ประเทศไทย กับ OECD PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันอาทิตย์ที่ 01 ตุลาคม 2006 เวลา 03:27 น.

การสมัครเป็นสมาชิกของ OECD

ปี พ.ศ. 2546 ประเทศไทยมีนโยบายจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ OECD โดยให้เหตุผลความจำเป็นว่า ประเทศไทยต้องการปรับตัวและปรับนโยบายด้านการพัฒนาต่างๆ โดยมุ่งมั่นจะพัฒนาประเทศในทุกสาขา แม้ว่าจะมีความท้าทายจากปัญหาหลายๆ ด้าน เศรษฐกิจไทยก็ยังเติบโตถึงร้อยละ 4.4 ในไตรมาสที่ 2 ของปี พ.ศ. 2548 เศรษฐกิจมหภาคของไทยมีความมั่นคงดี เมื่อสิ้นเดือนกันยายน พ.ศ. 2548 รัฐบาลไทยเกินดุลการคลังเป็นครั้งแรกนับแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 เชื่อมั่นว่าปี พ.ศ. 2549 ก็จะยังเกินดุลการคลังต่อไป มีหนี้สาธารณะเพียงร้อยละ 46 ของรายได้ประชาชาติ มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงที่สุดในประวัติการณ์ (48.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) มีหนี้ต่างประเทศน้อยกว่า 20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้น ไทยจึงเป็น net creditor ในเวทีระหว่างประเทศ  ตัวอย่างนโยบายการพัฒนาของไทย
  • นโยบาย Open Sky ประเทศไทยจะเปิดสนามบินสุวรรณภูมิในเดือนมิถุนายน  พ.ศ. 2549 เพื่อพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางอากาศของภูมิภาค ควบคู่ไปกับการขยายอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

  • นโยบายต่างประเทศเชิงรุกของไทย  ไทยมองตนเองเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์สำหรับหลายๆ ประเทศ ได้ทำ FTA กับ จีน อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ บาห์เรน เพิ่งจะสรุปการเจรจากับญี่ปุ่น รวมทั้งกำลังเจรจากับสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านใน ASEAN ใน 3 ด้านได้แก่ด้านความมั่นคง ด้านสังคม และด้านเศรษฐกิจ พยายามดำเนินนโยบายอย่างบูรณาการเพื่อไปสู่ความเป็น community อย่างแท้จริงภายในปี พ.ศ. 2563 ที่สำคัญ ในทศวรรษหน้า ภูมิภาคที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกคือเอเชีย ในปัจจุบันประเทศต่างๆ ก็ประจักษ์ถึงการเติบโตของจีนและอินเดียแล้ว ในอีก 5 ปีข้างหน้าเป็นที่คาดว่ารายได้ประชาชาติจีนจะเติบโตในอัตราร้อยละ 8-9 ต่อปี จำนวนประชากรของทั้ง 2 ประเทศเมื่อรวมกันแล้วได้ถึง 1 ใน 3 ของประชากรโลก ไทยอยากให้ประเทศทั้งหลายในเอเชียร่วมมือกันใกล้ชิดยิ่งขึ้นเพื่อช่วยขจัดความยากจน เอเชียมีประชากรและทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก มีศักยภาพการพัฒนาสูง รัฐบาลไทยจึงริเริ่มกรอบความร่วมมือ ACD ขึ้น เพื่อเตรียมให้เอเชียเป็นตลาดของโลก (market of the world) และการพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชีย (Asian Bond) โดยในอนาคตมุ่งส่งเสริมการออกพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่น มีตลาดพันธบัตรทั้งรายประเทศและเป็น composite of currencies

  • นโยบายขจัดความยากจน โดยตั้งเป้าหมายให้ประเทศพ้นจากความยากจนภายในปี 2552 ทั้งนี้ OECD มีคณะกรรมการความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา (Development Assistance Committee – DAC) ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดเรื่องเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals – MDGs) มีการหารืออย่างสม่ำเสมอเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพของการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิก 

