักษา แก้ไขสาเหตุที่เกิดขึ้นทั้ง 3 ข้อดังกล่าว

การใช้ยาป้องกันและรักษาโรคกุ้งก้ามกราม
                    การใช้ยาต้องศึกษาและทำความเข้าใจในหลักการใช้ยาและเคมีภัณฑ์ โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะผสมลงในน้ำหรืออาหารให้กุ้งกิน
                  หลักการพิจารณาในการใช้ยา
                         
การใช้ยาปฏิชีวนะนั้นควรปฏิบัติให้ถูกต้องตั้งแต่ก่อนใช้และขณะที่ใช้โดยพิจารณาดังนี้
                    1.ต้องแน่ใจว่ากุ้งเป็นโรคเนื่องจากการติดเชื้อแบคทีเรียจริงๆ โดยดูที่อาการ เช่น ตับโต สีซีดเหลืองเหลวผิดปกติหรือมองร่องรอยการอักเสบ บริเวณกล้ามเนื้ออย่างชัดเจน ซึ่งจะมีสีส้มหรือชมพู หากเป็นที่เปลือกจะกร่อนและมีฝ้าขุ่นขาวจับบริเวณที่อักเสบ ถ้าให้แน่ใจและถูกต้องควรตรวจในห้องปฏิบัติ การ
                    2.หลังจากตรวจพบว่ากุ้งเป็นดรคติดเชื้อแบคทีเรีย ก็พิจารณาเลือกใช้ยาที่มีคุณสมบัติในการรักษาให้ตรงตามเชื้อ      
                   หลักการเลือกใช้ยา
                    1. ประสิทธิภาพของยาใช้ยาที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโต ของเชื้อโรคมากที่สุด
                    2.ประสิทธิภาพการดูดซึมของยา คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของยาที่ควรคำนึงถึงคือ การดูดซึมจากทางอาหารเพราะการรักษาโรคโรคกุ้งส่วน ใหญ่จะผสมยากับอาหารให้กุ้งกิน เนื่องจากกุ้งเป็นสัตว์ที่มีลำใส้สั้น ดังนั้นตัวยาจะต้องถูกดูดซึมได้ง่าย
                    3.คุณสมบัติในการละลายของน้ำยา เป็นสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงเพราะกุ้งเป็นสัตว์น้ำที่มีพฤติกรรมในการกินอาหารที่ช้ากว่าสัตว์น้ำชนิด อื่นๆ มันกินอาหารโดยการจับเม็ดอาหารแล้วค่อยๆ แทะกินทีละน้อย ซึ่งใช้เวลานานกว่าที่อาหารที่หว่านลงในน้ำจะถูกกุ้งแทะกินหมด ถ้าเป็นอาหารที่มีขนาดเม็ดใหญ่ ก็ต้องใช้เวลามากขึ้นอีก จากสาเหตุนี้เองทำให้การผสมยาในอาหารให้กุ้งกินนั้น ยาจะละลายไปเรื่อยๆ ทำให้กุ้งได้รับปริมาณยาไม่ตรงตามที่กำหนดทำให้การใช้ ยาไม่ได้ผลเท่าที่ควร จึงควรเลือกยา คงรูปอยุ่ในน้ำได้นานจะช่วยลดการสูญเสียของยา
                    4.คุณสมบัติของยากับคุณภาพน้ำ คุณสมบัติของน้ำบางประการจะมีผลกับการออกฤทธิ์ของย เช่น ความเค็ม ยาปฏิชีวนะหรือสารเคมีบางชนิด เมื่อใช้ในน้ำทะเลจะออกฤทธิ์ได้น้อยกว่าใช้ในน้ำจืด
                    5.พิษของยา ข้อมูลเกี่ยวกับพิษของยาต่อกุ้งยังมีน้อยมากทำให้ไม่คำนึงถึงผลเสียของยาในประเด็นนี้ แต่ส่วนใหญ่จะคำนึงถึงผลเสียของผู้บริ โภคมากกว่าได้ มีการทดสอบพิษของยาออกซีเตตราซัยคลินต่อปลาบางชนิด ซึ่งส่วนใหญ่จะมีผลยับยั้งการเจริญเติบโตและถ้าร้ายแรงมากอาจทำให้ปลาตายใน เวลาไม่กี่วัน ดังนั้น จึงควรพิจารณาต่อการใช้ยาและศึกษาอย่างจริงจัง
                    6.สุขภาพกุ้ง การใช้ยาขึ้นอยู่กับสภาพการเจ็บป่วยของกุ้งถ้ากุ้งมีอาการป่วยในขั้นรุนแรงจนกินอาหารไม่ได้การใช้ยาและการให้อาหารก็ไม่ จำเป็นอีกต่อไป ควรจัดสภาพแวดล้อมของกุ้งให้ดีเพื่ออาการดีขึ้นก่อน จนกุ้งกุ้งกินอาหารได้บ้างแล้วจึงให้ยากรักษาต่อไป
                    7.การใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน การตัดสินใจใช้ยาตัวใดตัวหนึ่งดีกว่าการใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน ยกเว้นกรณีที่มีเชื้อโรคหลายกลุ่มเกิดขึ้น เช่น มีโปรโตซัวเกาะในเหงือกและระยางค์ทำให้กุ้งอ่อนแอ เชื้อแบคทีเรียจึงแทรกซ้อนควรต้องแก้ไขที่สาเหตุแรกก่อนแล้วกุ้งจะแข็งแรงขึ้น ทำให้การแทรกซ้อนของ เชื้อแบคทีเรียไม่มีผลอีกต่อไป
                    8.วิธีและปริมาณยาที่ใช้ ใช้ยาตามขนาดและวิธีที่นักวิชาการหรือสัตว์แพทย์แนะนำไว้ซึ่งการใช้ยาแต่ละครั้งจะกำหนดระยะการใช้โดยทั่วไป จะให้ยาปฏิชีวนะติดต่อกัน 5-7 ถ้าให้ยาไม่ครบจะทำให้การรักษาไม่หายขาดและอาจมีอาการป่วยอีกหลังจากหยุดยา ทำให้เชื้อโรคเกิดการดื้อยาได้ง่าย ดังนั้น การใช้ยาต้องใช้ให้ครบกำหนดแม้ว่าอาการกุ้งจะดีขึ้น
                   ถ้าหากใช้ยาแล้วกุ้งไม่หายป่วยแม้ว่าจะเลือกใช้ยาตามหลักการในข้างต้น และปฏิบัติอย่างถูกวิธีแล้วแต่กุ้งยังมีอาการทรงและทรุด ต้องพิจารณา ดังนี้
                   1.กุ้งที่ป่วยอยู่สามารถกินอาหารและยาที่ให้อยู่ได้หรือไม่
                   2.การวินิจฉัยโรคอาจไม่ถูกต้องควรกลับไปทบทวนก่อนที่กุ้งจะตายหมดบ่อ
                   3.กุ้งอาจจะติดโรคตัวอื่นแทรกซ้อนขึ้นมาอีก บางครั้งยาที่ให้อาจทำลายแบคทีเรียที่มีอยู่ตามปกติในลำไส้ ทำให้การย่อยอาหารผิดปกติส่งผล ให้แบคทีเรียที่เป็นเชื้อโรคเจริญอย่างรวดเร็ว

