โทรศัพท์และโทรสาร 0 - 2562 - 0569 หรือ 0 - 2562 - 0600 - 15 ต่อ 3710 , 4012
 
กรมประมงเพาะพันธุ์แมงดาจานปล่อยแหล่งน้ำธรรมชาติ
พร้อมเผยแพร่การเพาะพันธุ์สู่เกษตรกรที่สนใจ
 

            นายจรัลธาดา กรรณสูต อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปัจจุบันไข่แมงดาทะเลเป็นเมนูอาหารที่ผู้บริโภคอาหารทะเล
นิยมรับประทานกันมาก โดยแมงดาจานขนาดใหญ่ความกว้างของกระดองประมาณ 25-30 เซนติเมตรมีราคาจำหน่ายค่อนข้างสูงถึงตัวละ 150-200 บาท นอกจากบริโภคไข่แล้ว เหงือกของแมงดาจานยังนำมาฉาบน้ำตาลใส่มะพร้าวเป็นของหวานได้ ในวงการแพทย์นำเลือดไป
ผลิตเป็นสารเพื่อตรวจความเป็นพิษ (endotoxin) ของแบคทีเรียบางชนิด และมีการนำเรื่องระบบการมองเห็นของแมงดาทะเลที่เรียบง่าย และมีหน่วยย่อยในการมองเห็นจำนวนมาก (ommitidium) มาศึกษาโรคตาฟางหรือสาเหตุของโรคตาบอดในมนุษย์ได้อีกด้วย
 

            อธิบดีกรมประมง กล่าวต่อไปว่า จากการมีผู้นิยมบริโภคไข่แมงดาจานจึงส่งผลให้แมงดาจานเพศเมียถูกจับขึ้นมาขายเป็นจำนวนมาก ทุกวันจนอาจทำให้ปริมาณในธรรมชาติลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วหรือสูญพันธุ์ได้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางด้านชายหาดที่เป็นแหล่ง
ผสมพันธุ์และวางไข่ถูกรุกล้ำและเปลี่ยนสภาพเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปเกือบทุกแห่งจึงทำให้ไม่สามารถแพร่ขยายพันธุ์ในธรรมชาติ
ได้เหมือนในอดีต ดังนั้น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลจังหวัดสมุทรสงครามและศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง
จังหวัดสมุทรสาครจึงได้ดำเนินการศึกษาวิจัยร่วมกันด้วยการนำแมงดาจานมาทดลองเพาะพันธุ์จากโรงเพาะฟักให้ได้จำนวนมาก
เพียงพอต่อการนำไปปล่อยสู่ธรรมชาติ อย่างไรก็ตามจากผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้สามารถปล่อยแมงดาจานกลับคืนสู่ธรรมชาติได้หลายพันตัว
 

            แมงดาทะเล มีชื่อสามัญว่า horse - shoe crab มีกระดองแข็งคล้ายปูและรูปร่างของกระดองเหมือนเกือกม้า นักอนุกรมวิธาน
จำแนกแมงดาทะเลอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับแมงมุมและแมงป่อง แมงดาทะเลในโลกมี 4 ชนิด โดยในประเทศไทยพบเพียง 2 ชนิด คือ แมงดาจาน หรือ Tachypleus gigas และแมงดาถ้วย หรือ เห-รา หรือ Carcinoscorpius rotundicauda โดยแมงดาจานนั้นมี ขนาดใหญ่กว่าแมงดาถ้วยและเชื่อกันว่าแมงดาจานเป็นชนิดที่ไม่มีพิษต่อผู้บริโภค แหล่งอาศัยมักอยู่ใน
บริเวณชายฝั่งทะเลหรือบริเวณปากน้ำที่มีลักษณะเป็นหาดทรายหรือทรายปนดินเล็กน้อยและมีความลึกของน้ำทะเลอยู่ระหว่าง 3-10 เมตร เป็นแหล่งที่ไม่มีคลื่นลมแรง เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์วางไข่แมงดาทะเลจะจับคู่และขึ้นมาบริเวณชายหาด
 