ทั้งนี้ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการเข้าเป็นสมาชิก  ได้แก่ การที่ OECD เป็นองค์การที่ประกอบด้วยประเทศที่ร่ำรวย มีเวทีพบปะหารือกันของผู้นำประเทศเป็นประจำทุกปี ซึ่งหมายถึง The Ministerial Council Meeting ซึ่งหากประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก จะช่วยให้ผู้นำของประเทศไทยเป็นที่รู้จักในหมู่ประเทศร่ำรวยต่างๆ ที่เป็นแหล่งเงินทุนต่างประเทศ จะทำให้ประเทศไทย นโยบายของไทย เช่น ACD เป็นที่รู้จัก ซึ่งจะทำให้ OCED เห็นบทบาทและความสำคัญของประเทศในกลุ่มเอเชียขึ้นมา นอกจากนี้ การที่ OECD เป็น think tank ด้านการพัฒนาสาขาต่างๆ และประเทศไทยจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกจะทำให้ประเทศไทยได้รับการศึกษาด้านนโยบายการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะส่งผลให้ไทยสามารถปรับนโยบายในด้านต่างๆ อาทิ นโยบายการค้าเสรี หรือนโยบายการแก้ปัญหาความยากจน ฯลฯ ให้เป็นมาตรฐาน และมีความพร้อมที่จะยืนหยัดอยู่ได้ในกระแสโลกาภิวัตน์ อย่างยั่งยืนและสมศักดิ์ศรี ตัวอย่าง ประโยชน์ที่ประเทศสมาชิก OECD ล่าสุด ได้แก่ เกาหลี ซึ่งเป็นศูนย์ภูมิภาคของ OECD ในการศึกษาและให้ความรู้ทางวิชาการในด้านระบบภาษี นโยบายการแข่งขัน (competition policy) และด้านธรรมาภิบาลและบรรษัทภิบาล

อย่างไรก็ดี ในขณะนั้นเงื่อนไขการเข้าเป็นสมาชิกของ OECD ได้แก่ การที่ OECD มีความระมัดระวังในการพิจารณาการรับเข้าเป็นสมาชิกมาก เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มภาระด้านงบประมาณของสมาชิกเดิม จึงมีขั้นตอนและตรวจสอบความพร้อม ความสนใจของประเทศที่จะเข้าเป็นสมาชิกอย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นให้ประเทศที่จะเป็นสมาชิกจะต้องให้ความร่วมมือ และแสดงความแข็งขันในการให้ข้อมูลที่จำเป็น โดย OECD จะพิจารณาจากการมีส่วนร่วมในการประชุมตามวาระต่างๆ ในฐานะผู้สังเกตการณ์ (Observer)

OECD แบ่งสถานะผู้สังเกตการณ์ออกเป็น 2 แบบ คือ

1)        แบบเฉพาะกิจ (Ad hoc observer) คือผู้สังเกตการณ์ที่ OECD เชิญเข้าร่วมการประชุมเป็นครั้งคราว
2)        แบบเต็มสถานะ (Full observer) คือผู้สังเกตการณ์ ที่ OCED ให้สถานะติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี โดยประเทศที่ได้รับสถานะภาพนี้จะต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ โดยการเข้าร่วมประชุมทุกครั้งที่ได้รับเชิญ รวมถึงต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ OECD อย่างแข็งขัน

ในการพิจารณาการเข้าเป็นสมาชิกของ OECD สำหรับประเทศไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2546 กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า ประเทศไทยจะต้องได้รับสถานะภาพการเป็นผู้สังเกตการณ์ ในคณะกรรมการคณะต่างๆ 4 คณะ คือ คณะกรรมการการเกษตร คณะกรรมการค้า คณะกรรมการประมง และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ซึ่ง ณ ขณะนั้นหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรสมัครเป็นผู้สังเกตการณ์คณะกรรมการการเกษตร กระทรวงพาณิชย์สมัครเป็นผู้สังเกตการณ์คณะกรรมการการค้า กรมประมงสมัครเป็นผู้สังเกตการณ์คณะกรรมการประมง และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสมัครเป็นผู้สังเกตการณ์คณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อม เรียบร้อยแล้ว