อันตรายจากการใช้ยา
                    การใช้ยาโดยไม่ทราบข้อมูลทำให้การเลือกใช้ยาไม่ถูกต้อง โดยเลือกผิดประเภทใช้ไม่ถูกวิธีให้ยาผิดขนาดและระยะเวลาทำให้เกิดอันตรายกับ กุ้งและสิ่งแวดล้อม ข้อสำคัญที่สุดคือการใช้ยาพร่ำเพรื่อโดยไม่จำเป็นจะทำให้เป็นอันตรายมากที่สุด อันตรายของการใช้ยาที่ผิดมีหลายประการดังนี้
                    1.เชื้อโรคจะเกิดการดื้อยาแบคทีเรียทั่วไปสามารถกลายพันธุ์ทำให้ตัวเองดื้อยาปฏิชีวนะได้ และคุณสมบัตินี้จะถูกถ่ายทอดจากตัวหนึ่งไป ยังตัว อื่นๆ ทำให้ปริมาณเชื้อที่ดื้อยาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการใช้ยาอย่างไม่ถูกต้อง จะเป็นการเพิ่มปริมาณและชนิดของเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะได้ รวดเร็วขึ้น
                    2.การใช้ยาผิดประเภท จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้เพราะนอกจากยาจะไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคแล้ว ยังทำให้กุ้ง เครียดและอ่อนแอลง จนทำให้มีเชื้อโรคตัวอื่นแทรกซ้อน เช่น เชื้อรา หรือเชื้อโปรโตซัว บางอย่างอยู่ในดินและน้ำ
                    3.การใช้ยาผิดขนาดแ ละผิดระยะเวลา อาจทำให้กุ้งตายอย่างรวดเร็วภายในเวลา 2-3 วัน บางครั้งไม่ถึงกับทำให้กุ้งตายทันทีแต่ตัวยาจะถูก สะสมอยู่ในกุ้งเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค จากข้อมูลการวิจัยที่มีอยู่ในปัจจุบัน
                    ยาออกซีเตตราซัยคลิน         10%     ในปริมาณ      5   กรัม/กก./วัน หรือ
                    ยาออกซีเตตราซัยคลิน         50%     ในปริมาณ      1  กรัม/กก./วัน
                         ตัวยาจะตกค้างในเนื้อกุ้งนานถึง    25    วัน
                     ยาออกโซลินิคแอซิค           10%     ในปริมาณ      7  กรัม/กก./วัน
                         ตัวยาจะตกค้างในเนื้อกุ้งนานถึง    30    วัน 
                    การที่ได้ศึกษาและเข้าใจหลักวิธีการใช้ยาจะทำให้เกิดประโยชน์ในการเลี้ยงกุ้งอย่างมากโดยจะช่วยแก้ปัญหาโรคกุ้งตลอดจนช่วยลดต้นทุน ในการผลิต ซึ่งจะส่งผลให้การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามประสบผลสำเร็จ