            นางสาวฐิติทิพย์ ด้วงเงิน นักวิชาการประมงจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลจังหวัดสมุทรสงคราม
ในฐานะหัวหน้าทีมศึกษาวิจัย กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้มีทีมนักวิชาการประมงจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจังหวัดสมุทรสาคร
ร่วมศึกษาด้วย ได้แก่ นางสาวฐิติมา ทองศรีพงษ์ นายชัยวุฒิ สุดทองคง และนางลิลา เรืองแป้น การดำเนินการศึกษาวิจัยได้รวบรวม
เฉพาะแมงดาจานมาทดลองเพาะพันธุ์ โดยนำพ่อพันธุ์ขนาดกระดองความยาวเฉลี่ย 34.5 เซนติเมตร ความกว้างเฉลี่ย 17.5 เซนติเมตร
แม่พันธุ์ขนาดกระดองความยาวเฉลี่ย 42.5 เซนติเมตร ความกว้างเฉลี่ย 23.5 เซนติเมตร มาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ที่ปูพื้นด้วยทรายปนดิน ให้ปลาเป็ดสับและหอยแมลงภู่กินเป็นอาหารประมาณ 1 เดือน ตัวผู้จะเกาะติดส่วนท้ายของกระดองตัวเมียตลอดเวลาประมาณ 5-7 วัน ตัวเมียเริ่มวางไข่ครั้งละ 200-300 ฟอง ตัวผู้จะฉีดน้ำเชื้อทันทีที่ตัวเมียวางไข่ในหลุม การผสมพันธุ์ภายนอกเช่นนี้มีวันละประมาณ 8-12 ครั้ง
จนกว่าวางไข่หมด ซึ่งแม่พันธุ์ 1 แม่วางไข่เฉลี่ย 7,000-9,000 ฟอง ไข่มีลักษณะกลมมนสีเหลืองอมเขียว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5-3.0 มิลลิเมตร มีไข่แดงอยู่ตรงกลางปริมาณมาก และมีไซโตพลาสซึมรอบๆ

            ทั้งนี้ไข่ที่ได้รับการผสมกับน้ำเชื้อแล้วมีขนาดขยายขึ้นและสีของเปลือกไข่จางลงเป็นสีเขียวอ่อนจนกลายเป็นโปร่งใสและสามารถ
มองเห็นการแบ่งเซลล์และการพัฒนาของตัวอ่อนภายใน ตัวอ่อนจะฟักออกจากไข่ในระยะเวลา 25-30 วัน หลังจากการปฏิสนธิตัวอ่อน
ระยะแรกฟักในตะแกรงที่แขวนอยู่ในตู้เพาะฟักและมีน้ำทะเลที่ผ่านการฆ่าเชื้อความเค็ม 30 ppt ไหลวนตลอดเวลาที่อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ใน ระดับ 29-31.5 องศาเซลเซียส อัตราการรอดตายของตัวอ่อนจนถึงระยะที่สองซึ่งเป็นขนาดที่มีความยาว 13.38 มิลลิเมตรและมี
ความกว้าง 8.75 มิลลิเมตร มีจำนวนร้อยละ 78 สำหรับตัวอ่อนที่ฟักออกจากไข่จะให้อาร์ทีเมียโตเต็มวัยและปลาสดสับละเอียดเป็นอาหาร
 

            คณะผู้วิจัยได้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการเพาะพันธุ์แมงดาจานให้กับกลุ่มเกษตรกรที่สนใจ อาทิ กลุ่มเกษตรกรที่บ้านหาดทรายดำ จังหวัดระนอง ซึ่งมีความสนใจเพาะพันธุ์แมงดาจานเป็นอาชีพ ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากปัจจัยทางด้านราคาและแนวโน้มจำนวนแมงดาจาน
ในธรรมชาติในประเทศที่ลดลงประกอบกับมีการสั่งนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านจึงเชื่อว่าในอนาคตแมงดาจานน่าจะเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ
ที่น่าสนใจในการเพาะพันธุ์เชิงพาณิชย์อีกชนิดหนึ่งได้

 

ฝ่ายประชาสัมพันธ์
30 ธันวาคม
2548