การเข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ในคณะกรรมการการเกษตร รัฐบาลจะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ทันเหตุการณ์ ด้านการเกษตรของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งในด้านมาตรฐานสากลสำหรับผัก - ผลไม้ การเกษตรกับสิ่งแวด ล้อม และการบริหารทรัพยากรด้านชีวภาพ และยังมีสาขางานการเกษตรอื่นๆอีก เช่น ด้านนโยบายการเกษตร การตลาดและการค้าสินค้าเกษตร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม OECD ต้องการจัดทำโครงการ Country Review of Agricultural Policy กับไทย ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
 
ในส่วนของคณะกรรมการประมง OECD กำหนดแผนงานประจำปี พ.ศ. 2546-2548 โดยเน้นนโยบาย 3 หัวข้อหลัก ดังนี้
1)       การจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน
2)       การเปิดตลาดเสรี (Liberalization) โดยวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินกับการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งด้านการลงทุนและการให้บริการการประมง
3)       การประมงแบบผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU fishing) ซึ่งจะศึกษาผลกระทบของกิจกรรมดังกล่าวต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมละสังคม รวมทั้งแนวทางแก้ไขที่จะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาทรัพยากรประมงให้ยั่งยืน
 
ทั้งนี้ การจะเข้าเป็นสมาชิกของ OECD ไม่ใช้เรื่องง่าย ในครั้งนั้น ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องเตรียมความพร้อม ในด้านต่างๆ เพื่อให้ผ่านการพิจารณารับเข้าเป็นสมาชิกของ OECD รัฐบาลไทยในขณะนั้นจึงเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของ OECD อย่างต่อเนื่อง ดังนี้
1) การจัดตั้งศูนย์ข้อมูล (OECD Depository Library)โดยตั้งอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 
2) การเป็นสถานที่จัดประชุมภายใต้กรอบ OECD โดยเสนอตัวเป็นสถานที่จัดประชุมต่างๆในกรอบ OECD ได้แก่  การประชุมปฏิบัติการ Regional Workshops on Harmonization and Alignment ระหว่างวันที่ 19-20 ตุลาคม พ.ศ. 2547 การประชุม Global Forum on Trade ภายใต้หัวข้อ Trade and Structural Adjustment ในวันที่ 3-4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ณ ห้องประชุม ESCAP กรุงเทพมหานครฯ  การประชุม Conference on Private Pensions in Asia ระหว่างวันที่ 27-28 เมษายน พ.ศ. 2548 โดยเป็นเจ้าภาพร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กับ OECD Directorate for Enterprise and Financial Affairs และ International Network of Pension Regulators and Supervisors (IOPS) เพื่อกระตุ้นความตื่นตัวเรื่องการจัดการระบบเงินบำนาญของภาคเอกชนในเอเชีย  และกรมสรรพากรจะเป็นเจ้าภาพจัด OECD-Asia Senior Budget Officials’ Meeting ระหว่าง 15-16 ธันวาคม พ.ศ. 2548
 
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้สมัครเป็นสมาชิกศูนย์การพัฒนา (Development Centre)  ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกซึ่งเป็นประเทศสมาชิก OECD 24 ประเทศ กับ 1 องค์กร มีประเทศที่มิได้เป็นสมาชิก OECD 4 ประเทศ คือ ชิลี อินเดีย โมซัมบิก และโรมาเนีย การสมัครเป็นสมาชิกไม่ยุ่งยาก มีค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก และเป็นโอกาสที่ดีสำหรับประเทศที่มิได้เป็นสมาชิก OECD ในการเข้าร่วมกิจกรรมในลักษณะเท่าเทียมกันกับประเทศสมาชิก OECD โดยกิจกรรมของ Development Centre ซึ่งเดิมเน้นด้านการค้นคว้าและวิจัย ต่อมากำลังมุ่งไปทางด้านการวางแผนและนโยบายมากขึ้น การเปลี่ยนทิศทางนโยบายเช่นนี้ เป็นที่ยอมรับของประเทศที่กำลังพิจารณากลับเข้ามาเป็นสมาชิก เช่น สหราชอาณาจักรและญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันให้การสนับสนุนกิจกรรมมากขึ้นในลักษณะสมัครใจ (voluntary contribution) 
 
Development Centre ให้ความสำคัญต่องานด้านพัฒนาภายใต้กรอบ OECD รวมถึงเรื่องการเสริมสร้างทักษะในด้านการค้า (trade capacity building) โดยขณะนี้ Development Centre กำลังผลักดันการวางแผนงานด้านการพัฒนาของหน่วยงานต่างๆ ของ OECD อย่างเป็นบูรณาการ เพื่อเพิ่มประสิทธิผลการทำงานและเพิ่มความสอดคล้องกับองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ องค์การสหประชาชาติ (UN) ธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เป็นต้น
 
ประเทศไทยได้รับการพิจารณาเข้าเป็นสมาชิกของ Development Centre ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2548โดยเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีสเป็นผู้แทนไทยเข้าร่วมใน Governing Board ของ Development Centre ซึ่งได้รับโอกาสให้เข้าร่วมประชุมเพื่อร่วมพิจารณาผลการปฏิบัติงานของ Development Centre ในปีที่ผ่านมา รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแผนงานในปี พ.ศ. 2550-2551 ของ Development Centre
 
จากการที่ OECD เป็นเวทีการหารือของผู้มีความรู้ความชำนาญในด้านต่างๆ จากทั่วโลก การประชุมแต่ละครั้ง ตลอดจนการทำ Peer review ในประเด็นด้านต่างๆ ทำให้ OECD เป็นคลังทางความคิดและแหล่งข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือ ตลอดจนเป็นที่เก็บข้อมูลทางสถิติที่เชื่อถือได้ นอกจากนี้ ยังเป็นที่มาของการคาดการ สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ของภูมิภาคและของโลก ข้อมูลหรือคำทำนายแนวโน้มทางเศรษฐกิจ ถูกนำมาใช้และเผยแพร่ตามวาระและโอกาสต่าง ๆ ดังนี้

     1) เอกสารข่าวภาวะเศรษฐกิจของโลก OECD จะทำการเผยแพร่ข่าวสารและให้คำทำนายที่เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของโลกผ่านสื่อต่างๆ อาทิ

  • ข่าวการวิเคราะห์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกตลอดช่วงทศวรรษ 90
  • แสดงความเห็นและคาดการณ์แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2546
  • แสดงความกังวลเกี่ยวกับสภาวะตลาดหุ้นในสหรัฐ ในยุโรป และสนภาพความไม่แน่นอนจากการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโลก
  • ทำการตรวจสอบ 

               2) ข้อมูลการศึกษาของ OECD ถูกนำมาใช้ในการเจรจาในองค์การการค้าโลก แอนดรูว์ สเม็ต เขียนไว้ในรายงานเรื่องของแรงงานและองค์การค้าโลกว่าผลการศึกษาครั้งสำคัญขององค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาการทางเศรษฐกิจ (OECD) ที่นำออกเผยแพร่ในปี พ.ศ. 2539 มีการนำมาตรฐานด้านแรงงานที่สำคัญๆมาใช้ และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วต่างเกื้อหนุน และเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่กันและกัน สำหรับประเทศไทยพบว่ามีการนำข้อมูลความรู้ที่ได้จากการศึกษาในเรื่อง การบริหารงานภาครัฐมาใช้

 
 
ที่มา จาก Website OECD และ Website กระทรวงการต่างประเทศ
รวบรวมและเรียบเรียงโดย คณะทำงานด้านการประมงภายใต้ความร่วมมือกับ OECD

                        มิถุนายน 2552

แก้ไขล่าสุด ( วันจันทร์ที่ 09 พฤศจิกายน 2009 เวลา 20:39 น. )